<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113614</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2021 16:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2021 16:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม. เห็นชอบไทยลงนามรับมอบวัคซีน 1.3-1.5 แสนโดส ในข้อตกลงกับภูฏาน-บริษัทแอสตราฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ส.ค.64 - น.ส.ไตรศุลี&amp;nbsp;ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบในการลงนามในร่าง In-kind Donation Agreement ระหว่างกระทรวงสาธารณสุข ประเทศเยอรมัน กับ กระทรวงสาธารณสุขของไทย ซึ่งเป็นการรับบริจาคยา Monoclonal Antibody (Casirivimab/Imdevimab) จากเยอรมันของบริษัท Regeneron และอนุมัติให้อธิบดีกรมควบคุมโรคเป็นผู้มีอำนาจลงนามในสัญญา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และครม.ยังเห็นชอบในการลงนามในร่าง FORM OF AGREEMENT Tripartite Agreement ระหว่างรัฐบาลภูฏาน รัฐบาลไทย และบริษัท AstraZeneca จำกัด&amp;nbsp;ซึ่งเป็นการรับมอบวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(โควิด-19) ของบริษัท AstraZeneca จำกัด&amp;nbsp;และอนุมัติให้อธิบดีกรมควบคุมโรคเป็นผู้มีอำนาจลงนามในสัญญา

ทั้งนี้รัฐบาลภูฏานมีความประสงค์จะมอบวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ของบริษัท AstraZeneca จำนวน 130,000-150,000 โดส แก่ประเทศไทย ผลิตโดย Statens Serum Institute ประเทศสวีเดน บนพื้นฐานของการส่งมอบคืนในอนาคต ตามข้อตกลงไตรภาคี ระหว่างรัฐบาลภูฏาน รัฐบาลไทย และบริษัท AstraZeneca จำกัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนประเทศเยอรมันมีความประสงค์บริจาค Monoclonal Antibody (Casirivimab/Imdevimab)&amp;nbsp;จำนวน 1,000-2,000 ชุด โดยเป็นการบริจาคแบบไม่มีเงื่อนไข ซึ่งเป็นไปตามหลักมนุษยธรรม โดยประเทศไทยในฐานะผู้รับบริจาค ไม่ต้องชำระค่าตอบแทนสำหรับยา แต่มีภาระในการรับมอบจาก Bundeswehrapotheke&amp;nbsp;(Military pharmacy) Epe และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องได้แก่ ค่าขนส่ง ค่าจัดเก็บ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113614</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม.เห็นชอบ, ภูฏาน, มติครม., รับบริจาคยา, วัคซีนแอสตราเซเนกา, เยอรมนี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210817/image_big_611b791891883.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108854</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/07/2021 20:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/07/2021 20:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.เห็นชอบชุดแบบอักษรพระราชทาน &#039;จุฬาภรณ์ลิขิต&#039; เป็นมาตรฐานราชการไทยแบบที่ 14</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ค.64 - น.ส.ไตรศุลี&amp;nbsp;ไตรสรณกุล&amp;nbsp;รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบให้ชุดแบบอักษรพระราชทาน &amp;ldquo;จุฬาภรณ์ลิขิต&amp;rdquo; เป็นชุดแบบอักษรมาตรฐานราชการไทยแบบที่ 14 ตามที่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เสนอ เพื่อเป็นการจารึกพระนามและเนื่องในวโรกาสครบรอบ 64 พรรษา ของศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี และในวโรกาสที่ทรงสำเร็จการศึกษาหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์ คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ ตลอดจนเผยแผ่พระเกียรติคุณและพระมหากรุณาธิคุณในฐานะเจ้าหญิงของปวงประชา และองค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์อย่างกว้างไกลและยิ่งยืนนานและเผยแพร่ต่อประชาชนชาวไทย และใช้ในราชการ รวมถึงผู้คนทั่วโลก สามารถนำชุดแบบอักษรไปใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อเป็นการอนุรักษ์และสืบทอดภาษาและตัวอักษรไทย รวมถึงเป็นการจารึกพระนามขององค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์บนโลกดิจิทัล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับชุดแบบอักษรพระราชทาน &amp;ldquo;จุฬาภรณ์ลิขิต&amp;rdquo; ได้รับการออกแบบให้มีความคล้ายคลึงกับยอดอ่อนของดอกกล้วยไม้พันธุ์ Phalaenopsis Princess Chulabhorn&amp;nbsp;เพื่อเผยแผ่เกียรติคุณและรางวัลระดับนานาชาติที่ทรงได้รับอันเกี่ยวเนื่องกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วยตัวอักษรไทยซึ่งมีโครงสร้างถูกต้องตามมาตรฐานโดยมีลักษณะเป็นตัว มีหัว มีปาก มีส่วนประกอบถูกต้องตามอักขรวิธี ไม่มีการประดับลวดลาย รายละเอียดมากจนเกินไป&amp;nbsp; สามารถนำไปใช้ได้หลากหลายลักษณะ จึงเหมาะสมที่จะนำมาใช้ในราชการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยครม.เห็นชอบให้หน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยงานดำเนินการติดตั้งชุดแบบอักษรพระราชทาน &amp;ldquo;จุฬาภรณ์ลิขิต&amp;rdquo; เป็นชุดแบบอักษรมาตรฐานราชการไทย แบบที่ 14 เพิ่มเข้าไปในระบบปฏิบัติการ Thai OS และให้ถือเป็นมาตรฐานของหน่วยงานภาครัฐทุกหน่วย ภายในปี 2564&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108854</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม.เห็นชอบ, จุฬาภรณ์ลิขิต, ชุดแบบอักษรพระราชทาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210706/image_big_60e4541095531.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108832</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/07/2021 16:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/07/2021 16:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.ไฟเขียวเยียวยานายจ้าง-ลูกจ้างผู้ประกันตน ม.33 ใน 4 กิจการพื้นที่กทม.และปริมณฑล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6&amp;nbsp;ก.ค.64 - นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมอนุมัติโครงการเยียวยานายจ้างและผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด กรุงเทพมหานครและปริมณฑล (จังหวัดนครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร)&amp;nbsp;&amp;nbsp;กรอบวงเงินจำนวน 2,519.38 ล้านบาท ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน ได้แก่ นายจ้างและผู้ประกันตน มาตรา 33 ใน 4 ประเภทกิจการได้แก่ กิจการก่อสร้าง กิจการที่พักแรมและบริการด้านอาหาร กิจการศิลปะ ความบันเทิงและนันทนาการ และกิจการกิจกรรมการบริการด้านอื่นๆที่ได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการฯ ดังนี้ 1.นายจ้างที่อยู่ในฐานข้อมูลประกันสังคม ณ วันที่ 28 มิถุนายน 2564 หรือนายจ้างที่ขึ้นทะเบียนใหม่ตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน&amp;nbsp;&amp;ndash;&amp;nbsp;30 กรกฎาคม 2564 จำนวน 41,940 ราย โดยจะได้รับเงินเยียวยาในอัตรา 3,000 บาทต่อลูกจ้างหนึ่งคน สูงสุดไม่เกิน 200 คนต่อแห่ง 2.ผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 663,916 ราย จะได้รับเงินเยียวยาในอัตรา 2,000 บาทต่อคน ทั้งนี้กรณีที่ผู้ประกันตนทำงานกับนายจ้างมากกว่า 1 ราย ให้มีสิทธิได้รับเงินเยียวยาเพียงครั้งเดียวในอัตรา 2,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับวิธีการจ่ายเงินเยียวยานั้น กรณีบุคคลธรรมดาและผู้ประกันตนมาตรา 33 จะโอนผ่านบัญชีพร้อมเพย์ (PromptPay)&amp;nbsp;เฉพาะการผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขบัตรประชาชน กรณีนายจ้างที่เป็นนิติบุคคล สำนักงานประกันสังคมจะโอนเข้าบัญชีเงินฝากตามที่นายจ้างแจ้ง หรือตามวิธีการอื่นๆที่กระทรวงแรงงานกำหนด โดยเริ่มโอนเงินเยียวยาครั้งแรกภายในวันที่ 23 กรกฎาคม 2564 และโอนเงินซ้ำทุกสัปดาห์ละ 1 ครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุชา กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. ยังมอบหมายให้สำนักงานประกันสังคม เร่งลงทะเบียนนายจ้าง และให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานตรวจสอบนิติสัมพันธ์ความเป็นนายจ้างลูกจ้างของนายจ้างที่ขึ้นทะเบียนประกันสังคมรายใหม่ในช่วงวันที่ 29 มิถุนายน - 30 กรกฎาคม 2564 เพื่อยืนยันว่ามีการประกอบธุรกิจและมีการจ้างงานตามจำนวนที่แจ้งขึ้นทะเบียนประกันสังคมไว้จริง&amp;nbsp;&amp;nbsp;รวมทั้งเร่งประชาสัมพันธ์ให้นายจ้างรายใหม่ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบประกันสังคมมากขึ้นด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108832</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครม.เห็นชอบ, มาตรา 33, เยียวยาโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210629/image_big_60dae5d55112a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104960</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2021 19:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2021 19:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.เห็นชอบร่าง พรบ.พืชกระท่อม ปลูกขาย นำเข้าส่งออกเชิงอุตสาหกรรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 มิ.ย.64 - นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติพืชกระท่อม พ.ศ. .... โดยเป็นการปรับปรุงจากร่างเดิมที่กระทรวงยุติธรรมได้เสนอ ครม. ไปแล้ว เมื่อ 12 ต.ค. 63 อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงร่างฉบับนี้ยังคงยึดหลักการเดิมตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ ซึ่งเป็นการกำหนดมาตรการกำกับดูแลการปลูกพืชกระท่อม การขาย การนำเข้าหรือส่งออกใบกระท่อม เพื่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประชาชนมากที่สุด โดยมีสาระสำคัญ 1.กำหนดนิยาม พืชกระท่อม หมายความว่า พืชซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mitragyna speciosa (Korth.) Havil ส่วนใบกระท่อม หมายความว่า ใบของพืชกระท่อม และให้หมายความรวมถึงสารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพที่สกัดได้จากใบของพืชกระท่อมตามที่ประกาศกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.มาตรการควบคุมและกำกับดูแล 1)กำหนดให้การปลูกพืชกระท่อม การขาย การนำเข้าหรือส่งออกใบกระท่อม เพื่อประโยชน์เชิงอุตสาหกรรม ต้องได้รับใบอนุญาต 2)กำหนดอายุใบอนุญาต โดยใบอนุญาตปลูกพืชกระท่อม ใบอนุญาตขายใบกระท่อม มีอายุ 5 ปี ส่วนใบอนุญาตนำเข้าหรือส่งออกใบกระท่อม มีอายุ 1 ปี 3)กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ขอรับใบอนุญาต เช่น เป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทยและมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย ไม่เป็นผู้เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาต หรืออยู่ระหว่างการถูกพักใช้ใบอนุญาต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.หน้าที่ของผู้รับใบอนุญาต 1)ผู้รับใบอนุญาตปลูกพืชกระท่อม มีหน้าที่ต้องเพาะหรือปลูกในที่ดินหรือสถานที่และพิกัดตามที่ระบุไว้ในใบอนุญาต 2)ผู้รับใบอนุญาตขายใบกระท่อม นำเข้าหรือส่งออกใบกระท่อม มีหน้าที่ต้องจัดให้มีป้ายแสดงว่าเป็นสถานที่ขาย นำเข้า หรือส่งออกใบกระท่อม จัดให้มีฉลากและเอกสารกำกับใบกระท่อม โดยอย่างน้อยต้องระบุแหล่งที่มาของใบกระท่อม คำเตือน หรือข้อควรระวัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.การคุ้มครองบุคคลและการป้องกันการใช้ใบกระท่อมในทางที่ผิด 1)ห้ามผู้ใดขายใบกระท่อม น้ำต้มใบกระท่อม หรืออาหารที่มีใบกระท่อมเป็นวัตถุดิบหรือส่วนประกอบแก่บุคคลอายุต่ำกว่า 18 ปี หญิงมีครรภ์และหญิงให้นมบุตร หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท กรณีมีการขายในสถานศึกษา หอพัก สวนสาธารณะ สวนสัตว์ หรือสวนสนุก หรือขายโดยวิธีการอิเล็กทรอนิกส์ ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท 2)ห้ามผู้ใดบริโภคใบกระท่อมหรือน้ำต้มใบกระท่อมที่ปรุงผสมกับยาเสพติดให้โทษ ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท 3)กำหนดให้ผู้ปลูกพืชกระท่อม ขายใบกระท่อม เกินปริมาณที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง หรือนำเข้าหรือส่งออกใบกระท่อม โดยไม่มีใบอนุญาต ต้องโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในลำดับต่อไป จะส่งร่างพระราชบัญญัติให้คณะกรรมการประสานสภาผู้แทนราษฎรพิจาณา ก่อนเสนอรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104960</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงยุติธรรม, ครม.เห็นชอบ, พ.ร.บ.พืชกระท่อม, พืชกระท่อม, มติ ครม.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210601/image_big_60b602c81e5b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17905</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.ไฟเขียว60โปรเจ็กต์ยักษ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ครม.สัญจรไฟเขียวแผนพัฒนาพื้นที่กลุ่มภาคเหนือตอนล่าง-อีสานตอนบน รวม 6 ด้าน กว่า 60 โครงการ เชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจในอาเซียน มอบให้หน่วยงานเจ้าของเรื่องดูความเหมาะสม นายกฯ เผยต้องคัดแยกโครงการจำเป็นเร่งด่วนตรงตามความต้องการ แต่ยังระบุไม่ได้อนุมัติงบประมาณเท่าไหร่ หวังแรงงานไทยฝึกทักษะรองรับอีอีซี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคาร ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ จ.เพชรบูรณ์ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร ว่าที่ประชุม ครม.เห็นชอบผลประชุมระหว่างนายกรัฐมนตรีกับผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้แทนภาคเอกชน ผู้บริหารท้องถิ่น และผู้แทนเกษตรกร เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 รวม 6 ด้าน กว่า 60 โครงการ ทั้งด้านการเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจหลวงพระบาง-อินโดจีน-เมาะลำไย หรือลิเม็ก ด้านการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและการแก้ไขปัญหาอุทกภัย ด้านการยกระดับการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิต ด้านการท่องเที่ยว และด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยที่ประชุมมอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบรับข้อเสนอต่างๆ ไปพิจารณาจัดลำดับความสำคัญของการดำเนินโครงการอีกครั้ง ตามข้อเสนอในด้านการเชื่อมโยงกลุ่มลิเม็ก ซึ่งมีโครงการสำคัญโดยเน้นการพัฒนาเส้นทางคมนาคม เช่น การพัฒนาโครงข่ายทางหลวงหมายเลข 117 และเส้นทางรองเชื่อมโยงจุดผ่านแดนถาวรภูดู่ จังหวัดอุตรดิตถ์ รวมทั้งการสนับสนุนการค้า และอำนวยความสะดวกในการเข้า-ออกประเทศไทย ผ่านด่านชายแดนทางบกด้วยระบบขอวีซ่าผ่านระบบออนไลน์ ที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวได้ร่วมมือกันผลักดันต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ซึ่งมีโครงการสำคัญครอบคลุมทั้งด้านถนน อากาศ และระบบราง โดยมีโครงการสำคัญ เช่น โครงการพัฒนาสนามบินอุดรธานี รองรับการเติบโตของนักเดินทางและนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากเดิม 3.5 ล้านคนต่อปี เพิ่มขึ้นเป็น 7.5 ล้านคนต่อปี โครงการสนามบิน จ.เลย การพัฒนาท่าอากาศยานจังหวัดพิษณุโลก และศึกษาความเหมาะสมของการก่อสร้างสนามบินบึงกาฬ การก่อสร้างเส้นทางรถไฟเชื่อมต่อทุกจังหวัดภายในกลุ่ม จ.เลย หนองบัวลำภู และบึงกาฬ ได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมรับไปพิจารณาความเหมาะสมของแต่ละโครงการ โดยต้องดูถึงความสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.สรรเสริญกล่าวอีกว่า ยังมีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ รวม 14 โครงการ วงเงินรวมประมาณ 3,700 ล้านบาท โดยมอบหมายให้สำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติรับเป็นเจ้าภาพหลักในการพิจารณา ส่วนด้านการยกระดับการผลิต ด้านการท่องเที่ยว ด้านคุณภาพชีวิต ซึ่งมีโครงการสำคัญ อย่างเช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการท่องเที่ยวเมืองมรดกโลกอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย การศึกษาเพื่อผลักดันแหล่งธรณีวิทยาจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นอุทยานธรณีโลก การจัดทำแผนแม่บทพัฒนาการท่องเที่ยวริมแม่น้ำโขง 7 จังหวัด ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณา ส่วนข้อเสนอการขอให้คืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ณ ด่านพรมแดนทางบก พร้อมทั้งให้พิจารณาดำเนินการจัดมีวีซ่าหน้าด่าน โดยนำร่องที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองหนองคาย และท่าอาศยานนานาชาติอุดรธานี ที่ประชุมเห็นว่ายังไม่มีความเหมาะสม จึงยังไม่ได้พิจารณา เพราะที่ผ่านมามีการศึกษามาแล้วว่ามีจุดอ่อนหลายเรื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีการพูดถึงการเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจหลวงพระบาง-อินโดจีน เมาะ ลำไย กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับประเทศเพื่อนบ้านและต้องหารือร่วมกัน และเป็นการสร้างความเชื่อมโยงในอาเซียน ซึ่งการจะเชื่อมโยงต้องดูความพร้อมของประเทศเพื่อนบ้านด้วย รวมถึงเรื่องกฎระเบียบต่างๆ นอกจากนี้ ได้มีการพูดคุยถึงการพัฒนาระบบโลจิสติกส์เชื่อมโยงคมนาคมทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;วันนี้รัฐบาลรับหลักการไป ซึ่งประมาณ 50-60 &amp;nbsp;เปอร์เซ็นต์ อยู่ในแผนแม่บทที่จะต้องดำเนินการอยู่แล้ว &amp;nbsp;แต่อะไรที่เร่งด่วนและจำเป็น เราจะคัดแยกออกมาให้ตรงความต้องการ ส่วนเรื่องงบประมาณยังตอบไม่ได้ว่าจะอนุมัติเท่าไหร่ เพียงแต่รับหลักการเข้ามาแล้วจะพิจารณาอีกครั้ง ต้องหารือสำนักงบประมาณด้วย และดูแผนงานของกระทรวงที่ร่างไว้เดิมว่าจะปรับอย่างไร ซึ่งงบประมาณในการพัฒนาด้านคมนาคมของกลุ่มจังหวัด 2 แสนกว่าล้าน จะให้ทั้งหมดไม่ได้ แต่จะมีแผนแม่บทที่ร่างไว้และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลจะต้องทำให้ต่อเนื่อง หลายอย่างมีปัญหาพันกันหลายเรื่อง แต่รัฐบาลก็พยายามทำให้เต็มที่&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวต่อว่า เรื่องการท่องเที่ยวตนได้ให้การพิจารณาเชื่อมโยงเมืองหลัก เมืองรอง การสัญจร และการขยายสนามบิน โดยเรื่องสนามบิน ตนทราบว่าทุกจังหวัดก็อยากมี แต่ถามว่าคนเดินทางด้วยเที่ยวบินต่างๆ มีมากเพียงพอหรือไม่ เพราะสายการบินหากมาลงก็ต้องมีทุนมาก จะคุ้มค่าหรือไม่ ดังนั้นต้องสร้างความเชื่อมโยงจากสนามบินหลัก สนามบินรอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;วันนี้เรามี พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) ออกมาแล้ว ซึ่งทุกคนต้องเข้าใจตรงกันว่าเรามุ่งขยาย ปรับปรุง ปฏิรูปเศรษฐกิจใหม่ของเราขึ้นมาให้ได้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีนำไปสู่การใช้หุ่นยนต์ในอนาคต ซึ่งเรายังใช้การเชื่อมโยงกับคนทั้งหมดไม่ได้ ยังมีความจำเป็นต้องใช้คนอยู่ ผมอยากให้แรงงานไทยได้เรียนรู้และฝึกหัดเพิ่มเติมในการทำงานร่วมกับเครื่องจักรและหุ่นยนต์ได้ ไม่ใช่เอาคนงานออกทั้งหมด&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการรถไฟฟ้า รฟม. เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมได้มีการมอบหมายให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินงานโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดภูเก็ต (รถไฟฟ้ารางเบา) เพื่อพัฒนาระบบขนส่งมวลชนของจังหวัดภูเก็ตให้มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพรองรับการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว อำนวยความสะดวกในการเดินทางให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว รวมทั้งเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาการจราจรของจังหวัด โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดภูเก็ต ระบบรถไฟฟ้ารางเบา (Light Rail Transit หรือ Tramway) กำหนดดำเนินโครงการแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ช่วงท่าอากาศยานนานาชาติจังหวัดภูเก็ต ห้าแยกฉลอง ระยะทาง 42.0 กม. ระยะที่ 2 ส่วนต่อขยายจากจุดตัดทางหลวง 402 และ 4026 เพื่อเชื่อมต่อกับระบบรถไฟสถานีรถไฟท่านุ่น ระยะทาง 16.5 กม.
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีสถานีทั้งหมด 24 สถานี จะมีสถานีระดับพื้นดิน 19 สถานี สถานียกระดับ 1 สถานี และสถานีใต้ดิน 1 สถานี ซึ่งทางวิ่งจะมีระดับพื้นดิน บางช่วงทางวิ่งลอดใต้ดินและทางวิ่งยกระดับ ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาเพื่อจัดทำรายงานตาม พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุน ส่วนในปี พ.ศ.2563 คาดว่าจะเริ่มงานก่อสร้างและจะเปิดให้บริการในปี พ.ศ.2566 โดยล่าสุดเมื่ออังคารที่ 11 ก.ย. 61 ครม.อนุมัติให้ รฟม.ก่อสร้างรถไฟฟ้ารางเบาที่ &amp;ldquo;ภูเก็ต&amp;rdquo; โดย รฟม.คาด พ.ย.นี้สรุปผลศึกษาเปิดร่วมทุน PPP รถไฟฟ้าภูเก็ต 3.9 หมื่นล้าน. &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17905</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจหลวงพระบาง-อินโดจีน-เมาะลำไย หรือลิเม็ก, ครม.สัญจร, ครม.เห็นชอบ, พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด, หนังสือพิมพ์, เชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจในอาเซียน, แผนพัฒนาพื้นที่กลุ่มภาคเหนือตอนล่าง-อีสานตอนบน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180918/image_big_5ba10e8008e0a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
