<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>83494</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/11/2020 13:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/11/2020 13:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังพร้อมกู้ป้องกันงบขาดมือยันรัฐบาลไม่มีช็อตเงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 พ.ย. 2563 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวภายหลังการตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้กรมสรรพากร ว่า รัฐบาลยังคงเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากรในปีงบประมาณ 2564 ไว้เท่าเดิม ที่ 2.085 ล้านล้านบาท แม้ว่าท้ายที่สุดอาจจะไม่ได้ตามเป้าหมาย แต่ก็ไม่มีปัญหา เพราะว่างบประมาณ 2564 เป็นงบประมาณแบบขาดดุล ซึ่งสามารถกู้ชดเชยเพื่อการขาดดุลเพิ่มเติมได้ หากรายจ่ายมากกว่ารายได้ ซึ่งในปีงบประมาณ 2563 กระทรวงการคลังก็ได้ดำเนินการในลักษณะนี้มาแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp;

โดยขณะนี้ได้มอบหมายให้หน่วยงานต่าง ๆ ไปประเมินการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2564 ว่าจะต่ำกว่าเป้าหมายเท่าไหร่ ขณะเดียวกันก็ได้ให้ไปดูตัวเลขรายจ่ายที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในโครงการดูแลช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติโครงการประกันรายได้เกษตรกร สำหรับข้าว และยางพาราไปแล้ว และหลังจากนี้จะมีพืชอื่น ๆ ตามมาอีก ซึ่งถือเป็นรายจ่ายของรัฐบาลที่จะเพิ่มขึ้น เพื่อจะได้มาประเมินว่าในปีงบประมาณ 2564 จะมีรายได้เพียงพอหรือไม่ หรือต้องกู้เพิ่มเติมอีกจำนวนเท่าไหร่&amp;nbsp;&amp;nbsp;

&amp;ldquo;การกู้เงินเพิ่มจะเหมือนกันปีงบประมาณ 2563 เป็นการกู้กรณีที่รายจ่ายมากกว่ารายได้ ซึ่งยังเหลือช่องว่างกู้ได้อีกเท่าไหร่ ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดูอยู่ โดยจะสรุปได้ในเร็ว ๆ นี้ ยืนยันว่ารายจ่ายของรัฐบาลจะไม่ช็อตแน่นอน&amp;rdquo; นายอาคม กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;

ทั้งนี้ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายปี 2564 วงเงิน 3.3 ล้านล้านบาท เป็นงบประมาณแบบขาดดุล 6.32 แสนล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยหากจะมีการกู้เงินกรณีรายจ่ายมากกว่ารายได้ รัฐบาลจะสามารถกู้ได้ประมาณ 1 แสนล้านบาท เพราะกฎหมาย กำหนดว่ากระทรวงการคลังสามารถกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณได้ 20%&amp;nbsp;ของงบประมาณรายจ่าย บวกกับ 80%&amp;nbsp;ของต้นเงินชำระคืนเงินกู้ ซึ่งจะอยู่ที่วงเงินประมาณ 7.36 แสนล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp;

สำหรับปีงบประมาณ 2563 วงเงินรายจ่าย 3.2 ล้านล้านบาท เป็นงบขาดดุล 4.6 แสนล้านบาท และมีการขออนุมัติ ครม. กู้เงินกรณีรายจ่ายมากกว่ารายได้ วงเงิน 2.14 แสนล้านบาท ซึ่งเต็มเพดานตามที่กฎหมายกำหนดไว้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคม กล่าวอีกว่า การประชุม ครม. เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่ผ่านมา ได้อนุมัติตั้งคณะกรรมการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ปีงบประมาณ 2564 โดยมี รมว.การคลังเป็นประธาน ซึ่งจะมีการประชุมเพื่อเร่งรัดและติดตามการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี ในไตรมาส 1 และ 2 ของปีงบประมาณ 2564ให้เกิดความรวดเร็วมากขึ้น เพราะต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ และกำลังซื้อภายในประเทศ เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะเรื่องการเปิดการท่องเที่ยวยังต้องอาศัยเวลา&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนงบรายจ่ายประจำที่ต้องเร่งเบิกจ่าย ได้แก่ รายจ่ายเพื่อการประชุม สัมมนา จะประสานให้มีการดำเนินการในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ไม่จำเป็นต้องเป็นจังหวัดท่องเที่ยว โดยจะหารือกับสำนักงบประมาณให้เพิ่มงบในส่วนนี้ให้กับหน่วยงานต่าง ๆ อีก เพื่อให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยว และการใช้เงินในพื้นที่ทั่วประเทศ โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงินในส่วนนี้สะพัดไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน คณะกรรมการชุดดังกล่าวจะเร่งการเบิกจ่ายในโครงการโครงสร้างพื้นฐานให้เป็นไปตามแผน และให้มีการเบิกจ่ายอย่างรวดเร็ว เพราะเศรษฐกิจไทยต้องการการกระตุ้นในระยะสั้น พร้อม ๆ ไปกับระยะยาว โดยตอนนี้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยดีขึ้น ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปรับคาดการณ์จีดีพีปีนี้เป็นติดลบ 7.1%&amp;nbsp;จากคาดการณ์เดิมติดลบ 7.7%&amp;nbsp;และคลังลดคาดการณ์จีดีพีเหลือติดลบ 7.7%&amp;nbsp;จากคาดการณ์เดิม ติดลบ 8.5%&amp;nbsp;ส่วนของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ที่จะแถลงสัปดาห์หน้า ก็คาดวาจะปรับตัวดีขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศยังไม่เพียงพอ ต้องมีการเร่งการใช้จ่ายให้มากขึ้นในไตรมาส 1 และ 2 ของปีงบประมาณ 2564&amp;rdquo; นายอาคม กลาว&amp;nbsp;&amp;nbsp;

นายอาคม กล่าวอีกว่า ในส่วนเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้น กระทรวงการคลังได้มีการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยกำชับให้ดูแลนโยบายการเงินให้สอดคล้องกับนโยบายการคลัง แม้ว่าเศรษฐกิจจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นแล้ว มีการติดลบน้อยกว่าที่เคยคาดการณ์ แต่มาตรการด้านการเงินและการคลังต่าง ๆ ก็ยังมีความสำคัญ ทั้งเรื่องการช่วยเหลือเอสเอ็มอี การลดอัตราดอกเบี้ย และการบริหารอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อช่วยเหลือภาคการส่งออก&amp;nbsp;&amp;nbsp;

นอกจากนี้ ยังได้มอบนโยบายให้กรมสรรพากร ใน 3 เรื่องสำคัญ ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการมาต่อเนื่องอยู่แล้ว ได้แก่ 1. การขยายฐานภาษีให้เพิ่มขึ้น โดยการชักชวนให้ผู้ที่อยู่นอกระบบเข้ามาในระบบมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีบุคคลธรรมดาอยู่ในระบบภาษี 9 ล้านคน และมีผู้เสียภาษีจริง 3 ล้านคน และเป็นผู้อยู่นอกระบบภาษีอีก 6 ล้านคน การขยายฐานภาษีถือว่ามีความสำคัญเพราะว่าการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากรคิดเป็น 70%&amp;nbsp;ของรายได้ทั้งหมดของประเทศ นอกจากนี้ให้มีการขยายฐานภาษีนิติบุคคลด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp;

2. เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ โดยให้นำเทคโนโลยีไปสู่การเก็บภาษีด้วยระบบดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งกรมสรรพากรให้ความสำคัญเรื่องนี้และดำเนินการมาโดยตลอดอยู่แล้ว 3. การปรับโครงสร้างภาษี ได้ขอให้กรมสรรพากรช่วยพิจารณาการปรับโครงสร้างภาษีเพื่อรองรับเศรษฐกิจและภาคธุรกิจหลังโควิด-19 โดยให้ประสานกับกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ สนับสนุนธุรกิจใหม่ ๆ โดยเฉพาะด้านดิจิทัล ออนไลน์&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83494</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, กู้เงิน, คลังถังแตก, นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201020/image_big_5f8ef9e7c4182.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75101</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2020 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2020 09:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คลัง&#039;ยันถังไม่แตกชี้ตั้งวงเงิน 2.14 แสนล้านแค่เตรียมไว้ย้ำกู้ตามความจำเป็นเท่านั้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ส.ค.2563 ตามที่ได้มีกระแสข่าวว่าคลังถังแตก เงินคงคลังไม่พอใช้ จนคณะรัฐมนตรีต้องอนุมัติกู้เงินเพิ่มเติมอีก 2.14 แสนล้านบาทนั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงการคลังขอเรียนชี้แจงว่า การขออนุมัติกรอบการกู้เงินกรณีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 วงเงิน 214,093 ล้านบาท เป็นผลสืบเนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID &amp;ndash; 19) ที่ส่งผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเศรษฐกิจไทยซึ่งพึ่งพิงต่างประเทศค่อนข้างมากทั้งในด้านการส่งออกและการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง รวมทั้งผลที่เกิดขึ้นต่อการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการประกอบอาชีพของประชาชนในทุกสาขาอาชีพ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติ COVID &amp;ndash; 19 อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การหดตัวของเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ตลอดจนการดำเนินมาตรการด้านการคลังต่างๆ ของรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ประกอบกับการเลื่อนระยะเวลาชำระภาษีได้ส่งผลต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ดังนั้น เพื่อเตรียมการรองรับการใช้จ่ายของรัฐบาลในช่วงต้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 และเพื่อให้การดำเนินมาตรการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง กระทรวงการคลังจึงจำเป็นต้องขออนุมัติกรอบการกู้เงินเพื่อรองรับกรณีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ วงเงิน 214,093 ล้านบาท ซึ่งกระทรวงการคลังจะพิจารณากู้เงินตามความจำเป็นเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ระดับเงินคงคลังของรัฐบาลในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่เพียงพอต่อการใช้จ่ายของรัฐบาล โดยสถานะเงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2563 อยู่ที่ระดับ 282,141 ล้านบาท และคาดว่า ณ สิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 เงินคงคลังจะอยู่ในระดับที่เพียงพอที่จะรองรับการเบิกจ่ายงบประมาณของหน่วยงานภาครัฐ และดำเนินมาตรการที่จำเป็นในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของไทยในระยะต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในกรณีที่รัฐบาลมีความจำเป็นจะต้องกู้เงินเพิ่มเติมเต็มกรอบวงเงิน 2.14 แสนล้านบาท จะส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะคงค้าง ต่อ GDP ณ สิ้นปีงบประมาณ 2563 อยู่ที่ระดับร้อยละ 51.64 ซึ่งไม่เกินร้อยละ 60 ตามกรอบการบริหารหนี้สาธารณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงการคลังคาดว่ามาตรการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาอนุมัติแล้วจะเริ่มส่งผลต่อการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจในช่วงต้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 และสามารถดูแลประชาชนและประคับประคองผู้ประกอบการให้ผ่านช่วงวิกฤติครั้งนี้ไปได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75101</URL_LINK>
                <HASHTAG>กู้เงินเพิ่มเติมอีก 2.14 แสนล้านบาท, คลังถังแตก, โควิด 19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181030/image_big_5bd7c51b9b7d0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
