<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119830</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2021 17:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2021 17:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ด่วน คลังเพิกถอนใบอนุญาต เอเชียประกันภัย คปภ.พร้อมดูแลประชาชนไม่ให้รับผลกระทบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ต.ค. 2564 นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) เปิดเผยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มีคำสั่งให้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบการธุรกิจประกันภัยของบริษัทเอเชียประกันภัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยได้ชี้แจงว่า การเพิกถอนดังกล่าว เป็นมาตรการที่จำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งต้องเร่งดำเนินการ เพื่อคุ้มครองสิทธิ์ผู้เอาประกันและพี่น้องประชาชน โดยคปภ.ได้ดำเนินการตามข้อเท็จจริง ซึ่งมาตรการนี้เป็นมาตรการขั้นสูงสุด ซึ่งจริงๆแล้วถ้าไม่จำเป็น เราคงไม่อยากทำ แต่ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นตามมา จึงจำเป็นต้องเพิกถอน เพื่อให้กองทุนประกันภัยเข้าไปรับช่วง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเหตุผลที่ต้องเพิกถอนใบอนุญาต นั้น สืบเนื่องจากบริษัทมีหนี้สินมากกว่า ทรัพย์สิน โดยมีสภาพคล่องไม่เพียงพอ มีการจ่ายสินไหมล่าช้า และมีการนำเสนอขายแบบประกันไม่เป็นไปตามแบบนายทะเบียน และเป็นไปในลักษณะที่อาจจะเกิดความเสียหายกับผู้เอาประกันและประชาชน กับ ประกอบกับบริษัทไม่สามารถหาผู้ร่วมทุน ประกอบกับเลิกจ้าง พนง. ทำให้บริษัทไม่มีความพร้อม พร้อมกระทำการฝ่าฝืน ถ้ายังให้เปิดประกอบการ ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการนำเสนอบอร์ดคปภ.ให้มีการพิจารณาในวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา ซี่งมติบอร์ดคปภ. จึงได้มีความเห็นควรเสนอให้รมว.คลังให้เพิกถอน ใบอนุญาต ซึ่งรมต.ได้พิจารณาแล้ว จึงเห็นควรสั่งเพิกถอนใบอนุญาต โดยรมว.คลังได้ลงนามให้มีผลในวันนี้(15 ต.ค.64)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้คปภ.ได้เตรียมการรองรับการสั่งเพิกถอนดังกล่าว เพื่อไม่ได้รับผลกระทบกับพี่น้องประชาชน จึงได้บูรณาการออกคำสั่งให้กองทุนประกันภัยเข้ามารับช่วงในการจ่ายคืนเบี้ยประกันในส่วนกรมธรรม์ที่ยังมีผลคุ้มครองอยู่ โดยร่วมกับ 13 บริษัทประกันภัยในการจะรับโอนกธ.ประกันภัยรถยนต์ที่ยังไม่หมดอายุ หลังจากได้รับการคืนเบี้ยจากกองทุนฯแล้ว ก็จะนำมาซื้อกับ 13 บริษัทดังกล่าว โดยบริษัทต่างๆจะมีส่วนลดให้ นอกจากนี้กองทุนฯจะยังทำหน้าที่รวมถึงการรับเคลมสินไหมโควิดและประกันรถยนต์และประเภทอื่นๆที่มีการยื่นเรียกร้องสินไหมเข้ามา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของประกันโควิดเจอจ่ายจบนั้น ก็จะให้กองทุนฯคืนเบี้ยประกันให้กับผู้เอาประกัน และนำไปซื้อประกันโควิดในรูปแบบโคม่า กับบริษัททิพยประกันภัย ซึ่งเปิดจำหน่ายด้วยเบี้ยประกัน 300 บาท คุ้มครองกรณีเสียชีวิต 3 แสนบาท ทั้งนี้ทางคปภ.ยังไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการจัดตั้งศูนย์ และมีการเตรียมการสถานที่พร้อมจะรองรับประชาชนที่จะมาเรียกร้องสิทธิ์ค่าสินไหมต่างๆ หรือการรับคืนเบี้ยประกันเพื่อนำไปซื้อประกันกับบริษัททิพยฯต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119830</URL_LINK>
                <HASHTAG>คปภ., คลัง, เพิกถอนใบอนุญาต, เอเชียประกันภัย, เอเชียประกันภัย 1950</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211015/image_big_616955a0b53af.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119399</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2021 13:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2021 13:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษกรัฐบาลแจงร้านค้า ปมเรียกเงินคืน&#039;โครงการเราชนะ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ต.ค. 64 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ตามที่มีกระแสในโลกออนไลน์กรณีกระทรวงการคลังได้ตรวจสอบผู้ประกอบการที่ไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของผู้ประกอบการในโครงการเยียวยาของรัฐ โครงการเราชนะ ตรวจพบลักษณะธุรกรรมที่ผิดเงื่อนไข อาทิ ร้านค้ารับสแกนแล้วแลกเป็นเงินสด มีการสแกนเงินเต็มจำนวนวงเงินสิทธิ (1,000 2,000 บาท เป็นต้น) จำนวนมากและร้านค้าออนไลน์ที่รับสแกนซื้อ-ขายข้ามจังหวัด ทำให้จุดรับเงินขยับไปมาเกิน 7,000 กิโลเมตรใน 1 วัน หรือบางรายอยู่นอกพื้นที่ในเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่สอดคล้องกับลักษณะการประกอบกิจการของผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนไว้กับโครงการฯ จึงจำเป็นต้องมีหนังสือประทับตราแจ้งคำสั่งผลการพิจารณาให้ผู้ประกอบการ 2,099 ราย ที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายฝ่าฝืนหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของโครงการเราชนะ ผู้ประกอบการที่ขาดคุณสมบัติการเข้าร่วมโครงการเราชนะ (เป็นร้านค้าจากโครงการคนละครึ่ง แต่มีสถานะเป็นนิติบุคคล) ผู้ประกอบการที่ชี้แจงแล้วแต่ไม่สอดคล้องกับธุรกรรมที่ตรวจพบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการสามารถยื่นอุทธรณ์คำสั่ง พร้อมแสดงหลักฐานให้ทบทวนผลการพิจารณาต่อผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งกระทรวงการคลังมีขั้นตอนการดำเนินงานกับผู้ฝ่าฝืนหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไข ตั้งแต่การระงับสิทธิการใช้แอปพลิเคชัน &amp;ldquo;ถุงเงิน&amp;rdquo; ชั่วคราวจนถึงการดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามลำดับ รวมทั้ง ยังได้มีการจัดตั้งคณะทำงานพิจารณาตรวจสอบข้อมูลและเรื่องร้องเรียนสำหรับโครงการเราชนะ เพื่อติดตามตรวจสอบการกระทำที่เข้าข่ายฝ่าฝืนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการฯ อย่างใกล้ชิดด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;วิงวอนขอให้เห็นใจการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ทุกอย่างต้องยึดตามระเบียบและกฎหมายรองรับ ซึ่งผู้ประกอบการที่สมัครใจร่วมโครงการ ฯ ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อกำหนด ตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการ ฯ ด้วย หากมีการดำเนินการที่ละเมิดกติกาหรือผิดวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ส่วนราชการที่รับผิดชอบก็มีความจำเป็นต้องดำเนินการตามข้อบังคับ เพื่อปกป้องและรักษาสิทธิของประชาชน และให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และคำยินยอม เนื่องจากเงินทุกบาทที่นำใช้จ่ายมาจากภาษีของคนไทยทุกคน ขณะเดียวกันก็ฝากย้ำเตือนไปยังผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ ฯ อย่าได้มีธุรกรรมเสี่ยง เพราะพบว่ามีการผิดเงื่อนไข อาจเสียสิทธิในการเข้าร่วมโครงการหรือมาตรการอื่นของรัฐอื่นๆ ในอนาคตด้วย&amp;quot; โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119399</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลัง, ธนกร  วังบุญคงชนะ, เราชนะ, เรียกเงินคืน, โควิด, โฆษกรัฐบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210907/image_big_613752f672877.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113199</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2021 20:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2021 09:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตื่นตัว!ไม่“ตื่นตูม”ทำความเข้าใจ   ลดคุ้มครองเงินฝากเหลือ1ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต้องเรียกว่าเป็นประเด็นอยู่พอสมควร สำหรับข่าวเรื่องการ &amp;ldquo;ปรับลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากเหลือ 1 ล้านบาท&amp;rdquo; ซึ่งมีผลไปเมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา และเรื่องนี้ต้องยอมรับว่ามีทั้งคนที่เข้าใจ และคนที่อาจจะยังไม่เข้าใจอยู่พอสมควร จนกลายเป็นประเด็นที่สร้างความวิตกกังวลให้กับผู้มีเงินฝากอยู่กับสถาบันการเงินได้ในระดับหนึ่ง ทำให้หลายคนอาจจะมีคำถามตามมาว่า แล้วหลังจากวันที่ 11 ส.ค. 2564 จะเป็นอย่างไรต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สิ่งแรกที่ต้องเริ่มทำความเข้าใจ คือ การปรับลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากดังกล่าว เป็นไปตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ.2551 นั่นหมายความว่า การปรับลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากในครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ โดย ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) อธิบายเกี่ยวกับหลักการของกฎหมายฉบับดังกล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นเพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้ฝากเงินในสถาบันการเงิน โดยเฉพาะผู้ฝากเงินรายย่อย ซึ่งปัจจุบันมีกว่า 98.03% ซึ่งถือเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่อาจจะไม่สามารถเข้าถึงข่าวสารทางการเงินได้อย่างเพียงพอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งตาม พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ.2551 นั้น ได้กำหนดวงเงินคุ้มครองเงินฝากตั้งแต่แรกที่ 1 ล้านบาทอยู่แล้ว แต่เพื่อให้ผู้ฝากเงินเข้าใจและปรับตัวกับระบบการคุ้มครองเงินฝากแบบจำกัดจำนวน จึงได้กำหนดให้ปรับวงเงินคุ้มครองลดหลั่นตามลำดับ จากความคุ้มครองเต็มจำนวนที่ 50 ล้านบาท มาสู่ 25 ล้านบาท มาสู่ 15 ล้านบาท มาสู่ 10 ล้านบาท มาสู่ 5 ล้านบาท และ 1 ล้านบาท ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ที่จะได้รับการคุ้มครองเงินฝากคือ ผู้ฝากที่เป็นบุคคลธรรมดา เมื่อเปิดบัญชีเงินฝากกับสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันคุ้มครองเงินฝาก โดยจะคุ้มครองในลักษณะ 1 รายชื่อผู้ฝากต่อ 1 สถาบันการเงิน โดยเงินนำฝาก ในที่นี้จะรวมถึงเงินต้นและดอกเบี้ยของผู้ฝากแต่ละรายในทุกสาขาและทุกบัญชีของสถาบันการเงินแห่งนั้นมาคำนวณรวมกัน ต้องไม่เกิน 1 ล้านบาท จะได้รับการคุ้มครองเต็มจำนวน หรือหากมีมากกว่า 1 ล้านบาท ก็จะได้รับความคุ้มครอง 1 ล้านบาท ส่วนที่เกินจะไม่ได้รับความคุ้มครอง แต่หากผู้ฝากเงินยังมีบัญชีเงินฝากอยู่กับสถาบันการเงินอื่นๆ อีก ก็จะใช้หลักเกณฑ์การคุ้มครองแบบเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น อาจจะมีคำถามตามมา สำหรับเงินฝากในส่วนที่เกิน 1 ล้านบาทที่ได้รับความคุ้มครอง จะเป็นอย่างไร &amp;ldquo;ทรงพล&amp;rdquo; ชี้แจงว่า ในกรณีที่สถาบันการเงินซึ่งอยู่ภายใต้ความคุ้มครองถูกปิดกิจการ โดยผู้ฝากเงินจะได้รับเงินฝากคืนจาก สคฝ. ซึ่งทำหน้าที่ดูแลในส่วนนี้อย่างรวดเร็ว ภายใต้วงเงินและภายใต้ระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ไม่เกิน 30 วัน ส่วนกรณีเงินฝากที่มีจำนวนเกินกว่าวงเงินจ่ายคืน ในปัจจุบันหมายถึง ส่วนที่เกิน 1 ล้านบาทแรกที่ได้รับความคุ้มครองนั้น จะได้รับเงินคืนเพิ่มเติมภายหลังจากการชำระบัญชีสถาบันการเงินที่ปิดกิจการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผู้ฝากเงินที่เป็นนิติบุคคล เช่น บริษัท กองทุนต่างๆ มูลนิธิ วัด สมาคม สหกรณ์ บริษัทประกันภัย บริษัทประกันชีวิต จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายเช่นเดียวกับผู้ฝากเงินที่เป็นบุคคลธรรมดา โดยประเภทของเงินฝากและสถาบันการเงินที่ฝากต้องอยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองเงินฝาก ขณะที่หากเป็นชาวต่างชาติที่เปิดบัญชีเงินฝากกับสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันคุ้มครองเงินฝากที่อยู่ในประเทศไทย จะได้รับการคุ้มครองต่อเมื่อเป็นบัญชีเงินฝากในประเทศที่เป็น &amp;ldquo;เงินบาท&amp;rdquo; ในประเภทที่ให้ความคุ้มครอง เว้นแต่เป็นเงินฝากใน &amp;ldquo;บัญชีเงินบาทของบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ (Non-Resident Baht Account)&amp;rdquo; ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยน ซึ่งก็คือประเภทบัญชีเงินฝากพิเศษที่เปิดไว้กับสถาบันการเงินในไทยเป็นสกุลเงินบาท เพื่อทำรายการเฉพาะตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน ซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของ สคฝ.นั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทุกคนจะได้รับการคุ้มครองทั้งหมดตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายในปัจจุบัน สำหรับเงินฝากส่วนที่ไม่ได้รับความคุ้มครอง นั่นคือส่วนที่เกิน 1 ล้านบาท จริง ๆ แล้วก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับคืนเช่นกัน โดยตามกระบวนการแล้วหากสถาบันการเงินใดสถาบันการเงินหนึ่งมีปัญหา สคฝ. จะเข้าไปดูแลในส่วนกระบวนการชำระบัญชีของสถาบันการเงินที่ถูกปิด ที่อาจจะมีการขายสินทรัพย์ของธนาคารเพื่อให้ได้มาเป็นเงินสด และนำเงินที่ได้รับจากการชำระบัญชีมาจ่ายคืนให้แก่ผู้ฝาก โดยจะต้องรอตามลำดับการชำระคืนเจ้าหนี้ตามกฎหมาย ผู้ฝากเงินที่ฝากไม่เกิน 1 ล้านบาทก่อน หลังจากนั้นผู้ฝากเงินจึงจะได้รับเงินส่วนที่เกิน 1 ล้านบาทคืน แม้ว่าอาจจะไม่มีการการันตีว่าจะได้ครบตามจำนวนที่ฝากเงิน โดยปัจจุบันสถานะของกองทุนคุ้มครองเงินฝาก อยู่ในระดับที่แข็งแกร่งที่ 1.31 แสนล้านบาท&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประชาชนที่มีเงินมากกว่า 1 ล้านบาทนั้น ส่วนใหญ่มีการเลือกลงทุนในหลายรูปแบบที่แตกต่างกันไป ทั้งผ่านบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ผ่านที่ปรึกษาทางการเงินที่จะมีการให้คำแนะนำกับผู้ฝากเงินอยู่แล้ว เพราะการพิจารณาการลงทุนส่วนใหญ่จะมีการดูผลตอบแทน และพิจารณาถึงความเสี่ยงที่เกิดจากการลงทุนควบคู่อยู่แล้ว ดังนั้นผู้ที่มีเงินจำนวนมากก็จะพิจารณากระจายการลงทุนที่นอกเหนือจากการฝากเงิน ซึ่งให้ผลตอบแทนน้อย แต่ความเสี่ยงก็ต่ำกว่าการลงทุนในรูปแบบอื่นเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาจะมีข่าวเรื่องการปรับลดการคุ้มครองเงินฝากเหลือไม่เกิน 1 ล้านบาท แต่ สคฝ.ก็ยัง &amp;ldquo;ไม่พบสัญญาณการโยกย้ายเงินฝากที่ผิดปกติแต่อย่างใด&amp;rdquo; ในทางกลับกัน พบว่า ภาพรวมการฝากเงินมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยซ้ำโดยในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา พบว่าอัตราการฝากเงินเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 4-6% แม้ว่าปีที่ผ่านมาอัตราการฝากเงินจะเติบโตลดลงมาอยู่ที่ระดับ 2% ซึ่งนั่นเป็นผลมาจากผลกระทบของโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัดภาพมายังปัจจัยที่จะทำให้ &amp;ldquo;กลไก&amp;rdquo; การคุ้มครองเงินฝากทำงานตามหลักเกณฑ์ นั่นคือ สถานะของสถาบันการเงินภายใต้ความคุ้มครองในปัจจุบัน ต้องบอกว่า &amp;ldquo;แข็งแกร่ง&amp;rdquo; โดย อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง ออกมาระบุชัดเจนว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบันสถาบันการเงินในประเทศไทยยังคงมีความเข้มแข็งและมีเสถียรภาพ ทั้งในส่วนของระดับเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) อยู่ที่ระดับ 20% ซึ่งสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ประกอบกับการมีสภาพคล่องที่ยังอยู่ในระดับสูง และสามารถรองรับความผันผวนของสภาวะทางเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ได้ จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขยายเวลาวงเงินความคุ้มครองเงินฝากเดิมออกไปอีก รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนเข้าใจและเกิดความเชื่อมั่นในระบบการคุ้มครองเงินฝากที่มีประสิทธิภาพอีกด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกระทรวงการคลัง สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีการประเมินร่วมกันแล้วว่า การคุ้มครองเงินฝากดังกล่าวมีความเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่สถาบันการเงินมีความแข็งแกร่ง ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ฝากเงินในระบบสถาบันการเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ธปท.ก็ยืนยันอีกเสียงว่า ระบบธนาคารพาณิชย์ของประเทศไทยยังมีความเข้มแข็ง โดย ณ สิ้นไตรมาส 1/2564 ระบบธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนทั้งสิ้น 3 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) ที่ 20% เงินสำรองอยู่ในระดับสูงที่ 8.23 แสนล้านบาท และมีการกันสำรอง อยู่ที่ 4.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่อัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับกระแสเงินสดที่อาจไหลออกในภาวะวิกฤติ (Liquidity Coverage Ratio : LCR) อยู่ที่ 186.5% ถือเป็นเครื่องสะท้อนได้เป็นอย่างดีว่า สถานะของธนาคารพาณิชย์ไทยยังแข็งแกร่งและเพียงพอที่จะสามารถรองรับความต้องการสินเชื่อและความผันผวนของเศรษฐกิจในช่วงที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านภาคเอกชน นำโดย &amp;ldquo;สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)&amp;rdquo; ระบุถึงกรณีดังกล่าวว่า เรื่องนี้มีการส่งสัญญาณมาก่อนหน้านี้แล้วที่มีการปรับลดวงเงินคุ้มครองเหลือ 5 ล้านบาทจนมาถึงปัจจุบัน ที่จะมีการปรับลดวงเงินคุ้มครองเหลือ 1 ล้านบาท ก็มั่นใจว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ก็รับรู้และอาจจะลดความกังวลในส่วนนี้ไปแล้ว ขณะที่รัฐบาลเองก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีมาตรการเข้ามารับภาระในส่วนนี้ด้วย ถ้าจะมีความกังวลน่าจะเป็นกลุ่มผู้ที่มีเงินฝากมากกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนที่น้อยกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ของประเทศไทยในขณะนี้ไม่ได้มีจำนวนมาก รวมถึงการแข่งขันกันในเชิงธุรกิจก็ไม่ได้ดุเดือด ต่างจากต่างประเทศที่มีจำนวนธนาคารมากและการแข่งขันสูง ขณะที่ศักยภาพและสถานะของธนาคารทุกธนาคารในประเทศก็ค่อนข้างแข็งแรง ไม่มีด้านไหนที่สื่อถึงความอ่อนแอหรือไร้ความมีเสถียรภาพออกมา จนทำให้ผู้บริโภคไปฝากเงินแล้วเป็นกังวลได้ ซึ่งเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่เชื่อมั่นในระบบธนาคารของประเทศไทยอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เดิมที่ต้องมีการค้ำประกันเงินฝาก เนื่องจากประเทศไทยเปิดวิกฤติด้านการเงิน หลังจากที่มีวิกฤติต้มยํากุ้งสถาบันการเงินในประเทศไทยมีการปรับตัวจนเกิดความแข็งแรงขึ้นมาก และปัจจุบันวิกฤติต่างๆ ก็น้อย น้อยลงจนถึงไม่มีแล้ว จึงทำให้มั่นใจในศักยภาพของธนาคารในประเทศได้ว่าจะแข็งแรงและอยู่ได้อีกยาวนาน&amp;quot; สุพันธุ์ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในส่วนของผู้ฝากเงินกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารออมสิน, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) หรือธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ไม่ถูกจัดรวมอยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองเงินฝาก ดังนั้น การที่ สคฝ.ปรับลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากลง จึงไม่ได้ส่งผลต่อการคุ้มครองเงินฝากของลูกค้าสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐแต่อย่างใด การคืนเงินต้น และการจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากให้แก่ผู้ฝากเงินนั้น มี รัฐบาลเป็นประกัน ทั้งสิ้น!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113199</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลัง, คุ้มครองเงินฝาก, ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์, สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.), อาคม เติมพิทยาไพสิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210813/image_big_61166d257a719.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111184</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2021 18:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2021 18:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังแจงแนวทางพักหนี้ ‘แท็กซี่’ที่ได้รับความเดือดร้อนจากโควิด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.ค. 2564 น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง&amp;nbsp;ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ชี้แจงประเด็นข้อเรียกร้องมาตรการช่วยเหลือกลุ่มแท็กซี่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากกรณีที่ผู้ประกอบอาชีพขับแท็กซี่ สมาคมการค้าเครือข่ายแท็กซี่ไทย นำโดยนายวิฑูรย์&amp;nbsp; แนวพานิช นายกสมาคมฯ ได้นำรถแท็กซี่สหกรณ์ราชพฤกษ์ จำกัด และกลุ่มบวรแท็กซี่ จำนวนนับ 100 คัน มาจอดที่หน้ากระทรวงพลังงาน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเยียวยาพักชำระหนี้ช่วยเหลือกลุ่มแท็กซี่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 อย่างรุนแรงเป็นระยะเวลาเกือบ 2 ปี ซึ่งผู้ประกอบการไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ โดยขอให้มีการพักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย และให้มีการจัดหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำหรือปลอดดอกเบี้ยเพื่อนำมาปรับปรุงสภาพรถให้อยู่ในสภาพพร้อมให้บริการนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. กระทรวงการคลังและ ธปท. ได้มีมาตรการด้านการเงินเพื่อบรรเทาภาระหนี้สินให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.1 มาตรการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.1.1 ลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ โดยพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 เดือน ให้กับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงทั่วประเทศ ได้แก่ ลูกหนี้ทั้งที่เป็นนายจ้างและลูกจ้างในสถานประกอบการในพื้นที่ควบคุมสูงสุด 10 จังหวัด และนอกพื้นที่ควบคุมแต่ต้องปิดกิจการจากมาตรการควบคุมการระบาดของภาครัฐ เริ่มตั้งแต่งวดการชำระหนี้เดือนกรกฎาคม 2564 หรือเดือนสิงหาคม 2564 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สำหรับลูกหนี้ที่ยังเปิดกิจการได้ แต่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการระบาดของภาครัฐ จะพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่ลูกหนี้ตามความจำเป็นและเหมาะสมกับสถานการณ์ของลูกหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.1.2 ลูกหนี้ของสถาบันการเงิน โดยพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 2 เดือน ให้กับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ได้แก่ ลูกหนี้ทั้งที่เป็นนายจ้างและลูกจ้างในสถานประกอบการทั้งในพื้นที่ควบคุมสูงสุด 10 จังหวัด และนอกพื้นที่ควบคุมที่ต้องปิดกิจการจากมาตรการของภาครัฐ เริ่มตั้งแต่งวดการชำระหนี้เดือนกรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป สำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบโดยอ้อม ได้แก่ ลูกหนี้ที่ยังเปิดกิจการได้ แต่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการระบาดของภาครัฐ จะพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่ลูกหนี้ตามความจำเป็นและสอดคล้องกับสถานการณ์ของลูกหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ลูกหนี้ในช่วงระยะเวลาที่การระบาดของ COVID-19 ยังมีความไม่แน่นอนสูง สถาบันการเงินที่เข้าร่วมมาตรการจะไม่เรียกเก็บเงินต้นและดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมที่ค้างอยู่ในทันทีเมื่อหมดระยะเวลาพักชำระหนี้ โดยลูกหนี้ที่สนใจเข้าร่วมมาตรการสามารถติดต่อสถาบันการเงินได้ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.2 ธปท. ร่วมกับผู้ให้บริการทางการเงินออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยระยะที่ 3 โดยยกระดับมาตรการเดิมให้ตอบสนองต่อสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้น เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับความเดือดร้อนได้อย่างเหมาะสม ครอบคลุมสินเชื่อ 4 ประเภท ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.2.1 บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล โดยเปลี่ยนเป็นหนี้ระยะยาว หรือลดค่างวด ขยายระยะเวลาการชำระหนี้ให้ยาวขึ้น และจ่ายอัตราดอกเบี้ยลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.2.2 สินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ โดยเพิ่มทางเลือกการพักชำระค่างวด และสำหรับลูกหนี้จำนำทะเบียนรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงให้มีทางเลือกในการคืนรถ โดยหากมีภาระหนี้คงเหลือจากการขายประมูล ผู้ให้บริการทางการเงินสามารถช่วยลดภาระหนี้ให้สอดคล้องกับสถานะของลูกหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.2.3 เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ โดยเพิ่มทางเลือกการพักชำระค่างวด และสำหรับลูกหนี้จำนำทะเบียนรถยนต์ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงให้มีทางเลือกในการคืนรถ โดยหากมีภาระหนี้คงเหลือจากการขายประมูล ผู้ให้บริการทางการเงินสามารถช่วยลดภาระหนี้ให้สอดคล้องกับสถานะของลูกหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.2.4 สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อที่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน โดยเพิ่มทางเลือกด้วยการพักเงินต้นและจ่ายดอกเบี้ยบางส่วน และให้ลูกหนี้สามารถทยอยชำระคืนเป็นขั้นบันได (step up) ตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบสามารถแจ้งความประสงค์ขอรับความช่วยเหลือได้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย ธปท. ได้ขอให้ผู้ให้บริการทางการเงินให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมกับสถานะของลูกหนี้ตามมาตรการที่กำหนด รวมทั้งให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมตามนโยบายของผู้ให้บริการทางการเงิน สำหรับลูกหนี้ที่มีศักยภาพ ธปท. สนับสนุนให้ทยอยชำระหนี้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการพักชำระเงินต้นและ/หรือดอกเบี้ย จะยังคงมีการคิดดอกเบี้ยตามระยะเวลาการกู้ยืมอยู่ ซึ่งจะทำให้ภาระการชำระหนี้ของลูกหนี้เพิ่มขึ้นในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. กระทรวงการคลังได้มีมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจเพื่อเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 และยังมีวงเงินโครงการคงเหลือที่ประชาชนและผู้ประกอบการ SMEs สามารถขอรับความช่วยเหลือได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่สถาบันการเงินกำหนด ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.1 ประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีมาตรการสินเชื่อสู้ภัย COVID-19 วงเงิน 20,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องชั่วคราวในการดำรงชีวิตให้แก่ประชาชนและบรรเทาความเดือดร้อนสำหรับผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 วงเงินสินเชื่อต่อรายไม่เกิน 10,000 บาท คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 0.35 ต่อเดือน ระยะเวลากู้ 3 ปี ปลอดชำระเงินต้นและดอกเบี้ยใน 6 เดือนแรก รับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.2 ผู้ประกอบการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.2.1 ธนาคารออมสินมีโครงการสินเชื่อฟื้นฟูท่องเที่ยวไทย วงเงินรวม 5,000 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ขนาดเล็ก และผู้ประกอบการรายย่อยในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและ Supply Chain วงเงินต่อรายไม่เกิน 500,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 3.99 ต่อปี ระยะเวลากู้ 7 ปี ปลอดชำระเงินต้นสูงสุดไม่เกิน 2 ปี รับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.2.2 ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) มีโครงการสินเชื่อ Extra Cash วงเงินรวม 10,000 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ขนาดย่อมทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลในธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 วงเงินต่อรายไม่เกิน 3 ล้านบาท ดอกเบี้ย ร้อยละ 3 ต่อปี ใน 2 ปีแรก ระยะเวลากู้ไม่เกิน 5 ปี รับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2564&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111184</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลัง, พักหนี้, แท็กซี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210419/image_big_607d9368830d7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105551</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/06/2021 13:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/06/2021 13:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วิษณุ&#039;ไม่รู้เรื่องฝ่ายค้านข้องใจงบลับ โยนสำนักงบฯแจง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มิ.ย. 64 - เมื่อเวลา 12.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีฝ่ายค้านออกมาตั้งข้อสังเกตว่าแต่ละหน่วยงานของรัฐบาลตั้งงบลับจำนวนมาก ว่า ไม่รู้เรื่อง ไม่ทราบเรื่อง ขอให้ถามทางสำนักงบประมาณจะดีกว่า และไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ด้วย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ผู้สื่อข่าวถามว่าแต่ละหน่วยงานสามารถตั้งงบประมาณลับของตัวเองได้ใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ขอตอบ เพราะไม่รู้เรื่อง และไม่ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามย้ำว่านายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย มีความสงสัยในเรื่องนี้ นายวิษณุ กล่าวว่า ก็อ่านอยู่เหมือนกัน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 8 มิ.ย.นี้ ต้องซักซ้อมความพร้อมให้ ครม.ก่อนที่จะชี้แจงพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม วงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท ที่จะเข้าอภิปรายในสภาฯ วันที่ 9 มิ.ย.นี้หรือไม่ อย่างไร นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่มี เป็นเรื่องของนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง ที่จะไปชี้แจง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105551</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลัง, ฝ่ายค้าน, พ.ร.ก.เงินกู้5แสนล้าน, วิษณุ เครืองาม, สภาฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210607/image_big_60bdbaf8229b5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105010</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/06/2021 10:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/06/2021 10:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังเคาะมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้สินเชื่อรายย่อย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2 มิ.ย. 2564 นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ระลอกใหม่ที่เริ่มกลับมาแพร่ระบาดตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563 และจวบจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ความรุนแรงของการแพร่ระบาดก็ยังไม่บรรเทาเบาบางลง รวมทั้งยังได้มีการแพร่กระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ &amp;nbsp;
ส่งผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจ การจ้างงาน และสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนคนไทยในวงกว้าง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ทำหน้าที่กำกับดูแลธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับ (สินเชื่อ&amp;nbsp;พิโกไฟแนนซ์) จึงได้ออกหนังสือขอความร่วมมือผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ให้ความช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบจาก COVID-19 ให้กับลูกหนี้ตามความเหมาะสมและตามสมควรที่ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์แต่ละรายจะสามารถให้ความช่วยเหลือแก่ลูกหนี้ของตนเองได้ โดยการ (1) ลดค่างวดหรือขยายระยะเวลาการชำระหนี้ (2) เปลี่ยนประเภทหนี้จากระยะสั้นเป็นระยะยาว (3) พักชำระค่างวดหรือพักเงินต้นและจ่ายดอกเบี้ยบางส่วน หรือพักเงินหรือพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ย หรือวิธีการอื่นใดที่จะสามารถช่วยบรรเทาภาระหนี้กับลูกหนี้ได้ นอกจากนี้ ยังได้ขยายระยะเวลาการส่งรายงานงบการเงินสำหรับรอบปีบัญชี พ.ศ. 2563 ให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ออกไปเป็นภายในวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สศค. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนที่เป็นลูกหนี้ของกลุ่มธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ ซึ่งจะช่วยทำให้ประชาชน&amp;nbsp;
คนไทยผ่านพ้นสถานการณ์ COVID-19 ในครั้งนี้ไปด้วยกัน ดังเช่นเมื่อครั้งที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ระลอกแรกเมื่อปี 2563 &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105010</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลัง, มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้, สินเชื่อพิโกไฟแนนซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210602/image_big_60b6fe9881338.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98190</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2021 13:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2021 13:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เคาะแนวทางแก้หนี้เกษตรกร 5 หมื่นราย &#039;จุรินทร์&#039; ส่งต่อ &#039;คลัง&#039; พิจารณาก่อนเข้าครม. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 เม.ย.64 - นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาหนี้สมาชิกกองทุนฟื้นฟูเกษตรกรว่า ที่ผ่านมา คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ซึ่งมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน ได้มอบหมายให้ผู้แทนคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ ไปหารือกับสถาบันการเงินเจ้าหนี้ (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงบประมาณ เพื่อกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) จะได้ยกร่างแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้ที่เป็นธรรมทั้งฝ่ายเจ้าหนี้-ลูกหนี้ โดยต้องไม่กระทบวินัยการเงินการคลัง และควบคู่กันไปนี้ ก็ได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของฝั่งเกษตรกรด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเมื่อวันที่ 2 เม.ย &amp;nbsp;ทางกองทุนฟื้นฟูฯได้เสนอแนวทางให้คณะกรรมการกองทุนฯพิจารณา ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนทั้งภาครัฐและเกษตรกร และคณะกรรมการฯได้มีมติเลือกแนวทางให้กองทุนฟื้นฟูฯชำระหนี้แทนเกษตรกร-รัฐบาลชดเชยเงินต้น ใช้งบประมาณรวม 9,282 ล้านบาท แบ่งเป็น กองทุนฟื้นฟูฯชำระหนี้แทนให้เจ้าหนี้ เงินต้นร้อยละ 50 เป็นเงิน 4,641 ล้านบาท รัฐบาลชดเชยเงินต้นให้เจ้าหนี้ ร้อยละ 50 เป็นเงิน 4,641 ล้านบาท สำหรับดอกเบี้ยตัดทิ้งทั้งหมด เกษตรกรลูกหนี้ต้องผ่อนชำระหนี้กองทุนฯ ให้ครบในระยะเวลา 5 - 15 ปี แนวทางดังกล่าว จะเป็นการแก้ปัญหาหนี้สินให้เกษตรกรสมาชิก 50,621 ราย ทั้งนี้ จะเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มากไปกว่านั้น คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ ยังได้เห็นชอบให้คณะกรรมการจัดการหนี้เกษตรกรดำเนินการจัดการหนี้ได้ตามอำนาจหน้าที่ให้กับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนหนี้ จำนวน 10,840 ราย 32,159 บัญชี มูลหนี้ 8.03 พันล้านบาท และเห็นชอบรายชื่อเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ ที่เป็นหนี้ NPA (เพิ่มเติม) จํานวน 33 ราย ยอดเงินรวม 39.88 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98190</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลัง, รัชดา ธนาดิเรก, แก้หนี้เกษตรกร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210309/image_big_60473cc908331.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
