<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>78805</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟันเพิ่มครูจุ๋มกักขัง เพื่อนครูติดร่างแห</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทนายรณณรงค์พาผู้ปกครองแจ้งความเอาผิดเพิ่มครูจุ๋มหน่วงเหนี่ยวกักขัง จับเด็กขังห้องน้ำจนมีอาการหวาดผวา พร้อมให้ดำเนินคดีครูผู้อยู่ในเหตุการณ์ด้วย เลขาฯ กช.ลงตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนเสนอคุรุสภาลงโทษกราวรูด ส.ส.ปชป.ชี้ ความรุนแรงในรั้วโรงเรียน คือความล้มเหลวของระบบการศึกษา จวกกระทรวงศึกษาฯ ไม่ใส่ใจแก้ปัญหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) เปิดเผยว่า วันจันทร์ที่ 28 กันยายนนี้ จะลงพื้นที่โรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ จ.นนทบุรี เพื่อไปดูข้อมูลที่เกิดขึ้นกรณีผู้ปกครองแจ้งดำเนินคดี น.ส.อรอุมา ปลอดโปร่ง หรือครูจุ๋ม ครูพี่เลี้ยงประจำชั้นอนุบาล 1 ของโรงเรียน ทำร้ายนักเรียน เพื่อหาทางออก และวางมาตรการด้านความปลอดภัยในโรงเรียน เนื่องจากข้อมูลที่ได้รับรายงานเบื้องต้นยังไม่ถูกต้อง เช่น ครูที่อยู่ในเหตุการณ์กับครูพี่เลี้ยงที่ทำร้ายร่างกายเด็กอนุบาล เพียงแค่ถูกว่ากล่าวตักเตือน มองว่ายังไม่เหมาะสม จะลงไปดูว่าทำไมทางโรงเรียนถึงลงโทษเท่านี้ เพราะการนิ่งเฉยต่อเหตุการณ์นั้น เปรียบเสมือนการทำผิดเสียเอง ส่วนครูจุ๋ม ครูพี่เลี้ยงที่ก่อเหตุได้รับรายงานว่าถูกไล่ออกแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขาธิการ กช.กล่าวว่า เบื้องต้นทราบว่าครูจุ๋มที่ก่อเหตุ จบ ม.6 ไม่มีใบประกอบวิชาชีพครู ซึ่งก็สามารถสมัครเป็นครูพี่เลี้ยงได้ ไม่ผิด เพราะครูพี่เลี้ยงก็เท่ากับพี่เลี้ยงเด็ก แต่ที่สำคัญโรงเรียนต้องคัดและดูพฤติกรรมก่อนรับทำงาน หน้าที่ของครูพี่เลี้ยง คือมีหน้าที่ช่วยเหลือครู ไม่ใช่แสดงบทบาทเกินหน้าที่ หากปล่อยให้พี่เลี้ยงแสดงบทบาทเกินหน้าที่ โรงเรียนต้องรับผิดชอบด้วย ทั้งนี้ เมื่อลงพื้นที่โรงเรียนแล้วได้รายละเอียด หากจำเป็นต้องกล่าวโทษใครบ้าง จะเสนอต่อคุรุภาต่อไป เพื่อดูเรื่องใบประกอบวิชาชีพ นอกจากนี้จะดูว่าโรงเรียนเก็บค่าเทอมเกินควรหรือไม่ เพราะทราบว่าค่าเทอมแพงกว่าแสนบาท กช.อนุญาตให้เก็บค่าเทอมเป็นหลักแสนได้ แต่ต้องไปดูว่ามีการค้ากำไรเกินควรหรือไม่ มีการขอเปิด English Program หรือ EP. ในชั้นอนุบาลถูกต้องตามที่ปรากฏเป็นข่าวหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ สภ.ชัยพฤกษ์ นายรณณรงค์ แก้วเพชร ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พร้อมกลุ่มผู้ปกครอง เข้ายื่นหนังสือต่อ ร.ต.อ.อุทิศ อาสานอก รอง สว.(สอบสวน) สภ.ชัยพฤกษ์ เพื่อแจ้งไปยัง พ.ต.อ.สถิตพร บุณยรัตพันธุ์ ผกก.สภ.ชัยพฤกษ์ ให้สั่งการสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อเอาผิดครูจุ๋มในข้อหาหน่วงเหนี่ยวกักขัง เนื่องจากผู้ปกครองแจ้งเพิ่มเติมว่ามีเด็กนักเรียนบางคนถูกลงโทษด้วยวิธีการขังในห้องน้ำโรงเรียนเป็นเวลานาน ทำให้เด็กนั้นได้รับอันตรายด้านจิตใจ เป็นการจำกัดเสรีภาพไม่ให้ออกไปไหน ให้เด็กอยู่ในที่กำหนดโดยมีขอบเขตจำกัด โดยที่เด็กไม่สมัครใจ ทำให้เด็กมีอาการหวาดระแวงกลัวการไปโรงเรียน ตื่นขึ้นมาผวาตอนกลางคืน กระวนกระวายกลัวคน บางครั้งมีอาการหลอน พูดจาคนเดียว และหวาดกลัวการเข้าไปอยู่ในห้องแคบๆ คนเดียว แต่พนักงานสอบสวนยังไม่ได้มีความเห็นทางกฎหมายในประเด็นนี้ จึงอยากให้สอบสวนเพิ่มตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทนายรณณรงค์กล่าวว่า ขอให้ตำรวจดำเนินการสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมแก่ครูหรือเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบทุกคนขณะเกิดเหตุ ในฐานะตัวการร่วมหรือผู้สนับสนุนให้เกิดการกระทำความผิด ซึ่งคดีนี้อยู่ในความสนใจของสังคม และเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิเด็ก ซึ่งเป็นการขัดกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก จึงต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดให้สังคมเห็น เพื่อไม่ให้มีการลอกเลียนแบบ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นว่าต้องไม่มีการละเมิดสิทธิเด็กในประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ช่วง 2-3 เดือนมานี้ การแก้ไขปัญหาการใช้ความรุนแรง ทำร้ายร่างกายและจิตใจเด็กในโรงเรียน แทบยังไม่มีทีท่าจะลดจำนวนลง แถมยังเพิ่มความถี่ของเหตุการณ์มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่แปลกใจเลยที่เด็กนักเรียนออกมาชุมนุมกันจำนวนมาก ส่วนหนึ่งเพราะต่อต้านการใช้ความรุนเเรงในสถานศึกษา ซึ่งเกิดจากความล้มเหลวของระบบการศึกษา ก่อนหน้านี้การทำงานของหน่วยงานที่กำกับดูแลเหมือนเเมวไล่จับหนู ชักช้าไม่ทันการณ์ก็ว่าแย่แล้ว ตอนนี้มีแต่เสียงของเด็กและผู้ปกครองที่ต้องต่อสู้ฟ้องสังคมด้วยตัวเอง มันเป็นสถานการณ์ที่แย่ยิ่งกว่า โรงเรียนที่ควรเป็นพื้นที่เซฟโซน เป็นบ้านหลังที่ 2 ของเด็ก กลับกลายเป็นดินแดนสนธยาอันตราย เพราะบทบาทผู้บริหารทั้งโรงเรียนและกระทรวง ทำเหมือนไม่ได้สนใจเสียงเรียกร้อง ไม่มีการวางแผนเชิงรุก หรือแผนรับมือระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรม และตนคิดว่ากระทรวงยังไม่ต้องไปคิดทำนวัตกรรมอะไรใหม่ๆ ก็ได้ หันมาสะสางปัญหาเดิมๆ ซึ่งเป็นรากฐานของการศึกษา คือสวัสดิภาพและความปลอดภัยของนักเรียนให้ดีก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทั้งครูผู้ก่อเหตุและครูผู้เห็นเหตุแต่ไม่ทำอะไร ควรจะได้รับโทษหนักมากกว่าการไล่ออกดำเนินคดีแล้วจบไป จากนั้นก็ไปทำงานที่ใหม่และก่อเหตุซ้ำอีก วนเวียนไปไม่รู้จบแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งผู้ที่เข้าข่ายกระทำอันเป็นการทารุณกรรมต่อร่างกายและจิตใจเด็กตามมาตรา 26 และ 78 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กในปัจจุบัน มีบทลงโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 30,000 บาท ถือว่าเบามากสำหรับแม่พิมพ์ของชาติที่ทำตัวเป็นเบ้าหลอมที่บิดเบี้ยวทำร้ายทำลายอนาคตของลูกหลาน จึงอยากเสนอว่าควรขึ้นบัญชีดำสำหรับผู้ประกอบอาชีพครูที่ใช้ความรุนแรงหรือทำอนาจารเด็ก ห้ามผู้ที่อยู่ในบัญชีดำมีโอกาสทำงานในวงการที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนอีกต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ และ น.ส.กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร เตรียมนำเรื่องการเยียวยาเด็ก เสนอต่อที่ประชุม กมธ.กิจการเด็กฯ พร้อมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง โดยจะเสนอ กมธ.กิจการเด็กฯ ตรวจสอบข้อเท็จจริง และหารือถึงแนวทางการเยียวยา ทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ทำหน้าที่แทนประธาน กสม. กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาปรากฏข่าวการใช้ความรุนแรงต่อเด็กนักเรียนหลายรูปแบบ ซึ่งกรณีล่าสุดเป็นการละเมิดต่อสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของเด็กอย่างชัดแจ้ง ขัดกับหลักการคุ้มครองเด็กและเยาวชนมิให้ถูกใช้ความรุนแรงหรือการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 71 วรรคสาม และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) ข้อ 37 (ก) ที่ระบุว่า &amp;ldquo;รัฐภาคีประกันว่าจะไม่มีเด็กคนใดได้รับการทรมาน หรือถูกปฏิบัติ หรือลงโทษที่โหดร้าย...&amp;rdquo; ทั้งยังขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การที่ครูหรือบุคลากรทางการศึกษามีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงต่อเด็กนักเรียน สะท้อนว่าครูดังกล่าวขาดทักษะวิชาชีพครู ขาดทักษะการจัดการปัญหาและขาดวุฒิภาวะ ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการจำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยวิธีการที่เหมาะสม ด้วยการจัดให้มีการฝึกอบรมทักษะครูในโรงเรียนปฐมวัยในวิชาจิตวิทยาการศึกษาและจิตวิทยาพัฒนาการอย่างเข้มข้นและมีการประเมินเป็นระยะ เพื่อให้มีเจตคติที่ดีในการพัฒนาเด็กปฐมวัย&amp;quot; นางประกายรัตน์กล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78805</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขังห้องน้ำ, ขังห้องน้ำจนมีอาการหวาดผวา, ครูพี่เลี้ยง, หน่วงเหนี่ยวกักขัง, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200927/image_big_5f708e4a80dad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
