<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116426</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2021 11:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2021 11:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทิพานัน&#039;เผยชาวบ้านดีใจรัฐบาลปรับมาตรการล็อกดาวน์ทำค้าขายคึกคัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ย. 2564 น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อดีตผู้สมัครส.ส.กทม.เขตจอมทอง-ธนบุรี อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ชุมชนต่างๆในเขตจอมทอง-ธนบุรี มีเสียงสะท้อนจากพี่น้องประชาชนว่า &amp;nbsp;มีความรู้สึกผ่อนคลายและดีใจที่สามารถกลับมาใช้พื้นที่สวนสาธารณะ ห้างสรรพสินค้า ร้านเสริมสวย และรับประทานอาหารนอกบ้านได้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการและพนักงานห้างร้านต่างๆ คนขับรถแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้างมีรายได้มากขึ้น เศรษฐกิจมีการเคลื่อนไหวมีชีวิตชีวา แม้จะยังไม่กลับมาเป็นปกติเหมือนกับช่วงก่อนล็อกดาวน์ ซึ่งในสถานการณ์ที่ยังมีการแพร่ระบาดเช่นนี้แม้ตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้หายป่วยจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ตนได้ให้กำลังใจพี่น้องประชาชนและขอความร่วมมือในการเคร่งครัดเรื่องการป้องกันตามมาตรการควบคุมโรคเพื่อความปลอดภัย ซึ่งพี่น้องประชาชนก็ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทและไม่ต้องการให้เกิดการแพร่ระบาดใหญ่ขึ้นซึ่งจะเป็นการทำลายบรรยากาศเศรษฐกิจ นอกจากนี้ตนยังได้ให้ข้อมูลแผนการจัดหาวัคซีนของรัฐบาล ในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ว่าจะมีวัคซีนเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยจะเข้ามาอีก 24 ล้านโดส มีทั้งวัคซีนจากซิโนแวค 6 ล้านโดส แอสตร้า เซนเนก้า 10 ล้านโดส ไฟเซอร์ 8 ล้านโดส และซิโนฟาร์มอีก 6 ล้านโดส ซึ่งในเดือนนี้ทาง ศบค.ตั้ง เป้าหมายฉีดให้กับประชาชนอย่างน้อยร้อยละ 50 ของทุกจังหวัด และร้อยละ 70 อย่างน้อย 1 จังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า ที่สำคัญในเดือนตุลาคมนี้จะเริ่มแผนฉีดวัคซีนไฟเซอร์ สำหรับเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป ด้วยความยินยอมของผู้ปกครอง &amp;nbsp;ให้กับกลุ่มเป้าหมายนักเรียน นักศึกษา ที่ศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 &amp;ndash; 6 หรือปวช. ปวส. หรือเทียบเท่าเพื่อเตรียมความพร้อมรับการเปิดภาคเรียน และฉีดวัคซีนกระตุ้นหรือบูสเตอร์ให้กับคนที่ฉีดซิโนแวคไปแล้ว 2 เข็ม และยังมีการสั่งซื้อวัคซีนไฟเซอร์อีก 30 ล้านโดส และในปีหน้า จะสั่งซื้ออีก 50 ล้านโดส โมเดอร์นา เป็นวัคซีนทางเลือกอีก 5 ล้านโดส จะเห็นได้ว่า เมื่อเราติดอาวุธวัคซีนให้กับพี่น้องประชาชนบวกกับมาตรการป้องกันตามมาตรการทางสาธารณสุข ก็จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่พี่น้องประชาชนยังกังวลกับปัญหาการเมือง กลุ่มป่วนเมือง ที่มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนที่มีภาพความรุนแรง จะกระทบต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดและทำลายบรรยากาศในการค้าขายต่างๆ อย่างไรก็ตาม ตนได้ขอให้พี่น้องประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอมที่เกี่ยวกับการปฏิบัติการควบคุมการชุมนุม ที่พยายามสร้างความเกลียดชังและโกรธแค้นให้กับพี่น้องประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สถานการณ์โควิดกำลังคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น เมื่อวัคซีนเข้ามามากจะเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับพี่น้องประชาชนในการทำธุรกิจทางเศรษฐกิจ ภาพรวมของประเทศก็จะผ่อนคลายและดีขึ้น &amp;rdquo;น.ส.ทิพานัน กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116426</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลายล็อคดาวน์, ทิพานัน ศิริชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210812/image_big_6114a703697fc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115248</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2021 11:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2021 11:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แบงก์ชาติ&#039;แจงเศรษฐกิจก.ค.เดี้ยงหนักไม่การันตีคลายล็อกดาวน์ช่วยดันเชื่อมั่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ก.ย. 2564 นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือน ก.ค. 2564 ได้รับผลกระทบมากขึ้นจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยการบริโภคภาคเอกชนลดลงตามกำลังซื้อที่อ่อนแอและมาตรการควบคุมการระบาดที่เข้มงวดขึ้น ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม รายได้ครัวเรือน และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับลดลง โดยมาตรการภาครัฐช่วยพยุงกำลังซื้อได้เพียงบางส่วน ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนก็ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนเช่นกัน สอดคล้องกับภาวะอุปสงค์และความเชื่อมั่นของธุรกิจที่อ่อนแอลง รวมทั้งผลกระทบเพิ่มเติมจากมาตรการควบคุมการระบาดในพื้นที่ก่อสร้างที่เข้มงวดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านการส่งออกสินค้าแผ่วลงจากอุปสงค์ประเทศคู่ค้าที่ชะลอตัวตามการแพร่ระบาดที่รุนแรงขึ้นในบางประเทศ และการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งกระทบต่อการส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้า ขณะที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในโรงงาน ซึ่งกระทบต่อการส่งออกอาหารแปรรูป โดยการส่งออกสินค้าบางหมวดยังเพิ่มขึ้น อาทิ สินค้าเกษตร สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และโลหะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การส่งออกเดือน ก.ค. 2564ถือว่าแผ่วลงจากเดือนก่อนหน้า ประมาณ 0.8% โดยเริ่มได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดในโรงงานอุตสาหกรรมและในประเทศ และจากอุปสงค์ชะลอลงจากประเทศคู่ค้า ปัญหาการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์เริ่มส่งผลกระทบโดยเฉพาะการส่งออกหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้า และการส่งออกอาหารแปรรูปจากการแพร่ระบาดในโรงงานเริ่มส่งผลกระทบ ขณะที่การส่งออกบางกลุ่มยังโตได้ โดยเฉพาะข้าว ยางพารา อิเล็กทรอนิกส์ และเหล็ก&amp;rdquo; นางสาวชญาวดี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะหมวดยานยนต์ ปิโตรเลียม และวัสดุก่อสร้างที่แผ่วลงตามภาวะอุปสงค์ ขณะที่ปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และเซมิคอนดักเตอร์ รวมทั้งการหยุดการผลิตชั่วคราวเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดในโรงงานยังกดดันการผลิตในหลายหมวด ส่วนมูลค่าการนำเข้าสินค้าไม่รวมทองคำที่ขจัดปัจจัยฤดูกาลแล้วอยู่ในระดับใกล้เคียงกับเดือนก่อน โดยการนำเข้ายังเพิ่มขึ้นในบางหมวดสินค้า อาทิ เชื้อเพลิง และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ขณะที่บางหมวดมีการนำเข้าลดลง โดยเฉพาะรถยนต์ สอดคล้องกับกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนจากโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ที่เริ่มขึ้นในเดือนนี้ อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวยังเป็นสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับภาวะปกติ จากมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศของไทยที่ยังมีอยู่ ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน แต่หากไม่รวมเงินโอน การใช้จ่ายภาครัฐทรงตัว โดยรายจ่ายประจำขยายตัวจากทั้งรายจ่ายค่าตอบแทนบุคลากร และรายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าและบริการ ขณะที่รายจ่ายลงทุนหดตัว โดยเฉพาะการเบิกจ่ายของรัฐบาลกลาง จากผลของฐานสูงที่มีการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณในปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับลดลงจากผลของฐานต่ำในปีก่อนที่ทยอยหมดลง และมาตรการลดค่าไฟฟ้าและน้ำประปาในเดือนนี้ของภาครัฐ ด้านตลาดแรงงานเปราะบางมากขึ้น สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลน้อยกว่าเดือนก่อนตามดุลบริการ รายได้ และเงินโอนที่ขาดดุลลดลง ขณะที่ดุลการค้าเกินดุลลดลงตามการส่งออกสินค้าที่แผ่วลงเป็นสำคัญ ด้านอัตราแลกเปลี่ยนบาทต่อดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงกว่าสกุลเงินคู่ค้าคู่แข่งส่วนใหญ่ จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ภายในประเทศที่ยืดเยื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวชญาวดี กล่าวว่า ในส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจในเดือน ส.ค. 2564 นั้น มองว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจยังถูกกดดันจากการแพร่ระบาดที่รุนแรงและมาตรการควบคุมที่เข้มงวดขึ้น รวมทั้งต้องติดตามผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากปัญหาซับพลายดิสรัปชัน รวมทั้งการแพร่ระบาดในโรงงาน และการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์และตู้คอนเทนเนอร์ รวมถึงเศรษฐกิจคู่ค้าที่เผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2564 ยังเป็นไปตามคาดการณ์ แม้ว่าจะมีการเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วน ตั้งแต่ 1 ก.ย. ก็ยังเป็นไปตามที่คาดว่าจะเริ่มคลี่คลายช่วงปลายไตรมาส 3/2564 แต่ก็ยังต้องพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ประกอบ โดยเฉพาะเรื่องซับพลายดิสรัปชัน การแพร่ระบาดในโรงงาน และสถานการณ์แพร่ระบาดในต่างประเทศ ซึ่งคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะพิจารณาปรับประมาณการอีกครั้งในรอบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ต่อให้เปิดเมือง ก็มีเรื่องความเชื่อมั่นประชาชนด้วยว่าจะมากน้อยแค่ไหน มีหลายปัจจัยที่ต้องติดตาม มาตรการภาครัฐ ช่วงที่ผ่านมามีการอัดฉีดเรื่องการเยียวยา ขึ้นอยู่กับประชาชนที่ได้รับการช่วยเหลือ จะออกมาจับจ่ายใช้สอยมากน้อยแค่ไหน ซึ่งคงต้องติดตามดูในเดือนก.ย. ด้วยว่าจะเป็นอย่างไร&amp;quot; นางสาวชญาวดี กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115248</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลายล็อคดาวน์, ชญาวดี ชัยอนันต์, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), ภาพรวมเศรษฐกิจไทย (จีดีพี)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210515/image_big_609f4df0b5a2e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91510</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2021 09:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2021 09:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทม.คลายล็อค 37 กิจการ แต่ยังคุมเข้มพื้นที่ฝั่งตะวันตก บางขุนเทียน บางแค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ม.ค.2564 &amp;nbsp;พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ออกประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่องการสั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว (ฉบับที่ 18) เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด-19 มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยปิดสถานที่เสี่ยงต่อการแพร่โรค เช่น สถานบริการ สถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ ผับ บาร์ คาราโอเกะ, สนามชนไก่ และสนามซ้อมชนไก่, สนามชนโค สนามปลากัด หรือสนามแข่งขันอื่นในลักษระทำนองเดียวกัน, สถานประกอบการกิจการอาบน้ำ, สถานประกอบการกิจการอาบอบนวด, สถานรับเลี้ยงเด็ก เฉพาะที่อยู่ในเขตบางขุนเทียน บางแค บางพลัด จอมทอง ธนบุรี, ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เด็กก่อนวัยเรียน เฉพาะที่อยู่ในเขตบางขุนเทียน บางแค บางพลัด จอมทอง ธนบุรี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มีมาตรการผ่อนคลายให้กับกิจการ 37 ประเภท แต่ต้องมีมาตรการควบคุมโรคตามที่กำหนดอย่างเคร่งครัด อาทิ ร้านอาหารหรือเครื่องดื่ม ร้านสะดวกซื้อ รถเข็น หาบเร่ แผงลอย ภัตตาคาร สวนอาหารศูนย์อาหาร โรงอาหาร ไม่รวมสถานบริการ ผับ บาร์, ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้าและคอมมูนิตี้มอลล์, ห้องประชุมในโรงแรมหรือศูนย์ประชุมจำกัดร่วมกิจกรรมไม่เกิน 100 คน, ร้านค้าปลีก ตลาด ตลาดน้ำและตลาดนัด, ตลาดค้าส่งขนาดใหญ่, สนามกอล์ฟ เป็นต้น หากฝ่าฝืนมีความผิดตามมาตรา 52 ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ ต้องระหว่างโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจมีความผิดตามมาตรา 18 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ต้องระวังโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับและอาจถูกสั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านเพจผู้ว่าฯ อัศวิน โพสต์มาตรการผ่อนคลายมาตรการ โควิด-19 เริ่ม 1 ก.พ. 64 ตามมติ ศบค. ให้ กทม และ 3จังหวัด เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด โดยให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ร้านอาหาร นั่งทานในร้านได้ ไม่เกิน 5 ทุ่ม งดดื่มสุราในร้าน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. การประชุม สัมมนา จัดเลี้ยง ผู้ร่วมกิจกรรมไม่เกิน &amp;nbsp;100 คน งดดื่มสุรา และงดแสดงดนตรีที่มีการเต้นรำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. การเรียนการสอน การสอบ การฝึกอบรม ให้จัดแบบผสมผสาน On-Site &amp;nbsp;Online &amp;nbsp;On-Air &amp;nbsp;งดกิจกรรมที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก
เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ยังมีติดเชื้อในพื้นที่ กทม. &amp;nbsp;ซึ่งเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด เป็นมาตรการตามข้อกำหนดของ พ.ร.ก. กำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 18) ข้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอให้ทุกคนร่วมมือกัน เพื่อควบคุมสถานการณ์ให้กลับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง*
สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ เว้นระยะห่าง และปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91510</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., คลายล็อคดาวน์, พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201006/image_big_5f7c2eadbf023.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64298</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/04/2020 14:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2020 14:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุสรณ์&#039;ร่ายยาวชงรัฐผ่อนคลายล็อคดาวน์-เพิ่มงบสาธารณสุข 2.5 แสนล้าน  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 เม.ย.63-นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการและผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ประเทศไทยสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 ได้ดีหากไม่มีการแพร่ระบาดระลอกสอง สามารถพิจารณาได้ว่ามาตรการสาธารณสุขของไทยมีประสิทธิผลในเฟสแรกแต่มีต้นทุนทางเศรษฐกิจสูงมาก เนื่องจากการแพร่ระบาดและผลกระทบของโรค Covid-19 จะมีความยืดเยื้ออาจยาวนานไม่ต่ำกว่า 2 ปี การใช้มาตรการที่เป็นยาแรงยาวนานเกินไปอาจทำให้ ประชาชน ต้องประสบความยากลำบากทางเศรษฐกิจอย่างยิ่ง ธุรกิจ ต้องปิดกิจการหรือเข้าสู่ภาวะล้มละลายจำนวนมาก จำนวนผู้เสียชีวิตจากการทำอัตวินิบาตกรรมอาจสูงกว่าผู้เสียชีวิตจากโรค Covid-19 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีโรคประจำตัวและสูงวัย การผ่อนคลายมาตรการ lockdown เพื่อให้คนกลับไปทำงาน มีรายได้ กิจการธุรกิจต่างๆสามารถเปิดดำเนินการได้เป็นเรื่องที่จำเป็นแต่ต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังและเป็นขั้นเป็นตอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ควรยกเลิกการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เนื่องจากมีช่องโหว่ในการอ้างเพื่อการละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชนและหาประโยชน์ในทางที่ไม่ชอบธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวนหนึ่ง เห็นควรใช้ พ.ร.บ. ควบคุมโรคติดต่อแทน จะมีประสิทธิภาพและผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์น้อยกว่า เพราะความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาดในเฟสแรกของไทยเป็นผลจากความมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลของระบบการทำงานสาธารณสุข ความร่วมมือและความระมัดระวังตัวเอง รวมทั้ง &amp;ldquo;แนวคิดภราดรภาพนิยม&amp;rdquo; ของคนไทยที่ยอมสละเสรีภาพเพื่อความปลอดภัยของสาธารณะ เพื่อประโยชน์สุขของสังคม อันเป็นไปตาม หลักการประชาธิปไตยสมบูรณ์ ความสำเร็จในเฟสแรกของไทยจึงเป็นเรื่องของพลังความร่วมมือของประชาชนและประสิทธิภาพของระบบสาธารณสุขและบริการทางการแพทย์ของไทย จุดแข็งเหล่านี้ต้องทำให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้นโดยรัฐบาลและฝ่ายค้านด้วยการสร้างบรรยากาศความร่วมมือกันและการเปิดกว้างในการรับฟังความคิดเห็นเพื่อให้ประเทศไทยสามารถรับมือในเฟสสอง (การติดเชื้อระลอกสอง) และปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมที่จะตามมาอีกมากหลังจากนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาวิกฤติฐานะทางการคลังและการว่างงานจำนวนมาก&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;
นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจจากผลกระทบการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 และผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากมาตรการ Lockdown และ การประกาศใช้ พรก ฉุกเฉินอยู่ไม่ต่ำกว่า 1.2-1.3 ล้านล้านบาท (ใช้สมมติฐานการคำนวณความเสียหายทางเศรษฐกิจจากตัวเลขการคาดการณ์เศรษฐกิจของ IMF) หากไม่มีการติดเชื้อระลอกสอง หากติดเชื้อระลอกสองความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมต้องประเมินใหม่ และ มาตรการเศรษฐกิจ 1.9 ล้านล้านบาท (มาตรการการคลัง 1 ล้านล้านบาท มาตรการทางการเงิน 9 แสนล้านบาท) นั้นจะไม่เพียงพอในการบรรเทาและชดเชยผลกระทบในระยะสั้นจากการหดตัวทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ยกเว้นมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและลดการรั่วไหลได้ แต่งบประมาณจำนวนนี้ก็ไม่เพียงพอต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับอนาคตและกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะปานกลางหรือระยะยาว ซึ่งการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นบางทีอาจไม่ต้องใช้เงิน เพียงแค่ปฏิรูปกฎระเบียบบางอย่างก็สามารถช่วยได้ บางเรื่องต้องผ่อนคลาย บางเรื่องต้องมีกฎระเบียบเพิ่มเติม การตัดสินใจดำเนินการบางอย่างทางนโยบายไม่สามารถเกิดขึ้นได้ภายใต้ระบบการเมืองและเศรษฐกิจที่มีอำนาจผูกขาดสูงเยี่ยงนี้ หากเม็ดเงิน 1.9 ล้านล้านบาทถูกบริหารจัดการด้วยรัฐราชการบวกพลังประชารัฐที่เน้นทุนขนาดใหญ่ ประชาชนส่วนใหญ่และธุรกิจรายเล็กรายย่อยจะเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือมากนัก การจัดการงบประมาณต้องเน้นการกระจายอำนาจ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นช่วยขับเคลื่อน ต้องปล่อยเงินเข้าสู่ระบบให้เร็วที่สุด ต้องคิดว่าทุกคนเป็นคนดีไว้ก่อนไม่คดโกง ส่วนใครโกงให้ไปไล่เบี้ยจากการตรวจสอบที่เป็นธรรมในภายหลัง รัฐบาลจะจัดการอย่างไรกับภาวะปลาใหญ่ไล่กินปลาเล็ก หรือ การฮุบกิจการSMEs ของทุนขนาดใหญ่ จะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดอันบิดเบี้ยวภายใต้วิกฤติหรือรัฐควรต้องออกกฎระเบียบบางอย่างเป็นเรื่องที่ต้องนำมาพิจารณาด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การผ่อนคลายมาตรการ Lockdown อีกว่า แม้นมาตรการกึ่งปิดเมืองทำให้ไทยมีการติดเชื้อในระดับต่ำแต่มีต้นทุนทางเศรษฐกิจสูงมาก หากยืดเวลาการปิดเมืองออกไป ประโยชน์ที่ได้จากรักษาชีวิตผู้คนจากการติดเชื้อจะมีต้นทุนไม่คุ้มกับการที่คนจำนวนหนึ่งจะเสียชีวิตจากความยากลำบากทางเศรษฐกิจและความตึงเครียดทางสังคมซึ่งสามารถคำนวณเป็นเชิงปริมาณได้โดย Value of Statistical Life Model จากงานวิจัยของ Kip Viscusi and Clayton Masterman&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;
นายอนุสรณ์ &amp;nbsp;ให้ความเห็นอีกว่า การที่ท่านนายกรัฐมนตรีทำจดหมายเปิดผนึกถึงมหาเศรษฐี 20-21 ท่านนั้น การที่มหาเศรษฐีได้ตอบสนองด้วยการจะทำโครงการต่างๆที่เป็นประโยชน์เป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ตนจะยินดีมากยิ่งขึ้นไปอีก หากนายกรัฐมนตรีจะขอให้ท่านมหาเศรษฐีได้ช่วยกันใช้เงินส่วนตัวหรือเงินของกิจการของแต่ละท่านในการดูแล &amp;ldquo;หุ้นกู้&amp;rdquo; ของตัวเองเพื่อประโยชน์ต่อกิจการของท่านเอง ต่อนักลงทุนผู้ถือตราสารหนี้และเสถียรภาพโดยรวมของตลาดการเงินโดยพยายามไม่ใช้เงินจากกองทุนสี่แสนล้านบาท หรือ กองทุน BSF ของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือใช้ให้น้อยที่สุด ใช้เงินส่วนตัวให้มากที่สุด หรือ ท่านอาจไปกู้เงินดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารมาแก้ปัญหาการคืนหนี้ในปีนี้ได้หรือ Roll over หรือโยกย้ายหนี้ออกไปก่อน เพราะท่านล้วนเป็นมหาเศรษฐีติดอันดับโลกทั้งสิ้น หากท่านได้ดำเนินการตามที่ตนร้องขอก็ถือว่าเป็นการช่วยเหลือประชาชนและประเทศชาติอย่างมาก บางทีอาจจะมากกว่ามูลค่าของเงินที่ท่านบริจาคด้วยซ้ำไป เพราะมันเป็นการลดความเสี่ยงในการแปลง &amp;ldquo;หนี้เอกชน&amp;rdquo; กลายเป็น &amp;ldquo;หนี้สาธารณะ&amp;rdquo; ในอนาคต และ คนที่รับผิดชอบการใช้ &amp;ldquo;หนี้สาธารณะ&amp;rdquo; ในอนาคตก็คือ ประชาชนผู้เสียภาษี โดยเฉพาะลูกหลานของเรานั่นเอง ก็ถือว่า ท่านได้ช่วยเหลือ &amp;ldquo;ประชาชน&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ลูกหลาน&amp;rdquo; ของเราไม่ให้ต้องแบกรับภาระภาษีอันหนักอึ้งในอนาคตหรือความเสี่ยงที่จะถูกลดสวัสดิการในอนาคตจากปัญหาทางการคลังที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนไม่เกิน 2-3 ปีข้างหน้านี้ &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ขอเสนอให้มีการเพิ่มงบประมาณลงทุนทางด้านสาธารณสุข ไม่ต่ำกว่า 250,000-300,000 ล้านบาทและควรนำงบประมาณไปใช้ในเรื่องต่อไปนี้ คือ ข้อหนึ่ง ทำ Large Scale Testing สุ่มตรวจการติดเชื้อให้กับประชาชนฟรีโดยเฉพาะให้ทำในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงก่อน ข้อสอง ให้ใช้มาตรการติดตามผู้ติดเชื้อและผู้มีความเสี่ยงกักกันตัวเองหรือรัฐช่วยกักกัน ในเบื้องต้นให้ ผู้ติดเชื้อหรือผู้มีความเสี่ยงกักกันตัวเองก่อน หากไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเองรัฐจึงใช้อำนาจกักกัน โดยรัฐชดเชยรายได้และค่าสูญเสียโอกาสทั้งหมดในระหว่างการถูกกักกันโดยรัฐ ข้อสาม เพื่อยกระดับคุณภาพโรงพยาบาลในต่างจังหวัดให้เป็นโรงพยาบาลศูนย์เพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 30 แห่งทั่วประเทศ ข้อสี่ ยกระดับคุณภาพโรงพยาบาล หรือ สร้างโรงพยาบาลใหม่และศูนย์วิจัยทางการแพทย์ในสังกัดกรมควบคุมโรคระบาดแบบสถาบันบำราศนราดุลในภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศอีกไม่ต่ำกว่า 8 แห่งเพื่อรองรับผู้ป่วยในอนาคตและรับมือกับโรคระบาดอุบัติใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อห้า จัดสร้างศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพและการกักกันเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในทุกจังหวัด ข้อหก สนับสนุนการผ่อนคลายกฎระเบียบและการลดหย่อนภาษีให้กับการลงทุนเพื่อการขยายบริการของโรงพยาบาลเอกชนในกิจกรรมในการป้องกันและรักษาโรคและโรคระบาด ข้อเจ็ด ลงทุนเพิ่มจำนวนเตียงต่อประชากรให้อยู่ในระดับเดียวกับมาตรฐานของกลุ่มประเทศ OECD ขณะนี้ ไทยมีจำนวนเตียงต่อประชากรประมาณ 2.4-2.5 เตียงต่อประชากร 1,000 คน ต้องเพิ่มให้เป็น 6.4 เตียงต่อประชากร 1,000 ซึ่งเป็นระดับเดียวกับเกาหลีใต้ เท่ากับว่า เราต้องลงทุนเพิ่มเตียงในโรงพยาบาลต่างๆทั่วประเทศทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชนอีกจำนวนมาก ด้วยข้อเสนอที่กล่าวมาข้างต้นจึงไม่ควรตัดงบจากกระทรวงสาธารณสุขไปกองไว้ที่งบกลางเลยแม้นแต่บาทเดียวแต่ควรจะเพิ่มให้อีกอย่างต่ำ 250,000 ล้านบาทเป็นอย่างน้อย &amp;nbsp;การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางด้านสาธารณสุขเหล่านี้จะทำให้ ประเทศไทย สามารถเผชิญการแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ในอนาคตได้อีกด้วย และ เป็นแหล่งรายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และ การเป็น ศูนย์กลางบริการทางการแพทย์ (Medical Hub) นอกจากนี้การมีระบบสาธารณสุขที่มีความพร้อมระดับสูงสุดในการเผชิญภัยพิบัติทางด้านสาธารณสุขจะทำให้ประเทศไทยมีทางเลือกยืดหยุ่นมากขึ้นในการใช้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคระบาดอุบัติใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชนและเศรษฐกิจน้อยลง การใช้มาตรการไม่ปิดเมือง หรือ ปิดในช่วงสั้นๆได้เพราะมีระบบสาธารณสุขที่มีความพร้อมในการรับมือ โดยไม่ต้องใช้ยาแรงปิดเมือง ปิดธุรกิจ ในการควบคุมโรค ที่นำมาสู่ความตึงเครียดทางสังคม และ ความยากลำบากอย่างมากทางเศรษฐกิจ จนกระทั่งคนจำนวนหนึ่งได้กระทำอัตวินิบาตกรรมหรือฆ่าตัวตาย ขอให้ รัฐบาล ไปศึกษาบทเรียนและความสำเร็จของ เกาหลีใต้ ไต้หวัน นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย อิสราเอล กลุ่มประเทศยุโรปเหนือและเยอรมัน เป็นต้น โดยประเทศเหล่านี้ดำเนินการแก้ปัญหาด้วยความโปร่งใส เน้นการมีส่วนร่วมและเป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย ไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64298</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลายล็อคดาวน์, สาธารณสุข, อนุสรณ์ ธรรมใจ, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180422/image_big_5adc0266adb57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63776</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/04/2020 08:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/04/2020 08:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลุ่มอาจารย์แพทย์เสนอแผนคลาย&#039;ล็อคดาวน์&#039;แบบมีกลยุทธ์รับมือการระบาดโควิด 19 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มนักวิชาการ ทางการแพทย์ น.พ. คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ , น.พ. ศุภมิตร ชุณห์สุทธิวัฒน์ , &amp;nbsp;น.พ. ยง ภู่วรวรรณ, &amp;nbsp;น.พ. ธีระวฒน์ เหมะจุฑา, &amp;nbsp;น.พ.ทวี โชติพิทยสุนนท์, น.พ. ครรชิต ลิมปกาญจนารัตน์, น.พ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ &amp;nbsp;รวมถึงอดีตผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข : น.พ. หม่อมหลวงสมชาย จักรพันธุ์ , น.พ. ศุภชัย คุณารัตน์พฤกษ์, น.พ. ไพจิตร์ วราชิต, น.พ.โสภณ เมฆธน, น.พ.เจษฎา โชคดำรงสุข, น.พ.ธวัช สุนทราจารย์, น.พ.มานิต ธีระตันตกานนท์, น.พ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นำเสนอความเห็นทางวิชาการเรื่อง วิกฤติโควิด-19 ในประเทศไทย : การเปลี่ยนผ่านจากมาตรการ &amp;ldquo;กึ่งล๊อคดาวน์&amp;rdquo; เข้าสู่มาตรการ &amp;ldquo; สร้างเสถียรภาพ&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บทสรุปย่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรคโควิด-19 เป็นโรคอุบัติใหม่ที่แพร่จากคนสู่คนผ่านการได้รับฝอยละอองที่ออกมาจากปากและจมูกของผู้ติดเชื้อไปสู่คนใกล้ชิด เนื่องจากเป็นโรคที่คนไม่มีภูมิคุ้มกันจึงแพร่ระบาดได้รวดเร็วและมีความรุนแรงมากเป็นพิเศษในผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้เป็นโรคระบาดทั่วโลก (Pandemic) ซึ่งไม่สามารถกำจัดให้หมดไปได้ในระยะเวลาอันสั้น มาตรการที่ใช้ในการควบคุมโรคระบาดโควิดประกอบด้วยสามกลุ่มใหญ่ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มแรกคือมาตรการทางด้านสาธารณสุขและการแพทย์ กลุ่มที่สองคือมาตรการด้านสังคมโดยการเพิ่มระยะห่างของผู้คนและยกเลิกกิจกรรมทางสังคมที่รวมกลุ่มคนมากๆ กลุ่มที่สามเป็นมาตรการที่บังคับให้ทุกคนอยู่ในบ้านและปิดกิจการต่างๆ ที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ ที่เราคุ้นเคยกับศัพท์ว่า Lockdown หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าปิดบ้านปิดเมือง โดยมีการกำหนดเคอร์ฟิวตลอดวัน มาตรการกลุ่มที่สามมักใช้ในสถานการณ์ที่พบว่ามีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก และระบบการรักษาพยาบาลผู้ป่วยหนักไม่สามารถรองรับได้ทัน ตัวอย่างที่พบเห็นเช่นในเมืองอู่ฮั่นและหลายเมืองหลายรัฐในยุโรป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเทศไทยได้นำมาใช้ทั้งสามกลุ่มมาตรการ โดยมาตรการกลุ่มที่สามหรือ&amp;quot;ล๊อคดาวน์&amp;quot; นั้นกำลังใช้อยู่ในระดับหนึ่ง ซึ่งไม่ถึงกับการปิดประเทศปิดเมืองอย่างเต็มที่ น่าจะจัดเป็น&amp;quot;กึ่งล๊อคดาวน์&amp;quot; โดยมีการออกข้อกำหนดตาม พรก. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และเคอร์ฟิวบางช่วงเวลา แต่ครอบคลุมทุกจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะนี้สถานการณ์ของโรคโควิด-19 ในประเทศไทยไทยมีแนวโน้มดีขึ้น โดยจังหวัดต่างๆมีสถานการณ์และบริบทแตกต่างกัน จากข้อมูลวันที่ 14 เมษายน (ภาคผนวก1) มี 32 จังหวัด ที่ไม่พบผู้ติดเชื้อในรอบสองสัปดาห์ที่ผ่านมา มี 38 จังหวัดมีผู้ป่วยประปรายในรอบสองสัปดาห์ที่ผ่านมา และ 7 จังหวัดมีผู้ป่วยติดเชื้อในพื้นที่ต่อเนื่อง จากสาเหตุต่างๆที่สำคัญได้แก่ การติดเชื้อจากสถานบันเทิง สนามพนันในรูปแบบต่างๆ การติดเชื้อในผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ และการแพร่เชื้อจากผู้ป่วยไปยังคนใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการกึ่งล็อคดาวน์ ที่ประเทศไทยใช้อยู่ในปัจจุบันมีส่วนสำคัญในการควบคุมการแพร่ระบาดในประเทศไทย โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีสถานการณ์รุนแรง อย่างไรก็ตาม การใช้มาตรการนี้โดยครอบคลุมทุกจังหวัดทั้งประเทศ มีต้นทุนสูงทางเศรษฐกิจและสังคม ควรดำเนิการเพียงชั่วคราวในระยะเวลาจำกัดเท่าที่เป็นประโยชน์ หากเนิ่นนานโดยไม่จำเป็นจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อประชากรที่มีรายได้น้อย มีหนี้สินครัวเรือนสูง ทำให้เกิดการตกงานห้าถึงเจ็ดล้านคน สร้างความกดดันทางจิตใจ และอาจกระทบกับเสถียรภาพของครอบครัว ชุมชน และสังคมโดยรวม รัฐบาลจำเป็นต้องใช้งบประมาณสูงมาก ในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายประเทศที่กำลังใช้มาตรการล็อคดาวน์ ในการแก้ไขวิกฤตโควิด-19 ต่างเริ่มหาทางออกที่จะดำเนินการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ต่อไปอย่างได้ผล พร้อมกับการลดผลกระทบทางเศรษฐกิจและผ่อนคลายความตึงเครียดในสังคม โดยตระหนักว่าการแพร่เชื้อจะยังไม่ยุติโดยสิ้นเชิง ยังมีโอกาสจะเกิดการติดเชื้อต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีวัคซีนป้องกันโรคมาใช้อย่างเพียงพอ ในการพิจารณาดังกล่าว มีฉากทัศน์ทางเลือกที่สำคัญสองฉากทัศน์ สำหรับประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทย ได้แก่
ฉากทัศน์ที่หนึ่ง คือการทำให้ประเทศปลอดจากเขื้อโควิด-19 โดยการปิดเมืองหรือล๊อคดาวน์เป็นระยะยาว เช่น สองหรือสามเดือน และทำการค้นหาผู้ติดเชื้อทั้งที่มีอาการและไม่มีอาการแบบเคาะประตูบ้าน มาแยกรักษา แต่การทำแบบนี้ได้ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล และต้องใช้บริบททางสังคมการเมืองที่สามารถบังคับใช้กฎระเบียบอย่างเข้มแข็งได้ ในขณะเดียวกันก็จะมีต้นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจที่สูงมาก ทางเลือกนี้ไม่เหมาะที่จะทำทั้งประเทศ แต่อาจนำมาใช้ในพื้นที่หรือชุมชนเล็กๆที่มีการติดเชื้อสูง ดังนั้น ความคิดที่ว่าคนไทยทั้งประเทศควรยอมทนเจ็บครั้งเดียว เป็นเวลาสักสามเดือน ให้จบปัญหาโควิด-19 แล้วกลับไปมีชีวิตปกติ จึงไม่อาจเป็นจริงได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฉากทัศน์ที่สอง คือการยอมรับว่าเราไม่สามารถหยุดการแพร่ของเชื้อโควิด-19 ได้ แต่เราสามารถควบคุมให้มีการแพร่ในระดับที่ต่ำ ( low transmission) มีการสูญเสียชีวิตน้อย เพราะโรงพยาบาลรองรับได้ทัน ในขณะเดียวกันก็เริ่มเปิดให้ผู้คนทำมาหาเลี้ยงชีพ ทำธุรกิจ ทำการผลิด นักเรียนได้เรียนหนังสือ คนได้ทำงาน และสังคมไม่หยุดนิ่ง มีการพัฒนาที่สมดุลย์ทั้งการควบคุมโรคและการประกอบกิจการและกิจกรรมต่างๆ เป็นการกลับสู่ชีวิตปกติแต่ด้วยวิถีแบบใหม่ (New Normal)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฉากทัศน์นี้จะสามารถทำให้เป็นจริงและเกิดขึ้นได้ โดยอาศัยองค์ประกอบที่สำคัญ 5 ประการคือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) เพิ่มความเข้มข้นในมาตรการทางสาธารณสุขและการแพทย์ ประกอบด้วยการขยายการตรวจให้ครอบคลุมทุกจังหวัด มีการตรวจวินิจฉัยที่รวดเร็ว แยกรักษา เฝ้าระวังค้นหาผู้ป่วยเพิ่มเติมในบางกลุ่มประขากร ที่เสี่ยงต่อการระบาด เช่นกลุ่มที่อยู่กันแออัด เรือนจำ บ้านคนชรา ชุมชนแรงงานข้ามชาติ เป็นต้น มีการติดตามผู้สัมผัสอย่างรวดเร็ว มีสถานที่รองรับการแยกกัก และหอพักผู้ป่วยโควิด ที่เพียงพอ สะดวกได้มาตรฐานในทุกจังหวัด (ภาคผนวก2)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2)ทำให้ทุกคน ทุกสังคม และทุกพื้นที่ เข้าใจและปฎิบัติตามมาตรการสุขลักษณะ ล้างมือ สวมหน้ากากอนามัยเมื่อออกจากบ้าน การมีระยะห่างทางกาย งดการชุมนุม งดงานสังคมที่จัดใหญ่โตมีคนมากๆเปลี่ยนเป็นงานขนาดเล็กภายในหมู่ญาติสนิทและครอบครัว เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) เปิดให้ธุรกิจเริ่มเดินหน้า โดยมีการประเมินความเสี่ยงของการดำเนินงานโดยองค์กร ธุรกิจ อุตสหกรรม หากมีความเสี่ยงต้องปรับให้เข้ามาสู่ความเสี่ยงต่ำที่จัดการได้ เช่นใช้มาตรการตรวจวัดไข้ เว้นระยะห่างทางกาย ลดการใช้เสียง เพิ่มการระบายอากาศ การลดจำนวนผู้คนที่มาติดต่อใช้บริการ และการใช้เท็คโนโลยี่ให้ทำงาน ประชุม ติดต่อบริการ โดยไม่ต้องมีการพบปะกันมากๆ (ภาคผนวก 3)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4) การปิดแหล่งแพร่โรคที่สำคัญ บริการหรือกิจการที่มีความเสี่ยงสูงซึ่งถูกสอบสวนพบว่าเป็นแหล่งแพร่ระบาดให้เกิดผู้ติดเชื้อมากๆ อันได้แก่สถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ สถานบริการทางเพศทั้งตรงและแฝง สนามการพนันในรูปแบบต่างๆ ต้องปิดในระยะยาว สำหรับการปิดกิจการอื่นๆ ในอนาคต ควรใช้วิธีปิดแบบจำเพาะ Selective measures แทนการปิดแบบครอบจักรวาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5) มีระบบเฝ้าระวังตรวจจับและคาดการณ์ความรวดเร็วของการแพร่ระบาดในระดับพื้นที่และระดับประเทศ เพื่อเป็นการจัดระดับสถานการณ์ เป็นการเตือนและเพิ่มมาตรการหรือผ่อนคลายมาตรการตามบริบทของแต่ละจังหวัดหรือหากเป๋นไปได้ย่อยลงไประดับอำเภอ (ภาคผนวก 4) และมีการเฝ้าระวังโดยภาคประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเปลี่ยนผ่านจากมาตรการกึ่งล็อคดาวน์ ไปสู่มาตรการสร้างเสถียรภาพควรต้องเตรียมตัวและให้มั่นใจว่ามาตรการที่สำคัญยังคงอยู่ ไม่เปลี่ยนผ่านแบบรวดเร็ว ควรดำเนินการโดยเริ่มจากจังหวัดกลุ่มแรกที่ไม่พบผู้ป่วยในสองสัปดาห์ที่ผ่านมา (ประมาณ 32 จังหวัด) สามารถเริ่มได้ในต้นเดือนพฤษภาคม หรืออาจนำร่องทดลองปลายเดือนเมษายนสักสามหรือสี่จังหวัด หลังจากนั้นจึงเริ่มในกลุ่มที่สองคือจังหวัดที่พบผู้ป่วยติดเชื้อในพื้นที่แบบประปราย (ประมาณ 38 จังหวัด) ประมาณกลางเดือนพฤษภาคม สำหรับกลุ่มที่สามคือจังหวัดที่มีการระบาดอย่างต่อเนื่องเป็นกลุ่มก้อน (ประมาณ ๗ จังหวัด) หากจังหวัดเหล่านี้สามารถลดการระบาดลงมาได้ในระดับต่ำตามเกณฑ์ และไม่มีการระบาดเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ ก็ควรให้เริ่มเปลี่ยนผ่านได้ในต้นเดือนมิถุนายน หรืออาจเริ่มก่อนหน้านั้นได้ หากควบคุมสถานการณ์ได้ดี
หากศูนน์บริหารโควิด (ศบค) และรัฐบาลเห็นชอบกับข้อเสนอดังกล่าวนี้ ก็สามารถให้นโยบายไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและทุกจังหวัดเพื่อเตรียมการ สำหรับรายละเอียดแผนการเปลี่ยนผ่านในภาคธุรกิจ และภาคสังคม ควรให้แต่ละภาคส่วนร่วมปรึกษาหารือจัดทำรายละเอียด เพื่อให้ดำเนินการได้ด้วยความปลอดภัย เสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัด โดยหน่วยงานรัฐและมหาวิทยาลัยในแต่ละภูมิภาคหรือจังหวัด ให้การสนับสนุนด้านเทคนิควิชาการ เป็นการร่วมมือของคนทั้งสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลที่คาดว่าจะได้รับคือ ก่อนจะถึงเวลาที่มีวัคซีนป้องกันโรคโควิค-19 ประเทศไทยจะสามารถควบคุมให้มีการติดเชื้อโควิด-19 ในระดับต่ำ มีผู้เสียชีวิต จำนวนไม่มาก ในขณะที่ประชาชนสามารถเริ่มทำงานประกอบอาชีพได้ ประเทศไทยมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมและประชาชนเกิดการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตแบบใหม่
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคผนวกที่ 1 ระดับการระบาดของจังหวัด ณ วันที่ 14 เมเมษายน พ.ศ. 2563 (จะมีการ update ทุกวันและพิจารณารายชื่อจังหวัดก่อนสิ้นเดือนเมษายนอีกครั้ง) กลุ่ม 1 จังหวัดที่ไม่พบผู้ป่วยในช่วง 14 วันล่าสุด หรือ พบผู้ป่วยนาเข้าเท่านั้นแต่ไม่มีการแพร่โรคต่อในพื้นที่ รวม 32 จังหวัด น่าน กาแพงเพชร พิจิตร สิงห์บุรี อ่างทอง ชัยนาท บึงกาฬ ตราด ระนอง จันทบุรี เพชรบูรณ์ แพร่ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด สุโขทัย อุทัยธานี กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ นครนายก นครพนม พังงา สกลนคร สตูล หนองบัวลาภู อานาจเจริญ อุดรธานี พิษณุโลก แม่ฮ่องสอน ลพบุรี สระบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่ม 2 พบผู้ป่วยในช่วง 14 วันล่าสุด แบบมีการแพร่เชื้อในวงจำกัด และพบผู้ป่วยประปรายไม่เกิน 5 รายต่อสัปดาห์และสามารถหาความเชื่อมโยงของผู้ป่วยแต่ละรายได้ (limited local transmission) รวม 38 จังหวัด ฉะเชิงเทรา ปทุมธานี เชียงใหม่ นราธิวาส กระบี่ กาญจนบุรี ขอนแก่น ชุมพร เชียงราย ตรัง ตาก นครปฐม นครราชสีมา นครศรีธรรมราช นครสวรรค์ บุรีรัมย์ ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา พะเยา พัทลุง เพชรบุรี ระยอง ราชบุรี ลาปาง ลาพูน เลย ศรีสะเกษ สงขลา สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สระแก้ว สุพรรณบุรี สุราษฎร์ธานี สุรินทร์ หนองคาย อุตรดิตถ์ อุบลราชธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่ม 3 จังหวัดที่พบผู้ป่วยในช่วง 14 วันย้อนหลัง แบบมีการแพร่เชื้อต่อเนื่องในพื้นที่ มากกว่า 5 รายต่อสัปดาห์และไม่สามารถหาความเชื่อมโยงของผู้ป่วยได้ (sustained local transmission) รวม 7 จังหวัด กทม. ชลบุรี นนทบุรี ภูเก็ต สมุทรปราการ ปัตตานี ยะลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคผนวก 2ความสามารถด้านสาธารณสุขและการแพทย์เพื่อควบคุมโรคโควิดในระดับจังหวัดวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแนวทางให้หน่วยงานสาธารณสุขของทุกจังหวัดพัฒนาขีดความสามารถที่จะควบคุมสถานการณ์ของโรคโควิดได้เมื่อเกิดการเปลี่ยนผ่านความสามารถที่จำเป็น
องค์ประกอบที่สำคัญประกอบด้วยด้านห้องปฎิบัติการ&amp;bull; สามารถทำการตรวจหา PCR ในจังหวัดเอง รวมถึงชุดตรวจหาแอนติบอดี้ ที่รู้ผลในวันเดียวกันด้านการเฝ้าระวัง&amp;bull; รายงานจำนวนผู้ป่วยเป็นรายวัน หากไม่มีต้องรายงาน Zero Report&amp;bull; สุ่มตรวจการติดเชื้อโควิดในผู้ป่วยที่มาด้วยเรื่อง Influenza like illness และอาการปอดบวม เป็นรายสัปดาห์อย่างน้อย 50 ราย&amp;bull; สุ่มตรวจการติดเชื้อโควิดในประชากรกลุ่มเปราะบางเช่น เรือนจำ แรงงานอพยพ คนงาน บ้านพักคนชรา คนไร้บ้าน ฯฃฯ เป็นระยะๆ&amp;bull; ตรวจหาระดับภูมิคุ้มกันในประชากรทั่วไปและเฉพาะกลุ่มแบบต่อเนื่อง (Cohort) ทุกสามเดือน ด้วยชุดตรวจแอนติบอดี เช่นกลุ่มพนักงานเทศบาล บุคลากรทางการแพทย์ ...ด้านการสอบสวนโรคและติดตามผู้สัมผัส&amp;bull; มีทีมสอบสวนโรคทุกอำเภอพร้อมออกสอบสวน ติดตามผู้สัมผัส (ร่วมกับเทคโนโลยี่สมัยใหม่) และการค้นหาผู้ป่วยอาการน้อยจำนวนมากในกลุ่มเสี่ยงต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการระบาดด้านการแยกกัก (quarantine)&amp;bull; มีหอพักเฝ้าสังเกต (Quarantine+Hotel) เพื่อแยกกักผู้สัมผัส&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63776</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลายล็อคดาวน์, ล๊อคดาวน์, วิกฤติโควิด-19 ในประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200313/image_big_5e6aef31a4051.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
