<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>16816</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2018 17:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2018 17:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &quot;ครูวิภา &quot;หอบเงิน 2.7 แสน ชำระหนี้กยศ.คืนแทนลูกศิษย์จอมเบี้ยว </HEADLINE>
                <CONTENT>




&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4ก.ย.61- จากกรณีที่ครูวิภา บานเย็น ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยน้อย ต.แม่ลาด อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร ถูกยึดบ้านและที่ดิน เนื่องจากได้เป็นผู้ค้ำประกัน ให้แก่นักเรียนที่เป็นผู้กู้ยืมกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ตั้งแต่ปี 2541-2542 จำนวน 60 ราย แต่มีลูกศิษย์ที่ค้างชำระหนี้ กยศ. จนถึงขั้นบังคับคดีกับครูที่เป็นผู้ค้ำประกันนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ผู้จัดการ กยศ.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ &amp;nbsp;3 กันยายน ที่ผ่านมาครูวิภาได้นำเงินจำนวน 270,000 บาท เพื่อมาชำระหนี้คืน กยศ.แทนลูกศิษย์ไปเรียบร้อย ทำให้เวลานี้ครูวิภาหลุดพ้นจากการเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ กยศ.แล้ว ส่วนครูวิภาจะไปติดตามหนี้คืนจากลูกศิษย์อย่างไรก็เป็นเรื่องของครูวิภาไม่เกี่ยวกับทาง กยศ.แล้ว ซึ่งจากกรณีครูวิภาทำให้ลูกหนี้ กยศ.และผู้ค้ำประกัน กยศ.จำนวนมาก ตื่นตัว และช่วยกันติดตามท้วงหนี้ กยศ. ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก และ กยศ.ต้องขอบคุณสื่อต่าง ๆที่ช่วยกันเผยแพร่ข้อมูล จนทำให้ลูกหนี้เข้ามาติดต่อ กยศ. โดยบางคนก็เข้ามาขอผ่อนผันการชำระหนี้ ขณะที่บางคนก็เข้ามาแจ้งให้ทราบว่ามีปัญหาต่าง ๆจนทำให้ไม่สามารถชำระเงินได้ &amp;nbsp;รวมทั้งยังมีผู้ที่โทรศัพท์เข้ามาที่กยศ.เพื่อติดต่อเรื่องหนี้จำนวนมากจากเดือนละ 50,000 คน เป็นเดือนละ 200,000 คน &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม กยศ.ทราบดีว่าทุกคนไม่สามารถที่จะนำเงินมาปิดบัญชีได้หมด แต่อย่างน้อยก็ทำให้กยศ.มีข้อมูลผู้ค้างชำระหนี้ รวมถึงเหตุผลต่างๆที่ไม่มาชำระหนี้ ซึ่งกยศ.จะได้หามาตรการในการดูแลและพยายามให้ผู้กู้ยืมได้ผ่อนชำระหนี้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขณะนี้ลูกหนี้ กยศ.ตระหนักและตื่นตัวการใช้หนี้ กยศ.มากขึ้น และแนวโน้มก็น่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ โดยมียอดมาชำระหนี้คืน กยศ.แล้ว 24,000 ล้านบาท จากยอดค้างชำระหนี้ 400,000 ล้านบาท จึงทำให้กองทุนฯ มีเงินหมุนเวียน เพื่อมาบริหารจัดการกองทุนโดยไม่ต้องของบฯจากรัฐบาลมา 2 ปี แล้ว อีกทั้งในปีนี้มียอดการขอไกล่เกลี่ยหนี้สูงถึงร้อยละ 80 หมายความว่ามีผู้ถูกฟ้องร้อง 1แสนคน มาขอไกล่เกลี่ย 8 หมื่นคน &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม กยศ.หวังว่าจะมียอดผู้ชำระหนี้คืนกยศ.เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ&amp;rdquo;ผู้จัดการ กยศ.กล่าว&lt;/p&gt;





</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16816</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยศ., ครูวิภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180726/image_big_5b593f3c529a9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14692</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2018 00:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2018 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไล่บี้เอากับคนค้ำมันคงง่ายกว่าสินะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พวกเราคงได้รับรู้เรื่องที่ครูจะต้องเดือดร้อน เพราะต้องใช้หนี้แทนลูกศิษย์ที่ตัวเองเป็นผู้ค้ำประกันให้ลูกศิษย์ได้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา ความเดือดร้อนครั้งนี้สาหัสนัก ต้องหาเงินมาจ่ายหนี้แทนลูกศิษย์ทั้งๆ ที่ตัวเองก็มีภาระที่จะต้องดูแล และที่ร้ายไปกว่านั้น เจ้าหนี้เขาก็จะมายึดทรัพย์ขายทอดตลาดเพื่อนำเอาเงินมาใช้หนี้ และคงจะขายราคาที่ต่ำกว่าราคาที่แท้จริงของราคาทรัพย์สินที่จะนำเอามาขาย จนครูต้องออกมาแถลงให้สังคมได้รู้ จึงเกิดอาการตื่นตัวด้วยการวิพากษ์วิจารณ์การติดตามทวงหนี้ของเจ้าหนี้ กลไกในการให้นักเรียน นิสิตนักศึกษากู้ยืมที่ต้องมีคนค้ำ และการปล่อยให้หนี้เหล่านี้ค้างเป็นเวลาหลายๆ ปี จนคนที่กู้นั้นมีงานมีการทำ มีบ้าน มีรถ มีชีวิตที่สุขสบายเหมือนคนที่ไม่มีหนี้สินที่จะต้องรับผิดชอบ ทำไมปล่อยไว้เนิ่นนานขนาดนั้น เวลานานขนาดนี้ หากคิดดอกเบี้ยเติมเข้าไปอีก ภาระของคนค้ำประกันที่กำลังถูกทวงหนี้ก็จะสูงขึ้นไปอีก โครงการนี้เป็นโครงการเพื่อการศึกษา เพื่อให้เป็นไปตามปรัชญาที่ว่าการศึกษาสร้างคน และคนสร้างชาติ ดังนั้นโครงการแบบนี้จะต้องมีหลักคิดที่แตกต่างจากการกู้เงินเพื่อการอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราน่าจะมาพิจารณาการให้กู้เงินในโครงการนี้กันสักหน่อย เพื่อให้มีการนึกเรื่องโครงการดีๆให้เดินถูกทาง เพราะถ้าหากไม่มีการแก้ไข คนกู้ก็จะลอยนวลและไม่มีความรับผิดชอบ ไม่มีสำนึกกตัญญู ไม่รู้สึกอะไรกับการทำให้ครูที่มีบุญคุณได้รับความเดือดร้อน ต่อไปจะมีครูคนไหนกล้าที่จะค้ำประกันให้ลูกศิษย์ เพราะความเมตตาที่มีให้กับเด็กนั้นทำให้ตนเองต้องเดือดร้อน ต่อไปนี้เด็กรุ่นหลังอาจจะไม่ได้กู้เงินเพื่อการศึกษาอีกต่อไป เพราะหาคนค้ำไม่ได้ และที่สำคัญชีวิตของครูที่ค้ำประกันจะเป็นอย่างไร นี่หรือคือผลตอบแทนที่ครูผู้มีใจเมตตาได้รับ เด็กๆที่กู้เงินไปก็ยังไม่ตาย มีตัวตน มีงานทำ ก็น่าจะตามคนที่กู้ให้เต็มที่ก่อนดีไหม จะบอกว่าตามแล้วแต่ตามไม่เจอ ก็ต้องถามว่าตามแบบไหน ตามอย่างไรใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่หรือเปล่า ห้างร้านต่างๆ แค่บอกเบอร์โทรศัพท์หรือเลขบัตรประจำตัวหลักข้อมูลของเราก็ขึ้นเต็มจอ เดินทางกระเป๋าหาย ไปแจ้งฝ่าย lost and found เขาก็ยังหาเจอ ถ้าหากใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ด้วยความพยายามอย่างไม่กลัวความยากลำบากต้องหาเจอ เพราะคนพวกนี้คงกู้เงินซื้อบ้าน กู้เงินซื้อรถ ซื้อประกันชีวิต ซื้อประกันภัย เป็นสมาชิกบัตรเครดิต และอื่นๆ อีกมากมาย ลองหาผู้เชี่ยวชาญด้วยการสืบค้นข้อมูลทางสารสนเทศมาช่วยย่อมหาได้ แต่มันยากหน่อยนะ ยากกว่าการตามหาคนค้ำประกันมากเลยทีเดียว ดังนั้นเจ้าหนี้บางรายจึงชอบไล่บี้เอากับคนค้ำมากกว่าคนกู้ เพราะคนค้ำตามหาง่ายกว่า สืบทรัพย์ที่มีก็ง่ายกว่า ถ้าหากมองเจตนาดีและความเมตตาของครู เจ้าหนี้น่าจะใช้ความพยายามตามหาผู้กู้ให้ได้ก่อนที่จะมาไล่เบี้ยเอากับผู้ค้ำที่เป็นครูผู้มีใจเมตตา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เด็กๆ ที่กู้นั้น ตอนกู้น่าจะยังไม่บรรลุนิติภาวะ พ่อแม่ต้องเซ็นอนุญาตให้กู้หรือเปล่า คุยกับพวกเขาแล้วยัง เด็กๆ จบแล้วอาจจะได้งานทำตามเมืองต่างๆ ไม่ได้อยู่ที่ภูมิลำเนาเดิม แต่พ่อแม่น่าจะอยู่ที่เดิม เคยขอความร่วมมือจากพวกเขาให้ช่วยตามลูกๆ บ้างไหม หรือว่าตามแล้ว แต่พ่อแม่ทำเนียนไม่รู่ว่าลูกทำงานที่ไหน ยังไงก็น่าจะลองทางนี้ก่อนที่จะไปบี้เอากับครูผู้ค้ำประกันนะ และต่อไปน่าจะมีบันทึกแนบสัญญาได้ไหมว่าถ้าเด็กๆ เบี้ยวหนี้จะให้พ่อแม่รับผิดชอบอย่างไรบ้าง เด็กๆ อาจจะคิดไม่ได้ว่าอะไรผิดอะไรถูก แต่พ่อแม่โตแล้ว น่าจะแยกผิดแยกถูกได้ เพราะฉะนั้นเมื่อรู้และเห็นว่าลูกทำไม่ถูกต้องก็น่าจะอบรมสอนลูกและแนะนำลูกทำในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่รับรู้ความเดือดร้อนของครูที่เมตตาลูกของตนเองแล้วก็ยังทำเฉย ไม่คิดจะสอนไม่คิดที่จะแนะนำอะไรลูกเลย หรือว่าพ่อแม่เห็นดีเห็นงามกับการกระทำที่อกตัญญูของลูกๆ สำหรับพ่อแม่ที่ได้แนะนำให้ลูกทำสิ่งที่ถูกต้อง ก็ขออนุโมทนา แต่พ่อแม่ที่รู้ว่าลูกทำไม่ถูกต้องแล้วยังเฉย ทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่าพ่อแม่รู้เห็นเป็นใจหรือแนะนำให้ลูกเบี้ยวหนี้ เพราะรู้ว่าท้ายที่สุดแล้วเจ้าหนี้ก็จะไปไล่บี้ทวงหนี้จากคนค้ำประกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากจะมีการวิพากษ์วิจารณ์เจ้าหนี้แล้ว ก็ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์เด็กๆ ที่เบี้ยวหนี้ด้วย นอกจากจะเรียกได้ว่าเป็นคนอกตัญญูแล้ว ก็ถือว่าเป็นคนเห็นแก่ตัวที่คิดแต่ความสุขสบายของตนเองโดยไม่คิดถึงความเดือดร้อนของคนอื่น ทั้งๆ ที่คนอื่นที่ว่านี้คือครูผู้มีพระคุณ คนอย่างนี้ถ้าจะบอกว่ามีจิตใจเหี้ยม โหดร้าย ที่ไม่มีความรู้สึกสะทกสะท้านกับความเดือดร้อนของครูที่มีพระคุณ พวกเขาจะรู้ไหมว่าเขากำลังทำลายชาติ เพราะต่อไปเด็กที่ต้องการเรียนเพื่อนำความรู้ไปสร้างชาติ อาจจะไม่มีโอกาสที่จะได้เรียน เพราะไม่มีใครค้ำเงินกู้ หรือร้ายไปกว่านั้น โครงการอาจจะถูกยกเลิก เพราะเวลานี้มีคนสร้างวาทกรรมกล่าวหารัฐบาลที่คิดโครงการนี้ขึ้นมาว่าสร้างปัญหาให้ครู ทั้งๆ ที่โครงการเป็นโครงการที่ดีแต่เด็กที่กู้แล้วไม่ยอมใช้หนี้ ทำให้โครงการเสียหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใครรู้จักคนพวกนี้ออกมาโพสต์ความสุขสบายให้คนอื่นได้รู้หน่อยเถอะ ให้สังคมได้รู้ว่าคนอกตัญญูพวกนี้เป็นใคร แต่ระวังหน่อยนะทำให้แยบยลอย่าให้ผิดกฎหมายโทษฐานประจานลูกหนี้ นายจ้างพิจารณาหน่อยนะ ถ้าท่านรับคนเบี้ยวหนี้ไว้ในบริษัทของท่าน แล้วท่านจะไว้ใจความซื่อสัตย์สุจริตของเขาได้อย่างไร ต่อไปจะรับใครทำงาน ถามสักนิดว่ากู้เงินเรียนหรือไม่ ใช้หนี้แล้วหรือยัง ถ้าเป็นงานแรกต้องให้ทำสัญญาหักเงินเดือนใช้หนี้ ช่วยกันนะ เพื่อไม่ให้คนค้ำประกันถูกไล่บี้ เพราะตามตัวง่ายกว่าคนกู้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14692</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครูวิภา, ครูเบี้ยวหนี้, คิดเหนือกระแส, ดร.เสรี วงษ์มณฑา, ปฏิญญามหาสารคาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a37689e30db2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14487</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2018 08:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/08/2018 08:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กยศ. แจงปี 62 ลุยหักเงินเดือนชำระหนี้การศึกษาล้านราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กยศ. ฉายภาพปี 2562 ลุยหักบัญชีเงินเดือนล้างหนี้การศึกษา 1 ล้านราย เล็งตีกรอบจำนวนรับค้ำประกัน หวั่นเกิดปัญหาเหมือนกรณี &amp;quot;ครูวิภา&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ &amp;nbsp;ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า เดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ได้เริ่มมีการหักเงินบัญชีชำระหนี้ กยศ. สำหรับข้าราชกรมบัญชีกลางที่เคยกู้เงินจาก กยศ. และถึงเวลาที่ต้องผ่อนชำระเงิน และในเดือน ส.ค. นี้ จะขยายเพิ่มหักบัญชีข้าราชการของกระทรวงการคลังทั้งหมด ซึ่งมีอยู่กว่า 1,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ในเดือน ต.ค. 2561 ก็จะเริ่มหักบัญชีข้าราชการที่เป็นลูกหนี้ของ กยศ. ในทุกหน่วยที่ได้รับเงินเดือนจ่ายตรงจากกรมบัญชีกลางผ่านระบบ GFMIS และปี 2562 ก็จะเริ่มใช้มาตรการนี้กับพนักงานเอกชนที่เป็นลูกหนี้ของ กยศ. โดยจะเริ่มกับบริษัทขนาดใหญ่ เช่น กลุ่มบริษัท ซีพี ที่มีพนักงานเป็นลูกหนี้ กยศ. กว่า 1 แสนคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กยศ.ตั้งเป้าหมายในปีหน้าจะมีการหักบัญชีชำระหนี้ กยศ. ได้ 1 ล้านราย ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการขาดการชำระหนี้ โดยภาระการชำระหนี้ของลูกหนี้ กยศ. ส่วนใหญ่ไม่สูงมาก เฉลี่ยอยู่ที่รายละ 1 แสนบาท ให้เริ่มผ่อนชำระในปีแรก 1.5 พันบาท ปีที่ 2 จำนวน 2.5 พันบาท และปีที่ 3 พันกว่าบาท มาหักเงินบัญชีรายเดือนก็อยู่ที่เดือนละ 100-300 บาท เท่านั้น&amp;quot; นายชัยณรงค์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ปัจจุบัน กยศ ปล่อยกู้ให้กับนักเรียนไปแล้ว 5 ล้านราย เป็นวงเงินประมาณ 5 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้ ปิดบัญชีชำระหนี้ไปแล้ว 1 ล้านราย และลูกหนี้ที่เรียนจบจะอยู่ในช่วงเวลาปลอดชำระหนี้ 2 ปี อีก 1 ล้านราย ลูกหนี้ที่ครบกำหนดชำระหนี้อีก 3 ล้านราย ในจำนวนนี้ชำระหนี้ปกติ 1 ล้านราย และผิดชำระหนี้ 2 ล้านราย ซึ่งการหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้ผ่านบัญชีจะทำให้ยอดการผิดชำระหนี้ที่มีอยู่จำนวนมากลดลงได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยณรงค์ กล่าวอีกว่า กรณีของครูวิภา บานเย็น ที่ค้ำประกันให้กับนักเรียน 21 ราย ในจำนวนนี้ฟ้องปิดบัญชีไปแล้ว 4 ราย เนื่องจากไม่มาชำระหนี้ และต้องทำการยึดทรัพย์คุณครูเพื่อมาชำระหนี้ โดยทาง กยศ. ได้ชะลอการบังคับยึดทรัพย์ไปก่อน เพื่อให้นักเรียนเข้ามาไกล่เกลี่ยชำระหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับที่เหลืออีก 17 ราย หลังจากที่เป็นข่าวก็มาชำระปิดบัญชี 5 ราย ผิดนัดชำระหนี้อีก 3 ราย เหลืออีก 9 ราย ที่ยังไม่ถึงเวลาชำระหนี้ ซึ่งทาง กยศ. ได้พยายามหาทางช่วยเหลือคุณครูโดยพยายามให้เด็กนักเรียนมาไกล่เกลี่ยหนี้ดังกล่าว ส่วนแนวทางการแก้ปัญหาในอนาตคจะต้องมีการกำหนดการค้ำประกันต่อคนได้ไม่เกินกี่ราย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนกรณีครูวิภา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของ กยศ. พบว่า ปัจจุบันการค้ำประกันผู้กู้เงิน กยศ. 85% เป็นพ่อแม่ อีก 14% เป็นญาติพี่น้อง ส่วนคุณครูมีสัดส่วนค้ำประกัน 0.1% แต่ กยศ. ยอมรับว่าขณะนี้คุณครูไม่กล้าที่จะค้ำประกันสินเชื่อให้กับนักเรียน เพราะกังวลว่าเด็กไม่ยอมมาชำระหนี้และต้องมาเป็นผู้ชำระแทน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14487</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยศ., ครูวิภา, รับค้ำประกัน, ลูกหนี้ของ กยศ., หักเงินเดือน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180606/image_big_5b177de88f249.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14261</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/07/2018 12:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/07/2018 12:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หวั่นซ้ำรอยครูวิภา!ครูชัยภูมิ ค้ำกยศ.ให้ลูกศิษย์ 40 รายหายหัว 27 ราย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ค.61 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสรพงศ์ เค้ากล้า ครูโรงเรียนห้วยต้อนพิทยาคม อ.เมือง จ.ชัยภูมิ ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว &amp;ldquo;สรพงศ์ เค้ากล้า&amp;rdquo; ว่า &amp;quot;แจ้งถึง ลูกศิษย์ ครูหมี ห้วยต้อน ที่ครูค้ำเงินกู้ กยศ.ให้พวกเธอได้เรียนมหาวิทยาลัย ตั้งแต่ ปี 2539-2548 ประมาณ 40 คน ทราบครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-กยศ. มีหมายศาลให้ครูติดตามมาไกล่เกลี่ย ผ่อนใช้เงินกู้คืนได้ 13 ราย(ที่เหลือยังติดตามไม่เจอ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-ขอร้องมายังพวกเธอ อย่าให้เป็นเช่นครูวิภา นะครับ เพราะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ครูใกล้เกษียณแล้ว(อีกปีเศษ)กลัวจะไม่มีเงินบำนาญไว้ใช้ยามแก่ชรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ครูมีบ้านหลังเดียว(ที่พวกเธอเคยพักอาศัยอยู่กินสมัยเป็นนักเรียน) กลัวถูกฟ้องยึดขายทอดตลาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ช่วงนี้ก็ป่วยไม่มีแรงจะตามหาพวกเธอได้(หลายคนอยู่ไกล เช่น ภูเก็ต, กระบี่, พังงา, เชียงราย, เชียงใหม่ฯลฯ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอขอบใจ กับ คนที่เคลียร์หมดแล้ว นะครับ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14261</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยศ., ครูวิภา, ลูกศิษย์เบี้ยวหนี้, สรพงศ์ เค้ากล้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180728/image_big_5b5c0160656a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14185</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศิษย์เนรคุณ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เข้าใจหรือยังกับคำว่า โกงกันถึงระดับดีเอ็นเอ!&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้...ถ้าถามว่าผลพวงของพฤติกรรม &amp;quot;โกงไม่เป็นไรขอให้แบ่งกัน&amp;quot; ได้สร้างมรดกอะไรเอาไว้บ้าง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตอบแบบไม่ต้องคิดนาน....
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณี &amp;quot;ครูวิภา&amp;quot; อธิบายเรื่องได้เกือบทั้งหมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อธิบายได้กระทั่งว่า มีคนไทยสักกี่มากน้อย ถ้าหากมีโอกาสโกง จะมีกี่คนที่โกง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ระดับการศึกษา แต่อยู่ที่ศีลธรรม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครูวิภา ครูผู้ประเสริฐ ค้ำประกันหนี้ กยศ. ให้กับนักเรียนจำนวนกว่า ๖๐ คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครึ่งหนึ่งเบี้ยว ไม่ส่งเงินชำระคืนให้ กยศ.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปล่อยให้ครูผู้มีบุญคุณประสบชะตากรรมที่ยากลำบากแต่เพียงผู้เดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลูกศิษย์ร่วม ๓๐ คนนี้ ไม่ใช่คนไร้การศึกษา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทุกคนมีการศึกษา เรียนจบไปมีงานทำ มีความเป็นอยู่ที่ดี แต่เพราะไร้ศีลธรรม ไม่ตอบแทนบุญคุณ กลับเนรคุณ!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แค่สังคมเล็กๆ ตรงนี้ เราเห็นแล้วว่า มีคนโกงอยู่ครึ่งหนึ่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้จะนำมาสรุปรวมไม่ได้ว่า คนไทยทั้งประเทศครึ่งหนึ่งโกง แต่สะท้อนให้เห็นว่า ในสังคมที่อยู่กันนี้เต็มไปด้วยคนที่จ้องจะโกง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่เฉพาะนักการเมือง ข้าราชการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประชาชนเอง ก็พร้อมโกงหากมีโอกาส&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ใช่เรื่องเล็กครับ...
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยิ่งคิดไปถึงงานเสวนาที่ธรรมศาสตร์วันก่อน ที่มีการเสนอให้ถอดศีลธรรมออกจากกฎหมาย เพื่อให้คนในครอบครัวเดียวกันแต่งงานกันได้ ก็ยิ่งมีความชัดเจนว่า.... &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ป่วยด้านศีลธรรมนั้นมีหลากหลายรูปแบบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อมีคนกลุ่มนี้อยู่ในสังคม คำถามง่ายๆ คือ....
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แล้วประเทศจะเดินไปได้อย่างไร ในขณะที่ภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองระดับชาติ ระดับท้องถิ่น ข้าราชการ ล้วนจ้องจะโกงกันทั้งสิ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะนี้ความรุนแรงของปัญหาอยู่ระดับไหน?&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่าแปลกใจว่าทำไมดัชนีการโกงของไทยนั้น อยู่ในลำดับที่ไม่พึงประสงค์มาโดยตลอด &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้เราจะปลื้มใจ ที่มีการสะสางกรณีเงินทอนวัด โกงเงินจนคน ผู้พิการ แต่นั่นก็แค่เศษเสี้ยวการโกงที่เกิดขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าเราหยุด หรือพอใจที่จะปราบโกงอยู่แค่นั้น ไม่มีทางที่คนโกงจะหดหายไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาถึงคำถามสำคัญ เมื่อเห็นกรณี &amp;quot;ครูวิภา&amp;quot; แล้ว หน่วยงานที่มีหน้าที่ปราบโกง ตระหนักถึงปัญหาที่หยั่งรากลึกระดับดีเอ็นเอนี้อย่างไรบ้าง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลมีแนวคิดที่จะปฏิรูปใหญ่เพื่อขจัดคนโกงหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หรือคิดว่าที่มานั้น...พอแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าคิดเช่นนั้น ประเทศไทยยังคงเป็นสวรรค์ของคนไร้ศีลธรรม ที่จ้องแต่จะคดโกงต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14185</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยศ., ข้าราชการ, ครูวิภา, ศิษย์เนรคุณ, อ่านเอาเรื่อง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b69ad52eea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14143</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2018 10:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2018 10:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กยศ.ถอนฟ้อง&quot;ครูวิภา&quot;4รายเหลือศิษย์ชักดาบอีก17</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กยศ. เตรียม ถอน การบังคับคดี &amp;ldquo;ครูวิภา&amp;rdquo; 4 คดีแรก เหลือลูกศิษย์อีก 17 คน เร่งติดตามสืบทรัพย์ คาด ดำเนินการได้ปลายปี 61 ด้าน &amp;ldquo;ครูวิภา&amp;rdquo; เผยเสียงสั่น ไม่อยากฟ้องเด็กเขาคือลูกศิษย์

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กล่าวว่า จากกรณีที่นางสาววิภา บานเย็น ผู้ค้ำประกันนักเรียนที่เป็นผู้กู้ยืมตั้งแต่พ.ศ. 2541-2542 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ 5 จำนวนประมาณ 60 ราย ปรากฎว่ามีลูกศิษย์ที่เปิดบัญชีเงินกู้แล้ว 29 ราย อยู่ระหว่างการชำระหนี้ปกติจำนวน 10 ราย ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งสิ้น 21 ราย ในจำนวนคดีที่ถูกฟ้องร้องมีการยึดทรัพย์แล้ว 4 ราย ซึ่งจากการสืบทรัพย์ของทั้ง 4 รายนี้ กยศ.ไม่สามารถตรวจพบทรัพย์ แต่พบทรัพย์ของนางสาววิภา ในฐานะผู้ค้ำประกันและดำเนินการยึดทรัพย์ของนางสาววิภาทั้ง 4 คดี อย่างไรก็ตาม ในส่วนของนางสาววิภา เป็นการค้ำประกันตอนเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาและเป็นการกู้เรื่องค่าครองชีพ จำนวนไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย ทั้งนี้นางสาววิภาได้ดำเนินการชำระหนี้ในส่วนที่จะโดยยึดทรัพย์แล้วทั้งหมด 4 คดี โดยต่อจากนี้ กยศ.จะดำเนินการถอนการบังคับคดีในเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของอีก 17 คดีที่เหลือนั้นอยู่ในขั้นตอนการบังคับคดี ซึ่งทั้ง 17 รายนี้คิดเป็นเงินต้นที่ค้ำประกันประมาณ 190,000 บาทนั้น กยศ.จะไปดำเนินการสืบทรัพย์ พร้อมทั้งชะลอการบังคับคดีของนางสาววิภาไว้ก่อน

นายชัยณรงค์ กล่าวต่อว่า กยศ.จะเร่งติดตามสืบทรัพย์ทั้ง 17 รายผ่านทางสำนักงานประกันสังคม กรมสรรพากร ว่าทำงานอยู่ที่ไหนอย่างไร ซึ่ง กยศ.มีอำนาจดำเนินการได้ตามพ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2560 ที่สามรรถเข้าถึงข้อมูลผู้กู้ได้&amp;nbsp;และหากพบตัวจะประสานหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อหักเงินเดือนมาชำระหนี้ กยศ. ซึ่งกรณีทำงานในภาคเอกชนจะสามารถดำเนินการได้ภายในปลายปี 2561 และในส่วนของลูกศิษย์ 4 รายหากนางสาววิภา ต้องการไล่เบี้ยคืน กยศ.ก็พร้อมในการจัดหาทนายเพื่อดำเนินการฟ้องร้องให้ อย่างไรก็ตาม สำฟรับกระบวนการกู้ยืมเงินนั้น กยศ.จะมีการปฐมนิเทศนักเรียนและผู้ปกครองเพื่อให้ความรู้ว่าในการชำระหนี้ ต้องทำอะไร ถ้าไม่ชำระหนี้จะเกิดอะไร และเมื่อเรียนจบจะมีการปัจฉิมนิเทศอีกรอบหนึ่ง ทั้งนี้ หลังเรียนจบจะมีระยะเวลาปลอดหนี้&amp;nbsp;2 ปี จึงจะเริ่มกระบวนการชำระหนี้ ซึ่งผู้กู้ 1 คนกู้เฉลี่ย 1 แสนบาท โดยกระบวนการติดตามหากผู้กู้ไม่ชำระ กองทุนจะส่งจดหมายแจ้งภาระหนี้ให้ผู้กู้ จากนั้นกองทุนจะมีส่งจดหมายติดตามหนี้ค้างชำระให้แก่ผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกัน และมีเจ้าหน้าที่โทรศัพท์แจ้งเตือง มีการส่งข้อความ SMS และข้อความเสียง เพื่อให้ชำระหนี้ในระยะเวลาที่กำหนด

&amp;quot;การติดตามหนี้ กยศ.จะติดตามจากผู้กู้ก่อน แต่ที่เกิดปัญหาผู้ค้ำประกันต้องมารับผิดชอบมีหลายกรณี คือ ผู้กู้ยังไม่มีทรัพย์ ผู้กู้มีทรัพย์แต่ไม่จ่าย และไม่มีวินัยทางการเงิน นำเงินไปใช้อย่างอื่นมากกว่ามาใช้หนี้ จึงเกิดปัญหากับผู้ค่ำประกัน ขณะเดียวกัน การติดตามหนี้ก็พบปัญหาว่าผู้กู้ปิดเบอร์มือถือ และบางรายไม่อยู่ในถิ่นฐานเดิมทำให้ติดตามไม่ได้ ทั้งนี้ มีผู้ค้ำประกันให้นักเรียนหลายคนแบบนางสาววิภาจำนวนมาก คาดว่าน่าจะมีปัญหาแบบนี้เหมือนกัน ส่วนหนึ่งเป็นกำนันผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งปัจจุบันไม่ได้มีการกำหนดจำนวนคนค้ำและจำนวนเงิน แต่กรณีนี้กยศ.ก็จะมาพิจารณาปรับแนวทางในอนาคตกำหนดบุคคลและวงเงินต่อไป&amp;quot;ผู้จัดการ กยศ. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยณรงค์กล่าวต่อว่าปัจจุบัน กองทุนได้ปล่อยเงินกู้ยืมให้แก่นักเรียน นักศึกษาไปแล้วจำนวนกว่า 5.4 ล้านราย คิดเป็นเงินกว่า 5.7 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้มีผู้กู้ยืมที่ชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้วจำนวน 8 แสนราย อยู่ระหว่างปลอดหนี้ 1 ล้านราย อยู่ระหว่างชำระหนี้ 3.5 ล้านราย แบ่งเป็นผู้ชำระหนี้ปกติ 1.4 ล้านราย ผิดนัดชำระ 2.1 ล้านราย โดยมีผู้ที่ถูกดำเนินคดีแล้วมากกว่า 1 ล้านราย อย่างไรก็ตาม ขอฝากถึงผู้กู้ทุกคนและทั้ง 17 รายนี้ให้มีจิตสำนึกให้มาใช้หนี้&amp;nbsp;มาแบ่งเบาภาระหนี้ให้ครู และส่งโอกาสการศึกษาให้กับรุ่นน้องต่อไป

ด้าน นางสาววิภา กล่าวว่า ที่ผ่านในกรณีลูกศิษย์ 4 รายที่ได้ชำระหนี้ในส่วนที่ต้องรับผิดชอบไปแล้วประมาณ 92,000 บาทนั้น และยังเหลืออีก 17 รายที่ยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งจาก กยศ.มาก่อน และก็ยังไม่รู้ว่าอีกทั้ง 17 คนจะโดนอีกเมื่อไร เพราะในแต่ละปีที่ศาลฟ้องไม่ได้ดำเนินการฟ้องพร้อมกันทั้งหมด อีกทั้งการที่มีหมายศาลส่งถึงบ้านตนก็ทำให้มีความรู้สึกตกใจและไม่มีการแจ้งว่าควรจะดำเนินการอย่างไรก่อนที่จะมีการยึดทรัพย์ รวมถึงตนไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเด็กมีการชำระหนี้หรือไม่ มาทราบอีกทีก็ได้รับหมายศาลมีคำสั่งยึดทรัพย์แล้ว อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีข่าวออกไปมีลูกศิษย์ติดต่อเข้ามา 2 ราย โทรศัพท์มาขอโทษที่ทำให้เดือดร้อนและบอกว่าจะไปปิดหนี้ กยศ.ที่เหลืออยู่และจะผ่อนชำระหนี้ที่ครูจ่ายแทนไปให้เดือนละ 5 พันบาท แต่ก็ไม่มีหลักประกันอะไรว่าเขาจะดำเนินการอย่างที่พูด เพราะเป็นแค่การคุยโทรศัพท์ไม่มีหลักฐานยืนยัน

&amp;quot;แม้ กยศ.จะชะลอการบังคับคดีแล้วแต่ไม่ได้หมายความว่าคดีจะสิ้นสุด เพราะถ้าสืบทรัพย์ของเด็กไม่ได้ก็จะวนมาที่ตัวเองอยู่ดี ซึ่งหากถูกยึดทรัพย์จริงก็จะไปกู้เงินมานำทรัพย์ออกไม่ยอมให้ขายทอดตลาดอย่างเด็ดขาด และหากเป็นไปได้อยากให้การชำระหนี้ของเด็กจ่ายเป็นชื่อผู้ค้ำ เพราะเรารับภาระมาก่อนหน้านี้แล้ว ขอฝากถึงลูกศิษย์ที่ได้ดูอยู่ช่องทางไหนก็ตาม ทั้งคนที่ครูจ่ายหนี้แทนหรือยังไม่ได้จ่าย ด้วยความเป็นครูไม่เคยอยากทำร้ายลูกศิษย์ เราไม่อยากฟ้องเด็กเขาคือลูกศิษย์ แค่อยากให้มาคุยจะใช้หนี้คืนอย่างไร ซึ่งคงไม่พูดอะไรมากเพราะ คำว่า คนดี ครอบคลุมหมดทุกอย่างในเรื่องของความซื่อสัตย์ สุจริต ความมีคุณธรรมและความรับผิดชอบ&amp;quot;นางสาววิภา กล่าว

นางเพ็ญรวี มาแสง โฆษกกรมบังคับคดี กล่าวว่า การติดตามหนี้ไม่ได้มีแค่การยึดทรัพย์เพียงวิธีการ เพราะก่อนจะถึงขั้นตอนนี้จะมีกระบวนการการไกล่เกลี่ย ซึ่งกรมบังคับคดีและกยศ.ได้มีความร่วมมือในการไกล่เกลี่ยเพื่อให้เจ้าหนี้และลูกหนี้มาทำข้อตกลงร่วมกัน เพื่อให้เกิดการชำระหนี้ที่ลูกหนี้สามารถจ่ายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14143</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยศ., ครูวิภา, นางสาววิภา บานเย็น, นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์, ศิษย์เบี้ยวหนี้กยศ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180726/image_big_5b593f3c529a9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14102</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2018 17:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/07/2018 17:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แฉชื่อ &#039;ลูกศิษย์เบี้ยวหนี้&#039; เผย &#039;ครูวิภา&#039; เคยตามถึงบ้านแต่เฉย!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;25 ก.ค.61 - กรณีนางสาววิภา บานเย็น อายุ 47 ปี ผู้บริหารโรงเรียนแห่งหนึ่งในกำแพงเพชร ได้ค้ำประกันเงินกู้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.) ให้นักเรียนชั้นม.4 และม. 5 จำนวน 60 คน &amp;nbsp;ช่วงปี 2541-2542 &amp;nbsp;ต่อมาปรากฏว่านักเรียน 20-30 คน ที่จบแล้ว ไม่ได้ใช้หนี้กยศ ยอดหนี้รวมกว่าล้านบาท ทำให้ถูกยึดบ้านและที่ดิน ตามหมายศาล &amp;nbsp;ทำให้เมื่อวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา นางสาววิภา ได้แถลงข่าวถึงลูกศิษย์มาใช้หนี้ กยศ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้เฟซบุ๊กแฟนเพจ &amp;ldquo;อยากดังเดี๋ยวจัดให้ return&amp;rdquo; ได้อัพเดตความคืบหน้าพร้อมทั้งเปิดเผยรายชื่อที่เด็กที่ครูวิภาเคยค้ำประกันให้ โดยมีรายละเอียด ดังนี้ &amp;quot;#หากญาติโกโหติกาเห็นรายชื่อนี้แล้ว โปรดละรึกไว้เลยว่าลูกหลานมีผลกระทบแน่นอนจากเพจนี้ หากยังเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ อันนี้แค่รายชื่อเท่านั้น โพสต์ต่อจากนี้จะเป็นทั้งคนในครอบครัว ทรัพย์สิน หน้าที่การงาน จะออกเผยแพร่ต่อสาธารณะกำนัล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทุกคนพื้นที่ภูมิลำเนาอยู่ อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชรกลัวกรณีชื่อนามสกุลซ้ำกัน ตอนนั้น แต่ละคน เป็น นร. สังกัด ร.ร.สักงามวิทยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ติดต่อทุกคนไม่ได้ แกไปหาที่บ้านทุกคนก็นิ่งเฉยทีแรกแค่คนเดียวต่อมาเพิ่มอีก จนตอนนี้30คนทุกคนเฉยหมดบางคนเค้ารู้เค้าโอนที่ โอนบ้าน โอนรถหมดคือยึดทรัพย์ของตัวเองไม่ได้เลยแล้วบางที ผอ.ไปที่บ้าน เค้าก็รับปากว่าจะจ่ายพอถึงเวลาโทรไป ไม่รับสายจนผอ.ต้องจ่ายเงินเอง ครบ4 คนแล้วแกไม่ไหวแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จริงๆ ผอ.ไป กยศ.แล้วดูว่าจ่อกี่คน สรุปคือ จ่อฟ้อง ใกล้ๆนี้อีกเกือบ 30 คน ที่เหลือก็เกือบฟ้อง นอกนั้น บช.ปกติ ซึ่งมันเยอะเกินไป สำหรับการไม่จ่ายของคนที่จ่อฟ้อง และฟ้องนี่คือ บังคับคดียึดทรัพย์แล้วนะ ไม่ได้อยู่ขั้นไกล่เกลี่ย ขั้นไกล่เกลี่ย เค้าไม่ไปกัน มี ผอ.ไปไกล่เกลี่ยเอง คนกู้ไม่ไป ไม่สนใจเลย ส่วนบางคนที่ไป ก็ไปจริง ไกล่เกลี่ยจ่ายเดือนละ 400-800 บาท แต่ก็ไม่จ่าย ในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1//...
2//...
3//...
4//...
5//...
6//...
7//...
8//...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#ห้ามทุกคนวาร์ปกันเอง เพราะรายชื่อสกุลมันอาจซ้ำกันให้รอทางแอดมินวาร์ปเท่านั้น
#ทุกคนตามรายชื่อนี้ภูมิลำเนาคือ อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร
#ตัองกราบขออภัย หากมีชื่อ-สกุล ผู้ใดมาซ้ำซ้อนของลูกศิษย์เหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14102</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยศ., ครูวิภา, ลูกศิษย์เบี้ยวหนี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180725/image_big_5b5851f17b5f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
