<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>79423</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/10/2020 08:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2020 08:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลชี้ผู้ปกครองรับไม่ได้ข่าวครูทำร้ายนักเรียนจี้รัฐบาลเร่งแก้ไขเพราะกระทบภาพลักษณ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ต.ค.2563 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;ครูอนุบาล/ครูพี่เลี้ยง/ครูผู้ดูแลเด็ก&amp;rdquo; จำนวน 1,896 คน วันที่ 29 กันยายน &amp;ndash; 2 ตุลาคม 2563 พบว่า จากกรณีครูทำร้ายนักเรียน กลุ่มตัวอย่างเห็นว่าเป็นการกระทำที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ ร้อยละ 84.36 สาเหตุที่มีข่าวในลักษณะนี้บ่อยมากขึ้น เพราะครูขาดจิตสำนึก ร้อยละ 86.77 เรื่องที่ผู้ปกครองห่วงบุตรหลานมากที่สุด คือ การทำโทษของครู ร้อยละ 80.54&amp;nbsp; วิธีป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก คือ ผู้บริหารโรงเรียนต้องสอดส่องดูแล ร้อยละ 79.80 นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างเคยมีประสบการณ์ตรงในเรื่องความรุนแรง ในชั้นเรียน ร้อยละ 21.10 (โดนตี หยิก ดึงหู ตะคอก ขว้างปาสิ่งของใส่ ฯลฯ)

จากผลการสำรวจจะเห็นได้ว่า กรณีที่เกิดขึ้นประชาชนมองว่า &amp;ldquo;ครู&amp;rdquo; ขาดจิตวิญญาณความเป็นครู ซึ่งเป็นสิ่งที่ครูทุกคนควรจะต้องมี โดยผู้บริหารกระทรวงศึกษาฯ และผู้บริหารโรงเรียนควรเร่งดำเนินการตรวจสอบ แก้ไข และหามาตรการป้องกัน ทั้งนี้รัฐบาลเองก็ควรให้ความสำคัญกับปัญหาที่เกิดขึ้น ใช้โอกาสนี้ในการแก้ปัญหาของครูทั้งระบบ ไม่เช่นนั้นจากปัญหาความรุนแรงในชั้นเรียนอาจเป็นเสียงดังที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การทำงานของรัฐบาลได้เช่นกัน

นายสิทธิพร เอี่ยมเสน คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต&amp;nbsp; หากมองจากตัวเลข &amp;ldquo;ความรุนแรงในชั้นเรียน&amp;rdquo; ซึ่งเกิดจากครู 21.10% ที่เคยมีประสบการณ์ความรุนแรงไม่ว่าจะเป็นการตีด้วยไม้บรรทัด ไม้เรียว การหยิก หรืออื่น ๆ นั้น นับว่าน่ากลัวมาก แม้ว่า 21.10% อาจมองว่าเพียงแค่ประมาณ&amp;nbsp; 1 ใน 5 นับว่าไม่เยอะ แต่หากมองถึงสิ่งนี้เกิดจากครู มันน่าจะเป็น &amp;ldquo;0&amp;rdquo; (ศูนย์) เพราะคนที่เป็นครูมีหน้าที่ที่ต้องดูแลเอาใจใส่ให้ความเมตตาเด็ก สิ่งนี้ไม่ควรเกิดขึ้น แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง การตีหรือหยิก เพื่อการอบรมสั่งสอน ลงโทษเพื่อให้หลาบจำ ไม่ให้ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องอีก มีการอธิบายความผิดให้เข้าใจ นักเรียนยอมรับความผิดและยอมรับการลงโทษนั้น ๆ สิ่งนี้อาจไม่ถือว่าเป็นความรุนแรงที่เกิดจากครู

กรณีครูจุ๋ม จะเรียกว่าเป็นครูก็ไม่ถูก เนื่องจากไม่ได้จบปริญญาตรีครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์ เป็นการกระทำที่ถือว่าผิด ถ้าเป็นข้าราชการก็คือการทำผิดวินัยเลยทีเดียว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79423</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครูจุ๋ม, ครูทำร้ายร่างกาย, รร.สารสาสน์วิทยา, สวนดุสิตโพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201004/image_big_5f79261780545.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78763</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2020 12:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2020 12:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อิสระ&#039;ชงโทษหนักขึ้นบัญชีดำครูทำร้ายเด็ก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ย. 2563 นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีครูใช้ความรุนเเรงกับเด็กนักเรียนอนุบาลแห่งหนึ่ง ว่า 2-3เดือน มานี้ การแก้ไขปัญหาเรื่องการใช้ความรุนเเรงทำร้ายร่างกายและจิตใจเด็ก ในโรงเรียน เเทบยังไม่มีทีท่าจะลดจำนวนลง แถมยังเพิ่มความถี่ของเหตุการณ์มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่แปลกใจเลยที่เด็กนักเรียนออกมาชุมนุมกันจำนวนมากส่วนหนึ่งเพราะต่อต้านการใช้ความรุนเเรงในสถานศึกษา ซึ่งเกิดจากความล้มเหลวของระบบการศึกษาฯ ก่อนหน้านี้การทำงานของหน่วยงานที่กำกับดูแลเหมือนเเมวไล่จับหนู ชักช้าไม่ทันการก็ว่าเเย่เเล้ว ตอนนี้มีเเต่เสียงของเด็ก เเละผู้ปกครองที่ต้องต่อสู่ฟ้องต่อสังคมด้วยตัวเอง มันเป็นสถานการณ์ที่เเย่ยิ่งกว่า โรงเรียนที่ควรเป็นพื้นที่เซฟโซน เป็นบ้านหลังที่ 2 ของเด็ก กลับกลายเป็นดินเเดนสนธยาอันตราย เพราะบทบาทผู้บริหารทั้งโรงเรียนและกระทรวง ทำเหมือนไม่ได้สนใจเสียงเรียกร้อง ไม่มีการวางแผนเชิงรุก หรือแผนรับมือระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรม และตนคิดว่า กระทรวงฯยังไม่ต้องไปคิดทำนวัตกรรมอะไรใหม่ๆก็ได้ หันมาสะสางปัญหาเดิมๆซึ่งเป็นรากฐานของการศึกษา คือสวัสดิภาพและความปลอดภัยของนักเรียนให้ดีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอิสระ กล่าวว่า นอกจากนี้ตนมองว่า ทั้งครูผู้ก่อเหตุและครูผู้เห็นเหตุแต่ไม่ทำอะไร ควรจะได้รับโทษหนักมากกว่าการไล่ออก ดำเนินคดีเเล้วจบไป จากนั้นก็ไปทำงานที่ใหม่และก่อเหตุซ้ำอีก วนเวียนไปไม่รู้จบแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งผู้ที่เข้าข่ายกระทำอันเป็นการทารุณกรรมต่อร่างกาย และจิตใจเด็ก ตามมาตรา 26 และ 78 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ในปัจจุบัน มีบทลงโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 30,000 บาท นั้นถือว่าเบามาก สำหรับแม่พิมพ์ของชาติที่ทำตัวเป็นเบ้าหลอมที่บิดเบี้ยว ทำร้าย ทำลาย อนาคตของลูกหลาน จึงอยากเสนอว่า ควรขึ้นบัญชีดำสำหรับผู้ประกอบอาชีพครู ที่ใช้ความรุนเเรงหรือทำอนาจารกับเด็ก และห้ามผู้ที่อยู่ในบัญชีดำ มีโอกาสทำงานในวงการที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนอีกต่อไปได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78763</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครูทำร้ายร่างกาย, พรรคประชาธิปัตย์, ส.ส.บัญชีรายชื่อ, อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200730/image_big_5f22cbbded6cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
