<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120017</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตาสิ้นปีหนี้ (ครัวเรือน) ท่วม!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เศรษฐกิจไทยมีการชะลอตัวอย่างชัดเจนตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;เมื่อปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน หลายภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน ทั้งจากสถานการณ์การแพร่ระบาดและมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดที่ส่งผลโดยตรงกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สะท้อนอย่างเห็นได้ชัดจากปัญหาการว่างงาน การปิดกิจการเป็นจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา ปัญหาเหล่านี้ได้ส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อ &amp;ldquo;รายได้ของภาคครัวเรือน&amp;rdquo; ให้ชะลอตัวลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่รายจ่ายและหนี้สินต่างๆ ของครัวเรือนยังเป็นเหมือนระเบิดเวลาที่รออยู่ แม้ว่าที่ผ่านมาหลายส่วนจะมีการออกมาตรการช่วยเหลือแต่ก็เป็นเพียงการประคองให้ผ่านช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เหล่านี้ถือเป็นความเปราะบางทางการเงินของครัวเรือนไทยที่สะท้อนออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยก่อนหน้านี้&amp;nbsp;ธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;(ธปท.)&amp;nbsp;ได้เผยแพร่รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน&amp;nbsp;(กนง.)&amp;nbsp;ฉบับย่อ ครั้งที่&amp;nbsp;6/2564&amp;nbsp;โดยระบุว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงมากในไตรมาส&amp;nbsp;3/2564&amp;nbsp;จากการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ในไทยที่รุนแรงและขยายวงกว้างมากขึ้น ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอลงมากในช่วงต้นไตรมาสดังกล่าว ก่อนจะกลับมาฟื้นตัวได้บ้างหลังจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ที่ ฐานะทางการเงินภาคครัวเรือนเปราะบางมากขึ้นจากหนี้ที่อยู่ในระดับสูง โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีที่ระดับ&amp;nbsp;89.3%&amp;nbsp;ณ สิ้นไตรมาส&amp;nbsp;2/2564&amp;nbsp;นั้น แม้ว่าจะปรับลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าแต่ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับสูง โดยหนี้ครัวเรือนจะเป็นแรงกดดันเพิ่มเติมต่อการฟื้นตัวของการบริโภคและเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ภาคครัวเรือนยังเผชิญความเสี่ยงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงตามสถานการณ์การระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;จึงต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนที่ทำงานในภาคบริการและครัวเรือนกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน &amp;ldquo;ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี&amp;nbsp;(ttb analytics)&amp;nbsp;ระบุถึงสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยในปัจจุบันว่า ยังอยู่ในภาวะที่เปราะบาง จากสัดส่วนหนี้เพื่อการบริโภคที่สูงขึ้น จึงเป็นปัญหากระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ โดยมีการคาดการณ์ว่าระดับหนี้ครัวเรือนของไทยอาจจะเพิ่มขึ้นไปถึง&amp;nbsp;93%&amp;nbsp;ในช่วงสิ้นปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนสาเหตุที่หนี้ครัวเรือนไทยต่อจีดีพีเร่งตัวขึ้นเร็วในช่วงวิกฤตนี้ มาจาก&amp;nbsp;1.ความจำเป็นในการก่อหนี้เพิ่ม เนื่องจากการขาดหรือมีสภาพคล่องในครัวเรือนไม่เพียงพอกับรายจ่าย หลังจากที่ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติในช่วงล็อกดาวน์ การถูกปรับลดเงินเดือนบางส่วนลง รวมถึงการถูกเลิกจ้าง และ&amp;nbsp;2.รายได้ที่ลดลงมากเมื่อเทียบกับหนี้ที่เพิ่มขึ้นรวดเร็ว สะท้อนจากหนี้ครัวเรือนไทย ณ ต้นปีที่ผ่านมา ขยายตัวที่ระดับ&amp;nbsp;4.6%&amp;nbsp;จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะซบเซา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หลายประเทศก็ประสบปัญหาการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของหนี้ครัวเรือนด้วยเช่นกัน ทั้งเกาหลีใต้ มาเลเซีย ขณะที่ไทยมีปริมาณหนี้ครัวเรือนอยู่อันดับที่&amp;nbsp;17&amp;nbsp;ของโลก ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างเกาหลีใต้ซึ่งอยู่อันดับที่&amp;nbsp;9&amp;nbsp;และมาเลเซียอันดับที่&amp;nbsp;14&amp;nbsp;แต่หนี้ครัวเรือนไทยก็ยังสูงกว่าหนี้ครัวเรือนของสิงคโปร์ ซึ่งอยู่อันดับที่ 26 ของโลก จึงเห็นได้ว่านอกจากหนี้ครัวเรือนไทยและประเทศเพื่อนบ้านจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแล้ว ยังมีปริมาณภาระหนี้สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกอีกด้วย ดังนั้นการบริหารจัดการหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืนจึงเป็นสิ่งจำเป็น&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน &amp;ldquo;ศูนย์วิจัยกสิกรไทย&amp;rdquo; ประเมินว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีของไทยจะกลับมาเร่งสูงขึ้นในช่วงที่เหลือของปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;โดยคาดว่าอาจจะขยับเข้าใกล้กรอบบนของตัวเลขประมาณการหนี้ครัวเรือน ที่ช่วงคาดการณ์&amp;nbsp;90-92%&amp;nbsp;ต่อจีดีพี เนื่องจากหนี้สินภาคครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง และครัวเรือนบางส่วนอาจก่อหนี้เพิ่มในช่วงต้นไตรมาส&amp;nbsp;3/2564&amp;nbsp;ซึ่งเป็นช่วงที่มีการระบาดรุนแรง โดยสะท้อนจากการเร่งตัวขึ้นของสินเชื่อส่วนบุคคลทั้งที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี คงต้องติดตามแนวทางการช่วยเหลือและการแก้ปัญหาความเปราะบางของภาวะหนี้ครัวเรือนไทยที่ยังมีทิศทางปรับสูงขึ้นจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เพราะหากไม่เร่งแก้ไขสุดท้ายอาจจะกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่กระทบการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครองขวัญ รอดหมวน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120017</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ครองขวัญ รอดหมวน, จับตาสิ้นปีหนี้ (ครัวเรือน) ท่วม!</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119089</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“กินเจ 2564” กร่อย!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อยู่ในช่วงเทศกาลแห่งบุญ &amp;ldquo;กินเจ 2564&amp;rdquo; ระหว่างวันที่ 6-14 ต.ค.นี้ ซึ่งมีปัจจัยที่น่าจับตาหลายอย่าง ทั้งสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่ยืดเยื้อต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว มาตรการ Work From Home (WFH) ของหลายออฟฟิศที่ยังดำเนินต่อไป รวมถึงสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดทั่วประเทศ ที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าจะส่งผลกระทบกับเทศกาลกินเจ 2564 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย &amp;ldquo;ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย&amp;rdquo; ระบุว่า เทศกาลกินเจปีนี้จะไม่คึกคักมากนัก โดยประเมินว่าจะมียอดการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลกินเจอยู่ที่ 40,147 ล้านบาท ขยายตัวติดลบ 14.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลการสำรวจพฤติกรรมและการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงเทศกาลกินเจ ระหว่างวันที่ 4-13 ต.ค.2564 จากตัวอย่างทั้งสิ้น 1,208 ตัวอย่างทั่วประเทศ พบว่า ประชาชนยังมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจในหลายๆ ด้านขณะนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และจากยอดใช้จ่ายของเทศกาลกินเจ 2564 ที่ 40,147 ล้านบาท หรือติดลบ 14.5% นั้น ถือเป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 14 ปี นับตั้งแต่ปี 2551 เลยทีเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ความเสียหายจากสถานการณ์น้ำท่วมใน 36 จังหวัด คาดว่าจะมีมูลค่ากว่า 15,036 ล้านบาท คิดเป็น 0.1-0.2% ของจีดีพี แม้ว่าสถานการณ์น้ำท่วมในปีนี้จะยังไม่รุนแรงเท่ากับปี 2554 ที่กระทบต่อภาคเศรษฐกิจทั้งโรงงาน อุตสาหกรรม ระบบขนส่ง โดยคาดว่าสถานการณ์จะสามารถคลี่คลายได้เร็วๆ นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน &amp;ldquo;ศูนย์วิจัยกสิกรไทย&amp;rdquo; ประเมินว่า เทศกาลกินเจ 2564 คนกรุงเทพฯ จะมีการใช้จ่ายตลอดช่วงเทศกาลอยู่ที่ 3,600 ล้านบาท หดตัว 8.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งนอกจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ แล้ว ยังเป็นผลจากจำนวนคนที่กินเจลดลง อีกทั้งยังปรับลดจำนวนวันในการกินเจลงเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานออฟฟิศบางส่วนที่ยังคง WFH จึงไม่เอื้อต่อการจับจ่ายในช่องทางการกินเจที่คุ้นเคยอย่างร้านอาหารข้างทางบริเวณที่ทำงาน ขณะที่ช่องทางร้านสะดวกซื้อและเดลิเวอรี หรือออนไลน์ มีแนวโน้มที่คนจะหันมาใช้บริการมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แม้สถานการณ์โควิดและการเข้าถึงวัคซีนในประเทศจะเริ่มมีสัญญาณบวก แต่ก็ยังมีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่อาจจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ที่สำคัญเฉพาะหน้าคือ สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนว่าจะยกระดับความรุนแรงมากขึ้นเพียงใด เนื่องจากเหตุการณ์ยังไม่ยุติ ฤดูฝนยังไม่สิ้นสุด และมีการคาดการณ์ว่าอาจจะยังมีพายุอีก 1-2 ลูกเข้ามาหลังจากนี้ ขณะที่การเร่งตัวขึ้นของราคาพลังงานในตลาดโลกท่ามกลางเงินบาทที่อ่อนค่า ก็เป็นอีกตัวแปรที่จะส่งผลต่อทิศทางราคาพลังงานในประเทศให้ขยับสูงขึ้น ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัยดังกล่าวไม่เพียงจะส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคที่เดิมก็เปราะบางอยู่แล้ว ขณะเดียวกันความไม่สะดวกในการเดินทางและขนส่งในพื้นที่ประสบภัย ความเสียหายต่อพืชผลเกษตรก็ยังเป็นแรงกดดันต้านต้นทุนและราคาสินค้า โดยเฉพาะผัก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลกินเจปีนี้ด้วย&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด &amp;ldquo;กระทรวงพาณิชย์&amp;rdquo; ได้ลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์การใช้จ่ายของประชาชนในช่วงเทศกาลกินเจ 2564 พบว่า การจับจ่ายใช้สอยลดลง 30-40% เนื่องจากคาดว่าประชาชนส่วนใหญ่หันไปปรุงอาหารเองที่บ้านมากขึ้น หรือซื้อสินค้าสำเร็จรูปมากขึ้น ขณะที่ราคาผักนั้นยอมรับว่าภาพรวมมีการปรับขึ้นจากช่วงก่อนหน้าเล็กน้อย เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลให้การขนส่งสินค้าเข้ามาถึงตลาดมีความยากลำบากมากขึ้น และทำให้สินค้ามีปริมาณน้อยลง ส่วนวัตถุดิบจำพวกของแห้งที่เกี่ยวกับเทศกาลกินเจ อาทิ เส้นหมี่ เห็ดหอมแห้ง โปรตีนเกษตรยังมีราคาเท่ากับปีก่อน และยังมีสินค้าต่อเนื่อง ไม่มีสัญญาณการขาดแคลนแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี อาจจะต้องยอมรับว่าหลายปัจจัยเสี่ยงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เช่น สถานการณ์น้ำท่วมที่มีผลกระทบต่อราคาผักในช่วงเทศกาลกินเจ 2564 ให้ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ปัจจัยเรื่องการระบาดของโควิด-19 ที่มีผลต่อรายได้ของประชาชน ซึ่งส่งผลต่อภาพรวมการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลให้ลดลง ทำให้เทศกาลกินเจปีนี้อาจจะไม่ค่อยคึกคักเหมือนปีก่อนๆ โดยหวังว่าหากสถานการณ์ต่างๆ คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยที่สนับสนุนการใช้จ่ายของประชาชนให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครองขวัญ รอดหมวน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119089</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ครองขวัญ รอดหมวน, “กินเจ 2564” กร่อย!</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118268</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดกระทุ้ง“ยากจน”พุ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความยากจน&amp;rdquo; เป็นอีกประเด็นที่เกิดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี หลายส่วนจำเป็นต้องปิดตัวลงเพราะทนแรงเสียดทานไม่ไหว จึงกลายเป็นประเด็นให้เกิดปัญหา &amp;ldquo;การว่างงาน&amp;rdquo; ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ครัวเรือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด&amp;nbsp;สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต&amp;nbsp;ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณี &amp;ldquo;ภัยสังคมในยุคโควิด-19&amp;rdquo;&amp;nbsp;กลุ่มตัวอย่างจำนวน&amp;nbsp;1,172&amp;nbsp;คน ระหว่างวันที่&amp;nbsp;19-23&amp;nbsp;ก.ย.2564&amp;nbsp;พบว่า เมื่อเปรียบเทียบก่อนมีโควิด-19&amp;nbsp;กับในยุคโควิด-19&amp;nbsp;ประชาชนคิดว่าความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินแย่ลง&amp;nbsp;72.78%,&amp;nbsp;ค่อนข้างวิตกกังวล 54.46% ส่วนภัยสังคมที่ประชาชนคิดว่าน่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ ภัยจากออนไลน์ 68.66%&amp;nbsp;โดยมองว่าปัญหาภัยสังคมที่มีเพิ่มมากขึ้น เพราะ ปัญหาความยากจน ว่างงาน ชีวิต&amp;nbsp;ความเป็นอยู่ลำบาก 89.31% เคยมีประสบการณ์ประสบกับปัญหาภัยสังคม&amp;nbsp;34.17%&amp;nbsp;จากภัยสังคมในปัจจุบันทำให้ความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจผู้อื่นลดลง&amp;nbsp;65.90%&amp;nbsp;จึงควรเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจและความยากจน&amp;nbsp;85.82%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;วีณัฐ สกุลหอม&amp;rdquo; คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต&amp;nbsp;ระบุว่า&amp;nbsp;ภัยสังคมในยุคโควิด-19 มีต้นเหตุมาจากปัจจัยหลักๆ คือ ปัญหาทางสังคม เช่น การเลิกจ้างงาน รายได้ไม่พอกับรายจ่าย ความเป็นอยู่ยากลำบาก พฤติกรรมบริโภคนิยม ก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรมที่พัฒนามาในรูปแบบออนไลน์ ภัยเงียบเหล่านี้เป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้คุณภาพชีวิตคนไทยต่ำลง ส่งผลให้ชีวิตไม่มีความสุข ซึมเศร้า วิตกกังวล หวาดระแวงจากผู้คนรอบข้าง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นภัยสังคมที่ต้องเร่งแก้ไข
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สอดคล้องกับข้อมูลของ &amp;ldquo;ธนาคารโลก&amp;nbsp;(เวิลด์แบงก์)&amp;rdquo;&amp;nbsp;ที่ระบุว่า ในปี 2564 ผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ทำให้ภาคครัวเรือน มีอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น และภาคธุรกิจเอสเอ็มอีขาดรายได้ ทำให้ในปีนี้ประเทศไทยจะมีผู้ที่มีความยากจนเพิ่มขึ้นอีก&amp;nbsp;1.7&amp;nbsp;แสนคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยหากย้อนไปดูรายงานของธนาคารโลก ในปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;เกี่ยวกับประเด็นเรื่องความยากจน จะพบว่าอัตราความยากจนของประเทศไทยเพิ่มขึ้น ภาคครัวเรือนมีความเปราะบางจากภาวะการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงและสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำ โดยในช่วงไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ การเติบโตของรายได้และการบริโภคของครัวเรือนได้หยุดชะงักทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งครัวเรือนที่อยู่ในกลุ่มรายได้ต่ำล่างสุดของระดับการกระจายรายได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และจากข้อมูลพบว่า ระหว่างปี&amp;nbsp;2558-2561&amp;nbsp;อัตราความยากจนของประเทศไทยเพิ่มขึ้นจาก&amp;nbsp;7.21%&amp;nbsp;เป็น&amp;nbsp;9.85%&amp;nbsp;และค่าสัมบูรณ์ของประชากรที่อยู่ในภาวะยากจนเพิ่มสูงขึ้นจาก&amp;nbsp;4.85&amp;nbsp;ล้านคน เป็นมากกว่า&amp;nbsp;6.7&amp;nbsp;ล้านคน โดยประชากรในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยากจนเพิ่มขึ้นกว่าครึ่งล้านคน ในช่วงเวลาดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง &amp;ldquo;ธนาคารโลก&amp;rdquo; ก็ได้มีการประเมินว่า ปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวจะส่งผลทำให้คนไทยยากจนเพิ่มขึ้นอีก&amp;nbsp;1.5&amp;nbsp;ล้านคน ส่วนผลกระทบด้านแรงงาน ในช่วงไตรมาส&amp;nbsp;2/2563&amp;nbsp;โควิด-19&amp;nbsp;ทำให้งานหายไป&amp;nbsp;3.4&amp;nbsp;แสนตำแหน่ง ชั่วโมงการทำงานลดลง&amp;nbsp;2-3&amp;nbsp;ชั่วโมง การว่างงานในกลุ่มคนหนุ่มสาวเพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าจ้างลดลง และแม้ว่าปัจจุบันสถานการณ์ต่างๆ อาจจะเริ่มคลี่คลายขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าตลาดแรงงานของไทยยังเต็มไปด้วย &amp;ldquo;ความเปราะบาง&amp;rdquo; เหล่านี้จะเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบไปยังรายได้ในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และจะสะท้อนออกมาในรูปของ&amp;nbsp;หนี้ครัวเรือน&amp;nbsp;ในที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี&amp;nbsp;สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม&amp;nbsp;(สศช.)&amp;nbsp;หรือสภาพัฒน์&amp;nbsp;ที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างการขับเคลื่อนการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่&amp;nbsp;13&amp;nbsp;โดยยืนยันว่าฉบับนี้จะแตกต่างจากแผนเดิมๆ ที่ผ่านมา จะมีการกำหนดภารกิจที่ต้องทำให้สำเร็จภายใน&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปี พัฒนาประเทศ สร้างภูมิคุ้มกัน สร้างภูมิต้านทานเพื่อรองรับความเสี่ยงหรือวิกฤตที่อาจจะรุนแรงกว่าโควิด-19&amp;nbsp;ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และแน่นอนว่าในแผนพัฒนาฯ&amp;nbsp;13&amp;nbsp;ดังกล่าว ได้มีการบรรจุเรื่องการแก้ไขปัญหาความยากจนเข้าไปด้วย โดยมุ่งเป้าหมายที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของครัวเรือนยากจน รวมทั้งให้ความสำคัญกับการจัดความคุ้มครองทางสังคมอย่างเพียงพอต่อการดำรงชีวิตให้แก่คนไทยทุกช่วงวัย.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครองขวัญ รอดหมวน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118268</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ครองขวัญ รอดหมวน, โควิดกระทุ้ง“ยากจน”พุ่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117464</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทางรอดเศรษฐกิจไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;เป็นอีกปีที่เศรษฐกิจไทยเจอกับวิกฤตสาหัส อย่าง &amp;ldquo;โควิด-19&amp;rdquo;&amp;nbsp;หลายส่วนได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่ด้านสาธารณสุข และด้านการทำธุรกิจ ปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวทำให้การใช้ชีวิตประจำวัน และการดำเนินธุรกิจเปลี่ยนไปแทบจะสิ้นเชิง เกือบทุกภาคส่วนต้องมีการปรับตัวเพื่อให้ยังสามารถใช้ชีวิตประจำวัน และเดินหน้าธุรกิจต่อไปได้ ขณะที่อีกหลายส่วนถูกกดดันจากปัจจัยแวดล้อม จนอาจจะไปต่อไม่ไหว สะท้อนให้เห็นจากภาพการปิดกิจการของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายเล็ก ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงาน ภาวะการว่างงานเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทบเป็นลูกโซ่ส่งต่อไปยังรายได้ที่ไม่เพียงพอกับรายจ่าย จนปูดออกมาเป็นปัญหา &amp;ldquo;หนี้ครัวเรือน&amp;rdquo; ที่อยู่ระดับสูงในปัจจุบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาที่เกิดขึ้นในส่วนต่างๆ ส่งผลกระทบต่อภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้ แม้ที่ผ่านมารัฐบาลจะพยายามออกมาตรการช่วยเหลือในหลากหลายมิติ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบหลายส่วนยังไม่สามารถเข้าถึงมาตรการที่ออกมาได้อย่างเต็มที่นัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยปัจจัยเสี่ยงที่กดดันการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา ทำให้&amp;nbsp;คณะกรรมการนโยบายการเงิน&amp;nbsp;(กนง.) ในการประชุมเมื่อวันที่&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ส.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;ลงเหลือ&amp;nbsp;0.7%&amp;nbsp;จากคาดการณ์เดิมที่&amp;nbsp;1.8%&amp;nbsp;ขณะที่ปี&amp;nbsp;2565&amp;nbsp;ลดลงเหลือ&amp;nbsp;3.7%&amp;nbsp;จากคาดการณ์เดิมที่&amp;nbsp;3.9%&amp;nbsp;ด้วยเหตุผลที่ว่า&amp;nbsp;ความเสี่ยงของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้ายังอยู่ในระดับสูง ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบมากในปีนี้ และแนวโน้มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ปรับลดลงมากในปีหน้า ขณะที่ตลาดแรงงานเองยังเต็มไปด้วยความเปราะบาง โดยเฉพาะภาคบริการและผู้ประกอบอาชีพอิสระ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงด้านต่ำอย่างมีนัยสำคัญจากการระบาดทั้งในและต่างประเทศที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการบริโภคภาคเอกชน รายได้และการจ้างงานเพิ่มเติมจากผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่ง กนง.จะติดตามปัจจัยดังกล่าวอย่างใกล้ชิด&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนภาคเอกชนอย่าง &amp;ldquo;คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน&amp;nbsp;3&amp;nbsp;สถาบัน&amp;nbsp;(กกร.)&amp;rdquo;&amp;nbsp;มองว่า จากสถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19&amp;nbsp;ในประเทศที่เริ่มดีขึ้น และแผนการจัดหาวัคซีนที่เพิ่มมากขึ้น จนนำไปสู่การผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคบางส่วน จะเป็นผลดีกับเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยมองว่าภาครัฐควรมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มากขึ้น ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมาตรการระยะสั้น เน้นไปที่การกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ เช่น โครงการคนละครึ่ง ช็อปดีมีคืน และกระตุ้นการท่องเที่ยว ส่วนมาตรการระยะยาว มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างและรักษาฐานการผลิต รับมือสงครามการค้า&amp;nbsp;(Trade War)&amp;nbsp;ผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ๆ รวมทั้งภาครัฐควรเดินหน้าการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงการที่รัฐลงทุนเอง และโครงการลงทุนแบบ&amp;nbsp;PPP&amp;nbsp;เพื่อสร้างบรรยากาศการลงทุน และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ&amp;nbsp;(FDI)&amp;nbsp;ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไปอย่างเต็มรูปแบบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านรัฐบาลเอง ที่ก็ยอมรับว่ารายได้จากภาคการท่องเที่ยวและบริการของไทยหายไปจำนวนมาก แต่จากการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ก.ย.ที่ผ่านมา และหากสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไว้ได้ดี ก็เชื่อว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส&amp;nbsp;3-4/2564&amp;nbsp;จะดีขึ้น และจะเป็นผลดีกับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้ รวมถึงปีหน้าด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน&amp;nbsp;ที่ยังคงเชื่อมั่นว่า หลังจากนี้ทิศทางเศรษฐกิจของไทยจะค่อยๆ เติบโตไปได้ จากการช่วยเหลือของทุกฝ่ายในการประคับประคองช่วยกัน แม้ว่าประเทศไทยตอนนี้จะมีสถานการณ์ที่ท้าทายเรื่องหลุมรายได้ขนาดใหญ่ และไทยเองก็ยังเป็นประเทศที่อาศัยรายได้จากการท่องเที่ยว ซึ่งส่วนนี้ต้องใช้เวลา นั่นจึงเป็นเหตุผลที่รัฐบาลเดินหน้าเปิดประเทศเร็วขึ้น เพื่อเร่งให้รายได้จากภาคการท่องเที่ยวทยอยกลับเข้ามา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่กระทรวงการคลังเอง แม้ว่าก่อนหน้านี้จะยอมรับว่าสภาพการณ์ทั่วไปของเศรษฐกิจไทยยังคงไม่แข็งแกร่ง แม้ว่าไตรมาส&amp;nbsp;2/2564&amp;nbsp;จะเติบโตสูงถึง&amp;nbsp;7.5%&amp;nbsp;เพราะอัตราการเติบโตเทียบระหว่าง 2 ไตรมาสนับตั้งแต่ต้นปียังอยู่ในระดับต่ำกว่า&amp;nbsp;1%&amp;nbsp;และการระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ระลอกที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;3&amp;nbsp;นั้น ก็ส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอาจจะช้า และใช้เวลานานกว่าที่คาดการณ์ไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี โจทย์สำคัญและอาจจะเป็นทางรอดของเศรษฐกิจไทยตอนนี้ น่าจะเป็นการเร่งกระจายวัคซีนที่มีประสิทธิภาพเพื่อควบคุมสถานการณ์การระบาดของไวรัส ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทยอยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และจะส่งผลดีต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อๆ ไปด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ครองขวัญ รอดหมวน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117464</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ครองขวัญ รอดหมวน, ทางรอดเศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116485</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“อี-คอมเมิร์ซ” ธุรกิจดาวรุ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;โลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในทุกมิติ โดยเฉพาะตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 ที่กลายเป็นตัวเร่งให้ทั้งการใช้ชีวิต การทำธุรกิจและอื่นๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด &amp;ldquo;เทคโนโลยี&amp;rdquo; กลายมาเป็นส่วนประกอบสำคัญในกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์มากขึ้น และหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยมาตรการลดระยะห่าง การ Work From Home : WFH หรืออื่นๆ ที่เป็นมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัส ขณะที่การใช้ชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อไป การใช้จ่าย ซื้อของกินของใช้ ยังคงเป็นกิจวัตรประจำวันที่ต้องดำเนินอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเทคโนโลยีใหม่ๆ จึงถูกหยิบขึ้นมาใช้เพื่อให้สอดรับกับรูปแบบชีวิตประจำวันในสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการเองก็จำเป็นต้องปรับตัวตอบรับเทคโนโลยีที่เข้ามา โดยเฉพาะ &amp;ldquo;ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ&amp;rdquo; เติบโตได้อย่างโดดเด่นในสถานการณ์ปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนหน้านี้ KKP Research ได้ออกบทวิเคราะห์ โดยประเมินตลาดอี-คอมเมิร์ซ ในไทยจะขยายตัวได้สูงถึง 20% ต่อปี ตลาดช่วง 5 ปีข้างหน้า และจะเพิ่มขึ้นจากระดับ 3 แสนล้านบาท เป็น 7.5 แสนล้านบาท ในปี 2568 หรือคิดเป็น 16% ของตลาดค้าปลีกรวมของประเทศที่จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5 ล้านล้านบาท แม้ธุรกิจค้าปลีกที่มีหน้าร้านจะยังคงสัดส่วนและคาดว่าจะยังขยายตัวได้เฉลี่ยที่ 4.8% ต่อปี ระหว่างปี 2563-2568 แต่มูลค่าตลาดอี-คอมเมิร์ซที่จะขยายตัวต่อเนื่องเฉลี่ย 20% ต่อปี จะสนับสนุนให้มูลค่าตลาดค้าปลีกรวมของไทยขยายตัวได้ราว 6.6% ต่อปี ตลอด 5 ปีข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จาก 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ 1.การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 2.การใช้โทรศัพท์มือถือและเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y และ Gen Z และ 3 บริการชำระเงินออนไลน์ที่แพร่หลายในอาเซียน เช่น บริการพร้อมเพย์ในไทยที่สะดวกและมีต้นทุนต่อผู้ใช้ต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ หากลงไปดูในรายละเอียดจะพบว่า ไทยมีขนาดอี-คอมเมิร์ซใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียน แต่ยังมีสัดส่วนค้าปลีกออนไลน์น้อย และการใช้จ่ายออนไลน์ต่อหัวยังค่อนข้างต่ำหากเทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่มีตลาดอี-คอมเมิร์ซใหญ่ที่สุด โดยมีการประเมินว่า &amp;ldquo;สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ หมวดอาหารและสุขภาพมีแนวโน้มขยายตัวดี และจะมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทย ทั้งจากฝั่งอุปสงค์ที่มาจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังไม่คลี่คลายในระยะสั้น และในระยะยาวที่แนวโน้มการ WFH และเศรษฐกิจแรงงานอิสระจะมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นต่อเศรษฐกิจไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; KKP Research ระบุว่า การขยายตัวของอี-คอมเมิร์ซในไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน จากปัจจัยจำเพาะที่ใกล้เคียงกัน ทั้งด้านโครงสร้างเศรษฐกิจ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีและเครือข่าย สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ นโยบายและกฎหมาย รวมถึงลักษณะทางสังคมและประชากร ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้มองว่าตลาดอี-คอมเมิร์ซในอาเซียนยังมีโอกาสเติบโตจากการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มมากขึ้นและเติบโตอย่างต่อเนื่อง และอี-คอมเมิร์ซในอาเซียนกำลังขยายตัวรวดเร็วจากประชากรที่มีอายุเฉลี่ยน้อยและนิยมซื้อสินค้าผ่านโทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟน อีกทั้งการเข้าถึงช่องทางการชำระเงินออนไลน์ที่หลากหลายก็ยังส่งผลให้อี-คอมเมิร์ซไทยเร่งตัวได้เป็นอย่างดีด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยโอกาสและแนวโน้มในการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซนี้ &amp;ldquo;ภาครัฐ&amp;rdquo; จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้ามามีบทบาทในการส่งเสริม สนับสนุนและสร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้แก่ธุรกิจรายย่อย ผ่านการส่งเสริมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ลดขั้นตอนและกฎระเบียบใน 3 ด้าน ได้แก่ 1.ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพการให้บริการโลจิสติกส์ในประเทศ 2.ส่งเสริมการชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างถ้วนหน้า และสนับสนุนการจัดเก็บภาษีจากธุรกิจออนไลน์อย่างโปร่งใสและเป็นระบบ และ 3.ขยายตลาดค้าปลีกออนไลน์ให้ไปไกลกว่าตลาดในประเทศ ผ่านการลดขั้นตอนและกฎระเบียบต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ผู้ประกอบการเองก็จำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ เพื่อรองรับเทคโนโลยี และแนวทางการดำเนินธุรกิจในรูปแบบที่เปลี่ยนไปตามปัจจัยสนับสนุน โดยหลายฝ่ายมองว่า &amp;ldquo;เศรษฐกิจดิจิทัล&amp;rdquo; จะเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากในการช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจในยุคต่อๆ ไป ผ่านกระบวนการด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ที่ทันสมัยมากขึ้น สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคตามยุคตามสมัยได้เป็นอย่างดี.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ครองขวัญ รอดหมวน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116485</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ครองขวัญ รอดหมวน, “อี-คอมเมิร์ซ” ธุรกิจดาวรุ่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115722</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปรับตัว เพื่ออยู่รอด!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาคธุรกิจ&amp;rdquo; เป็นอีกหนึ่งกลไกทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างสาหัสไม่แพ้ส่วนอื่นๆ แม้ว่าที่ผ่านมาภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งออกมาตรการ และให้ความช่วยเหลือในหลายๆ มิติ แต่ก็อาจจะยังทำได้ไม่เต็มที่ หลายส่วนยังไม่สามารถเข้าถึงมาตรการหรือเครื่องมือต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ที่ผ่านมาอาจจะได้เห็นจนเกือบจะเป็นภาพที่ชินตาว่า ภาคธุรกิจหลายส่วนทนแบกรับภาระจากผลกระทบที่เกิดจากการแพร่ระบาดและมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสไม่ไหว ก็ทยอยปิดตัวลงไปเป็นจำนวนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดเผยผลสำรวจผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ต่อภาคธุรกิจไทยในเดือน ส.ค.2564 พบว่า การฟื้นตัวของธุรกิจในภาพรวมยังอยู่ในระดับต่ำใกล้เคียงกับเดือนก่อนหน้า แม้จะมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดบางส่วน อาทิ การเปิดร้านอาหารในห้างสรรพสินค้าสำหรับขายแบบเดลิเวอรี การเปิดแคมป์ก่อสร้างในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และผ่อนคลายการเดินทางข้ามจังหวัดของแรงงาน แต่กำลังซื้อที่อ่อนแอยังคงกดดันการฟื้นตัวในหลายธุรกิจ โดยเฉพาะภาคที่ไม่ใช่การผลิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านการผลิต ยังคงเผชิญกับการติดเชื้อเป็นคลัสเตอร์ในโรงงาน และการปิดโรงงานของคู่ค้าเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่กระทบกับระดับการผลิตในภาพรวม ขณะที่ปัญหาเรื่องการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ผ่อนคลายจากเดือนก่อนเล็กน้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ระดับการฟื้นตัวของการจ้างงานค่อนข้างทรงตัว ยกเว้นภาคการท่องเที่ยวที่มีการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้นบ้างตามแผนการเปิดรับนักท่องเที่ยวในบางพื้นที่ ส่วนภาคการค้ามีการจ้างแรงงานลดลง โดยธุรกิจส่วนใหญ่มีสภาพคล่องลดลงจากเดือนก่อน โดยเฉพาะภาคที่ไม่ใช่การผลิต อาทิ ธุรกิจขนส่งผู้โดยสารและธุรกิจก่อสร้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ยังคงยืดเยื้อ ธุรกิจกว่าครึ่งเลือกที่จะปรับตัวด้วยการลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ไม่ใช่ด้านแรงงาน, ชะลอการลงทุน, ลดค่าใช้จ่ายด้านแรงงานลง, หารายได้จากช่องทางอื่น และปิดกิจการชั่วคราว หรือปิดสาขา&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจทีทีบี (ttb analytics) ได้ออกบทวิเคราะห์เรื่อง เจาะลึกการปรับตัวธุรกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 และการฟื้นตัวระยะปานกลางแบบ K-Shape โดยระบุว่าธุรกิจที่มีความเปราะบางมากที่สุดคือ กลุ่มธุรกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว ได้แก่ กลุ่มท่องเที่ยว โดยเฉพาะโรงแรม ร้านอาหาร กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ โดยเฉพาะขนส่งทางอากาศและทางน้ำ รวมถึงกลุ่มบริการส่วนบุคคล โดยเฉพาะบันเทิงและการกีฬา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนธุรกิจกำลังฟื้น ซึ่งเป็นไปตามกำลังซื้อในประเทศที่เริ่มกลับมา ได้แก่ ค้าปลีก รับเหมาก่อสร้าง เกษตรแปรรูป ไอทีและเทเลคอม ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การแพทย์ เครื่องจักรและชิ้นส่วน สินค้าอุปโภคและบริโภค เฟอร์นิเจอร์ ก็ยังมีความน่าเป็นห่วง เนื่องจากรายได้ใน 2 ปีที่ผ่านมาลดลง 10-30% ดังนั้นในช่วงที่เหลือของปีนี้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวอีกครั้ง เพื่อรอคอยช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2564 ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะค่อยๆ กลับมาฟื้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ถ้ามองในอีก 1-2 ปีข้างหน้า (2565-2566) แม้ว่าการระบาดจะมีแนวโน้มบรรเทาลงจากการเร่งฉีดวัคซีนที่ครอบคลุมประชากรของโลกและในประเทศไทยมากขึ้น แต่โควิด-19 ก็ยังไม่หมดไปและอาจจะกลายพันธุ์เพิ่มเติม ทำให้การแพร่ระบาดยังคงอยู่กับโลกต่อไปอย่างน้อย 1 ปี จนกว่าจะมีวัคซีนที่สามารถจัดการไวรัสได้อย่างเบ็ดเสร็จ ดังนั้นภาคธุรกิจจะเผชิญกับความท้าทาย 3 ด้าน คือ การระบาดที่ยังดำเนินต่อไป ดังนั้นผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวเพื่อการดำเนินธุรกิจให้ปลอดภัยทั้งจากการติดเชื้อในพนักงานและลูกค้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ได้แก่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ EEC การเป็นสังคมผู้สูงวัย เป็นต้น และยังจะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค โดยการเข้าถึงของผู้บริโภคจากหลายช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ดังนั้นธุรกิจต้องผสมผสานอย่างสมดุล และใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่รอบตัว เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความสะดวกให้ผู้บริโภค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การปรับตัว&amp;rdquo; จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญของภาคธุรกิจที่ต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะในสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยกดดันที่หลากหลาย หากภาคธุรกิจมีความพร้อมและสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ก็จะช่วยให้การดำเนินธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าอาจจะไม่ใช่เรื่องงานกับทุกธุรกิจในภาวะที่มีปัจจัยกดดันเช่นในขณะนี้!!.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(ครองขวัญ รอดหมวน)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115722</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ครองขวัญ รอดหมวน, ปรับตัว เพื่ออยู่รอด!</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114420</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดกับ “ส่งออก” ครึ่งปีหลัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การส่งออก&amp;rdquo; น่าจะกลายเป็นไม่กี่เครื่องยนต์ที่ยังสามารถทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดีในการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ หลังจากที่หลายๆ เครื่องยนต์ต้องสะดุดลง จากผลกระทบของการระบาดของโควิด-19 ที่ยืดเยื้อยาวนานมาตั้งแต่ปี 2563 และหลายฝ่ายประเมินว่าสถานการณ์ดังกล่าวต้องใช้ระยะเวลาอีกระยะกว่าจะคลี่คลาย ขณะที่เศรษฐกิจไทยหลังจากนั้นก็อาจต้องใช้เวลา 1-2 ปี หรืออาจจะมากกว่านั้นในการฟื้นตัวเพื่อกลับไปยืนในระดับก่อนเกิดการระบาดของไวรัสตัวร้าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ก็ได้ออกมาเปิดเผยตัวเลขการส่งออกในเดือน ก.ค.2564 พบว่า ขยายตัวสูงถึง 20.27% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ภาพรวมการส่งออกในช่วง 7 เดือนของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค.2564) การส่งออกขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง โดยมีมูลค่ารวมที่ 1.54 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 16.20% ขณะที่การนำเข้า มีมูลค่า 1.52 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 28.73%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย 5 ปัจจัยที่ช่วยขับเคลื่อนให้ภาคการส่งออกของไทยกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้งคือ เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักสำคัญของไทยเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น โดยเฉพาะสหรัฐ ยุโรป และจีน อีกทั้งภาคการผลิตทั่วโลกยังคงขยายตัวดี โดยเฉพาะการผลิตสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภค สินค้าวัตถุดิบและสินค้าเพื่อการลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่เงินบาทที่อ่อนค่าลงก็กลายเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนภาคการส่งออกของไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสริมจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าปีก่อน ซึ่งส่งผลดีต่อราคาสินค้าส่งออกของไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันที่ทำให้ได้ราคาดีขึ้น และจากความพยายามของกระทรวงพาณิชย์ในการเร่งแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยจากปัจจัยเสริมที่ช่วยให้ภาคการส่งออกของไทยในปีนี้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง หลายฝ่ายต่างประเมินกันว่าภาพรวมตัวเลขการส่งออกของไทยในปีนี้น่าจะเติบโตได้ไม่น้อยกว่าเลขสองหลักอย่างแน่นอน เช่น กระทรวงการคลังที่เพิ่งปรับคาดการณ์ตัวเลขส่งออกในปีนี้เพิ่มเป็น 16.6% จากเดิมที่ 11% ขณะที่ก็มีบางส่วนมองว่าแม้การส่งออกที่แข็งแกร่งอาจจะไม่ได้เข้ามาชดเชยการสูญเสียทางเศรษฐกิจจากผลกระทบของโควิด-19 ได้ทั้งหมด แต่ก็เรียกว่าเป็นตัวหลักที่ช่วยลดทอนความเสียหายได้เป็นอย่างดี ด้านกระทรวงพาณิชย์เองยังคงยืนยันเป้าหมายตัวเลขการส่งออกในปีนี้ไว้ที่ 4% เช่นเดิม แม้ว่า 7 เดือนแรกส่งออกจะโตแรงไปถึง 16.20% แล้วก็ตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมระบุว่า สถานการณ์โควิด-19 เริ่มมีผลกระทบตั้งแต่ปลายเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา และอาจจะต่อเนื่องไปในเดือน ส.ค.และ ก.ย.2564 ได้ เพราะเมื่อล็อกดาวน์แล้วก็จะมีผลต่อภาคการผลิตที่โรงงานบางแห่งต้องปิดตัวลง บางแห่งผลิตได้ไม่ต่อเนื่องก็จะกระทบกับภาคการส่งออก รวมทั้งสถานการณ์โควิด-19 ของประเทศเพื่อนบ้านที่ติดขัดเรื่องการข้ามแดนก็มีผลต่อการส่งออก โดยเฉพาะผลไม้และสินค้าบางประเภท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ &amp;ldquo;ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ Economic Intlligence Center : EIC&amp;rdquo; ระบุว่า การส่งออกในเดือน ก.ค. เริ่มมีสัญญาณชะลอลง จากผลของการระบาดของโควิด-19 ทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดอาเซียน รวมไปถึงสหรัฐและยุโรป นั่นอาจส่งผลให้การส่งออกในระยะต่อไปยังต้องติดตามความเสี่ยงด้านอุปทานที่เริ่มส่งสัญญาณผลกระทบเช่นเดียวกัน สะท้อนจากจำนวนโรงงานที่ต้องปิดตัวชั่วคราวเพื่อแก้ปัญหาจากการติดเชื้อในโรงงานที่ปรับเพิ่มขึ้นมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากการระบาดในประเทศยังคงรุนแรงและทำให้โรงงานต้องปิดตัวมากหรือนานขึ้น ก็จะเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อการผลิตเพื่อการส่งออกในระยะต่อไปได้ อีกทั้งปัญหาการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะห่วงโซ่อุปทานระหว่างไทยและประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะอาเซียน อีกทั้งปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และเซมิคอนดักเตอร์ (ชิป) ก็ยังเป็นปัจจัยที่กดดันอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นอาจสะท้อนถึงการชะลอตัวของภาคส่งออกที่เกิดขึ้น ยังสอดคล้องกับประมาณการส่งออกของ EIC ที่เคยมองไว้ว่า การส่งออกในช่วงครึ่งหลังของปีจะชะลอความร้อนแรงลงจากช่วงครึ่งปีแรก จากปัจจัยพื้นฐานที่จะเริ่มปรับสูงขึ้นในช่วงปลายปีก่อน รวมถึงปัญหาผลกระทบการระบาดรอบล่าสุดทั่วโลกที่ยังเป็นปัจจัยกดดันภาคส่งออกในช่วงที่เหลือของปี โดย EIC ยังคงคาดการณ์การส่งออกปีนี้ที่ 15.0% และยังต้องจับตาความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากผลกระทบของการระบาดโควิด-19 รอบล่าสุด ที่กระทบทั้งด้านอุปสงค์ (ภาวะเศรษฐกิจคู่ค้าหลัก) และด้านอุปทาน (การปิดโรงงาน ในประเทศ และปัญหา supply chain disruption ที่อาจเกิดขึ้น).&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครองขวัญ รอดหมวน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114420</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ครองขวัญ รอดหมวน, โควิดกับ “ส่งออก” ครึ่งปีหลัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
