<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115881</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2021 11:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2021 11:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศูนย์วิจัยกสิกรฯ เผยคนไทยสนใจลงทุน &#039;คริปโทเคอร์เรนซี&#039; เพิ่มขึ้น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าปัจจุบัน คริปโทเคอร์เรนซีจะยังคงมีความผันผวนสูง เนื่องด้วยเป็นสินทรัพย์ใหม่ที่อาจยังมีมูลค่าไม่ชัดเจนเมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่น แต่ในช่วง 1 &amp;ndash; 2 ปีที่ผ่านมา &amp;nbsp;ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีกลับมีการเติบโตเป็นอย่างมาก ตามข่าวเชิงบวกและกระแสความต้องการลงทุนของนักลงทุนรายใหญ่ ทำให้คริปโทเคอร์เรนซีให้ผลตอบแทนสูง เมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่นๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คริปโทเคอร์เรนซีจึงได้กลายเป็นสินทรัพย์ทางเลือกใหม่ในหมู่นักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนที่พยายามแสวงหาสินทรัพย์ใหม่ๆ เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น (Search for Yield) จากภาวะอัตราดอกเบี้ยในตลาดที่ยังอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงในกลุ่มนักลงทุนที่ชื่นชอบความเสี่ยงและต้องการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนไปยังสินทรัพย์ใหม่ๆ ท่ามกลางภาวะความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยความน่าสนใจของตลาดคริปโทเคอร์เรนซีที่ให้อัตราผลตอบแทนสูง ทำให้เป็นที่ดึงดูดกลุ่มนักลงทุนรายใหม่เข้ามาในตลาดอย่างต่อเนื่อง สำหรับประเทศไทยก็เช่นกัน ได้มีนักลงทุนรายย่อยรายใหม่ๆ เข้ามาในตลาดเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังอยู่ในวงจำกัด โดยปัจจุบัน มีจำนวนบัญชีซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในไทยทั้งหมด 1,379,373 บัญชี &amp;nbsp;ซึ่งน้อยกว่าบัญชีซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ &amp;nbsp;ราว2.1 เท่า แต่ก็มีอัตราการขยายตัวสูงอยู่ที่ร้อยละ 27.6 ต่อเดือน ขณะที่บัญชีซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์มีอัตราการเติบโตเพียงร้อยละ 2.9 ต่อเดือน &amp;nbsp;สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมลงทุนในตลาดคริปโทเคอร์เรนซีในไทย อย่างไรก็ดี เนื่องด้วยคริปโทเคอร์เรนซียังคงเป็นสินทรัพย์ใหม่และมีความผันผวนสูง จึงมีประเด็นคำถามที่ว่า แท้จริงแล้ว นักลงทุนในตลาดคริปโทเคอร์เรนซีในไทยเหล่านั้น มีลักษณะหรือมีมุมมองในแง่ของการลงทุนเป็นแบบใด เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการดูแลและพัฒนาตลาดคริปโทเคอร์เรนซีของไทยต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ดำเนินการสำรวจการลงทุนในตลาดคริปโทเคอร์เรนซีกับกลุ่มตัวอย่างโฟกัสกรุ๊ป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มพนักงานบริษัทเอกชนที่มีรายได้สูง อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จึงน่าจะเป็นกลุ่มที่มีความเข้าใจด้านคริปโทเคอร์เรนซีสูง ขณะเดียวกัน เนื่องด้วยสถานการณ์โควิด ทำให้มีจำนวนตัวอย่างที่จำกัด ดังนั้น จึงจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังในการตีความเชิงสถิติ เนื่องจากผลทางสถิติอาจจะเปลี่ยนแปลงตามขนาดของกลุ่มตัวอย่างได้ นอกจากนี้ ผลทางสถิติอาจไม่ได้สะท้อนถึงประชากรทั้งประเทศ อย่างไรก็ตาม จากผลสำรวจดังกล่าว ได้มีผลทางสถิติที่น่าสนใจหลายประการที่น่าจะสามารถบ่งชี้ลักษณะ มุมมองและความคาดหวังของนักลงทุนไทยในเบื้องต้นได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;sect; &amp;nbsp;ผลการสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ว่า กลุ่มตัวอย่างโฟกัสกรุ๊ปรู้จักคริปโทเคอร์เรนซีสูงถึงร้อยละ 69.4 &amp;nbsp;มีคนสนใจลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีมากถึงร้อยละ 52.0 และลงทุนจริงในปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 24.3 ขณะที่กลุ่มตัวอย่างโฟกัสกรุ๊ปที่ยังไม่ได้ลงทุนจริงในปัจจุบัน ก็มีความสนใจที่จะลงทุนคริปโทเคอร์เรนซีในอีก 1 ปีข้างหน้าราวร้อยละ 42.0 ยิ่งเป็นการตอกย้ำภาพให้เห็นว่า จะมีนักลงทุนรายใหม่ๆ เข้ามาในตลาดคริปโทเคอร์เรนซีในไทยอีกมากในระยะข้างหน้า อย่างไรก็ดี กลุ่มตัวอย่างโฟกัสกรุ๊ปส่วนใหญ่ยังคงมีความเข้าใจเกี่ยวกับสกุลเงินคริปโทเคอร์เรนซีที่ค่อนข้างจำกัด โดยอาจเข้าใจว่าคริปโทเคอร์เรนซีเป็นเพียงระบบการให้บริการทางการเงิน หรือรู้จักคริปโทเคอร์เรนซีในนามของบิตคอยน์และมีไว้เพื่อการลงทุนหรือเก็งกำไรเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว คริปโทเคอร์เรนซีสามารถทำได้มากกว่านั้น อาทิ สามารถใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ สิทธิประโยชน์ รวมถึงสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ ด้วยกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;sect; &amp;nbsp;เมื่อเจาะเพิ่มเติมด้วยคำถามถึงวัตถุประสงค์การลงทุน ภาพรวมกลุ่มตัวอย่างโฟกัสกรุ๊ปที่รู้จักคริปโทเคอร์เรนซีส่วนใหญ่ราวร้อยละ 26.6 คาดหวังว่าคริปโทเคอร์เรนซีจะสามารถนำมาเก็งกำไรระยะสั้นได้ ซึ่งน่าจะสามารถบ่งชี้ในเบื้องต้นได้ว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีมุมมองต่อคริปโทเคอร์เรนซีในแง่ของสินทรัพย์ทางเลือกที่เน้นการเก็งกำไร และน่าจะมีการรับรู้ถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดจากการลงทุน อันเนื่องมาจากความผันผวนของราคา สอดคล้องผลการสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่ชี้ว่า นักลงทุนคริปโทเคอร์เรนซีในกลุ่มตัวอย่างโฟกัสกรุ๊ปกว่าร้อยละ 76.3 สามารถรับได้ หากเงินลงทุนจะหายไปมากกว่าร้อยละ 50 ภายใน 1 วัน ซึ่งสะท้อนความมั่นใจอีกมุมหนึ่งว่าราคาคริปโทเคอร์เรนซีจะสามารถผันตัวกลับมาได้โดยเร็ว ขณะเดียวกัน มีนักลงทุนบางส่วนที่คาดว่าคริปโทเคอร์เรนซีจะสามารถสร้างผลตอบแทนในระยะยาวได้ (ร้อยละ 18.6) หรือสามารถทดแทนการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินแบบดั้งเดิม อาทิ หุ้น ตราสารหนี้ (ร้อยละ 16.3) สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในการลงทุนคริปโทเคอร์เรนซีในอนาคต สอดคล้องกับผลการสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทยอีกด้านหนึ่งว่า กลุ่มตัวอย่างโฟกัสกรุ๊ปที่ลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีส่วนใหญ่ราวร้อยละ 56.7 เปรียบการลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีเหมือนเช่นเดียวกับการลงทุนในหุ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;sect; ส่วนเหตุผลส่วนหนึ่งที่นักลงทุนไทยเข้ามาลงทุนในตลาดคริปโทเคอร์เรนซี ก็เพราะมีความเชื่อมั่นว่าราคาจะขึ้นไปอีกเรื่อยๆ และคาดหวังที่จะได้ผลตอบแทนสูง (ร้อยละ 21.0) หรือเห็นเพื่อนหรือคนรอบข้างลงทุนและได้ผลตอบแทนสูง (ร้อยละ 11.5) หรือเพื่อนหรือคนรอบข้างชักชวนลงทุน (ร้อยละ 9.0) ซึ่งจากเหตุผลต่างๆ ดังกล่าว สะท้อนถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดความเสียหายจากการลงทุนในตลาดสูง เนื่องจากความไม่เข้าใจในทิศทางตลาดที่อยู่ในภาวะความผันผวนสูง และอาจเป็นเป้าหมายต่อการถูกชักชวนให้เข้าร่วมลงทุนแบบผิดกฎหมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;sect; อย่างไรก็ดี นักลงทุนส่วนใหญ่ก็ใช้เงินลงทุนจริงในตลาดคริปโทเคอร์เรนซีไม่มาก โดยจากผลสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า กลุ่มตัวอย่างโฟกัสกรุ๊ปที่ลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีส่วนใหญ่ราวร้อยละ 48.5 ใช้เงินลงทุนในสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินออม นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่จะป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดจากการลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีได้ในระดับหนึ่ง หากตลาดเกิดความผันผวนรุนแรงในช่วงระยะเวลาสั้นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสรุป ท่ามกลางความนิยมในการลงทุนตลาดคริปโทเคอร์เรนซีในไทย ภายใต้มุมมองของนักลงทุนไทยที่ส่วนใหญ่ค่อนข้างเข้าใจในภาวะเสี่ยงจากการลงทุนในตลาด ขณะเดียวกัน ก็มีนักลงทุนบางส่วนที่อาจจะยังไม่เข้าใจถึงสภาวะเสี่ยงนั้น ขณะที่มีความคาดหวังและมีความเชื่อมั่นว่าจะได้รับผลตอบแทนในระดับสูงต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การจะลดความเสี่ยงจากภาวะความผันผวนในตลาด หรือสร้างโอกาสจากการลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีจำเป็นต้องอาศัยทักษะความรู้ทางการเงินและความรู้เท่าทันต่อเทคโนโลยีดิจิทัลด้วย นับว่าเป็นโจทย์สำคัญต่อทั้งกลุ่มนักลงทุนและทางการ โดยนักลงทุนที่สนใจจะเข้ามาลงทุนในตลาดคริปโทเคอร์เรนซีก็ควรต้องเร่งเสริมสร้างทักษะความรู้และความเข้าใจในเรื่องสกุลเงินดิจิทัลอย่างคริปโทเคอร์เรนซีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115881</URL_LINK>
                <HASHTAG>คริปโทเคอร์เรนซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210323/image_big_6059573bc4b7d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97150</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/03/2021 16:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/03/2021 16:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังจี้ก.ล.ต.ผุดกฎเหล็กคุมDigital Asset – คริปโทฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 มี.ค. 2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ &amp;ldquo;การพัฒนาตลาดทุนดิจิทัล&amp;rdquo; ในงานสัมมนา พลิกโฉมตลาดทุนไทย ไปสู่ตลาดทุนดิจิทัล ซึ่งจัดโดยสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์&amp;nbsp;(ก.ล.ต.)&amp;nbsp;ว่า จากกระแสการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่รุนแรง ทำให้ทุกภาคส่วนต้องเรียนรู้และปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับภาครัฐที่มีการดึงระบบดิจิทัลเข้ามาเสริมประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้น ผ่านการผลักดันใน&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ด้านสำคัญ คือ การพัฒนากฎหมาย กฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานดิจิทัล เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในการทำธุรกรรมต่าง ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การยกระดับการให้บริการ และกระบวนการทำงานของภาครัฐให้อยู่ในระบบดิจิทัล การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อรองรับการทำธุรกรรมผ่านแพลตฟอร์มที่มีความน่าเชื่อถือ และปลอดภัย รวมถึงการส่งเสริมและยกระดับบุคลากรที่มีขีดความสามารถ มีองค์ความรู้ในเรื่องดิจิทัล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ทิศทางของตลาดทุนในยุคที่ก้าวเข้าสู่ดิจิทัล จำเป็นต้องต้องยกระดับในส่วนนี้อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นไปตามแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลสำหรับตลาดทุนไทยในช่วงปี&amp;nbsp;2560-2564&amp;nbsp;หากดำเนินการได้จะส่งผลให้ตลาดทุนไทยขึ้นเป็นอันดับ&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ของโลกในด้านดิจิทัล รองจากสิงคโปร์และสวิตเซอร์แลนด์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;สิ่งที่ ก.ล.ต.&amp;nbsp;จะต้องเร่งดำเนินการ คือ การพัฒนากระบวนการดิจิทัลเต็มรูปแบบ ทั้งการออกหลักทรัพย์ การซื้อขายหลักทรัพย์ ที่เป็นดิจิทัลทั้งหมด การนำเอกสารทั้งหมดเข้าอยู่ในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งจะเริ่มที่หุ้นกู้ก่อน และการชำระเงิน ซึ่งที่ผ่านมาไทยได้พัฒนาไปมากแล้ว โดยในการประชุมรัฐมนตรีคลังอาเซียนในวันที่&amp;nbsp;30&amp;nbsp;มี.ค.&amp;nbsp;นี้ จะหยิบยกในเรื่องดังกล่าวหารือ รวมถึงจะต้องเป็นรูปธรรมก่อนการประชุมเอเปกในปี&amp;nbsp;2565ด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp;นายอาคม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคม กล่าวอีกว่า&amp;nbsp;ได้ฝากโจทย์สำคัญ&amp;nbsp;5&amp;nbsp;เรื่องให้ ก.ล.ต.&amp;nbsp;ในฐานะหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลและวางทิศทาง ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาตลาดทุน ได้แก่&amp;nbsp;1.&amp;nbsp;การใช้กลไกเครือข่ายตลาดทุนในการอำนวยความสะดวกให้กิจการที่ประสบปัญหาสามารถดำเนินการต่อไปได้&amp;nbsp;2.&amp;nbsp;สร้างระบบการเข้าถึงระบบการเงินและตลาดทุนที่เท่าเทียมกันของประชาชน และ ธุรกิจขนาดเล็ก กลาง และ ใหญ่&amp;nbsp;3.&amp;nbsp;การยกระดับความเชื่อมั่นและเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของตลาดทุนรวมถึงเร่งปรับปรุงกฎหมายต่าง ๆ&amp;nbsp;และการจัดทำกฎเหล็กเพื่อให้สอดรับกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการกำกับดูแลที่เข้มขึ้นขึ้นในเรื่องสินทรัพย์ที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัล&amp;nbsp;(Digital Asset)&amp;nbsp;และคริปโทเคอร์เรนซี ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของ ก.ล.ต.&amp;nbsp;และธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;(ธปท.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;emsp;4.&amp;nbsp;การสนับสนุนให้ตลาดทุนเป็นแหล่งระดมเงินของกิจการที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและธรรมาภิบาล&amp;nbsp;(ESG)&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;5.&amp;nbsp;ผลักดันให้ตลาดทุนรองรับการเปลี่ยนแปลงสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล โดยนำนวัตกรรมต่าง ๆ เข้ามาปรับใช้ ทั้งในมิติของการพัฒนา กำกับดูแล และคุ้มครองผู้ลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นอกจาก ก.ล.ต.&amp;nbsp;จะต้องเร่งผลักดันให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญของตลาดทุนแล้ว เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าตลาดทุนไทย จะเป็นตลาดทุนดิจิทัลที่สมบูรณ์ จึงอยากฝากอีก&amp;nbsp;2&amp;nbsp;เรื่อง คือ ระบบรักษาความปลอดภัยในการใช้ดิจิทัลทางการเงิน&amp;nbsp;(Cyber Security)&amp;nbsp;และ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งจะต้องได้รับการให้ความยินยอม&amp;rdquo;&amp;nbsp;นายอาคม กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97150</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ล.ต., การพัฒนาตลาดทุนดิจิทัล, คริปโทเคอร์เรนซี, ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล, นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210324/image_big_605b0a2d6363f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97009</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2021 16:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2021 16:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มิติใหม่&#039;ก.ล.ต.&#039;ชงใช้ ‘กระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลภาครัฐ’ ไว้อายัดของกลาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มี.ค. 2564 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีมีความก้าวหน้าอย่างมาก มีการใช้คริปโทเคอร์เรนซีเป็นสื่อกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการแทนเงินตราที่ออกโดยภาครัฐ อย่างไรก็ตาม กฎหมายบางส่วนโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการยึดหรืออายัดทรัพย์สินจากผู้กระทำความผิด อาจยังไม่สอดคล้องกับเทคโนโลยีและลักษณะการทำธุรกรรมในปัจจุบัน ทำให้มีช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่อาศัยคริปโทเคอร์เรนซีในการกระทำความผิด เช่น การฟอกเงิน และการซื้อขายยาเสพติด เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ รัฐบาล โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงและมีนโยบายที่จะพัฒนากฎหมายให้เท่าทันเทคโนโลยี เพื่อการคุ้มครองประชาชน ดังนั้น การประชุมในครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มาหารือกันเกี่ยวกับกระบวนการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล โดยอาจพิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย และเพิ่มความคุ้มครองในผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของไทยได้ยึดหรืออายัดสินทรัพย์ดิจิทัลมาจากการกระทำความผิดไว้ตามแนวทางของแต่ละหน่วยงาน ดังนั้น ก.ล.ต. ในฐานะหน่วยงานหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล จึงจัดประชุม พร้อมด้วยผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการยึด อายัด เก็บรักษา และการดำเนินการที่เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลดังกล่าว รวมทั้งเสนอให้จัดทำมาตรฐานกลางเกี่ยวกับกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลของภาครัฐ (government wallet) ร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ 14 หน่วยงานที่เข้าประชุมร่วมกับ ก.ล.ต. ประกอบด้วย (1) กระทรวงยุติธรรม (2) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (3) ธนาคารแห่งประเทศไทย (4) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (5) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) (6) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (7) กรมศุลกากร (8) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (9) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) (10) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (11) สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (12) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (13) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) (14) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97009</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลภาครัฐ, คริปโทเคอร์เรนซี, สามารถ เจนชัยจิตรวนิช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210323/image_big_6059b00b3ab54.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9091</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2018 02:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2018 16:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลอดแล้ว กม.คุมบิตคอยน์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ที่มาภาพ : https://fortunedotcom.files.wordpress.com&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 พ.ค.2561 &amp;ndash; เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 14 พ.ค.นี้ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวมีทั้งสิ้น 100 มาตรา โดยเหตุผลที่ประกาศใช้ดังกล่าวระบุว่า ปัจจุบันได้มีการนำคริปโทเคอร์เรนซี และโทเคนดิจิทัลมาใช้เป็นเครื่องมือในการระดมทุนผ่านการเสนอขายโทเคนดิจิทัลต่อประชาชน เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน รวมถึงนำมาซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนในศูนย์ซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัล แต่ยังไม่มีกฎหมายที่กำกับหรือควบคุมการดำเนินการดังกล่าวในประเทศไทย ซึ่งทำให้มีการประกอบธุรกิจหรือการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงิน ระบบเศรษฐกิจของประเทศ และเกิดผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง ดังนั้น เพื่อกำหนดให้มีการกำกับและควบคุมการประกอบธุรกิจและการดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล และเพื่อรองรับการนำเทคโนโลยีมาทำให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน อันจะเป็นการสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบธุรกิจที่มีศักยภาพมีเครื่องมือในการระดมทุนที่หลากหลาย รวมทั้งประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องมีข้อมูลที่ชัดเจนเพียงพอเพื่อใช้ในการตัดสินใจ เกิดความโปร่งใสในการดำเนินการ และป้องกันมิให้มีการนำสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่มีแหล่งที่มาที่ชัดเจนไปใช้ประโยชน์หรือกระทำการใดในลักษณะที่เป็นการหลอกลวงประชาชนหรือที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาชญากรรม และโดยที่เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในบทเฉพาะกาล มาตรา 100 ได้กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้ประกอบธุรกิจอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับและเป็นธุรกิจที่ต้องขออนุญาตตามพระราชกำหนดนี้ หากจะดำเนินกิจการต่อไป&amp;nbsp;ให้ยื่นคำขออนุญาตตามที่บัญญัติไว้ในพระราชกำหนดนี้ ภายใน 90 วันนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้มีผลใช้บังคับ และเมื่อได้ยื่นคำขออนุญาตแล้ว ให้ดำเนินกิจการต่อไปได้จนกว่าจะมีคำสั่งไม่อนุญาต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันยังมีการประกาศ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2561 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกันโดยเฉพาะในเรื่องภาษีเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ได้จากการถือหรือครอบครองโทเคนดิจิทัล&amp;nbsp;หรือการโอนคริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัล ซึ่งมีเพียง 4 มาตราเท่านั้น โดยได้กำหนดให้เก็บในอัตราภาษี 15%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายละเอียดเรื่องธุรกิจดิจิทัล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายละเอียดเรื่องภาษีดิจิทัล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9091</URL_LINK>
                <HASHTAG>คริปโทเคอร์เรนซี, พระราชกำหนด, ภาษี, สินทรัพย์, โทเคนดิจิทัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180513/image_big_5af80b378353f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
