<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>62427</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เศรษฐกิจไทยอ่วมพิษโควิด19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีการปรับลดคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปี 2563 ลงเหลือขยายตัวติดลบ 5.3% สืบเนื่องจากสถานการณ์โรคระบาดไวรัสโควิด-19 (COVID-19) ที่ได้กระทบต่อประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวมถึงไทย ทั้งด้านตลาดการเงิน เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวถือเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่สำคัญอย่างมากสำหรับเศรษฐกิจไทยในปีนี้ โดยการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ขยายวงกว้างเกือบทั่วทั้งโลกในขณะนี้ ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ได้มีการคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า โดยปัจจัยเสี่ยงนี้ได้ส่งผลต่อภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งกระทบต่อรายได้ ความเชื่อมั่น และกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประชาชนและภาคธุรกิจในวงกว้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ภาคเอกชนก็มองสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้ไม่แตกต่างกันมากนัก เริ่มที่ &amp;ldquo;ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจและกลยุทธ์ โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP Research)&amp;rdquo; ที่ได้ออกมาปรับลดประมาณการจีดีพีปีนี้ลงอีกครั้งจาก -0.4% เป็น -2.4% หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รุนแรงและขยายวงกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งปัจจัยดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งยังมีผลกระทบอีกระลอกจากการยกระดับมาตรการควบคุมการระบาดในประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ &amp;ldquo;ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (EIC)&amp;rdquo; ก็ได้ออกมาปรับลดคาดการณ์จีดีพีไทยปีนี้เช่นกัน โดยหดตัวลงมาอยู่ที่ -5.6% จากคาดการณ์เดิมที่ -0.3% ถือเป็นระดับต่ำสุดนับจากวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2541 โดยมีสาเหตุหลักจากพัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ของเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยจากการหยุดลงแบบฉับพลันของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เป็นผลจากปัญหาโควิด-19 และมาตรการปิดเมืองของหลายประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้การส่งออกสินค้าของไทยมีแนวโน้มหดตัวมากที่ -12.9% ในปีนี้ อีกทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศมีแนวโน้มจะลดลงมาก และฟื้นตัวล่าช้ากว่าที่คาด โดยจะลดมาอยู่ที่ 13.1 ล้านคนในปีนี้ หรือหดตัวที่ -67% จากปีก่อนหน้า เป็นผลจากความกังวลของนักท่องเที่ยวต่อการเดินทางระหว่างประเทศตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีนและการรักษาโรคที่ได้ผล และจากรายได้ของนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกในปีนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; และการประกาศปิดเมืองในหลายส่วนของไทย ซึ่งแม้เป็นกลยุทธ์ที่จำเป็นในการควบคุมการระบาดของโรค แต่จะส่งผลให้การบริโภคสินค้าและบริการของภาคครัวเรือนโดยรวมลดลง ซึ่งเป็นผลกระทบที่เพิ่มเติมจากความกังวลของผู้บริโภคต่อธุรกรรมที่มีลักษณะ face-to-face ในช่วงโรคระบาดอยู่แล้ว รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งนโยบายการเงินและการคลังที่คาดว่าจะมีออกมาเพิ่มเติม จะมีส่วนสำคัญในการช่วยบรรเทาผลกระทบของโควิด-19 ต่อเศรษฐกิจไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน &amp;ldquo;สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย&amp;rdquo; ก็ได้ปรับลดคาดการณ์จีดีพีปีนี้ลงเช่นเดียวกัน โดยลดลงมาอยู่ที่ติดลบ 6.4% จากคาดการณ์เดิม 1.7% เป็นติดลบ 6.4% ซึ่งเป็นไปตามภาวะถดถอยของเศรษฐกิจโลก โดยปัจจัยดังกล่าวส่งผลกระทบต่อไทยให้เศรษฐกิจจุดต่ำสุดในไตรมาสที่ 2 และน่าจะฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลัง แต่หากสถานการณ์เลวร้ายน่าจะเห็นเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะวิกฤติตามเศรษฐกิจโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และ &amp;ldquo;ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้&amp;rdquo; ก็เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่ได้ออกมาปรับลดคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปีนี้ลงเหลือติดลบ 6.9% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 0.8% จากปัจจัยกดดันสำคัญ ในเรื่องจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 70% เมื่อเทียบกับปีก่อน ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยที่ 35 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากคาดการณ์เดิมที่ 55 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และปัญหาภัยแล้งที่มีความรุนแรงยืดเยื้อ ซึ่งคาดว่าจะยาวนานจนถึงเดือน ก.ย. จากเดิมคาดว่าจะจบที่เดือน พ.ค. โดยประเมินว่าปัจจัยเสี่ยงเรื่องภัยแล้วจะส่งผลกระทบต่อจีดีพี 0.7% จากคาดการณ์เดิมที่ 0.2%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด&amp;rdquo; ก็ได้ปรับประมาณการจีดีพีไทยปี 2563 คาดขยายตัวติดลบ 5% จากเดิมคาดว่าหดตัว 1% ซึ่งนับเป็นอัตราหดตัวที่มากที่สุดตั้งแต่ปี 2541 การปรับลดประมาณการในครั้งนี้สะท้อนจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่รุนแรงขึ้น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครองขวัญ รอดหมวน​​​​​​​&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62427</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ครองขวัญ รอดหมวน​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50137</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตา&quot;ธปท.&quot;แก้ลำบาทแข็ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา &amp;ldquo;ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)&amp;rdquo; ได้ปรับปรุงกฎเกณฑ์เพื่อสนับสนุนให้เงินทุนไหลออก หวังช่วยปรับสมดุลเงินทุนเคลื่อนย้ายและลดแรงกดดันที่มีต่อค่าเงินบาทของไทย รวมทั้งช่วยให้การดำเนินธุรกรรมการเงินตราต่างประเทศมีความสะดวกมากขึ้นด้วย สืบเนื่องมาจากความไม่สมดุลของเงินทุนเคลื่อนย้ายกดดันให้เงินบาทแข็งค่ามากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา โดยเกณฑ์ดังกล่าวมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการปรับปรุงกฎเกณฑ์ดังกล่าว ประกอบด้วย 1.อนุญาตให้ผู้ส่งออกที่มีรายได้ต่ำกว่า 200,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อใบขน ฝากเงินไว้ในต่างประเทศโดยไม่จำกัดระยะเวลา, หากผู้ส่งออกมีรายได้สูงกว่านี้ก็สามารถนำไปหักกลบกับรายจ่ายในต่างประเทศได้ ไม่ต้องนำกลับเข้าประเทศ 2.เปิดเสรีให้นักลงทุนรายย่อยออกไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศได้เอง ในวงเงิน 200,000 ดอลลาร์ต่อปี จากเดิมต้องผ่านตัวกลางในประเทศ และเพิ่มวงเงินรวมสำหรับการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ ภายใต้กำกับของสำนักงาน ก.ล.ต. เป็น 150,000 ล้านดอลลาร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.เปิดเสรีโอนเงินออกนอกประเทศได้ทุกวัตถุประสงค์ ยกเว้น negative list พร้อมอนุญาตให้โอนเงินให้ญาติที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ต่างประเทศ สำหรับซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ ไม่เกิน 50 ล้านดอลลาร์ต่อปี โดยซื้อในชื่อบุคคลในครอบครัวได้ ส่วนประชาชนหรือภาคธุรกิจที่ต้องการโอนเงินออกนอกประเทศต่ำกว่า 200,000 ดอลลาร์ต่อครั้ง ไม่ต้องยื่นหลักฐาน 4.อนุญาตให้คนไทยที่ลงทุนซื้อขายทองคำกับบริษัทผู้ค้าทองคำที่ได้รับอนุญาตจาก ธปท. ชำระราคาในรูปเงินตราต่างประเทศผ่านบัญชี FCD ที่เปิดกับธนาคารพาณิชย์ในประเทศได้ ลูกค้าสามารถเก็บเงินตราต่างประเทศจากการขายทองคำไว้ในบัญชี FCD ไม่ต้องแลกเป็นบาทเพื่อรอลงทุนครั้งต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;วิรไท สันติประภพ&amp;rdquo; ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า ธปท.จะประเมินผลมาตรการเป็นระยะ และพร้อมพิจารณามาตรการเพิ่มเติมตามสถานการณ์ ซึ่งเชื่อว่าจากมาตรการนี้จะช่วยลดแรงกดดันค่าเงินบาทได้ และหวังว่าการเคลื่อนย้ายเงินทุนจะมีความสมดุลมากขึ้นระหว่างเงินตราต่างประเทศที่ไหลเข้าและไหลออก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ภาคเอกชนมองว่า มาตรการดังกล่าวไม่ได้มีผลต่อตลาดมากนัก เพราะการผ่อนปรนให้เงินทุนไหลออกไม่ใช่เรื่องใหม่ โดย &amp;ldquo;ศูนย์วิจัยกสิกรไทย&amp;rdquo; มองว่า การประกาศปรับปรุงเกณฑ์เพื่อเอื้อให้เงินทุนไหลออกและลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท พร้อมกับมติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% นั้น จะมีผลต่อจังหวะการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่เริ่มขยับอ่อนค่าเล็กน้อย โดยมองว่าอาจต้องใช้เวลาอีกระยะ ในการติดตามผลของเกณฑ์ด้านเงินทุนไหลออกที่เปิดมากขึ้นในครั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์ในระยะข้างหน้ายังขึ้นอยู่กับการปรับตัวของค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งผูกโยงกับบทสรุปของการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน และปัจจัยเชิงโครงสร้างจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมองว่าการผ่อนเกณฑ์เงินทุนขาออกให้มีความเสรีมากขึ้นในครั้งนี้ อาจช่วยสร้างสมดุลให้กับกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายได้ในบางส่วน ผ่านการชะลอแรงซื้อเงินบาท (ชะลอแรงขายเงินดอลลาร์) ซึ่งเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนรายได้ในรูปเงินตราต่างประเทศกลับมาเป็นเงินบาทของผู้ส่งออกและผู้ค้าทองคำ และการกระตุ้นแรงซื้อเงินดอลลาร์ (ขายเงินบาท) ตามธุรกรรมการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศของนักลงทุนไทย หรือการโอนเงินออกนอกประเทศของคนไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนผลต่อค่าเงินบาทนั้น ประเมินว่าอาจเห็นเงินบาทอ่อนค่าลงเพียงในระดับหนึ่งในจังหวะที่ตอบรับต่อการปรับเกณฑ์ดังกล่าว ขณะที่ผลต่อการลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาทในระยะข้างหน้านั้น น่าจะยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยเฉพาะทิศทางของค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งผูกโยงกับพัฒนาการในเรื่องการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน ที่จะมีผลต่อเนื่องต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ และการกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในปีหน้า.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครองขวัญ รอดหมวน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50137</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ครองขวัญ รอดหมวน​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46884</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยังลุ้นเหนื่อย &quot;ศก.ไทย62&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดูเหมือนภาพรวมเศรษฐกิจของไทยในปี 2562 ยังถูกกดดันจากปัจจัยต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ ทำให้ทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้อาจจะไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้ที่ 3% แม้ว่าช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้พยายามออกชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเน้นการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ ผ่าน &amp;ldquo;มาตรการชิมช้อปใช้&amp;rdquo; และการบรรเทาภาระค่าครองชีพของผู้มีรายได้น้อย ไปจนถึงชุดมาตรการในการดูแลผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็อาจจะไม่แรงพอที่จะขับเคลื่อนให้ภาพรวมตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปีนี้เติบโตได้ตามเป้าหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยล่าสุด ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 25 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้มีการปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของจีดีพีไทยในปีนี้ ลดลงเหลือ 2.8% จากคาดการณ์เดิมที่ 3.3% พร้อมทั้งยังปรับลดคาดการณ์จีดีพีในปี 2563 ลงเหลือ 3.3% จากคาดการณ์เดิมที่ 3.7% โดย กนง.ให้เหตุผลว่า สาเหตุสำคัญที่เศรษฐกิจไทยในปี 2562 ชะลอตัวลง มาจากการส่งออกสินค้าที่หดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ ตามเศรษฐกิจคู่ค้าและปริมาณการค้าโลกที่ชะลอลง จากสภาวะการกีดกันทางการค้าที่ทวีความรุนแรงและขยายวงกว้างมากขึ้น จนส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ในประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง &amp;nbsp;รวมถึงการจ้างงานด้วย ซึ่งเป็นผลกระทบจากสภาวะการกีดกันทางการค้าในช่วงที่ผ่านมา และเริ่มส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้คาดว่าภาพรวมการส่งออกของไทยในปี 2562 จะขยายตัวติดลบ 1.0% จากคาดการณ์เดิมที่ 0% และยังประเมินว่าในปี 2563 การส่งออกของไทยจะขยายตัวได้เพียง 1.7% เท่านั้น ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 4.3% ขณะที่การนำเข้าในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวติดลบ 3.6% จากคาดการณ์เดิมติดลบ 0.3% และในปี 2563 คาดว่านำเข้าจะขยายตัว 3.5% จากคาดการณ์เดิม 4.8%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้ลดลง กนง.ได้รวมปัจจัยเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เช่น มาตรการชิมช้อปใช้ไปแล้ว ซึ่งหากไม่มีการออกมาตรการดังกล่าว จีดีพีก็มีแนวโน้มจะลดลงกว่านี้อีก รวมทั้งได้รวมปัจจัยการจัดทำงบประมาณปี 2563 ที่ล่าช้า ที่คาดว่าจะเริ่มเบิกจ่ายได้ต้นปีหน้าเข้าไปแล้วด้วย&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ภาคเอกชนอย่าง &amp;ldquo;ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย (TMB Analytics)&amp;rdquo; โดย นริศ สถาผลเดชา ผู้บริหาร TMB Analytics มองว่า ได้ปรับลดตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ลงมาอยู่ที่ 2.7% จากคาดการณ์เดิมที่ 3% เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรกแย่กว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้แรงส่งต่อไปยังเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือยังมีข้อจำกัด อีกทั้งมองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐนั้นจะช่วยพยุงการบริโภคในประเทศ ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกอย่างสงครามการค้าที่ถึงทางตัน จึงเป็นเรื่องยากที่จะเห็นการส่งออกของไทยในปีนี้กลับมาเติบโตได้อย่างมีศักยภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงภายในประเทศ ยังมีแรงกดดันจากการบริโภคที่ชะลอตัวลงตามภาพรวมเศรษฐกิจ สถานการณ์ภัยธรรมชาติ ทั้งปัญหาภัยแล้ง และน้ำท่วมในหลายจังหวัด ปัญหาหนี้ครัวเรือน และข้อจำกัดของการขยายตัวของสินเชื่อรายย่อยจากแนวโน้มการนำมาตรการควบคุมภาระหนี้สินต่อราย (DSR) มาใช้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี &amp;ldquo;อุตตม สาวนายน&amp;rdquo; รมว.การคลัง ระบุถึงกรณีที่ กนง.มีการปรับลดคาดการณ์จีดีพีในปีนี้ลง ว่าวัตถุประสงค์หลักของการออกชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ เพื่อช่วยประคองให้เศรษฐกิจไทยภายในประเทศเกิดการหมุนเวียน จากการใช้จ่ายภายในประเทศเป็นหลัก ส่วนผลของมาตรการยังต้องใช้เวลาในการประเมินอีกระยะ ขณะที่ตัวเลขจีดีพีในปีนี้จะออกมาเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบรวมกัน ไม่ใช่แค่จากชุดมาตรการดังกล่าวเท่านั้น โดยทุกฝ่ายต้องทำงานร่วมกัน เป้าหมายจีดีพีที่ 3% เป็นตัวเลขที่ตั้งไว้ เพื่อให้ทุกส่วนทำงานร่วมกันอย่างมีเป้าหมาย ตรงนี้เป็นการประคองเศรษฐกิจไทยให้ยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ในภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และเชื่อว่าเมื่อเหตุการณ์ทั้งหมดดีขึ้น ปีหน้าเศรษฐกิจไทยก็จะอยู่ในภาวะที่พร้อมเดินต่อได้ทันที.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครองขวัญ รอดหมวน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46884</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ครองขวัญ รอดหมวน​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38093</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้นทีมเศรษฐกิจปลุกส่งออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชัดเจนแล้วสำหรับผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ของประเทศไทย นั่นคือ &amp;quot;พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา&amp;quot; กับการนั่งในเก้าอี้ดังกล่าวต่อเป็นสมัยที่ 2 หลังจากกระบวนการดังกล่าวยืดเยื้อมาเป็นเวลานาน หลังจากนี้ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการจัดตั้งรัฐบาล การผลักดันนโยบายเพื่อบริหารประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นโยบายในด้านเศรษฐกิจ&amp;quot; ก็เป็นอีกประเด็นที่หลายฝ่ายจับตามองเป็นอย่างมาก นั่นเพราะแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2562 ที่ต้องยอมรับว่าเจอกับอุปสรรค หรือปัจจัยเสี่ยง โดยเฉพาะจากภายนอกประเทศ ได้แก่ ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง และปัญหาความขัดแย้งในภาคการค้าของตลาดโลก ภายหลังจากสหรัฐและจีนประกาศสงครามทางการค้ากัน ซึ่งปัญหาดังกล่าวได้ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง และเข้ามากดดันเศรษฐกิจไทยอยู่พอสมควร จนเป็นเหตุทำให้ทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้อาจไม่เป็นไปตามศักยภาพมากนัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย &amp;quot;สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)&amp;quot; ได้ออกมายอมรับด้วยว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้มีความท้าทายอย่างมาก จากปัจจัยเสี่ยงเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยกระทรวงการคลังเห็นแล้วว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2562 ชะลอตัวมาอยู่ที่ 2.8% &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และขณะนี้อยู่ระหว่างรอดูตัวเลขทางเศรษฐกิจในเดือน พ.ค.-มิ.ย.2562 ซึ่งถือเป็น 2 เดือนสุดท้ายของไตรมาส 2/2562 ว่าจะมีทิศทางออกมาเป็นอย่างไร จะมีการขยายตัวได้ต่ำกว่าที่ประเมินไว้หรือไม่ โดยในปีนี้กระทรวงการคลัง คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 3.8% ขณะที่ภาพรวมตัวเลขส่งออกจะขยายตัวได้ที่ 3.4%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ ปีนี้ &amp;quot;ภาคการส่งออก&amp;quot; ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก โดย 4 เดือนแรกของปี 2562 ขยายตัวติดลบแล้วถึง -1.9% และมีแนวโน้มรวมถึงความเป็นไปได้ค่อนข้างมากว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 ตัวเลขการส่งออกของไทยจะเติบโตแบบติดลบด้วยเช่นกัน ดังนั้นจะต้องมีการจับตาดูเกี่ยวกับปัจจัยดังกล่าวมากเป็นพิเศษ เพราะการส่งออกมีส่วนสำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ก่อนจะมีการคาดการณ์ว่า ภาคการส่งออกของไทยจะเริ่มฟื้นตัวได้ดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2562
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ &amp;quot;ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย&amp;quot; ก็ออกมายืนยันอีกเสียงว่า ความกังวลจากปัญหาสงครามการค้าที่ปะทุขึ้นมาอีกรอบ ระหว่างสหรัฐและจีนนั้น ได้ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทย สืบเนื่องไปจนถึงภาพรวมเศรษฐกิจด้วย ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรยังคงทรงตัวในระดับต่ำ ซึ่งก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้กำลังซื้อชะลอตัว และคาดว่าประชาชนจะยังระมัดระวังการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีนี้ เพราะชัดเจนว่าสัญญาณเศรษฐกิจเข้าสู่ช่วงขาลงอย่างชัดเจน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่าน่าจะได้เห็นหน้าตาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ในเดือน ก.ค.นี้ โดยเฉพาะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจที่คาดว่าจะใกล้เคียงกับทีมเดิม โดยจะเข้ามาสานต่องาน และสามารถดึงความเชื่อมั่นได้ดีขึ้น แม้การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2563 อาจจะล่าช้าไปถึง ม.ค.2563 จากกำหนดเดิมที่จะต้องเริ่มใช้ 1 ต.ค.2562 ซึ่งตรงนี้อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดสูญญากาศในช่วงครึ่งหลังของปีนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่! เชื่อว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจมากนัก เพราะรัฐบาลยังสามารถใช้งบกลางหรืองบที่เหลือของแต่ละกระทรวง เพื่อมาออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ ให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังสามารถขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 3.5%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนประเด็นเกี่ยวกับความกังวลว่าจะมีการเคลื่อนไหวนอกสภานั้น หากทุกอย่างเดินหน้าไปได้ตามกรอบ เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เพราะเป็นการเคลื่อนไหวที่สามารถทำได้ แต่หากทำให้เกิดความรุนแรงถึงขั้นสถานทูตต่างชาติออกมาเตือน ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้อย่างแน่นอน นั่นเพราะเป็นผลที่จะกระทบโดยตรงไปถึงภาคการท่องเที่ยวภายในประเทศของไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ยังคงต้องติดตามกันต่อว่า สุดท้ายแล้วหน้าตาของ ครม.ชุดใหม่ โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจจะออกมาเป็นอย่างไร หลังจากที่ภาคการเมืองยืดเยื้อมาเป็นเวลานาน จนกลายเป็นความกังวลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ส่วนราชการอย่าง &amp;quot;กระทรวงการคลัง&amp;quot; เอง ระหว่างที่รอความชัดเจนเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล ก็ได้มีการเตรียมมาตรการเพื่อพยุงเศรษฐกิจไว้รอเสนอให้ รมว.การคลังคนใหม่พิจารณาแล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่า เศรษฐกิจไทยแค่ชะลอตัวเท่านั้น การออกมาตรการเพื่อพยุงไม่ให้เศรษฐกิจทรุดตัวลงไปกว่าคาดการณ์เท่านั้น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครองขวัญ รอดหมวน​​​​​​​&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38093</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ครองขวัญ รอดหมวน​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34307</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จุกคนไทยแบกหนี้ครัวเรือนอื้อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ปัญหาหนี้ครัวเรือน&amp;rdquo; ยังเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง เพราะการเพิ่มขึ้นของปัญหาหนี้ครัวเรือน จะเชื่อมโยงไปถึงการเร่งตัวขึ้นของสินเชื่อรายย่อยในหลายๆ ประเภทอีกด้วย โดยล่าสุดศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ออกมาเปิดเผยว่า ในไตรมาส 4/2561 ยอดคงค้างเงินให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือน หรือหนี้ครัวเรือนของไทยขยับขึ้นมาอยู่ที่ 12.82 ล้านล้านบาท มีการปรับเพิ่มขึ้น 2.2% จากไตรมาสก่อนหน้า ต่อเนื่องจากที่ขยับขึ้น 1.5% ในไตรมาสที่ 3/2561 โดยแม้ครัวเรือนส่วนใหญ่จะเป็นหนี้ หรืออาจจะมีการใช้บริการสินเชื่อจากสถาบันการเงิน เพื่อรองรับการจับจ่ายใช้สอยที่เพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของแต่ละปีตามผลของปัจจัยด้านฤดูกาล มากกว่าช่วงอื่นๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่คงต้องยอมรับว่า ในไตรมาส 4/2561 มีปัจจัยเฉพาะ ซึ่งก็คือการปรับเกณฑ์การกำหนดการวางเงินดาวน์สำหรับการซื้อบ้าน (มาตรการ LTV) ที่มีผลทำให้ครัวเรือนบางกลุ่มเร่งตัดสินใจก่อหนี้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ก่อนมาตรการ LTV ใหม่จะมีผลบังคับใช้ในเดือน เม.ย.2562
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับภาพรวมหนี้ครัวเรือนของไทยในปี 2561 กลับมาเพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีขยับขึ้นไปเป็น 78.6% เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่หนี้ครัวเรือนอยู่ที่ระดับ 78.3% โดยยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนของไทยเติบโตขึ้น 6% สูงกว่าอัตราการเติบโตของมูลค่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ (Nominal GDP) ซึ่งอยู่ที่ 5.6%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คงต้องยอมรับว่า กว่าครึ่งหนึ่งของหนี้ที่ครัวเรือนรับภาระเพิ่มขึ้นนั้น ก่อให้เกิดสิทธิความเป็นเจ้าของในทรัพย์สิน เช่น ซื้อบ้าน ซื้อรถ และขยายธุรกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สัดส่วนการก่อหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภค (ที่ไม่มีหลักประกัน) ทั้งในส่วนหนี้บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล ยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับภาพรวมของยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินแนวโน้มหนี้ครัวเรือนในปี 2562 ว่า ยังทรงตัวใกล้เคียงระดับปลายปีที่ผ่านมา ที่ระดับ 77.5-79.5% ต่อจีดีพี จากการที่สถาบันการเงินและผู้ประกอบการอื่นที่ไม่ใช่สถาบันการเงินยังคงมุ่งเป้าการปล่อยสินเชื่อรายย่อยอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจปีนี้มีแนวโน้มเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลง เมื่อรวมกับภาระหนี้ครัวเรือนที่น่าจะเพิ่มขึ้นจากผลของการก่อหนี้ก้อนใหญ่ อาจทำให้ครัวเรือนหลายส่วนต้องใช้ความระมัดระวังในการก่อหนี้ก้อนใหม่เพิ่มขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน &amp;ldquo;วิรไท สันติประภพ&amp;rdquo; ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เคยระบุว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยมีหลากหลายมิติที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญ เพราะการดูแลหนี้ครัวเรือนจะต้องดูทั้งระดับจุลภาค ระดับมหภาค โดยในระดับจุลภาค คือการดูแลเป็นรายผลิตภัณฑ์ หากพบว่าสถาบันการเงินมีพฤติกรรมการปล่อยสินเชื่อที่ไม่เหมาะสม ก็จะมีมาตรการที่ใช้กำกับดูแลเป็นรายผลิตภัณฑ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ &amp;ldquo;เมธี สุภาพงษ์&amp;rdquo; รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. ชี้ว่า หนี้ครัวเรือนเป็นปัญหาสำคัญของไทย โดยเมื่อพิจารณาโครงสร้างหนี้ครัวเรือนของไทย พบว่า เกิดจากสินเชื่อเพื่อการบริโภค และสินเชื่อบัตรเครดิต ซึ่งระยะเวลาการชำระหนี้สั้น ทำให้ภาระหนี้ค่อนข้างสูง ส่วนการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนในระยะยาวนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษา เพราะหลายประเทศมีมาตรการอื่นๆ มาดูแลเพิ่มเติม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายกังวลว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลกระทบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ แต่อาจจะต้องลงไปดูในรายละเอียดว่า สถานการณ์หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นเพิ่มมาจากสาเหตุอะไร หากเป็นการก่อหนี้เพื่อไปใช้ในสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น การซื้อที่อยู่อาศัย ก็ถือเป็นหนี้ที่มีคุณภาพดี ไม่น่าจะมีผลกระทบมากนัก หากมีวิธีการบริหารจัดการที่ดี แต่ในทางกลับกันหากเป็นการก่อหนี้เพื่อไปใช้ในสิ่งที่ไม่จำเป็น ก็ถือว่าเป็นหนี้ที่ไม่มีคุณภาพ เป็นการกู้เงินที่ใช้แล้วหมดไป ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มในอนาคต ก็ถือเป็นความเสี่ยงที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเข้าไปบริหารจัดการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น &amp;ldquo;การเพิ่มความรู้ทางวินัยการเงิน&amp;rdquo; จึงถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ การเข้าถึงแหล่งเงินในระบบอย่างถูกต้องและมีคุณภาพ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลพยายามผลักดันมาตลอด ไม่เพียงแต่จะไม่ส่งผลกระทบกับคุณภาพชีวิตของประชาชนแล้ว ยังเป็นผลดีกับภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครองขวัญ รอดหมวน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34307</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ครองขวัญ รอดหมวน​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33159</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/04/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/04/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“เอดีบี” หนุนลงทุนสีเขียว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผ่านพ้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ &amp;ldquo;การประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางอาเซียน ครั้งที่ 5 และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ จ.เชียงราย&amp;rdquo; ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-5 เม.ย.2562 ซึ่งงานนี้ได้ชูให้เห็นถึงเทคโนโลยีทางการเงินที่ทันสมัย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในด้านการค้า และการลงทุนระหว่างกันในภูมิภาคอาเซียน และจะเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนปีนี้เติบโตได้ถึง 4.9% และปี 2563 เติบโตได้ที่ระดับ 5% โดยยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ความเสี่ยงและความผันผวนของการเคลื่อนย้ายเงินทุน ความไม่แน่นอนทางการเมือง และการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจยุโรปซึ่งเป็นผลมาจาก Brexit
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ไม่เพียงเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงินที่จะบูรณาการใช้ร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์กับทุกประเทศแล้ว &amp;nbsp;อีกหนึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นภายในการประชุมครั้งนี้ นั่นคือการเปิดตัวกองทุนการเงินสีเขียวของอาเซียน (ASEAN Catalytic Green Finance Facility) โดยธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) และสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนารายใหญ่ โดยมีทุนประเมินมากกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งกองทุนดังกล่าวจะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน &amp;ldquo;สีเขียว&amp;rdquo; ทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยกองทุนนี้เป็นความร่วมมือจาก 1.กองทุนโครงสร้างพื้นฐานอาเซียน (ASEAN Infrastructure Fund : AIF) วงเงิน 75 ล้านเหรียญสหรัฐ 2.เอดีบี วงเงิน 300 ล้านเหรียญสหรัฐ 3.German Development Bank วงเงิน 336 ล้านเหรียญสหรัฐ 4.European Development Bank วงเงิน 150 ล้านยูโร และ 5.Agence Francaise de Developpement วงเงิน 150 ล้านยูโร ในการใส่ทุนประเดิม ขณะเดียวกันก็ได้ Organization for Economic Cooperation Development (OECD) และ Global Green Growth Institute ที่จะเข้ามาให้การสนับสนุนในเรื่องการแบ่งปันองค์ความรู้ และการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการเงินสีเขียว ส่วน Overseas Private Investment Cooperation ได้แสดงความสนใจให้การสนับสนุนทางการเงินสำหรับโครงการที่เกิดขึ้นใหม่อีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แนวทางดำเนินการของกองทุนการเงินสีเขียวของอาเซียนนั้น จะมีการจัดสรรเงินกู้และความช่วยเหลือทางวิชาการ สำหรับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวของภาครัฐ เช่น การขนส่งแบบยั่งยืน การพัฒนาพลังงานสะอาด และระบบน้ำที่มีความยืดหยุ่น ไม่สนับสนุนโครงการที่ละเลยสิ่งแวดล้อม โดยจะเปิดกว้างให้สำหรับทุกประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียนที่มีความต้องการ ไม่ได้เจาะจงปล่อยกู้เพื่อลงทุนเฉพาะในประเทศที่ล้าหลังเท่านั้น เพราะกองทุนดังกล่าว มุ่งหวังที่จะกระตุ้นเงินทุนจากภาคเอกชน โดยการลดความเสี่ยงต่างๆ ผ่านโครงสร้างนวัตกรรมทางการเงิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน &amp;ldquo;เอดีบี&amp;rdquo; ยังยืนยืนที่จะให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องสำหรับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืนในกลุ่มประเทศอาเซียน เพราะที่ผ่านมาเอดีบีได้ทำงานใกล้ชิดกับประเทศไทยในการจัดหาวิธีการจัดการทางการเงินและองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่สามารถตอบสนองความต้องการในการพัฒนาของประเทศไทย ซึ่งอยู่ในฐานะประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดังสูง โดยจากข้อมูลตั้งแต่ปี 2509-2561 เอดีบี ได้ให้การสนับสนุนเงินกู้ยืมและเงินให้เปล่าแล้วทั้งสิ้น 7.23 พันล้านเหรียญสหรัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน เอดีบีอยู่ระหว่างการขยายเงินกู้และการช่วยเหลือแบบให้เปล่าสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานของอาเซียน และเพิ่มการเชื่อมต่อระหว่างประเทศให้มากขึ้น พร้อมทั้งยังช่วยระดมทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากภาครัฐและเอกชน สำหรับโครงสร้างพื้นฐานผ่านการสนับสนุนการปฏิรูปการจัดเก็บภาษี การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน และการทำหน้าที่ของเอดีบีในการช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของโครงการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอดีบีกำลังรวบรวมเทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อนำไปใช้ในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน และการช่วยเหลือภาคสังคมอื่นๆ ในประเทศอาเซียน โดยเอดีบีมุ่งมั่นในการพัฒนาภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกให้เจริญรุ่งเรือง มีการพัฒนาอย่างทั่วถึง พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง และมีความยั่งยืน ในขณะเดียวกัน ยังคงพยายามในการขจัดปัญหาความยากจนต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครองขวัญ รอดหมวน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33159</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ครองขวัญ รอดหมวน​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19487</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เศรษฐกิจไทยปึ้ก! </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้ ถือว่าขยายตัวได้เป็นอย่างดี โดยหลายหน่วยงานมีการปรับประมาณการการเติบโตของตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยปัจจัยสนับสนุนทั้งในและนอกประเทศ รวมกับปัจจัยเรื่องความแข็งแกร่งของพื้นฐานเศรษฐกิจ ที่ถือเป็นภูมิคุ้มกันให้เศรษฐกิจไทยไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนในหลายๆ เรื่องจากตลาดโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ธนาคารโลก (World Bank)&amp;quot; ก็เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่ออกมาขยับคาดการณ์จีดีพีของไทยปี 2561 เพิ่มขึ้นเป็น 4.5% จากคาดการณ์เดิมที่ 4.1% ด้วยปัจจัยสนับสนุนจากความพยายามและเร่งผลักดันโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ของประเทศอย่างจริงจัง จนกลายมาเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยในปีนี้ อีกทั้งความพยายามในการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ ด้านภาษีอย่างจริงจังอีกเช่นกัน ก็ถือเป็นอีกประเด็นที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ และคาดว่าในระยะยาวด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ &amp;quot;ธนาคารโลก&amp;quot; ยังชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญที่ช่วยสะท้อนว่าเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยอยู่ในเกณฑ์แข็งแกร่ง จากวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศตุรกี และหลายประเทศในช่วงที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบกับภาพรวมเศรษฐกิจในหลายประเทศในภูมิภาคให้ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงินบาท อาทิ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ในขณะที่ไทยเองไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวมากนัก ด้วยเพราะเสถียรภาพเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับแข็งแกร่ง ดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ในระดับสูง อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ และภาคการคลังก็อยู่ในระดับที่มั่นคง โดยมีหนี้สาธารณะในระดับต่ำเพียง 43% ของจีดีพี รวมถึงยังมีทุนสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้ไทยไม่เกิดความผันผวนจากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ภาคการส่งออก แม้ว่าในปีนี้จะยังขยายตัวได้เป็นอย่างดี แต่ในระยะต่อไปในปี 2562-2563 &amp;quot;ธนาคารโลก&amp;quot; มองว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ภาคการส่งออกในตลาดโลกจะมีปัญหา ไม่ราบรื่น เฟื่องฟูเหมือนที่ผ่านๆ มา เนื่องจากตลาดการค้าโลกจะมีความผันผวนมากขึ้น จากปัจจัยเสี่ยงในหลายๆ เรื่อง ทั้งการกีดกันทางการค้า สงครามการค้า ที่คาดว่าจะส่งผลกระทบชัดเจนขึ้นในช่วงต่อไปนี้ ทำให้ไทยซึ่งพึ่งพาการส่งออกในการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจถึง 70% ต้องหันมาให้ความสำคัญในการหาตลาดส่งออกรองรับ หรือทดแทนตลาดส่งออกหลักที่อาจมีปัญหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่ง &amp;quot;ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้&amp;quot; ถือเป็นอีกตลาดหนึ่งที่มีความน่าสนใจ เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศนี้ยังมีทิศทางการเติบโตที่น่าสนใจ ประกอบกับไทยจะต้องหันมาดูปัจจัยขับเคลื่อนจากภายในประเทศมากขึ้น ที่แม้จะมีการประเมินว่าปัจจัยขับเคลื่อนเรื่องการลงทุนของภาครัฐในโครงการขนาดใหญ่จะแผ่วลง แต่ก็ยังมีปัจจัยภายในประเทศอื่นๆ ที่มีความพร้อมในการสนับสนุนการเติบโตของประเทศในระยะต่อไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ &amp;quot;ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)&amp;quot; ยังคงคาดการณ์ว่าปีนี้จีดีพีไทยจะขยายตัวได้ที่ 4.4% โดยปัจจัยขับเคลื่อนหลักยังมาจากการใช้จ่ายภาคเอกชน ทั้งการบริโภคและการลงทุนที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ดีขึ้น ส่วนภาคการส่งออกในปี 2561 คาดว่าจะขยายตัวได้ที่ 9% ก่อนจะปรับลดลงในปี 2562 มาอยู่ที่ระดับ 4.3% ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนนั่นเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน &amp;quot;กระทรวงการคลัง&amp;quot; เอง ก็ยังการันตีว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งอย่างมาก สามารถรองรับปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศได้เป็นอย่างดี โดยสะท้อนจากตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาไทยยังไม่มีปัญหาการไหลออกของเงินทุน แม้ว่าจะมีการขายหุ้นออกไปบ้าง แต่ก็เป็นการโยกเงินไปลงทุนในพันธบัตรแทน ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีเงินไหลเข้าไปลงทุนในตลาดพันธบัตรอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเนื่องจากนักลงทุนต้องการพักเงินรอไว้ลงทุนในประเทศไทยต่อ เพราะเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่ง มั่นคง ไม่มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง และความชัดเจนของโครงการลงทุนระเบียบเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ไปจนถึงความชัดเจนของการเลือกตั้งใหม่ที่จะมีขึ้นในปีหน้า ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมั่น และเลือกที่จะลงทุนในรูปแบบต่างๆ ในไทยต่อไป.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครองขวัญ รอดหมวน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19487</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ครองขวัญ รอดหมวน​​​​​​​</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
