<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>79531</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2020 13:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2020 13:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อสส.สั่งด่วน! ช่วยคดีเด็กรร.สารสาสน์เอาผิดครูพี่เลี้ยง บังคับใช้กม.เข้มข้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ต.ค. 63 - ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการฯ ถ.แจ้งวัฒนะ นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ทนายความชื่อดัง พร้อมกลุ่มผู้ปกครองเด็กนักเรียนที่ถูกกระทำความรุนแรงในโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ เดินทางมายื่นเรื่องต่อสำนักงานอัยการสูงสุด ขอให้ดำเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและฟ้องร้องคดีแพ่งต่อโรงเรียนสารสาสน์วิเทศน์ราชพฤกษ์ ตลอดจนผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง และขอให้ติดตามในส่วนของคดีอาญาไม่ให้เกิดการแทรกแซงในคดี เนื่องจากเกี่ยวข้องเครือธุรกิจมูลค่าหลายพันล้าน โดยมีนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นผู้แทนรับเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น นายประยุทธ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ทางผู้ปกครองและทนายได้นำหนังสือมายื่นเพื่อให้สำนักงานอัยการสูงสุดดำเนินการหลายเรื่อง เรื่องสำคัญที่ขอให้ดำเนินการ คือกระบวนการคุ้มครองลูกหลานเราที่ตกเป็นเหยื่อในเรื่องที่เกิดขึ้น รวมทั้งการคุ้มครองค่าเสียหายที่ผู้ปกครองพึงได้รับ ไม่ว่าจากผู้กระทำหรือทางโรงเรียน อัยการสูงสุดได้สั่งการด่วนไปยังพนักงานอัยการพื้นทีที่เกิดเหตุ เพราะลูกหลานที่ตกเป็นเหยื่อต้องเข้าไปให้ถ้อยคำกับพนักงานสอบสวน ซึ่งตามกฎหมาย กระบวนการให้ถ้อยคำต้องมีพนักงานอัยการร่วมด้วยกับสหวิชาชีพและพนักงานสอบสวน ในการคุ้มครองดูแลสิทธิลูกหลาน ถือเป็นหลักสากลที่เด็กเยาวชนมีค่าที่สุดที่เราต้องช่วยกันคุ้มครองดูแล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ภาพที่เกิดขึ้นไม่ได้สะเทือนใจเฉพาะผู้ปกครอง ครอบครัว เด็กและเยาวชน แต่เป็นความสะเทือนใจของทั้งประเทศและทั่วโลก การคุ้มครองสิทธิเด็กเป็นภารกิจร่วมกันของคนทั้งโลก โดยผมจะนำหนังสือร้องเรียนดังกล่าวเสนอให้อัยการสูงสุดเพื่อสั่งดำเนินการ โดยทางอัยการสูงสุดจะทำงานเชิงรุก จึงอยากขอให้ผู้ปกครองและสังคมสบายใจ สำนักงานอัยการสูงสุดลงไปดูแลลูกหลานตั้งแต่เกิดเรื่องโดยทันที ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่เข้มข้น จะต้องไม่เกิดเรื่องอย่างนี้กับลูกหลานเราอีก ทุกภาคส่วนต้องดูแลลูกหลานของเรา&amp;quot; นายประยุทธ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงการดำเนินการคดีในส่วนแพ่ง สามารถดำเนินการได้ทันทีหรือไม่ หรือต้องรอกระบวนการคดีอาญาดำเนินการถึงขั้นตอนใด นายประยุทธ กล่าวว่า กระบวนการทั้งทางแพ่งและอาญามีขั้นตอนตามกฎหมาย สํานักงานอัยการสูงสุดมีบุคลากรดูแลทุกพื้นที่ มีสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี (สคช.) ดูแล ส่วนความคืบหน้าอย่างไรอาจจะด่วนเกินไปที่จะพูด เพราะเพิ่งเริ่มต้น เป็นเรื่องดีที่สังคมห่วงใยติดตาม อัยการสูงสุดในฐานะทนายแผ่นดินจะดูแลภารกิจตรงนี้ให้ดีที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านกลุ่มผู้ปกครองเด็กนักเรียนผู้เสียหาย น.ส.พิมรดา รัตนถาวรกิติ มารดาน้องวิน วัย 2 ขวบเด็กนักเรียนอนุบาลที่ถูกครูอิงนำถุงขยะสีดำมาครอบศรีษะ ในชั้นเนอสเซอร์รี่ เปิดเผยว่า ทนายได้ประสานกลุ่มผู้ปกครองให้เข้ามายื่นเรื่องร้องเรียนทางแพ่ง เพื่อเรียกค่าเสียหายและเรียกร้องความเป็นธรรมจากโรงเรียน โดยกรณีของน้องวิน จากกล้องวงจรปิดในชั้นเรียนพบว่า ครูได้กระทำการดังกล่าว และยังกระชากตัวน้องวินไปหลังห้องเรียนและนำมืออุดปาก อุดจมูก และที่หนักกว่านั้นคือ การจับตัวน้องวินให้ลงไปอยู่ในถังขยะพร้อมข่มขู่ให้หยุดร้องให้ เมื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดย้อนหลังและเห็นพฤติกรรมของครูคนดังกล่าวยิ่งเจอเรื่องที่รับไม่ได้ ตนจะไม่ขอยอมความกับครูและโรงเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตนไม่เคยลงโทษน้องวินในลักษณะนี้เลย แต่จากการสังเกตพฤติกรรมของน้อง ทางร่ายกายแม้จะไม่มีความผิดปกติมาก บางครั้งมีแค่รอบเขียวช้ำก็คิดว่า เด็กเล่นกันแล้วกระทบกระทั่ง จึงไม่ได้สงสัยอะไร แต่ถ้าด้านจิตใจไม่ทราบจะกระทบกระเทือนอะไรหรือไม่ กลัวจะส่งผลถึงอนาคต โดยเฉพาะเป็นภาพจำของเขา เพราะลูกถูกกระทำอย่างรุนแรงมาก และเชื่อว่า เขาน่าจะถูกกระทำมาหลายเดือนแล้ว แค่ดูภาพจากกล้องวงจรปิดเพียง 3 วัน ยังพบว่าลูกถูกกระทำขนาดนี้ แต่ก่อนหน้านั้นก็ไม่รู้ว่าลูกโดนอะไร กลางคืนก็มีนอนร้องให้ นอนผวา ตนก็เข้าใจว่าเขาฝันร้าย แต่พอรู้อย่างนี้ก็เข้าใจที่มาทั้งหมดแล้วว่า ทำไมลูกถึงเป็นแบบนี้ บางครั้งลูกก็มีอารมณ์เกรี้ยวกราด ก็ยังคิดว่าอาจจะเป็นวัยของเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.พิมรดา กล่าวด้วยว่า กลุ่มผู้ปกครองอยากให้โรงเรียนแสดงความรับผิดชอบและความจริงใจในการแก้ปัญหาด้วย โรงเรียนมีชื่อเสียงขนาดนี้แค่ประสานโรงพยาบาลที่มีคุณภาพและดูแลสุขภาพจิตของเด็กที่ถูกกระทำ เพื่อให้ผู้ปกครองพาบุตรเข้าไปรับการรักษา แต่กลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีการติดต่ออะไร แต่กลับพบข้อมูลทางสื่อจะทางโรงเรียนจะเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ปกครองเท่านั้น
นายณรงค์ปกรณ์ อินไชยย์ทอง บิดาน้องเทมส์ เปิดเผยว่า กลุ่มผู้ปกครองมาขอความเป็นธรรมให้กับบุตรของตัวเอง ในส่วนของน้องเทมส์ จากการตรวจสอบภาพจากล้องวงจรปิดย้อนหลังพบว่าลูกชายถูกทำร้ายถึง 17 ครั้ง จึงขอฝากความหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมจากอัยการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชาญวิทย์ น้อยสุขยิ่ง บิดาน้องเสือ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีทำร้ายร่างกายพี่เลี้ยงจุ๋มว่า ตนไม่มีเจตนาจะทำร้ายร่างกาย แต่เกิดจากบันดาลโทสะที่เห็นลูกชายถูกทำร้าย พร้อมรับผิดชอบตามกฎหมายและเสียค่าปรับทุกประการ ตนยอมรับผิดว่าเราผิด และเป็นสิทธิของพี่เลี้ยงจุ๋มที่จะเข้าแจ้งความ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีที่พี่เลี้ยงจุ๋มออกมาขอโทษโดยระบุมีความเครียดจากปัญหาทางครอบครัวนั้น นายชาญวิทย์ กล่าวว่า หากสำนึกผิดจริงๆ ก็ควรจะเข้าพบผู้ปกครองทุกคนเพื่อมาขอโทษต่อหน้า ไม่ใช่ขอโทษผ่านสื่อ เป็นการแสดงความจริงใจให้ชัดเจน เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วจะไปย้อนเรื่องราวกลับมาไม่ได้ และการให้อภัยเป็นทางออกที่ดีที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชาญวิทย์ ยังกล่าวถึงกรณีที่โรงเรียนในเครือสารสาสน์ ตั้งทนายมาดำเนินการดูแลเรื่องคดีว่า ด้านกฎหมายถือว่ามีความผิด เพราะมีหลักฐานปรากฏในกล้องวงจรปิดชัดเจน ไม่ว่าจะตั้งทนายมากี่คนเพื่อสู้คดีก็เป็นสิทธิของทางโรงเรียน แต่ความจริงก็คือความจริง ส่วนเรื่องการฟ้องร้องทางเพ่ง กลุ่มผู้ปกครองทั้งหมดยังไม่ได้คุยได้ ว่าแต่ละคนต้องการอะไรบ้าง ต้องการเรียกร้องค่าเสียหายเท่าไหร่ ขอแค่โรงเรียนออกมารับผิดชอบก่อนดีกว่า โดยเฉพาะการดูแลด้านจิตใจของเด็กๆ เพราะเด็กหลายคนเริ่มมีอาการ กังวล หวาดผวา และมีปัญหาการเข้าสังคม จึงอยากให้จิตแพทย์เข้ามาช่วยดูแล จากการปรึกษาจิตแพทย์เบื้องต้นการฟื้นฟูจิตใจของของเด็กๆ ต้องใช้เวลานานถึง 10 ปี เพราะภาพความทรงจำที่ถูกกระทำรุนแรงจะฝังอยู่ที่สมองด้านหลังยาวนาน เงินเท่าไหร่ก็รักษาไม่ได้ ตนไม่อยากได้เงิน แต่อยากได้ลูกคนเดิมคืนกลับมามากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม กรณีที่ทางโรงเรียนได้นัดประชุมผู้ปกครองในช่วงบ่ายวันนี้ ทางกลุ่มผู้ปกครองได้หารือกันแล้วว่าจะไม่ไป เนื่องจากโรงเรียนยังไม่มีการแต่งตั้งผู้อำนวยการโรงเรียนอย่างเป็นทางการ และผู้ที่เป็นคนกลางในการเจรจาก็ไม่ใช่ผู้อำนวยการโรงเรียน จึงจะรอให้ทางอัยการเรียกพร้อมนัดหมายไกล่เกลี่ยต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นายรณณรงค์ ทนายความ กล่าวว่า หากผู้ปกครองคนใดถูกโรงเรียนฟ้องดำเนินคดี ให้แจ้งมายังตนหรือทางอัยการ ซึ่งพร้อมจะให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายเต็มที่.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79531</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครูจุ๋ม, ทนายรณณรงค์, ประยุทธ เพชรคุณ, รร.สารสาสน์ฯ, อัยการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201005/image_big_5f7ab307625cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79423</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/10/2020 08:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2020 08:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลชี้ผู้ปกครองรับไม่ได้ข่าวครูทำร้ายนักเรียนจี้รัฐบาลเร่งแก้ไขเพราะกระทบภาพลักษณ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ต.ค.2563 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;ครูอนุบาล/ครูพี่เลี้ยง/ครูผู้ดูแลเด็ก&amp;rdquo; จำนวน 1,896 คน วันที่ 29 กันยายน &amp;ndash; 2 ตุลาคม 2563 พบว่า จากกรณีครูทำร้ายนักเรียน กลุ่มตัวอย่างเห็นว่าเป็นการกระทำที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ ร้อยละ 84.36 สาเหตุที่มีข่าวในลักษณะนี้บ่อยมากขึ้น เพราะครูขาดจิตสำนึก ร้อยละ 86.77 เรื่องที่ผู้ปกครองห่วงบุตรหลานมากที่สุด คือ การทำโทษของครู ร้อยละ 80.54&amp;nbsp; วิธีป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก คือ ผู้บริหารโรงเรียนต้องสอดส่องดูแล ร้อยละ 79.80 นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างเคยมีประสบการณ์ตรงในเรื่องความรุนแรง ในชั้นเรียน ร้อยละ 21.10 (โดนตี หยิก ดึงหู ตะคอก ขว้างปาสิ่งของใส่ ฯลฯ)

จากผลการสำรวจจะเห็นได้ว่า กรณีที่เกิดขึ้นประชาชนมองว่า &amp;ldquo;ครู&amp;rdquo; ขาดจิตวิญญาณความเป็นครู ซึ่งเป็นสิ่งที่ครูทุกคนควรจะต้องมี โดยผู้บริหารกระทรวงศึกษาฯ และผู้บริหารโรงเรียนควรเร่งดำเนินการตรวจสอบ แก้ไข และหามาตรการป้องกัน ทั้งนี้รัฐบาลเองก็ควรให้ความสำคัญกับปัญหาที่เกิดขึ้น ใช้โอกาสนี้ในการแก้ปัญหาของครูทั้งระบบ ไม่เช่นนั้นจากปัญหาความรุนแรงในชั้นเรียนอาจเป็นเสียงดังที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การทำงานของรัฐบาลได้เช่นกัน

นายสิทธิพร เอี่ยมเสน คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต&amp;nbsp; หากมองจากตัวเลข &amp;ldquo;ความรุนแรงในชั้นเรียน&amp;rdquo; ซึ่งเกิดจากครู 21.10% ที่เคยมีประสบการณ์ความรุนแรงไม่ว่าจะเป็นการตีด้วยไม้บรรทัด ไม้เรียว การหยิก หรืออื่น ๆ นั้น นับว่าน่ากลัวมาก แม้ว่า 21.10% อาจมองว่าเพียงแค่ประมาณ&amp;nbsp; 1 ใน 5 นับว่าไม่เยอะ แต่หากมองถึงสิ่งนี้เกิดจากครู มันน่าจะเป็น &amp;ldquo;0&amp;rdquo; (ศูนย์) เพราะคนที่เป็นครูมีหน้าที่ที่ต้องดูแลเอาใจใส่ให้ความเมตตาเด็ก สิ่งนี้ไม่ควรเกิดขึ้น แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง การตีหรือหยิก เพื่อการอบรมสั่งสอน ลงโทษเพื่อให้หลาบจำ ไม่ให้ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องอีก มีการอธิบายความผิดให้เข้าใจ นักเรียนยอมรับความผิดและยอมรับการลงโทษนั้น ๆ สิ่งนี้อาจไม่ถือว่าเป็นความรุนแรงที่เกิดจากครู

กรณีครูจุ๋ม จะเรียกว่าเป็นครูก็ไม่ถูก เนื่องจากไม่ได้จบปริญญาตรีครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์ เป็นการกระทำที่ถือว่าผิด ถ้าเป็นข้าราชการก็คือการทำผิดวินัยเลยทีเดียว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79423</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครูจุ๋ม, ครูทำร้ายร่างกาย, รร.สารสาสน์วิทยา, สวนดุสิตโพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201004/image_big_5f79261780545.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78891</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2020 18:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2020 18:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แม่ครูจุ๋ม&#039; เครียดเบาหวานความดันขึ้นสูง ขอโทษแทนลูกสาวหลังเกิดเหตุมาบอก &#039;ถ้าไม่มีหนู แม่อยู่ได้ไหม&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ย.63 - จากกรณีโลกโซเชียลมีการแชร์เรื่องราวของ &amp;quot;ครูจุ๋ม&amp;quot; ครูห้องเด็กอนุบาล โรงเรียนเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง ทำร้ายลูกศิษย์ ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า&amp;nbsp;ที่บริเวณบ้านครูจุ๋มในพื้นที่ตำบลหลักแก้ว อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง&amp;nbsp;พบนางทวี&amp;nbsp;อายุ 63 ปี แม่ของ &amp;quot;ครูจุ๋ม&amp;quot;&amp;nbsp;อยู่ที่บริเวณบ้านในสภาพอิดโรย&amp;nbsp;มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้ามาดูแลให้คำแนะนำ หลังทราบว่ามีอาการเครียดนอนไม่หลับ รับประทานอาหารไม่ได้&amp;nbsp;เบาหวานขึ้นสูง ความดันสูง เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจน้ำตาลในเลือด และตรวจความดัน พร้อมพูดคุยให้กำลังใจ ปลอบใจ&amp;nbsp;ซึ่งแม่ครูจุ๋ม ยังอยู่ในสภาวะความเครียด เศร้าโศก สภาพอิดโรย หลังกินไม่ได้นอนไม่หลับ หลังจากได้ทราบข่าวเรื่อง ครูจุ๋ม ลูกสาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางทวี กล่าวทั้งน้ำตาขอความเห็นใจให้อภัยลูกสาว และขอกราบขออภัยผู้ปกครองทุกคนที่ลูกสาวได้ทำร้ายลูกศิษย์ ซึ่งตนเองไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกสาว ที่ผ่านมาตนเองป่วยและเข้าโรงพยาลก็มีครูจุ๋มที่เป็นเสาหลักในการช่วยดูแลตนเองและส่งเสียหลานๆเรียนหนังสืออีก 3 คน ซึ่งหลังเกิดเรื่องลูกสาวได้เข้ามาถามแม่ว่า &amp;ldquo;ถ้าไม่มีหนูแม่อยู่ได้ไหม&amp;rdquo; ซึ่งตนเองก็ตอบไปว่าถ้าไม่มีหนูแม่ก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน&amp;nbsp;หากไม่มีครูจุ๋ม ครอบครัวก็อยู่ไม่ได้ เพราะครูจุ๋มเป็นเสาหลักของบ้าน เขาส่งเสียให้แม่และหลานเรียนหนังสืออีก 3 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด หลานชายวัย 16 ปี ที่เรียนโรงเรียนช่างแห่งหนึ่งได้หยุดเรียน และเตรียมลาออกหางานเนื่องจากไม่มีเงินเรียน และเตรียมหางานทำเลี้ยงครอบครัวต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78891</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครูจุ๋ม, จังหวัดอ่างทอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200928/image_big_5f71cc238e895.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78874</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2020 15:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2020 16:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โป๊ะแตก สช.เผยเครือรร.สารสาสน์ ถูกร้องเรียนอื้อ 34 แห่งจาก45 แห่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

28ก.ย.63-นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) กล่าวภายหลังการประชุมหารือการแก้ปัญหาผู้ปกครองร้องเรียน กรณีที่เจ้าหน้าที่โรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ ทำร้ายนักเรียน ว่า จากการรับฟังปัญหาที่เกิดจากโรงเรียนและผู้ปกครอง ซึ่งโรงเรียนยอมรับผิดทุกอย่าง และขณะนี้ผู้ปกครองรู้สึกพอใจระดับหนึ่ง โดยตนได้สั่งการให้คณะทำงานของตนเข้าไปช่วยประสานการดำเนินการแก้ปัญหาเรื่องนี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเยียวยา หรือการดำเนินคดีต่างๆ ซึ่งทางโรงเรียนพร้อมจะเยียวยาผู้ปกครองและเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ ส่วนมาตรการป้องกันและการวางแนวทางการรับผู้ช่วยครูเด็กเล็กของโรงเรียนเอกชนนั้น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) มีมาตรการอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาขาดการประชาสัมพันธ์ที่ดีพอ ซึ่ง ศธ.พร้อมปรับปรุงแก้ไขให้มีมาตรฐานต่อไป ขณะที่ครูต่างชาติที่สอนภาษาต่างประเทศมีการทำร้ายเด็กด้วยนั้น
เตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบต่อไป เช่น ว่าเดินทางเข้าเมืองถูกต้องหรือไม่ และมีใบอนุญาตประกอบการสอนสำหรับครูต่างชาติหรือไม่ เป็นต้น ดังนั้นหากครูต่างชาติทำผิดจริงจะประสานสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ให้ดำเนินความผิดต่อไป ทั้งนี้มีเด็กเล็กในโรงเรียนดังกล่าวถูกกระทำเกินกว่าเหตุจำนวนเท่าไหร่นั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบกล้องวงจรปิดภายในโรงเรียน

ด้านนายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศธ. กล่าวว่า ตนขอสรุปประเด็นในการหารือทั้งสิ้น 3 ประเด็น คือ 1.เรื่องการดูแล เยียวยาเด็กและผู้ปกครอง โดยทางกรมสุขภาพจิตได้ให้ความร่วมเข้าดูแลเด็ก แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ปกครองและเด็กที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งจะมีการตรวจทั้งสุขภาพทางกายและจิตใน และกลุ่มเด็กภายในโรงเรียน ที่จะมีการจัดกิจรรมในเชิงสร้างสรรค์ ให้เด็กได้แสดงออกและปลดปล่อยความรู้สึก 2.การดำเนินการทางคดีที่เกี่ยวข้องที่จะดำเนินการกับผู้กระทำผิด ซึ่งไม่ได้เป็นครู เป็นเพียงพี่เลี้ยงเด็กเท่านั้น และทางโรงเรียนได้ให้ออกจากการเป็นเจ้าหน้าที่แล้ว และ 3.สำหรับผู้ที่กระทำผิดคนอื่นๆ ทางโรงเรียนได้ให้ออกจากการเป็นเจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งได้มีการลงโทษและตักเตือนผู้ที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีนี้ด้วย อีกทั้งโรงเรียนจะต้องปรับการบริหารจัดการโรงเรียนใหม่ ทั้งเรื่องงานวิชาการและงานบริหาร ไม่ว่าจะเป็นอาหารกลางวัน การเก็บค่าเล่าเรียน การรับครู ทางโรงเรียนจะต้องออกเป็นมาตรการเพื่อชี้แจ้งกับครู และผู้ปกครองเด็ก

ด้านนายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาฯ กช.) กล่าวว่า สช.ได้กำชับโรงเรียนว่ากล้องวงจรปิดที่เจ้าหน้าที่ตำรวจขอไปถือเป็นพยานวัตถุที่สามารถนำสืบทางคดีได้ ดังนั้นโรงเรียนห้ามทำลายหรือลบคลิปวิดีโอออกอย่างเด็ดขาดไม่เช่นนั้นจะมีความผิด ซึ่งต่อจากนี้ไปขอย้ำว่าครูเป็นวิชาชีพที่ถูกควบคุม ดังนั้นผู้ที่เข้าไปอยู่ในโรงเรียนเอกชนได้ต้องอาศัยหนังสืออนุญาตจากคุรุสภา คือ ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู หรือหากใครไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพชั่วคราว 2 ปี รวมถึงหากมีนักศึกษาครูฝึกงานจะต้องมีใบอนุญาตปฏิบัติการสอนชั่วคราวระหว่างที่ยังไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูตัวจริง ดังนั้นหากตรวจพบว่าโรงเรียนแห่งนี้ปล่อยให้ครูที่ไม่มีอนุญาตฯมาสอนผู้ถือใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนเอกชนจะมีความผิดทางอาญาต้องระวางโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 3 ปีและปรับไม่เงินไม่เกิน 60,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งจากนี้ไป สช.จะออกแนวปฏิบัติให้โรงเรียนเอกชนทั่วประเทศต้องแสดงใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูพร้อมเลขที่วันหมดอายุเปิดเผยอย่างสาธารณะ และแขวนไว้บนเว็บไซต์ของโรงเรียนด้วย รวมถึงติดแจ้งแสดงไว้หน้าห้องเรียนแต่ละชั้นเรียนด้วย&amp;nbsp;

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ตนยังได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ปกครองว่าโรงเรียนดังกล่าว ด้วยว่าทางโรงเรียนเปิดรับนักเรียนห้องเรียน English Program (EP) ต่อห้องจำนวน 34 คน ซึ่งจำนวนดังกล่าวถือว่าเป็นจำนวนรับนักเรียนเกินกว่าที่ สช.กำหนดไว้ที่ 25 คนต่อห้อง รวมถึงโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ยังเรียกเก็บค่าธรรมเนียมนอกเหนือจากค่าเล่าเรียนในห้องเรียน EP ซึ่งถือว่าผิดกฎระเบียบที่ สช.กำหนดให้เก็บค่าเล่าเรียนได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ดังนั้นตนจึงมอบหมายให้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) นนทบุรี เข้าไปตรวจสอบแล้ว ขณะเดียวกันที่ผ่านมา สช.ยังได้รับเรื่องร้องเรียนโรงเรียนในเครือสารสาสน์ จำนวน 34 แห่ง จากทั้งหมด 45 แห่ง ว่า มีปัญหาบูลี่ การทำร้ายร่างกาย การจัดการเรียนการสอน และการเก็บค่าเล่าเรียน โดยในจำนวนนี้มี 23 แห่งที่มีการเปิดห้องเรียน EP ซึ่งสช.จะลงไปตรวจสอบด้วยว่าโรงเรียนมีการเปิดรับนักเรียนห้องเรียนดังกล่าวเกินกว่าจำนวนที่&amp;nbsp;สช.กำหนดไว้หรือไม่ ทั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ สช.จะตั้งคณะทำงานเอกซเรย์โรงเรียนเอกชนทั่วประเทศว่ามีการกระทำความผิดข้อกำหนดของ สช.ไม่ว่าจะเป็นด้านวิชาการ และการบริหารจัดการโรงเรียน&amp;nbsp;

เมื่อผู้สื่อข่าวถาม ว่า โรงเรียนมีความผิดจนต้องถูกปิดโรงเรียนหรือไม่ นายอรรถพล กล่าวว่า ถือว่าโรงเรียนเข้าข่ายกระทำความผิดแต่ด้วยกฎระเบียบโรงเรียนเอกชนมีการกำหนดระยะเวลาให้แก้ไขตั้งแต่ระยะเวลา 15 วันไปจนถึง 1 เดือน ซึ่งหากโรงเรียนแก้ไขไม่ได้ตามระยะเวลาที่กำหนดก็จะมีบทลงโทษต่อไป

ด้านพ.ต.ท.มหพล มีเสน รองผู้กำกับการสอบสวน สถานีตำรวจภูธร (สภ.)ชัยพฤกษ์ จ.นนทบุรี กล่าวว่า ขณะนี้เบื้องต้นได้มีการสอบสวนผู้ปกครองของนักเรียนที่ถูกทำร้ายร่างกายจำนวน 8&amp;nbsp; รายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยหลังจากนี้จะมีการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ โดยการขอภาพจากกล้องวงจรปิดของโรงเรียนทั้งหมดมาตรวจสอบ รวมถึงการจะมีการสอบปากคำเด็กที่ถุกทำร้ายร่างกาย โดยจะมีทีมสหวิชาชีพ และผู้ปกครองเข้าร่วมในการสอบสวน เนื่องจากเป็นเด็กเยาวชน และเป็นเด็กเล็กตามที่กฎหมายกำหนด&amp;nbsp; ส่วนหลังจากนั้นจะเรียกทางพี่เลี้ยงจุ๋ม และผู้เกี่ยวข้องรายอื่นๆ เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาต่อไป นอกจากนี้ ยังมีผู้ปกครองรายอื่นๆ ได้ทยอยขอลงบันทึกประจำวันเพื่อขอดูกล้องวงจรปิดภายในโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีดังกล่าว หากพี่เลี้ยงจุ๋มมีการกระทำความผิดจริง จะถือว่ามีความผิดทางอาญาในข้อหากระทำทำร้ายร่างกาย และจิตใจ ต้องระวางโทษ เพราะเป็นการสร้างความกระทบกระเทือนทั้งทางร่างกายและจิตใจของเด็ก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78874</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนกวรรณ วิลาวัลย์, ครูจุ๋ม, รร.อนุบาลสารสาส์น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200929/image_big_5f72d29854a23.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78824</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2020 08:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2020 08:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร.เร่งเช็กวงจรปิดย้อนหลัง-สอบปากคำเพิ่ม ฟันข้อหาหนัก&#039;ครูจุ๋ม&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ย. 63 - พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีครูพี่เลี้ยงทำร้ายร่างกายเด็กอนุบาลจำนวนหลายรายจนปรากฎเป็นคลิปในสื่อออนไลน์ เหตุเกิดภายโรงเรียนแห่งหนึ่ง อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ว่า ได้รับรายงานจาก สภ.ชัยพฤกษ์ จ.นนทบุรี ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยหลังเกิดเหตุเด็กอนุบาลรายเเรกได้เล่าให้ผู้ปกครองของตนเองฟังว่าถูกผู้ต้องหาซึ่งเป็นครูพี่เลี้ยงอยู่ที่โรงเรียนที่เกิดเหตุทุบตีทำร้ายร่างกาย ทำให้เด็กไม่อยากไปโรงเรียน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ปกครองจึงได้ติดต่อไปยังโรงเรียนเพื่อขอตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด กระทั่งพบว่าตามวันเวลาเกิดเหตุเด็กอนุบาล ประมาณ 5 ราย ขณะเรียนอยู่ในห้องเรียน ถูกผู้ต้องหาเข้ามาใช้มือดึงใบหู และใช้มือทุบทำร้ายร่างกายเด็ก จนได้รับบาดเจ็บ ผู้ปกครองของเด็กจึงได้รวมตัวกันมาเเจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาให้ได้รับโทษตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์จากผู้ปกครองไว้ดำเนินคดีกับครูพี่เลี้ยงดังกล่าวเเล้ว เบื้องต้นได้ทำการสอบสวนปากคำผู้ปกครองไปแล้ว 8 ปาก ได้ส่งตัวเด็กอนุบาลทั้ง 8 ราย ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล เจ้าหน้าที่สืบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดย้อนหลังกว่า 10 วัน อยู่ระหว่างทำการตรวจสอบเพิ่มเติมทั้งระดับชั้น เพื่อขยายผลและรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกับผู้ต้องหาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รอง โฆษก ตร. กล่าวว่า คดีดังกล่าวพนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจะออกหมายเรียกผู้ต้องหาให้มารับทราบข้อกล่าวหาตามกฎหมาย โดยจะมีการประสานพัฒนาสังคมจังหวัดเพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจเด็กที่ได้รับผลกระทบ และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันประชุมหารือ วางแผนแก้ไขในเรื่องที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามหากภายหลังตรวจสอบพบว่ามีการกระทำความผิด หรือเด็กถูกทำร้ายเพิ่มเติมอีก เจ้าหน้าที่ตำรวจก็พร้อมดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งนี้ขอให้เคารพในสิทธิความเป็นส่วนตัวของเด็กผู้เสียหาย.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78824</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครูจุ๋ม, ตร., พ.ต.อ.กกฤษณะ พัฒนเจริญ, วงจรปิด, เด็กอนุบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200928/image_big_5f713bf011ffd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78792</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2020 17:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2020 17:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บ้านครูจุ๋มอ่างทองปิดเงียบหลังเกิดเหตุทำร้ายเด็กอนุบาล   </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ย.63-จากกรณี โลกโซเชียล มีการแชร์เรื่องราวของ &amp;quot;ครูจุ๋ม&amp;quot; ครูห้องเด็กอนุบาล โรงเรียนเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งทำร้ายลูกศิษย์นั้น ปรากฎว่าตลอดทั้งวันบริเวณบ้านครูจุ๋ม ในตำบลหลักแก้ว อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง &amp;nbsp;พบบ้านปิดเงียบไม่ใครอยู่ภายในบ้าน มีเพียงญาติและเพื่อนบ้านบ้านใกล้เรือนเคียง บอกว่าครูจุ๋มเป็นคนดีส่งเสียให้แม่ทุกเดือน แต่ระยะหลังพบว่าผู้เป็นแม่มีอาการป่วยหลายโรคเข้าออกโรงพยาบาลเป็นประจำก็ได้ครูจุ๋มได้เดินทางกลับบ้านมาดูแลตลอด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายโกวิทย์ &amp;nbsp;นาคกุญชร &amp;nbsp;อายุ 52ปี น้องชายของแม่ครูจุ๋มหรือน้าวิทย์ บอกว่า ครูจุ๋ม เป็นคนดี ดูแลครอบครัวส่งเงินเดือนให้แม่ตลอดทุกเดือน ที่ผ่านมาก็เคยเปิดรับเลี้ยงเด็กที่บ้านก็มีลูกหลานบริเวณใกล้เคียงมาฝากเลี้ยงดูแลเป็นอย่างดีเป็นที่รักของเพื่อนบ้านทุกคน ระยะหลังได้ไปทำงานที่โรงเรียนเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง ก็ไม่ค่อยได้กลับบ้านนานๆจะกลับมาสักครั้ง แต่ก็ส่งเงินเดือนกลับมาให้แม่ทุกเดือน ระยะหลังแม่ได้ป่วยหลายโรครุมเร้าครูจุ๋มจะเดินทางกลับบ้านมาพาแม่ไปหาหมอเป็นประจำ ส่วนเรื่องการทำร้ายเด็กนั้นไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นและต้องขอโทษผู้ปกครองและสังคมแทนหลานสาวด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทวี &amp;nbsp;ปลอดโปรง อายุ 62 ปี เพื่อนบ้าน เล่าว่า เห็นครูจุ๋มก็เป็นเด็กดีคนหนึ่งดูแลแม่ยามเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นอย่างดี แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อก่อนไม่เคยเป็นอย่างที่เป็นข่าว อาจจะเกิดจากอาการเครียดที่แม่ป่วยหรือเปล่าก็ไม่รู้ เขาเป็นเด็กดีคนหนึ่งที่ส่งเงินเดือนมาให้แม่ใช้ทุกเดือน ตอนนี้แม่ของครูจุ๋มป่วยหลายโรค เป็นเบาหวาน เป็นไต เป็นความดัน ไข มัน ไปนอนโรงพยาบาลมาแล้วหลายครั้ง จะเกิดเป็นอาการเครียดหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78792</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครูจุ๋ม, ทำร้ายเด็ก, เด็กอนุบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200927/image_big_5f70680753f3f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
