<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>6748</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2018 15:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2018 14:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมสุขภาพจิตตั้งคลินิกพลังใจพ่อแม่เด็กพิเศษพบเครียดสูงมาก64 %   </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9เม.ย.61-กรมสุขภาพจิต ตั้งคลินิกดูแลสุขภาพจิตผู้ปกครองเด็กพิเศษโดยเฉพาะ 3 โรคที่ป่วยมากที่สุดคือ ออทิสติก สมาธิสั้น และสมองพิการซึ่งมีปีละกว่า 30,000 คน &amp;nbsp;เผยสถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ จ.เชียงใหม่ สำรวจพบมีความเครียดท้อแท้สูงถึงร้อยละ 64 บางคนสามีห่างเหิน ส่งผลกระทบการดูแลเด็ก เตรียมขยายผลใช้ในโรงพยาบาลจิตเวชทุกแห่ง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจเยี่ยมติดตามผลการดำเนินงานของสถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ จ.เชียงใหม่ ว่า &amp;nbsp;สถาบันพัฒนาการเด็กฯเป็นศูนย์เชี่ยวชาญระดับประเทศดูแลแก้ไขปัญหาเด็กทุกประเภทที่มีปัญหาด้านพัฒนาการ ในปี 2560 มีเด็กเข้ารับบริการทั้งหมด 52,000 คน เฉลี่ยวันละ 300 คน &amp;nbsp; กลุ่มโรคที่พบมากที่สุด คือออทิสติก ( Autistic) สมาธิสั้น ( Attention Deflict Hyperactive Disorder &amp;nbsp;:ADHD ) และสมองพิการ ( Cerebral palsy) มีผู้ป่วยปีละประมาณ 30,000 คน หรือเกือบร้อยละ 60 ของผู้ป่วยทั้งหมด แนวโน้มผู้ป่วยมากขึ้น ได้ให้ปรับปรุงแผนกผู้ป่วยนอกให้มีสภาพคล้ายกับบ้าน &amp;nbsp;ลดขั้นตอนบริการเพื่อลดแออัด และเพิ่มหอผู้ป่วยพิเศษ เพื่อให้เด็กและผู้ปกครองพักระหว่างฟื้นฟูสมรรถภาพด้านสุขภาพ กาย ใจ จิตสังคม และสติปัญญา &amp;nbsp;เตรียมพร้อมให้เด็กสามารถใช้ชีวิตประจำวันหรือเข้าสู่ระบบการศึกษาตามศักยภาพต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ &amp;nbsp;เด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้ &amp;nbsp;ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพ่อแม่ครอบครัว เนื่องจากต้องคอยช่วยเหลือเด็กทุกด้านในชีวิตประจำวันตลอดเวลา &amp;nbsp;จึงเป็นกลุ่มเสี่ยงเกิดปัญหาสุขภาพจิตสูงกว่าครอบครัวทั่วไปทั้งภาระการดูแลเด็ก ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการพาเด็กเข้าๆออกๆโรงพยาบาล &amp;nbsp;ความไม่เข้าใจกัน &amp;nbsp;ทะเลาะ หย่าร้างกัน หรือมีภาวะซึมเศร้าถึงขั้นฆ่าตัวตายได้ &amp;nbsp; ผลสำรวจของสถาบันพัฒนาการเด็กฯพบว่าผู้ปกครองเด็กป่วยจิตเวช 3 โรคนี้มีความเครียดสูงถึงร้อยละ 64 &amp;nbsp;เช่นนอนไม่หลับ กังวลใจ และมีปัญหาสุขภาพจิตร้อยละ 58 เช่นท้อแท้ ซึมเศร้า &amp;nbsp;เบื่อหน่ายลูก บางรายสามีห่างเหิน &amp;nbsp;บางครอบครัวเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวพบมากถึงร้อยละ 22 เป็นต้น ผู้ปกครองที่มีปัญหาสุขภาพจิตจะมีผลต่อการดูแลลูกและประสิทธิภาพการรักษา จึงมีนโยบายให้เปิดคลินิกดูแลสุขภาพจิตผู้ปกครองเด็กพิเศษควบคู่ไปด้วย &amp;nbsp;ซึ่งผลการดำเนินการพบว่าได้ผลดี ช่วยให้ผู้ปกครองคลายความเครียด และส่งผลให้การดูแลเด็กดีขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะเด็กโรคสมาธิสั้นมากกว่า &amp;nbsp;2 ใน 3 มีโอกาสหายขาด หรือมีสมาธิควบคุมตนเองดีขึ้น &amp;nbsp;ได้ให้สถาบันฯจัดเป็นหลักสูตรฝึกอบรมบุคลากรในเรื่องนี้ &amp;nbsp; เพื่อขยายผลใช้ในโรงพยาบาลจิตเวชทุกแห่ง ซึ่งจะส่งผลให้เด็กป่วยโรคจิตเวชได้รับการดูแลมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางด้านแพทย์หญิงดุษฎี &amp;nbsp;จึงศิรกุลวิทย์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาเด็กราชนครินทร์กล่าวว่า ในการจัดบริการส่งเสริมดูแลสุขภาพจิตให้พ่อแม่ครอบครัวของเด็กพิเศษนี้ จะรับผู้ปกครองในรายที่มีปัญหาทางสังคมจิตใจที่คลินิกต่างๆไม่สามารถให้การช่วยเหลือได้ หรือในรายที่มีปัญหายุ่งยากซับซ้อนเช่นมีภาวะซึมเศร้าหรือมีความเครียดในระดับรุนแรง มีความเสี่ยงฆ่าตัวตาย &amp;nbsp;เพื่อบำบัดทุกข์เพิ่มความเข้มแข็งทางใจให้ผู้ปกครอง &amp;nbsp;ตลอดจนการให้คุณค่าความสำคัญของตนเองต่อลูก ในภาพรวมนั้นผู้ปกครองเด็กออทิสติกจะมีปัญหาสุขภาพจิตมากกว่าผู้ปกครองเด็กสมาธิสั้น ปัญหาหลักของผู้ปกครองเด็กออทิสติก คือเครียด เบื่อหน่าย &amp;nbsp;ท้อแท้ที่เด็กไม่พูด &amp;nbsp;พูดไม่รู้เรื่อง ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;ทำตามคำสั่งไม่ได้ กรีดร้องเสียงดังไม่นิ่ง &amp;nbsp;ขับถ่ายทุกที่ที่อยากถ่าย เด็กทำร้ายตนเอง &amp;nbsp;อาการของลูกไม่ดีขึ้นอย่างที่ต้องการ &amp;nbsp;สามีห่างเหิน ไม่ช่วยดูแลลูก &amp;nbsp;และเครียดจากรายได้ไม่พอ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนปัญหาหลักของผู้ปกครองเด็กโรคสมาธิสั้น คือวิตกกังวลผลการเรียนของลูก เครียดเรื่องเด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าว อยู่ไม่นิ่ง ไม่รับผิดชอบเอาแต่ใจตัวเอง &amp;nbsp;ไม่อยากไปโรงเรียน และมีปัญหาสัมพันธภาพกับคนอื่น &amp;nbsp; หลังจากที่ผู้ปกครองได้รับบริการดูแลด้านจิตใจแล้ว &amp;nbsp;พบว่าสามารถให้การดูแลการกินยาของเด็กดีขึ้นชัดเจน &amp;nbsp;เด็กกินยาตามแพทย์สั่งได้สูงถึงร้อยละ 100 ส่วนเด็กสมองพิการ สามารถเข้าสู่ระบบโรงเรียนร่วมหรือการศึกษาพิเศษเฉพาะทางร้อยละ 96 &amp;nbsp;จนถึงขณะนี้มีผู้ปกครองได้รับการดูแลแล้ว 300 คน โดยสถาบันฯจะเผยแพร่วิธีการดูแลสุขภาพจิตผู้ปกครองเด็กพิเศษนี้ &amp;nbsp;ในงานประชุมวิชาการสุขภาพจิตนานาชาติ ซึ่งจะจัดในต้นเดือนสิงหาคม 2561 นี้ด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6748</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสุขภาพจิต, คลายความเครียด, คลินิกดูแลผู้ปกครองเด็กพิเศษ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180409/image_big_5acb184ca19a4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
