<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111586</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2021 06:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2021 06:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯยังไม่ใช้ยาแรงล็อกดาวน์เพิ่ม เสียใจกับคนที่สูญเสีย พร้อมแก้อุปสรรคที่มีมาก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ค. 64 - ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ตอบคำถามสื่อมวลชนที่ส่งผ่านคณะทำงาน โดยเป็นการบันทึกเทปไว้ในช่วงเวลา 17.00 น.วันที่29ก.ค.ที่ผ่านมา&amp;nbsp; โดยพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด ตั้งแต่มีการล็อกดาวน์ 12 ก.ค. และจะครบ 14 วัน ในวันที่ 2 ส.ค. ที่พบว่าตัวเลขผู้ป่วยยังไม่ลดลงจะเพิ่มการล็อกดาวน์หรือยกระดับมาตรการที่สูงขึ้นหรือไม่ ว่า ทั้งหมดต้องปรึกษาทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนของแพทย์สาธารณสุข หน่วย งานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน มีการประชุมร่วมกันของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด (ศบค.) ชุดเล็กอยู่ทุกวัน ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขก็ประชุมทุกวัน ส่วนจะล็อกดาวน์เข้มข้นหรือไม่นั้น ขณะนี้คณะแพทย์ และทีมสาธารณสุขยังคงเห็นชอบในมาตรการเดิมอยู่ การที่ตัวเลขไม่ลดลงมีหลายประการ หากเราปฏิบัติการตามมาตรการที่ประกาศไปแล้วทุกคน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอาจจะมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง แต่สิ่งสำคัญคือความร่วมมือในการปฏิบัติ หากยังมีการทำในสิ่งที่ห้ามก็จะแก้ปัญหาไม่ได้ หากเราพิจารณาการแพร่ระบาดของเราอาจมองดูแล้วน่าตกใจ การเสียชีวิตในแต่ละวัน แต่อยากให้สนใจตัวเลขต่างๆของเพื่อนบ้าน ของต่างประเทศบ้าง ทั่วโลกได้รับผลกระทบด้วยกันทั้งสิ้น มากบ้างน้อยบ้าง อันดับต้นๆมีหลายประเทศ มากกว่าเราหลายเท่า ของเรา เราตั้งใจว่าไม่อยากให้มีการเสียชีวิต หากทำตามมาตรการที่กำหนดออกไปครบทุกอย่าง อย่างน้อยก็ป้องกันตัวเองได้ก่อน ป้องกันครอบครัวได้ก่อน ตัวเองไม่ไปติดเชื้อจากข้างนอก ไม่เอาเชื้อไปแพร่ให้คนในครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ กล่าวว่า ตัวเลขสีแดงที่ขึ้นทุกวันตนรู้ว่าประชาชนให้ความสนใจ แต่ก็อยากให้สนใจว่าต่างชาติเขาเกิดอะไรขึ้น และเขาทำอะไรอย่างไร มาตรการที่ผ่านมามีทั้งล็อกดาวน์เต็มอำนาจ ไม่ล็อกดาวน์ มีการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินเหมือนกันเขาก็ยังระงับไม่อยู่ หากไม่ร่วมมือกันทั้งหมด ปัญหาในระบบมันต้องมีเพราะคนจำนวนมาก เราใช้บุคคลากรทางการแพทย์ทั้งหมด เจ้าหน้าที่เลเรือน ตำรวจ ทหาร เพื่อดูแลคนเกือบ 70 ล้านคน ตนคิดว่าระบบที่เรามีอยู่มไม่มีปัญหา ที่มีปัญหาคือความเพียงพอของเจ้าหน้าที่ที่ต้องไปดูแลมากขึ้น ซึ่งต้องอาศัยอาสาสมัครลงไปในพื้นที่ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จากความเห็นทางสาธารณสุขและทางการแพทย์ มาตรการเดิมที่เราออกไปยังใช้ได้อยู่ในช่วงนี้ และต้องพิจารณาต่อไปตามห้วงระยะเวลา เราอาจเห็นตัวเลขมันแดง ขณะนี้มันยังขึ้นอยู่ ก็มีขึ้นมีลง แต่ตัวเลขผู้ที่รักษาหายก็สูงขึ้น ซึ่งเป็นตัวเลขสำคัญ ส่วนนอกระบบเท่าที่ทราบก็มีการดูแลกันเองในชุมชนในพื้นที่เขาเองก็มีผู้หายป่วยไปอีกเยอะ ดังนั้นขอให้ความสำคัญกับเรื่องของมาตรการขั้นต้นของตัวเอง และตามมาตรการที่รัฐกำหนด มันต้องได้รับผลกระทบแน่นอน ทุกประเทศได้รับผลกระทบเหมือนกันหมด ไม่ใช่ไม่มีผลกระทบอะไรเลยมันเป็นไปไม่ได้&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้ได้มีการปรับแนวทางการรักษาได้นำ Antigen Test Kit (ATK) เข้ามาช่วยตรวจหาเชื้อ ซึ่งทางแพทย์บอกว่าตรวจครั้งเดียวอาจจะไม่ได้ผล 100% อาจจะต้องรอ 7 วันตรวจอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นเข้าสู่การตรวจ RT-PCR และเข้าสู่ระบบการรักษาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรีอยากจะพูดหรือสื่อสารอะไรกับประชาชน พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า&amp;quot;ผมเพียงแต่พูดว่า ผมเห็นใจ ผมเสียใจ และผมก็พยายามแก้ปัญหาอุปสรรคที่มีมากมาย นายกรัฐมนตรีก็ยินดีที่จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และต้องมีความร่วมมือระหว่างกันด้วยข้อมูล ข้อเท็จจริงที่ตรงกันถึงจะแก้ปัญหาได้ นายกฯทำงานไม่เคยทิ้งสักงาน คงไม่ใช่โควิดอย่างเดียว โควิดเป็นเรื่องหลักที่ประชาชนเดือดร้อน แต่มีเรื่องอย่างอื่นตามมาด้วย ทั้งคุณภาพชีวิต การต่างประเทศ เศรษฐกิจ สังคมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การลงทุน การค้า การเพิ่มรายได้ประเทศ ก็ต้องทำทุกเรื่อง แต่นายกฯไม่เคยท้อ เพียงแต่เสียใจกับคนที่สูญเสีย และให้กำลังใจกับคนที่ทำงาน อย่าท้อแท้ เพราะเป็นสิ่งที่เราต้องทำด้วยกัน เพราะเราเป็นคนไทยด้วยกัน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า เรื่องที่เป็นกังวลอีกเรื่อง คือผู้ป่วยโควิดรักษาตัวอยู่ที่บ้าน ก็เข้าใจเป็นสถานการณ์ต่อเนื่อง ส่วนใหญ่เป็นบ้านเดี่ยว ไม่ได้เข้าออก เพื่อนบ้านไม่ทราบ นอกจากนั้นยังได้แก้ปัญหาเรื่องสายโทรศัพท์ ที่ได้ปลดล็อกเรื่องเปิดช่องทางให้มากขึ้นให้บริการฟรี โดยให้ กสทช. ช่วยดูแลตรงนี้ อย่างไรก็ตามต้องขออภัยเรื่องนี้ด้วย และได้พยายามแก้ปัญหาแล้ว ส่วนเรื่องการรักษาตัวที่บ้านก็มีชุดแพทย์ลงไป เราอาจจะไปเคาะประตูทุกบ้านไม่ได้ บางบ้านก็ไม่เปิดทำนองนี้หากเจ้าหน้าที่เข้าไปถึงหน้าบ้านหากมีอะไรก็พบเขา บอกเขา และประชาชนสามารถขอความช่วยเหลือจากหน่วยราชการได้ทุกที่ ทั้งนี้ตนไม่อยากให้มีการป่วย เจ็บ ตายอยู่ในบ้านหรือนอกบ้านอะไรก็แล้วแต่ แต่ทุกคนต้องช่วยกัน หากพบก็แจ้งไปหน่วยต่างๆ ขณะที่ทหาร ตำรวจ ได้ปรับหลายพื้นที่เป็นโรงพยาบาลสนาม มีหลายสิบแห่ง ซึ่งตนให้ทุกค่ายทหาร ทหารทุกหน่วย ดูแลประชาชน เราต้องเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ทุกโอกาส ข้าราชการ พลเรือน ตำรวจ ทหาร เราเอาตัวรอดไม่ได้หรอกคือสิ่งที่ตนย้ำเสมอ ก็อาจจะมีคนไม่ดีอยู่บ้างก็ขอให้แจ้งมาที่สำนักนายกรัฐมนตรี ก็จะรับเรื่องร้องเรียนทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า ถึงเวลานี้ยังมั่นใจว่า ศบค.ยังบริหารจัดการสถานการณ์ได้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า&amp;nbsp; ตนคิดว่าเป็นกลไกหนึ่งที่มีความสำคัญ เพราะ ศบค.ตั้งขึ้นมาเพื่อบูรณาการกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีหลายกระทรวง หลายหน่วยงานมีกฎหมายของตัวเอง จึงจำเป็นต้องมี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ออกมา ทั้งนี้เพื่อให้หน่วยงานต่างๆเหล่านี้ได้ไปทำตามกฎหมายของตัวเอง ตามเป้าหมายหรือมาตรการที่กำหนดออกไปได้ ต้องเข้าใจนายกฯรับผิดชอบด้วยการบริหาร ด้วยการให้ข้อสังเกตลงไป ให้แนวคิดแนวปฏิบัติลงไป นายกฯก็มีการประเมินสถานการณ์ทุกวันจากข้อมูลที่ข้างล่างส่งมา นายกฯเก็บข้อมูลทุกอัน หากเขาเสนอมาครบแล้ว นายกฯก็ไม่ต้องห่วงอะไร ก็อนุมัติดำเนินการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้ประชุมเรื่องโรงพยาบาลบุษราคัม เรื่องศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ รวมถึงประชุมผู้ว่าราชการจังหวัด 12 จังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด จึงมีความคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะสร้างความเข้าใจให้ได้ว่า หากเราประกาศตัวเลขแต่ตัวแดงทั้งหมด พื้นที่ทั้งหมดเป็นจังหวัด ดูน่ากลัวเกินไปหรือเปล่า จึงให้ไปดูเรื่องชุมชนสีฟ้า ซึ่งสีฟ้าคือชุมชนหรือหมู่บ้านที่ประชาชนร่วมมือกัน ปกป้องตัวเองไม่ให้เป็น ซึ่งวันนี้มีหลายชุมชนหลายหมู่บ้าน และตนได้ยินผู้ว่าจังหวัดนครศรีธรรมราช รวมถึงที่โคราช และอาจจะมีที่อื่นๆอีก ก็บอกพร้อมในการทำตรงนี้ เพราะหลายจังหวัดมีหลายพันหมู่บ้าน บางหมู่บ้านไม่มีการติดเชื้อ เราต้องสร้างความมั่นใจและมีการรักษาแพทย์ทางเลือกลงไป เป็นพื้นที่ปลอดเชื้อ และจะเป็นแบบอย่างให้ชุมชนอื่น ตนสนับสนุนทุกจังหวัดทำแบบนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อยากฝากทุกคนช่วยกันนำพาชุมชน หมู่บ้านของท่านให้เป็นพื้นที่สีฟ้า เป็นพื้นที่ปลอดภัยดูแลซึ่งกันและกัน วันนี้หากเรามองตัวเลขสีแดงอย่างเดียวมันไม่มีอะไรใหม่ๆเลย ต่างประเทศเขาไม่เปิดเผย แต่เราไม่ปกปิด บางประเทศเขาล็อกดาวน์และปลดล็อกแล้วล็อกใหม่ ไม่เห็นมีใครแก้ปัญหาได้สักที มันก็เหมือนกันละมั้ง ผมพบทูตมา 4 ประเทศชมไทยหมด ถึงแม้จะมีตัวเลขเยอะแต่ยังมั่นใจระบบสาธารณสุขของเรา เพราะมีชื่อเสียงมานาน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ กล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องงบประมาณก็เห็นว่ามีปัญหาเรื่องงบประมาณและบุคลากรทางการแพทย์อะไรบ้าง แต่จริงๆต้นเรื่องมาจากกระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่เขาต้องดำเนินการเบิกจ่าย หากไม่พอก็บอกมา รัฐบาลก็พร้อมดูแล ปัญหาตอนนี้อยู่ที่ช้า เบิกจ่ายช้า กลายเป็นว่ารัฐบาลผิดอีก ตนก็ไม่ได้โทษว่าเขาผิด แต่เราก็สั่งเต็มที่ เตรียมอนุมัติให้เร็วที่สุด แต่ต้องระมัดระวังให้สุจริต เพราะเงินหลวงตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ตนก็ต้องระวังตรงนี้ด้วย ไม่ใช่ขี้เหนียวอะไรหรอก แต่ต้องรักษาระบบเอาไว้ให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ กล่าวยืนยันว่า รัฐบาลจะทำงานอย่างเต็มความสามารถ ถ้าวันนี้ไม่ทำกันต่อเนื่องกันไปให้ได้ไม่มีทางสำเร็จหรอก เพราะเราเริ่มต้นมามันก็ต้องมีจังหวะที่ตัวเลขสูงขึ้นและลดลง ซึ่งเวลาที่จำนวนลดลงก็ทำดี พอตัวเลขสูงขึ้นมาก็จะมาดูว่าไม่ดีตรงไหน มีปัญหาตรงไหนก็แก้ตรงนั้น ช่วยกันก็ขอฝากสื่อด้วย ตนไม่เคยมีปัญหาอะไรกับสื่อทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111586</URL_LINK>
                <HASHTAG>Antigen Test Kit, คลายมาตรการล็อกดาวน์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา, สถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210730/image_big_6103374c9dc3f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66637</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2020 16:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2020 16:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอธีระ&quot; เผยไทยเปรียบเทียบการระบาดโควิด ในต่างประเทศ ก่อนตัดสินใจล็อกดาวน์  ชี้หลังผ่อนคลาย หนีไม่พ้นการระบาดรอบ2  แต่จะมาช้า หรือเร็วเท่านั้น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
22 พ.ค.63- จากการจัดประชุมวิชาการวาระพิเศษ COVID-19 Lecture Series ครั้งที่ 5 โดยโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เสวนาผ่านทาง Facebook Live Streaming คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ ในหัวข้อ COVID-19 Projection Model: behind the Scenes กับสถาณการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา และการแพร่ระบาดในระลอกที่ 2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
รศ.นพ.ธีระ ให้ข้อมมูลว่า &amp;nbsp;โรคโควิด-19 เริ่มมีการแพร่ระบาดมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว จนถึงปัจจุบันซึ่งเป็นระยะเวลาที่ไม่นาน แต่ปรากฎว่าก็มีทั้งแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ นักวิจัยทั่วโลกที่จะต้องร่วมมือกันสู้ จะเห็นได้จากงานวิจัยที่เผยแพร่ออกมากว่า 15,000 เรื่อง และในจำนวนนี้มีอยู่ประมาณ 300 เรื่องที่กล่าวถึง COVID-19 Prediction Model แบบจำลองการทำนายสถานการณ์โควิด-19 ที่มี 4 วัตถุประสงค์หลัก คือ การวินิจฉัย(Diagnosis) การเข้ารักษาในโรงพยาบาล(Hospital admission) การพยากรณ์โรค(Prognosis) และการระบาดของโรค (Disease epidemic) &amp;nbsp;โดยการระบาดของโรค ได้รับความสนใจอย่างมาก เพื่อที่จะทราบถึงการระบาดว่าจะขยายไปมากน้อยแค่ไหน ซึ่งมีหลายคนพยายามที่จะทำโมเดลการระบาดของโรคโควิด-19 แต่ยังไม่มีโมเดลไหนที่จะทำนายได้อย่างถูกต้องแม่นยำ เพราะการจะทำนายได้ต้องอาศัยเหตุผลหลักก็คือ เราต้องทราบธรรมชาติของโรค พฤติกรรมของคน และทราบเรื่องของผลอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมที่มีปฏิกิริยาต่อตัวโรคและพฤติกรรมของคน แต่เชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นไวรัสที่ยังไม่เคยพบก่อน ทำให้ข้อมูลต่างๆของโมเดลเป็นเพียงสมมติฐานทั้งสิ้น และมีโอกาสที่จะคาดเคลื่อนได้สูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ย้อนกลับไปดูสถาการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทย รศ.นพ.ธีระ กล่าวว่า ไทยได้มีมาตรการออกมาเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างจริงจังและเข้มงวด จะเห็นได้จากการเปลี่ยนในช่วงแรกที่มีการระบาดในช่วงเดือนมกราคม มาจนถึงกลางเดือนมีนาคม จะมีมาตรการในลักษณะหนึ่งที่ค่อนข้างผ่อนคลาย แต่หลังจากกลางเดือนมีนาคม จะมีมาตรการที่เข้มงวดออกมาจนทำให้การแพร่ระบาดโควิด-19 อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงมาเป็น 0 ซึ่งเป็นผลมาจากการตัดสินใจที่จะดูแล และคาดการณ์การระบาดในไทย จากการประเมินการระบาดของประเทศอื่นๆที่เริ่มระบาดมาก่อน เพื่อดูสถานการณ์ และประเมินในประเทศว่าจะมีโอกาสเป็นเหมือนประเทศนั้นมากน้อยแค่ไหน นำไปสู่ข้อเสนอในเชิงนโยบายในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการติดเชื้อสะสมและติดเชื้อใหม่ที่เพิ่มขึ้นในช่วงวันที่ 19 มีนาคม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยจุดเริ่มต้นของเบื้องหลังการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ลดลง รศ.นพ.ธีระ กล่าวว่า &amp;nbsp;เริ่มขึ้นในวันที่ 19 มีนาคม 2563 ที่ทาง 3 โรงเรียนแพทย์ ได้แก่ จุฬาฯ ศิริราช และรามาธิบดี ที่เล็งเห็นว่าโควิด-19 เข้าสู่ภาวะที่วิกฤติมากขึ้นเรื่อยๆ จากการสังเกตของทีมแพทย์ ที่มีจำนวนคนติดเชื้อเพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงเกิดการคาดการณ์ไว้ว่า จะมีจำนวนเคสติดเชื้อใหม่และสะสมที่เพิ่มขึ้นหลังจากนี้ ในการลดการติดเชื้อและนำไปสู่การเสนอนโยบายต่อรัฐ โดยเราอาศัยการเปรียบเทียบกับการแพร่ระบาดโควิด-19 ทั่วโลก &amp;nbsp; ที่ได้จากการเก็บข้อมูลของมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ สหรัฐอเมริกา จะสังเกตว่าช่วงเวลาการระบาดของโควิด-19 ใน 100 เคส และจะใช้เวลาเท่าไหร่ในการระบาดไปถึง 200 เคส ซึ่งจะเป็นตัวช่วยในการทำนายโชคชะตาการบาดในประเทศ &amp;nbsp;จากกราฟจะเห็น กลุ่มประเทศที่มีการระบาดเยอะ ใช้เวลาในการระบาดน้อยกว่า 3 วัน &amp;nbsp; ซึ่งต้องพบกับภาวะการระบาดวิกฤติ ทำให้ระบบสาธารณสุขรับไม่ไหว มีผู้เสียชีวิตเยอะ อาทิ ประเทศจีน อิหร่าน อิตาลี สเปน อเมริกา และเยอรมัน ถัดมาในจะเห็นกลุ่มประเทศ อย่าง ญี่ป่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ที่มีการระบาดไปอย่างช้าๆ จะใช้เวลายาวนานมากกว่า 5 วัน เป็นผลสะท้อนให้เห็นการระบาดในไทยช่วงเดือนมีนาคมที่มีการติดเชื้อจาก 100 เคส ใช้เวลาเพียง 3 วัน ก็มีการติดเชื้อไปถึง 200 เคส แปลว่าเรามีโอกาสสูง ที่จะมีการแพร่ระบาดอย่างในแถบยุโรป หากไม่เปลี่ยนมาตรการในการป้องกัน &amp;nbsp;โดยเราได้คาดประมาณจากการระบาด วันละ 33% &amp;nbsp;( ประมาณ 350,000เคส) จะลดลงมาเหลือ 20% (ประมาณ 24,000 เคส) ต่อมา คือ ระบบสาธารณสุขของไทย ในการรับมือไม่ว่าจะเป็นห้องความดันลบ หรือบุคลากรทางการแพทย์ ที่ต้องพร้อมและเพียงพอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กราฟเปรียบเทียบระยะเวลาการระบาดจากผู้ป่วย 100 เคส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ ระยะการระบาดและมาตรการที่ได้ใช้นั้น จะเห็นว่า ในระยะที่ 1จะมีคนติดเชื้อจากข้างนอกมาสู่พื้นที่ของเรามาตรการที่ควรใช้คือการทำ containment &amp;nbsp;ปิดกันไม่ให้เข้ามา เช่น การระงับการเดินทางของคนจากพื้นที่เสียงเข้ามาในประเทศเรา แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้ประเทศไทยไม่ได้แบนทั้งหมด &amp;nbsp;เข้าสู่ระยะที่ 2 คนที่ติดเชื้อได้แพร่ให้คนภายในประเทศ มาตรการที่ควรใช้ คือ การตรวจจับคนติดเชื้อให้ได้ และนำไปกักกันเพื่อแยกออกจากคนในสังคม (Isolation) และการนำคนที่มีประวัติไปสัมผัสกับคนที่ติดเชื้อไปกักกันเพื่อเฝ้าระวังจนกว่าจะพ้นระยะฟักตัวของโรค (Quarantine) โดยมาตรการทั้งสองนั้นไทยเลือกที่จะใช้วิธีคัดกรองด้วยการวัดไข้ ซึ่งเป็นจุดอ่อนเพราะมีความไวไม่เพียงพอทำให้มีโอกาสที่ผู้ติดเชื่อหลุดรอดไปได้ อีกมาตรการที่ควรทำในระยะที่ 2 คือการปิดพื้นที่เสี่ยง (Mitigation) เช่นสถานศึกษาสถานบันเทิงที่มีคนติดเชื้อ แต่เราเพิ่งเลือกมาเลือกใช้ตอนสถานการณ์เป็นระยะที่ 3 ไปแล้วระยะหนึ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำนวนผู้ป่วยในช่วงการประกาศใช้มาตรการของรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในระยะที่ 3 คนในพื้นที่ของเราได้แพร่ไปให้แก่กันและกันขยายวงไปเรื่อย ๆ ดังเช่นที่ปรากฎในปัจจุบัน ดังนั้นมาตรการที่ต้องรีบทำคือปิดประเทศปิดเมืองไม่ให้คนติดเชื้อใหม่จากข้างนอกเข้ามา และไม่ให้คนติดเชื้อของเราออกไปแพร่ให้ประเทศอื่น ร่วมกับการให้คนในประเทศพยายามอยู่ในบ้านไม่เดินทางพร่ำเพรื่อ สังเกตอาการตนเองและครอบครัวเพราะเชื้อไวรัสมีอยู่ทั่วไปทำให้มีโอกาสติดได้เสมอ ดังนั้นในระยะเวลานี้เราจะมีการล็อกดาวน์ จากการเปรียบเทียบให้เห็นถึงประเทศจีน &amp;nbsp;ที่ใช้การล็อกดาวน์ จะช่วยตัดวงจรของการระบาดได้ โดยมีนัยยะอย่างน้อยเวลา 4 สัปดาห์ ซึ่งจะมีผลให้ลดเคสผู้ติดเชื้อได้ถึง 80% และชะลอการระบาดของโรคและลดจำนวนผู้ติดเชื้อให้สามารถเข้าสู่ระยะที่ 4 คือมีการติดเชื้อแบบประปราย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำนวนการพบผู้ป่วยใหม่ในแต่ละช่วงเวลาตั้งแต่เริ่มใช้มาตรการที่เข้มงวด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับการกลับมาระบาดในระลอกที่ 2 หากมองในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านหรือทั่วโลก จะเห็นว่าหลังจากที่ผ่านการระบาดในระลอกแรกและเริ่มมีการผ่อนคลายมาตรการต่างๆนั้น ไม่มีประเทศไหนที่รอดจากการระบาดในระลอกที่ 2 แต่ขึ้นอยู่ที่ว่าจะมาช้าหรือเร็ว และจะมีการติดเชื้อน้อยหรือมาก &amp;nbsp;โดยไทยก็ต้องดูและประเมินจากประเทศที่ปลดล็อกเป็นปัจจัยสำคัญในการระมัดระวังของการปลดล็อคและการปฏิบัติตัวของประชาชนและสิ่งแวดล้อมต่างๆให้เอื้อต่อการดำเนินชีวิต&amp;rdquo; รศ.นพ.ธีระ ทิ้งท้าย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66637</URL_LINK>
                <HASHTAG>#การระบาดของโควิด, #โควิด-19, คลายมาตรการล็อกดาวน์, ธีระ วรธนารัตน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200421/image_big_5e9e68320d27e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
