<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115828</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2021 20:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2021 20:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตา! สธ. ชงคลายล็อกกิจกรรมเข้าที่ประชุมใหญ่ ศบค.พิจารณา 10 ก.ย.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ย.64 - เมื่อเวลา 17.50 น. น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการแจงให้เคลียร์กับทีมโฆษกรัฐบาล ว่า สำหรับมาตรการป้องกันโควิด-19 ที่จะออกมาใหม่หรือไม่นั้น ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 หรือ ศบค.จะมีการประชุมวันที่ 10 ก.ย.นี้ ซึ่งข่าวที่มีการเผยแพร่จะคลายล็อกในกิจกรรมต่างๆ ขอให้รอฟังมติศบค.ที่จะออกมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในการทำงานของศบค.ต้องอธิบายว่า เรื่องต่างๆที่จะเข้าสู่การประชุมศบค. ทางกระทรวงสาธารณสุขจะพิจารณาอย่างรอบคอบจากข้อมูลที่ได้รวบรวมมาโดยมีคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และเมื่อเข้าศบค.ชุดเล็กแล้วจะพิจารณาร่วมกระทรวงอื่นๆที่เกี่ยวข้องในมาตรการ ก่อนจะส่งให้ศบค.ชุดใหญ่พิจารณา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115828</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลายล็อกดาวน์, ศบค.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210716/image_big_60f1613877917.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115166</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2021 16:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2021 16:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ. ยัน 1 ก.ย. นั่งกินในร้านอาหาร-เปิดกิจการได้ไม่ต้องแสดงบัตรฉีดวัคซีน 2 โดส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;31 ส.ค.64 - ที่กระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวสถานการณ์โควิด 19 และแนวทางปฏิบัติตนเมื่อเปิดกิจการ/กิจกรรม โดยนพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค กล่าวว่า สำหรับพรุ่งนี้ (1 ก.ย.64) จะเป็นการผ่อนคลายมาตรการกิจการและกิจกรรมต่างๆ ภายใต้มาตรการควบคุมโรคแนวใหม่ แต่ไม่มีการเปลี่ยนสีของพื้นที่ ยังเป็นในพื้นที่ควบคุมสูงสุดเข้มงวดจำนวน 29 จังหวัด พื้นที่ควบคุมสูงสุด 37 จังหวัด และพื้นที่ควบคุม 11 จังหวัด ขอย้ำว่าพื้นฐานสำคัญคือ ต้องรักษามาตรการส่วนบุคคล เพราะโควิดจะยังไม่หายไปจากชีวิตของเรา หรือหายไปจากโลก แม้ว่าหลายประเทศจะมีการฉีดวัคซีนไปมาก ก็ยังพบการแพร่ระบาด จึงจำเป็นต้องมีการปรับกลยุทธ์ต่างๆ เพื่อให้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับโควิดได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นพ.เฉวตสรร กล่าวต่อว่า ประเทศไทยส่วนของภาครัฐได้มีการเร่งกำหนดมาตรการที่ปฏิบัติได้จริง โดยพิจารณาอย่างรอบคอบ และกำกับดูแลเพื่อให้เกิดความเรียบร้อย ส่วนภาคเอกชน ก็จะมีมาตรการดูแลให้ปลอดภัย สะอาดทั้ง สภาพแวดล้อม สถานที่ ให้อากาศถ่ายเท และฆ่าเชื้อ ด้านผู้ประกอบการและลูกจ้างที่ยังฉีดวัคซีนไม่ครบ หรือยังไม่ได้ตรวจ ATK สามารถเปิดกิจการได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้มาตรการส่วนบุคคล DMHTT ในการควบคุมดูแล และผู้ใช้บริการก็ยังไม่ต้องแสดงบัตรหรือใบรับรองที่ได้รับวัคซีนในช่วงเดือน ก.ย.นี้ โดยคาดว่าในเดือนหน้าจะมีการกำหนดมาตรการและมาตรฐานตามเกณฑ์ที่ชัดเจนและนำไปใช้ ทั้งนี้ขอความร่วมมือประชาชนทุกคนป้องกันตัวเองแบบครอบจักรวาลทุกเวลาทุกสถานที่ เพื่อการใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยจากการควบคุมโรควิธีใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นพ.เฉวตสรร กล่าวถึงรายงานการติดเชื้อโควิด19 ว่า วันนี้ยอดผู้ติดเชื้อจำนวน 1.4 หมื่นคน เสียชีวิตจำนวน 190 คน&amp;nbsp; นับว่าเป็นครั้งแรกที่ต่ำว่า 200 คน โดยอัตราส่วนการเสียชีวิตยังคงอยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้มีโรคเรื้อรัง รวมคิดเป็น 88% แบ่งเป็นเพศชาย112 คน มากกว่าเพศหญิงที่พบ 78 คน ช่วงอายุเฉลี่ย 73 ปี(30-96 ปี) และปัจจัยเสี่ยงสูงที่พบว่าทำให้เสียชีวิตคือ ความดันโลหิตสูงจำนวน 94 คน เบาหวาน 60 คน ไขมันในเลือด 51 คน&amp;nbsp; โรคอ้วน 18 คน เป็นต้น ซึ่งพบส่วนใหญ่มาจากการติดเชื่อในพื้นที่ 183 คน มาจากคนรู้จัก 93 คน ในครอบครัว 9 คน&amp;nbsp; จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทุกคนจะต้องระวังตัวปฏิบัติตามาตรการแม้จะอยู่ในบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&amp;nbsp;นพ.เฉวตสรร กล่าวต่อว่า ในส่วนของผู้ที่กำลังรักษาตัวอยู่จำนวน&amp;nbsp;1.71 แสนคน หายป่วย 1.9 หมื่นคน รวมหายป่วยสะสม 9.94 แสนคน ซึ่งดูจากแนวโน้มจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันในภาพรวมทั้งประเทศนั้นค่อยๆลดลง และผ่านพ้นจุดสูงสุดที่มีผู้ติดเชื้อกว่า 2 หมื่นคน สอดคล้องกับการคาดการณ์และผลการใช้มาตรการว่า จำนวนผู้ติดเชื้อจากคนหนึ่งไปสู่คนถัดไปจะลดลง 20-25% ส่วนในพื้นที่ต่างจังหวัดมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายวัน 7,028 คน โดยกรุงเทพฯและปริมณฑลจะสูงกว่าอยู่ที่ 7,327 คน&amp;nbsp; โดย 10 จังหวัดที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงสุดยังคงเป็น กรุงเทพฯจำนวน 3,963 คน รองลงมาคือ สมุทรปราการจำนวน 1,402 คน สมุทรสาครจำนวน 983 คน ชลบุรีจำนวน 745 คน ราชบุรีจำนวน 490 คน นนทบุรีจำนวน 488 คน และต่ำกว่า 500 คนต่อวัน ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา นครราชสีมา นครปฐม และสงขลา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;&amp;ldquo;สำหรับรายงานการฉีดวัคซีนวันนี้เพิ่มขึ้นจำนวน 8.17 แสนโดส&amp;nbsp;แบ่งเป็นเข็มที่ 1 จำนวน 3.83 แสนโดส เข็มที่ 2 จำนวน 4.3 แสนโดส ในจำนวนนี้มีการฉีดแอสตร้าเซเนก้าไปกว่า 3.91 แสนโดส และเข็มที่ 3 จำนวน 3,623 โดส แยกเป็นไฟเซอร์จำนวน 2,807 โดส รวมยอดการฉีดสะสม 31 ล้านคน แบ่งเป็นเข็มที่ 1 จำนวน 23 ล้านคน เฉลี่ยความครอบคลุม 32.5% ไปสู่เป้าหมายการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ 70% หรือประมาณ 50 ล้านคนของที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย เข็มที่ 2 จำนวน&amp;nbsp; 7.7 ล้านคน เฉลี่ย 10.8% ขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 แยกเป็นในพื้นที่ 13 จังหวัดควบคุมและเข้มงวดสูงสุดครอบคลุมไปกว่า 69.4% โดยกรุงเทพฯ เฉลี่ยอยู่ที่ 97.3% รองลงมาคือปทุมธานี 67.4% สมุทรสาคร 61% ส่วนอีก 64 จังหวัดเฉลี่ยอยู่ที่ 36.2% รวมทั้งประเทศ 44.7% ขณะที่ในกลุ่ม 7 โรคเรื้อรังเฉลี่ยอยู่ที่ 42% หญิงตั้งครรภ์ 7.9%&amp;rdquo; นพ.เฉวตสรร ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;นพ.เฉวตสรร เพิ่มเติมว่า ในภาพรวมการฉีดวัคซีนของอาเซียนข้อมูล ณ 30 ส.ค.64 รวม 250 ล้านโดส โดยอินโดนีเซียมีการฉีดวัคซีนสูงสุดจำนวน 97 ล้านโดส รองลงมาคือ มาเลเซียจำนวน 34 ล้านโดส ฟิลิปปินส์จำนวน 31 ล้านโดส และไทย 30.9 ล้านโดส นับว่าทุกประเทศได้ให้ความสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันโควิด19 ไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งที่จะปลอดภัย เพราะทุกประเทศต้องมีการเดินทางติดต่อกัน&lt;/p&gt;

&lt;p dir=&quot;ltr&quot;&gt;เมื่อถามถึงกรณีการพบโควิด19 สายพันธุ์ใหม่ ชื่อว่า C.1.2 ที่จีนและอังกฤษ&amp;nbsp; นพ.เฉวตสรร กล่าวว่า ธรรมชาติของเชื้อไวรัสจะมีกลายพันธุ์ ซึ่งทุกประเทศก็มีการเฝ้าระวังเป็นอย่างดี แต่ในประเทศไทยยังไม่มีการตรวจพบสายพันธุ์ C.1.2&amp;nbsp; ส่วนความรุนแรงของเชื้อหรือการอัตราความเร็วในการแพร่ระบาด การดื้อต่อการรักษา ดื้อต่อวัคซีน ยังคงเป็นการติดตามเฝ้าระวังและแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน จึงอยากให้มั่นใจในระบบการเฝ้าระวัง จากการตรวจโฮจีโนม ซีเควนซิ่ง เพื่อดูพันธุกรรมของสายพันธุ์เชื้อไวรัสประมาณ 500 ตัวอย่างต่อสัปดาห์&amp;nbsp; และจากการติดตามเมื่อทราบแหล่งที่มาของการพบสายพันธุ์ใหม่จากประเทศใด ก็จะสุ่มตรวจผู้ที่เดินทางมาจากประเทศนั้น รวมไปถึงการสุ่มตรวจทั่วประเทศร่วมด้วย ดังนั้นสายพันธุ์หลักที่ตรวจพบในประเทศขณะนี้ยังคงเป็น สายพันธุ์เดลต้า 93%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115166</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงสาธารณสุข, คลายล็อกดาวน์, ปรับมาตรการ, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210831/image_big_612deee82e280.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115036</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2021 14:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2021 14:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศบค. แจงปรับมาตรการผ่อนคลายเดือน ก.ย. เป็นการทดสอบระบบใหม่ อีก 14 วันรอดูผล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ส.ค.64 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงตอนหนึ่งว่า กรณีที่มีคนตั้งคำถามว่าขณะนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อยังหลักหมื่นทำไมจึงรีบปลดล็อกดาวน์หรือผ่อนคลายมาตรการนั้น ที่ประชุม ศบค.ไม่ใช้คำนี้ แต่ใช้คำว่าปรับมาตรการ วันนี้ทั่วโลกมีการปรับมาตรการทางสังคมเพื่อรับมือโควิด-19 ทั้งสิ้น มีเพียงบางประเทศเท่านั้นที่เข้มข้นมาตรการและยังรักษาตัวเลขผู้ติดเชื้อให้มีจำนวนน้อยได้อยู่ การที่เราปรับมาตรการเป็นการใช้ชีวิตวิถีใหม่โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. สิ่งสำคัญต้องขอความร่วมมือประชาชน เพราะการล็อคดาวน์บางพื้นที่ที่ผ่านมาทำให้เกิดตัวเลขที่เห็นในปัจจุบัน เราต้องปรับตัวให้อยู่กับเชื้อโรคดังกล่าวได้ ให้เหมือนกับไข้หวัดใหญ่ หรือวัณโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เดือนกันยายนนี้จะเป็นเดือนแห่งการทดสอบระบบว่ามาตรการที่ออกมาได้ผลหรือไม่ ซึ่งรัฐเป็นผู้ออกข้อกำหนด แต่ปัจจัยความสำเร็จคือความร่วมมือของผู้ประกอบการและประชาชน และจะมีการทบทวนมาตรการอีกครั้งใน 14 วันข้างหน้าว่าผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในข้อกำหนดที่ 32 นี้ มีเรื่องของการให้กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมมาตรการภาครัฐ และแผนจัดหาวัคซีน ยา เครื่องมือแพทย์ เร่งประชาสัมพันธ์ให้ทุกภาคส่วนรับทราบแนวปฏิบัติเพื่อเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตนตามมาตรการป้องกันการติดเชื้อแบบครอบจักรวาลด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115036</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลายล็อกดาวน์, นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน, ปรับมาตรการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210628/image_big_60d99497277db.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115021</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2021 12:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2021 12:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีเดย์ 1 ก.ย.นี้ &#039;นครชัยแอร์&#039; เปิดเดินรถทุกเส้นทาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
30 ส.ค.2564 นางเครือวัลย์ วงศ์รักมิตร ประธานกรรมการ บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด เปิดเผยว่า วันที่ 1 ก.ย.นี้ นครชัยแอร์พร้อมเปิดให้บริการเดินรถทุกเส้นทาง ครอบคลุม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน), ภาคเหนือ และภาคตะวันออก หลังจาก ศบค. คลายล็อกดาวน์ ให้ระบบขนส่งสาธารณะสามารถเดินทางข้ามจังหวัดได้ ทั้งนี้ นครชัยแอร์ ให้บริการเดินรถภายใต้มาตรการ ป้องกันและควบคุมโควิด-19 ด้วยการจัดที่นั่งจำกัดจำนวนผู้โดยสาร ไม่เกิน 75% ของจำนวนที่นั่งทั้งหมด เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่มีความจำต้องการเดินทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้โดยเปิดให้จองตั๋วล่วงหน้า 3 วัน เริ่ม 30 ส.ค.64 สามารถสำรองที่นั่งล่วงหน้าได้ทุกช่องทาง ผ่านช่องทาง Call Center 1624, ผ่านเว็บไซต์ &amp;nbsp;www.nakhonchaiair.com, ผ่านหน้าเคาน์เตอร์นครชัยแอร์ ทุกสาขา, NCA Social booking (LINE / Facebook), NCA Mobile Application, ตัวแทนจำหน่ายตั๋วออนไลน์ และ เคาน์เตอร์เซอร์วิส ตรวจสอบเที่ยวเวลาเดินรถที่เว็บไซต์ www.nakhonchaiair.com และสำหรับผู้โดยสารที่มีตั๋วเก่าช่วงที่นครชัยแอร์หยุดให้บริการชั่วคราว แล้วยังไม่ได้ทำการเลื่อนวันที่เดินทาง สามารถนำตั๋วมาระบุวันที่เพื่อเดินทางได้ที่หน้าเคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วนครชัยแอร์ทุกสาขาเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการในด้านมาตรฐานความปลอดภัยและ การดูแลสุขอนามัยขั้นสูงสุด ทั้งการให้บริการในพื้นที่ และการให้บริการบนรถโดยสาร นครชัยแอร์ได้ถือปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด-19 ที่ภาครัฐและกระทรวงคมนาคมกำหนดอย่างเคร่งครัด ผู้โดยสารทุกท่านต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา, งดการรับประทานอาหารบนรถโดยสาร และไม่อนุญาตให้นำอาหารมารับประทานบนรถ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เพื่อป้องกันการติดต่อสัมผัส โดยจะให้รับประทานอาหารเฉพาะที่จุดพักรถเท่านั้น นครชัยแอร์ ปรับจุดพักรับประทานอาหารตามเที่ยวเวลารถออกเพื่อให้สอดคล้องกับเวลาเปิด-ปิดร้านอาหารตามเวลาเคอร์ฟิวด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้โดยสารที่เดินทางเที่ยวเวลาหลัง 17.30 น. ได้รับความสะดวกรวดเร็ว และปลอดภัย ให้มามาก่อนเวลารถออก 15 นาที เพื่อรับประทานอาหารยังจุดรับประทานอาหารที่บริษัทจัดเตรียมไว้ให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115021</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลายล็อก, คลายล็อกดาวน์, นครชัยแอร์, เปิดให้บริการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210830/image_big_612c6c3e7bebe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114946</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2021 16:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2021 16:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เช็กด่วน กพท.ออกมาตรการคลายล็อกเปิดบินในประเทศ ดีเดย์1 ก.ย.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ส.ค. 2564 รายงานข่าวจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) แจ้งว่าหลังจากศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด &amp;ndash; 19) หรือ ศบค. ได้ผ่อนผันให้มีการเดินทางออกจากพื้นที่สีแดงเข้ม กพท.จึงได้ประสานกับหน่วยงานด้านการบินที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp;ร่วมหารือเตรียมมาตรการรองรับเพื่อเปิดเที่ยวบินโดยสารในประเทศได้พร้อมกันตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนนี้เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเดินทางด้วยเครื่องบินจะเป็นไปในรูปแบบระบบปิดซึ่งสามารถคัดกรองผู้โดยสารและสอดรับกับมาตรการของ ศบค. ในการผ่อนผันให้เดินทางได้แต่ยังต้องเป็นไปด้วยความรัดกุม เพื่อให้ปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้โดยสาร สายการบินต่าง ๆ จะเริ่มทำการบินเพื่อให้บริการผู้ที่มีความจำเป็น สามารถเดินทางออกจากพื้นที่สีแดงเข้มได้ในต้นเดือนกันยายนนี้ โดยสายการบินจะดำเนินการตรวจสอบเอกสารเพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ของมาตรการการเข้าออกจังหวัดพื้นที่ปลายทาง ผู้ที่มีความจำเป็นต้องเดินทางสามารถตรวจสอบมาตรการของ แต่ละจังหวัดได้จาก https://www.moicovid.com/&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เอกสารที่ต้องเตรียมเพื่อการเดินทาง (รายละเอียดตามมาตรการของแต่ละจังหวัด) สรุปได้ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- เอกสารยืนยันการได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ หรือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- เอกสารแสดงผลการตรวจหาเชื้อโควิด-19 โดยวิธี RT-PCR หรือ Antigen Test Kit (ATK) หรือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;- เอกสารที่แสดงถึงการได้รับการยกเว้น ตามที่จังหวัดปลายทางกำหนด เช่น ผู้ที่เคยติดเชื้อมาแล้วไม่เกิน 90 วัน ผู้ผ่านการกักตัวแล้ว หรือผู้โดยสารตามโครงการพื้นที่นำร่องเปิดประเทศ (Sandbox) เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเอกสารยืนยันการได้รับวัคซีน ให้แสดงผลการฉีดวัคซีนที่ได้รับจากโรงพยาบาลหรืออาจใช้หลักฐานจากแอปพลิเคชันหมอพร้อมเพื่อแสดงต่อเจ้าหน้าที่ได้ ส่วนผู้ที่ต้องการตรวจหาการติดเชื้อ สามารถค้นหาสถานที่ตรวจได้จากเว็บไซต์ https://service.dmsc.moph.go.th/labscovid19/ ซึ่งจะมีรายชื่อห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองและสามารถออกเอกสารที่สายการบินยอมรับ ซึ่งปัจจุบันสมาคมสายการบินกำลังดำเนินการร่วมกับผู้จัดทำแอปพลิเคชันหมอพร้อม เพื่อให้สามารถแสดงหลักฐานการดำเนินการทั้งหมดบนแอปพลิเคชัน หากดำเนินการเรียบร้อยแล้วจะสามารถนำมาใช้ประกอบการเดินทางได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มาตรการสำหรับจำนวนผู้โดยสารในเที่ยวบิน ให้มีผู้โดยสารได้ไม่เกิน 75% ของขีดความสามารถในการรับผู้โดยสารของเครื่องบินที่ใช้ในเที่ยวบินนั้น ๆ และสายการบินจะพิจารณาการจัดที่นั่งในเครื่องบิน โดยคำนึงถึงมาตรการเว้นระยะห่าง แต่หากผู้โดยสารเดินทางมาด้วยกันสายการบินสามารถลดการเว้นระยะห่างได้แต่ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมด้วย&amp;nbsp; กพท.และผู้ให้บริการด้านการบินทุกหน่วยงานได้หารือและร่วมมือกันจัดทำมาตรการให้ครอบคลุมด้านการบริการทางอากาศเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร เช่น การตรวจวัดอุณหภูมิก่อนเข้าอาคารผู้โดยสาร การจัดระเบียบในอาคารผู้โดยสาร การจัดระเบียบการขึ้นลงอากาศยาน การจัดที่นั่งให้มีความเหมาะสมเพื่อสร้างระยะห่าง การวางแนวทางเดินของผู้โดยสาร รวมถึงขอความร่วมมือกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่เพื่อความสะดวกในการเดินทาง โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้โดยสารทุกท่านจะร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การเดินทางโดยเครื่องบินเป็นการเดินทางที่ปลอดภัยสูงสุดและยังสามารถอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่มีความจำเป็นต้องเดินทางได้ แม้ในสถานการณ์ที่ยังคงต้องระมัดระวังและให้ความร่วมมือในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคที่ยังต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดต่อไปในขณะนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114946</URL_LINK>
                <HASHTAG>กพท., คลายล็อกดาวน์, สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210405/image_big_606aa89fbb9c9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114893</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2021 10:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2021 10:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เช็กเลย 1 ก.ย. ที่ไหนทำอะไรได้บ้าง!! หลังรัฐบาลคลายล็อก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;29 ส.ค. 2564 ศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด - 19 (ศบค.ชุดเล็ก) ได้ทำการสรุปภาพอินโฟกราฟฟิก ว่า หลังจากคลายล็อกดาวน์วันที่ 1 ก.ย. แล้ว พื้นที่และธุรกิจแบบไหน ทำอะไรได้บ้าง!!
ชมรูป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114893</URL_LINK>
                <HASHTAG>1 ก.ย., คลายล็อกดาวน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210829/image_big_612afe8b5b22d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114879</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2021 07:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2021 07:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชาชนมอง &#039;มาตรการล็อกดาวน์&#039; ที่ผ่านมาล้มเหลว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29 ส.ค. 2564 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;มาตรการล็อกดาวน์ ควรไปต่อหรือไม่&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 23 &amp;ndash; 26 สิงหาคม 2564 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,312 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับมาตรการล็อกดาวน์ ควรไปต่อหรือไม่ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 97.0&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจเมื่อถามประชาชนถึงการประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 จากมาตรการ ล็อกดาวน์ในปัจจุบัน พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 35.67 ระบุว่า ไม่ประสบความสำเร็จเลย เพราะ การล็อกดาวน์ไม่มีความเข้มงวด มีการล็อกดาวน์ แค่บางพื้นที่ ขณะที่บางส่วนระบุว่า ยังคงดำเนินชีวิตอย่างปกติ ทำให้มีการติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น รองลงมา ร้อยละ 28.81 ระบุว่า ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เพราะ ประชาชนบางส่วนไม่ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามที่รัฐกำหนด และบางคนก็ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ร้อยละ 26.83 ระบุว่า ค่อนข้างประสบความสำเร็จ เพราะ ประชาชนมีการปฏิบัติตัวอย่างเคร่งครัด งดการรวมตัว ทำให้ลดการแพร่ระบาดลงได้ ร้อยละ 6.17 ระบุว่า ประสบความสำเร็จมาก เพราะ มีการจำกัดการเดินทางทำให้ลดการแพร่ระบาดของเชื้อลงได้ และร้อยละ 2.52 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนความคิดเห็นของประชาชนต่อการดำเนินการมาตรการล็อกดาวน์เพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 26.14 ระบุว่า ควรดำเนินการต่อ แต่ให้มีมาตรการเข้มข้นขึ้น เพราะ มาตรการต่าง ๆ ต้องจริงจัง และบทลงโทษที่รุนแรงสำหรับคนที่ &amp;nbsp; ฝ่าฝืน เพื่อให้ประชาชนจะได้หยุดการเดินทาง ลดการเดินทางข้ามจังหวัด ลดการรวมตัวมากยิ่งขึ้น และควรดำเนินการต่อ แต่ให้ผ่อนคลายมาตรการลง เพราะ บางพื้นที่ยอดผู้ติดเชื้อลดลงแล้ว และประชาชนบางส่วนก็ได้รับวัคซีนแล้ว ในสัดส่วนที่เท่ากัน รองลงมา ร้อยละ 24.16 &amp;nbsp;ระบุว่า ไม่ควรดำเนินการต่อ เพราะ ถึงแม้จะมีมาตรการล็อกดาวน์ยังไงก็ยังมีจำนวนยอดผู้ติดเชื้อเยอะอยู่ดี รัฐบาลควรจัดหาวัคซีนที่มีคุณภาพมาฉีดให้แก่ประชาชน ขณะที่บางส่วนระบุว่า ประชาชนส่วนมากได้รับผลกระทบในเรื่องของการไม่สามารถประกอบอาชีพได้ ร้อยละ 21.27 ระบุว่า ควรดำเนินการต่อเหมือนเดิม เพราะ มาตรการเป็นการควบคุมที่พอดี มีการควบคุมเฉพาะพื้นที่เสี่ยงเท่านั้น ประชาชนยังสามารถประกอบอาชีพและเดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวก และร้อยละ 2.29 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้านความกังวลว่าจะเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 มากขึ้น หากมีการยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ หรือมีการผ่อนคลายมาตรการลง พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 33.38 &amp;nbsp;ระบุว่า ค่อนข้างกังวล รองลงมา ร้อยละ 31.33 ระบุว่า กังวลมาก ร้อยละ 18.45 ระบุว่า ไม่กังวลเลย ร้อยละ &amp;nbsp;16.54 ระบุว่า ไม่ค่อยกังวล และร้อยละ 0.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงการยอมรับ ถ้ามีการยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ หรือมีการผ่อนคลายมาตรการลง แต่ทำให้มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพิ่มขึ้น พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 30.26 ระบุว่า ค่อนข้างยอมรับได้ รองลงมา ร้อยละ 29.42 ระบุว่า ไม่ยอมรับเลย ร้อยละ 25.30 ระบุว่า ยอมรับได้แน่นอน ร้อยละ 14.18 ระบุว่า ไม่ค่อยยอมรับ และร้อยละ 0.84 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114879</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลายล็อกดาวน์, นิด้าโพล, มาตรการล็อกดาวน์ ควรไปต่อหรือไม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210829/image_big_612ace908a6f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
