<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109019</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/07/2021 09:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/07/2021 09:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธปท.&#039;ปลื้ม9เดือนประคองลูกหนี้ 99%ผ่อนค่างวด!ได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8 ก.ค. 2564 นางธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการกำกับดูแลโครงการคลินิกแก้หนี้ได้ประชุมเพื่อประเมินผลมาตรการช่วยเหลือในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (ต.ค.63 -มิ.ย.64) พบว่า ผลโดยรวมถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจมาก โดยผลของมาตรการยา 2 สูตร เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ของโครงการคลินิกแก้หนี้ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ได้แก่ สูตรจ่ายเท่าที่ไหวโดยผ่อนปรนและจูงใจให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามความสามารถ ยิ่งชำระมาก จะได้ส่วนลดดอกเบี้ยมากขึ้น ผลของยาสูตรจ่ายเท่าที่ไหวแสดงให้เห็นว่า การได้รับส่วนลดดอกเบี้ยเป็นแรงจูงใจที่สำคัญ ทำให้ลูกหนี้ยังคงพยายามชำระหนี้อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยภาพรวมลูกหนี้ 99% ยังคงชำระค่างวดได้ โดยลูกหนี้จำนวน 14,044 ราย หรือคิดเป็น77% ชำระหนี้เฉลี่ย 80% ขึ้นไป ของค่างวด ได้ส่วนลดดอกเบี้ย 2% และจำนวน 2,467 ราย หรือคิดเป็น14% ชำระหนี้เฉลี่ย 40-79.99% ของค่างวด ได้ส่วนลดดอกเบี้ย 1% ส่วนจำนวน 1,520 ราย หรือคิดเป็น8% ชำระค่าหนี้น้อยกว่า 40% ของค่างวด จะไม่ได้รับส่วนลดดอกเบี้ย และมีลูกหนี้ที่ใช้ยาสูตรจ่ายไม่ไหวที่ไม่ชำระค่างวดเลยมีเพียง 192 รายเท่านั้น คิดเป็น1%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จุดเด่นของมาตรการยาสองสูตรที่ดำเนินการมาแล้ว ก็คือเป็นมาตรการที่ยึดความต้องการของลูกหนี้เป็นศูนย์กลางทำให้สามารถช่วยเหลือและตอบโจทย์ลูกหนี้ได้ตรงกับความต้องการควบคู่กับการใช้แรงจูงใจและกลไกตลาดในการแยกคนสองกลุ่มออกจากกัน ทำให้คลินิกแก้หนี้ลดภาระงานที่จะต้องประเมินลูกหนี้เป็นรายบุคคลไปมาก หากสถาบันการเงินนำกรอบความช่วยเหลือยาสองสูตรไปใช้ จะเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการช่วยเหลือลูกหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;rdquo; นางธัญญนิตย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ตามที่สถานการณ์โควิดระลอกที่ 3 ยังคงน่าเป็นห่วง และส่งผลกระทบต่อคนในวงกว้างคณะกรรมการกำกับดูแลโครงการคลินิกแก้หนี้จึงเห็นชอบให้ขยายมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ต่อไปอีกจนถึง เดือน ธ.ค. 2564 โดยลูกหนี้สามารถชำระหนี้ตามความสามารถหรือจ่ายเท่าที่ไหว ซึ่งจะได้รับส่วนลดดอกเบี้ย 1-2 % ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่ชำระเข้ามาในช่วงเวลามาตรการ แบ่งออกเป็น 2 แบบ ดังนี้1.รายที่จ่ายค่างวดเฉลี่ยตั้งแต่ 80%ขึ้นไป จะได้รับส่วนลดดอกเบี้ย 2% และ 2. รายที่จ่ายค่างวดเฉลี่ยตั้งแต่ 40% แต่ไม่ถึง80% จะได้รับส่วนลดดอกเบี้ย 1% โดยส่วนลดดอกเบี้ยที่คำนวณได้จะถูกนำไปตัดเงินต้นในเดือน ม.ค.2565 ซึ่งจะทำให้หมดหนี้เร็วขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการช่วยเหลือในช่วง 6 เดือนข้างหน้านี้ จะมีผลอัตโนมัติกับลูกหนี้ทุกรายและลูกหนี้ใหม่ในโครงการโดยไม่ต้องลงทะเบียนโดยที่ลูกหนี้ต้องชำระหนี้ต่อเนื่อง โดยลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ในช่วงนี้ สามารถขอผ่อนผันการชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไขของโครงการ ซึ่งลูกหนี้ที่อยู่ในกลุ่มนี้ขอให้ติดต่อโครงการเพื่อสอบถามรายละเอียด ซึ่งผลการพิจารณาผ่อนผันขึ้นกับดุลพินิจของโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ คณะกรรมการกำกับดูแลโครงการคลินิกแก้หนี้ยังเห็นชอบให้ผ่อนปรนหลักเกณฑ์การสมัครเข้าโครงการ 2 ประการ คือ 1. เกณฑ์ด้านอายุ จากเดิมไม่เกิน 65 ปี เป็นไม่เกิน 70 ปี (เมื่อรวมระยะเวลาการปรับโครงสร้างหนี้) และ2. ปรับอัตราดอกเบี้ยจากเดิม 4-7% เป็นอัตราเดียวที่ 5% ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของอัตราดอกเบี้ยในโครงการ การปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะช่วยขยายความช่วยเหลือให้ลูกหนี้และช่วยให้การดำเนินการเร็วขึ้น โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในส่วนผลการดำเนินงานของโครงการคลินิกแก้หนี้สิ้นสุดเดือน มิ.ย.2564 มีลูกหนี้เข้าโครงการ รวม 60,578 บัญชี ภาระหนี้เงินต้น 4,670 ล้านบาท โดยเฉลี่ยลูกหนี้ 1 ราย มีเจ้าหนี้ 3 ราย เฉลี่ยเงินต้น 244,444 บาท
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109019</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลินิกแก้หนี้, ธปท, ประเมินผลมาตรการช่วยเหลือในช่วง 9 เดือน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b4c8365e7ec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71790</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2020 09:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2020 09:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธปท&#039;ปรับเกณฑ์คลินิกแก้หนี้รับมือNPLบัตรเครดิตพุ่งพรวด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.ค.2563 นางธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการกำกับดูแลโครงการคลินิกแก้หนี้เห็นชอบให้ปรับปรุงเงื่อนไขของโครงการ 2 เรื่องคือ 1.การปรับคุณสมบัติลูกหนี้โดยเลื่อนวันของการเป็นหนี้เสีย (NPL) (วัน cut-off date) จากเดิมผู้สมัครต้องเป็นหนี้เสีย ก่อนวันที่ 1 ม.ค.2563 เป็นวันที่ 1 ก.ค. 2563 เพื่อขยายความช่วยเหลือและรองรับลูกหนี้ที่เป็น NPL ในช่วงครึ่งแรกของปีจากผลของวิกฤตโควิด-19

&amp;ldquo;หลังจากปรับเงื่อนไขในครั้งนี้ คาดว่าจะมีลูกหนี้สนใจสมัครเข้าโครงการจำนวนมาก และทำให้ขั้นตอนการพิจารณาใช้เวลานานกว่าช่วงปกติอยู่บ้าง จึงขอให้ผู้สมัครยื่นและเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน ซึ่งจะช่วยให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อทราบผลการพิจารณาแล้ว โครงการจะติดต่อกลับเพื่อแจ้งผลให้ทราบโดยเร็ว&amp;rdquo; นางธัญญนิตย์ กล่าว

2.ปรับเกณฑ์ห้ามก่อหนี้ใหม่ให้ยืดหยุ่นมากขึ้น โดยปัจจุบันกำหนดให้ผู้เข้าโครงการห้ามก่อหนี้ใหม่ภายในเวลา 5 ปี เป็นหากผู้เข้าร่วมโครงการสามารถผ่อนชำระเงินต้นได้อย่างน้อย 50% ก็สามารถขอสินเชื่อใหม่ได้ ซึ่งอาจใช้เวลาไม่ถึง 5 ปี แต่การพิจารณาอนุมัติสินเชื่อขึ้นกับหลักเกณฑ์ของผู้ให้บริการทางการเงินแต่ละแห่ง ซึ่งคาดว่าจะจูงใจให้ลูกหนี้สมัครเข้าโครงการมากขึ้น เพราะบางส่วนกังวลเรื่องห้ามก่อหนี้ใหม่ 5 ปี อีกทั้งเพื่อจูงใจให้ลูกหนี้เร่งชำระหนี้คืน

นอกจากนี้ ตามที่ ธปท. ประกาศมาตรการพื้นฐานขั้นต่ำเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยในระยะที่ 2 ผู้ให้บริการทางการเงินจะต้องจัดให้มีช่องทางหรือกลไกแก้ไขหนี้ในลักษณะเดียวกับคลินิกแก้หนี้ รวมทั้งมีแผนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่เอื้อต่อการผ่อนชำระเช่นเดียวกับโครงการคลินิกแก้หนี้ และเสนอให้ลูกหนี้พิจารณา พูดง่าย ๆ ว่า หากลูกหนี้ที่เป็น NPL นอกจากจะสมัครเข้าโครงการแล้ว ยังสามารถขอปรับปรุงโครงสร้างหนี้ด้วยเงื่อนไขที่ผ่อนปรนได้โดยตรงกับผู้ให้บริการทางการเงิน

นางธัญญนิตย์ กล่าวว่า ผลกระทบจากวิกฤตโควิด 19 จะส่งผลให้จำนวนลูกหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อ ส่วนบุคคล (หนี้บัตร) มีแนวโน้มกลายเป็นหนี้เสียสูงขึ้น ดังนั้น การที่เจ้าหนี้และลูกหนี้สามารถตกลงปรับปรุงโครงสร้างหนี้ร่วมกันจะเป็นวาระทางเศรษฐกิจที่สำคัญมาก โดยเฉพาะหนี้บัตรซึ่งเป็นหนี้ที่มีจำนวนบัญชีลูกหนี้มากที่สุดในบรรดาหนี้รายย่อยทั้งหมด

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71790</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลินิกแก้หนี้, ธปท., ธัญญนิตย์ นิยมการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200326/image_big_5e7c469d9ad45.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67768</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2020 09:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2020 09:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธปท.&#039;ปลื้มคลินิกแก้หนี้ไปได้สวย NPL ไม่เพิ่ม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4 มิ.ย. 2563 นางธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า โครงการคลินิกแก้หนี้ ซึ่งเป็นโครงการแก้หนี้เสียบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคล ได้ออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อรองรับผลกระทบจากวิกฤตโควิด 19 ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 ที่ผ่านมา ผลของมาตรการช่วยเหลือดังกล่าวถือว่าน่าพอใจ กล่าวคือ ไม่มีลูกหนี้ต้องออกจากโครงการแม้สักรายเดียว ด้วยเหตุว่าผ่อนชำระค่างวดไม่ไหว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ลูกหนี้ที่ชำระค่างวดเข้ามา โครงการได้ช่วยเหลือโดยการลดดอกเบี้ยให้ 2% เพื่อลดภาระในช่วงนี้ อีกทั้ง แนวทางช่วยเหลือของโครงการมีกระบวนการที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน เป็นตัวอย่างที่สถาบันการเงินอาจนำไปประยุกต์ในการออกแบบมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในระยะต่อไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผลของมาตรการมีหลายส่วนน่าสนใจ คือ แม้จะให้สิทธิในการเลื่อนกำหนดชำระหนี้ หรือ ไม่ต้องจ่ายค่างวดแก่ลูกหนี้ทุกราย ปรากฏว่ามีลูกหนี้เพียง 28% ที่เลือกมาตรการนี้ ในขณะที่ลูกหนี้ที่เหลืออีก 72% ยังจ่ายค่างวดเข้ามาตามปกติ โดยลูกหนี้ 18% ชำระเข้ามามากกว่าค่างวด ส่วนใหญ่คือ 52% จ่ายค่างวดได้ครบ และมีเพียง 2% เท่านั้นที่จ่ายชำระได้เพียงบางส่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในเดือน พ.ค. 2563 โครงการคลินิกแก้หนี้ สามารถช่วยประชาชนแก้หนี้บัตรไปแล้วกว่า 21,000 ใบ ครอบคลุมลูกหนี้ 4,204 ราย ซึ่งมีหนี้บัตรเฉลี่ยรายละ 5 ใบ มูลหนี้เฉลี่ยต่อราย 340,000 บาท และขณะนี้มีลูกหนี้ที่รอลงนามในสัญญาอีกกว่า 800 ราย เนื่องจากไม่สามารถเดินทางช่วงล็อกดาวน์ที่ผ่านมา และอีก 1,500 ราย อยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจเช็คข้อมูลกับสถาบันการเงิน คาดว่าครึ่งแรกของปี 2563 ตัวเลขผู้เข้าร่วมโครงการจะเกิน 5,000 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางธัญญนิตย์ กล่าวอีกว่า การออกแบบมาตรการช่วยเหลือที่ยึดลูกหนี้เป็นที่ตั้ง โดยคำนึงถึงปัญหา ความเดือดร้อน และข้อจำกัดของลูกหนี้ ช่วยให้โครงการสามารถตอบโจทย์ลูกหนี้ได้ทุกราย ทั้งรายที่ผ่อนไม่ไหวในช่วงนี้และรายที่สามารถจ่ายเข้ามาก็จะเสียดอกเบี้ยน้อยลง ในขณะเดียวกันก็ช่วยตอบโจทย์เจ้าหนี้ด้วยเช่นกัน เพราะไม่มีลูกหนี้ที่ต้องกลายเป็นหนี้เสีย และลูกหนี้ส่วนใหญ่ที่มีความสามารถยังผ่อนชำระเข้ามาต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการช่วยเหลือประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ โดยลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับยา 2 ขนานเพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ ซึ่งยาชนิดแรก คือ การผ่อนปรนให้สามารถเลื่อนงวดชำระ ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย เป็นระยะเวลา 6 เดือนในช่วง เม.ย. - ก.ย. 2563และยาชนิดที่สอง คือ การปรับลดดอกเบี้ยลง 2% เพื่อลดภาระดอกเบี้ยจ่าย และเป็นแรงจูงใจให้ผู้เข้าร่วมโครงการที่จ่ายค่างวดเข้ามาต่อเนื่อง โดยดอกเบี้ยในช่วงนี้เหลือเพียง 2-3% โดยโครงการฯ ผ่อนปรนเงื่อนไขให้สามารถจ่ายชำระเข้ามาเท่าที่ทำได้ เช่น ครึ่งหนึ่งของค่างวดที่เคยจ่าย ในกรณีนี้ก็ยังได้รับสิทธิพิเศษเรื่องการลดดอกเบี้ย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประชาชนที่มีหนี้เสียบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคล ที่สมัครเข้าโครงการคลินิกแก้หนี้ในช่วง เม.ย. - ก.ย. 2563 จะได้รับสิทธิลดดอกเบี้ย 2% จากโครงการเช่นเดียวกัน โดยอัตราดอกเบี้ยที่ 2-3% ถือว่าผ่อนปรนมากเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยบัตรปกติที่ 18% โดยวิกฤตโควิด 19 ถือเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ที่ทุกฝ่ายต้องช่วยเหลือ ผ่อนปรนซึ่งกันและกัน และการที่สถาบันการเงินและลูกค้าสามารถปรับโครงสร้างหนี้ร่วมกัน จะเป็นมาตรการทางเศรษฐกิจที่มีความสำคัญมากในระยะข้างหน้า&amp;rdquo; นางธัญญนิตย์ กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67768</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลินิกแก้หนี้, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), ธัญญนิตย์ นิยมการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200604/image_big_5ed85d6264531.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60996</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2020 13:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2020 13:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลินิกแก้หนี้เผยยา 2 สูตร เลื่อนงวดผ่อนและลดดอกเบี้ย 2%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มี.ค.63 นางธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การระบาดของไวรัสโควิด19 ส่งผลกระทบต่อคนไทย ธุรกิจไทย และเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง ในส่วนของคลินิกแก้หนี้ ซึ่งเป็นโครงการแก้หนี้บัตร ก็เช่นเดียวกัน ตั้งแต่ต้นปี 2563 เริ่มเห็นสัญญาณที่ผู้เข้าร่วมโครงการมีการค้างชำระเงินค่างวดเพิ่มขึ้นและนานขึ้น รวมทั้งมองไปข้างหน้า ยังมีแนวโน้มแย่ลงเนื่องจากผลกระทบของมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing) เพื่อลดการแพร่ระบาดของโรค ซึ่งส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพ และรายได้ของครัวเรือนและธุรกิจชัดเจนมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกรรมการกำกับดูแลโครงการคลินิกแก้หนี้ ได้หารือและเห็นร่วมกันว่า โครงการฯจำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่เข้าร่วมโครงการในเชิงรุกอย่างเร่งด่วน เพื่อรองรับผลกระทบจากวิกฤตโควิด19 ที่อาจรุนแรงและขยายวงกว้างขึ้นในระยะต่อไป ทั้งนี้ มาตรการช่วยเหลือในครั้งนี้ประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ ลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการคลินิกแก้หนี้จะได้รับยา 2 ชนิด ที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันและบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากโควิด19
ยาชนิดแรก - การผ่อนปรนให้สามารถเลื่อนงวดชำระ (ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย) ออกไปเป็นระยะเวลาสูงสุด 6 เดือน (เม.ย. - ก.ย. 2563)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลินิกแก้หนี้เข้าใจสถานการณ์ความยากลำบากที่ประชาชนและผู้ประกอบการกำลังเผชิญอยู่ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ต้องการให้ผู้เข้าร่วมโครงการต้องพะวักพะวน หรือกังวลใจว่า มีภาระหนี้ที่ไม่สามารถจ่ายได้รออยู่ รวมทั้งเพื่อสร้างกำลังใจ และเพิ่มสภาพคล่องพอสมควรสำหรับดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัวก่อนเป็นอันดับแรก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วง 6 เดือนข้างหน้าที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นอย่างไร ช่วงนี้แม้จ่ายค่างวดได้ไม่ครบ ประวัติก็จะไม่เสีย อีกทั้ง ผู้เข้าร่วมโครงการทุกคนได้รับสิทธินี้โดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องโทรศัพท์เข้าไปดำเนินการเปลี่ยนแปลงสัญญากับคลินิกแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยาชนิดที่สอง - การปรับลดดอกเบี้ยของโครงการลง 2% เป็นระยะเวลา 6 เดือน (เม.ย. - ก.ย. 2563) เพื่อลดภาระดอกเบี้ยจ่าย สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการที่ยังจ่ายชำระหนี้อย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมาชิกของโครงการส่วนใหญ่ ปัจจุบันจ่ายดอกเบี้ยที่ 4-5% แต่ตามมาตรการในครั้งนี้จะช่วยให้จ่ายดอกเบี้ยลดลง 2% คือเหลือเพียง 2-3%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยจ่ายของผู้เข้าร่วมโครงการแล้ว การลดดอกเบี้ยในครั้งนี้ก็เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ผู้เข้าร่วมโครงการที่ยังพอมีศักยภาพ ให้มีการผ่อนชำระเข้ามาอย่างต่อเนื่อง สมมติค่างวดเท่าเดิม การลดอัตราดอกเบี้ยลงจะทำให้เงินที่ผู้เข้าร่วมโครงการจ่ายเข้ามาจะถูกนำไปตัดชำระเงินต้นได้มากขึ้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามที่มีผู้สอบถามเข้ามา คือ ถ้าช่วงนี้เริ่มจ่ายค่างวดทั้งหมดไม่ไหวเหมือนเดิมจะทำอย่างไร โครงการฯผ่อนปรนเงื่อนไขให้สามารถจ่ายชำระเข้ามาเท่าที่ทำได้ เช่น ครึ่งหนึ่งของค่างวดที่เคยจ่าย เพื่อรักษาสถานะ ในกรณีนี้ก็ยังได้รับสิทธิพิเศษเรื่องการลดดอกเบี้ย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกคำถามที่มีเข้ามา คือ ถ้าประชาชนที่มีหนี้เสียบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคล สนใจสมัครเข้าโครงการในช่วง เม.ย. - ก.ย. 2563 เค้าจะได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้ด้วยหรือไม่? ตรงนี้ขอเรียนว่า ท่านที่มีคุณสมบัติครบตามเงื่อนไขโครงการ และสมัครเข้ามาที่คลินิกแก้หนี้ ในช่วงนี้ยังมีสิทธิได้รับข้อเสนอลดดอกเบี้ย 2% จากโครงการเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราเชื่อว่ามาตรการ หรือ ยาที่เราให้ในครั้งนี้จะมีประสิทธิภาพและแรงในระดับหนึ่ง ที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติโควิด19 ดังนั้น ช่วงนี้ถ้าท่านใดมีปัญหา รายได้หด หรือ รู้สึกว่าจ่ายค่างวดไม่ไหว ก็ขอให้อย่ากังวล เราเข้าใจปัญหาและผ่อนปรนเต็มที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงนี้ทุกภาคส่วนจะต้องช่วยกันลดความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับเรื่องหนี้สิน เพื่อที่ประชาชนจะได้ทุ่มเทกำลังเพื่อดูแลสุขภาพกายใจของตนเองและครอบครัวให้แข็งแรงในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์วิกฤตโควิดเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ที่ต้องการความร่วมมือ และการผ่อนปรนซึ่งกันและกันของทุกฝ่าย และเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สถาบันการเงินและลูกค้าจะต้องร่วมกันปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อสู้ภัยเศรษฐกิจจากโควิด19&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60996</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, คลินิกแก้หนี้, ธัญญนิตย์ นิยมการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200326/image_big_5e7c469d9ad45.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56229</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/02/2020 10:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/02/2020 10:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธปท.&#039;ลุยคลินิกแก้หนี้ &#039;ออมสิน&#039;จัดหมื่นล้านรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.พ.2563&amp;nbsp;นางธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์หนี้ครัวเรือนของประเทศที่อยู่ในระดับน่ากังวลใจ ทำให้การแก้ปัญหาหนี้สินให้กับประชาชนเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญในปี 2563 เมื่อดูข้อมูลภาระหนี้ต่อเดือนของครัวเรือนไทยพบว่าประมาณ 40% เป็นหนี้ส่วนบุคคลเพื่ออุปโภคบริโภค ที่ระยะเวลาผ่อนสั้นและมีอัตราดอกเบี้ยแพง ซึ่งหนี้บัตร ทั้งบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดถือเป็นลูกหนี้ส่วนใหญ่ของหนี้กลุ่มนี้

ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2560 สถาบันการเงินสมาชิก บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM)&amp;nbsp;และ ธปท. ได้ร่วมกันขับเคลื่อนการแก้หนี้ครัวเรือนผ่าน&amp;nbsp;&amp;ldquo;โครงการคลินิกแก้หนี้&amp;rdquo;&amp;nbsp;ซึ่ง ณ ธ.ค.2562 คลินิกแก้หนี้สามารถช่วยประชาชนแก้หนี้บัตรไปแล้ว 3,194 ราย ครอบคลุมบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดกว่า 13,000 ใบ มีหนี้บัตรเฉลี่ยรายละ 3 ใบ มูลหนี้เฉลี่ยต่อราย 234,843 บาท ในจำนวนนี้ 72 รายชำระหนี้หมดแล้ว สามารถหลุดจากวงจรหนี้บัตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางธัญญนิตย์ กล่าวว่า ธปท.ได้เริ่มโครงการคลินิกแก้หนี้ระยะที่ 3 โดยได้ขยายขอบเขตให้สามารถแก้ไขหนี้บัตรที่มีเจ้าหนี้รายเดียว และหนี้บัตรที่อยู่ในกระบวนการของศาลและมีคำพิพากษาแล้ว รวมทั้งปรับปรุงคุณสมบัติผู้เข้าโครงการจากเดิมต้องมีหนี้บัตรที่เป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL)&amp;nbsp;ก่อนวันที่ 1 ม.ค.2562 มาเป็นวันที่ 1ม.ค.2563 สามารถช่วยแก้ปัญหาหนี้บัตรของประชาชนได้ในแทบทุกกลุ่ม

&amp;nbsp;&amp;ldquo;ปัจจุบันโครงการคลินิกแก้หนี้ ทั้ง 3 ระยะ มีสถาบันการเงิน&amp;nbsp;non-bank&amp;nbsp;และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เป็นสมาชิกรวม 35 แห่ง ทำให้โครงการฯ กลายเป็นเครือข่ายที่ช่วยเหลือประชาชนแก้หนี้บัตรที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ โดยธนาคารออมสินถือเป็นสมาชิกใหม่ล่าสุดที่เข้าร่วมโครงการฯ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายโชคชัย คุณาวัฒน์ รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ออมสินพร้อมให้ความช่วยเหลือลูกหนี้บัตรเครดิตในโครงการคลินิกแก้หนี้ระยะที่ 3 ในส่วนที่เป็นลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสีย พร้อมกันนี้ ในส่วนลูกหนี้ปกติ ที่เริ่มมีปัญหาการผ่อนชำระ ธนาคารได้เตรียมวงเงิน 10,000 ล้านบาท ใช้ในโครงการปรับโครงสร้างหนี้บัตรดีเพื่อลดภาระดอกเบี้ยให้แก่ประชาชน จากปัจจุบันที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูง 18 -28% ต่อปี ลดเหลือ 8.50-10.50% ต่อปี ตามความเสี่ยง วงเงินต่อรายไม่เกิน 1 แสนบาทโดยธนาคารไม่ได้กำหนดเงื่อนไขให้ลูกหนี้ ห้ามก่อหนี้เพิ่มในช่วง 5 ปี เหมือนคลินิกแก้หนี้ตามปกติด้วย
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56229</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลินิกแก้หนี้, ธ.ออมสิน, ธปท., หนี้บัตรเครดิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190218/image_big_5c6a40122f100.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41842</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/07/2019 16:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2019 15:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “โครงการคลินิกแก้หนี้” เตือนระวังถูกหลอกเก็บเงินค่าสมัคร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ค. 62 &amp;nbsp;นายนิยต มาศะวิสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM เปิดเผยถึงกรณีที่มีผู้จงใจนำตราสัญลักษณ์ หรือโลโก้ (Logo) ของ บสส. รวมทั้งนำชิ้นงานสื่อโฆษณาของ โครงการคลินิกแก้หนี้ ไปใช้ลอกเลียนแบบ ปรับเปลี่ยน แก้ไขรายละเอียดของข้อมูลส่อไปในลักษณะหลอกลวง แอบแฝงประโยชน์ เพื่อสื่อสารในโซเชียลมีเดียว่า สามารถช่วยจัดการแก้หนี้เสียบัตรเครดิต บัตรกดเงินสดและสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน รวมทั้งหนี้ประเภทอื่นๆ เช่น หนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) หรือหนี้นอกระบบได้ ว่า กรณีดังกล่าวเป็นเหตุให้ประชาชนทั่วไปเกิดความสับสน และเข้าใจผิดเกี่ยวกับเงื่อนไขและคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการที่แท้จริง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ขอยืนยันและให้ความเชื่อมั่นว่า โครงการคลินิกแก้หนี้ ยังคงเดินหน้าและพร้อมให้โอกาสช่วยเหลือผู้ที่เป็นหนี้เสียให้หลุดพ้นจากความเป็นหนี้และมีชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงไม่มีนโยบายสำหรับการเรียกเก็บเงินใด ๆ จากการสมัครเข้าร่วมโครงการฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้กระทำความผิดโครงการคลินิกแก้หนี้ ได้ดำเนินการแจ้งความตามกฎหมายแล้ว และหากมีผู้กระทำการลักษณะเดียวกันนี้อีก &amp;nbsp;บริษัทฯ มีความจำเป็นต้องแจ้งความดำเนินคดีเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด ซึ่งอาจทำให้มีผู้หลงเชื่อต้องเสียเงินทองทรัพย์สินจากการแอบแฝงดังกล่าว &amp;nbsp;บสส. ในฐานะหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลและได้รับมอบหมายจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ดูแลแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับภาคประชาชน ด้วยการเป็นหน่วยงานกลางในการปรับโครงสร้างหนี้ครบวงจรผ่าน โครงการคลินิกแก้หนี้ จึงขอแจ้งลูกค้าผู้สนใจ โปรดสังเกตรายละเอียดและข้อมูลให้ชัดเจน หากมีข้อสงสัยหรือพบความผิดปกติใดๆ สามารถติดต่อสอบถามได้โดยตรงในหลากหลายช่องทาง ทั้ง Call Center 02-610-2266 หรือ เฟซบุ๊ก คลินิกแก้หนี้ &amp;nbsp;และเว็บไซต์ www.คลินิกแก้หนี้.com&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41842</URL_LINK>
                <HASHTAG>SAM, คลินิกแก้หนี้, นิยต มาศะวิสุทธิ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190724/image_big_5d381db518bca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35866</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/05/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทำไมต้องมี ‘คลินิกแก้หนี้’?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวานผมนำเอาบทวิเคราะห์เรื่อง &amp;quot;หนี้คนไทย&amp;quot; ของ ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการแบงก์ชาติมาให้อ่านเพราะเป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกคนควรสนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ท่านบอกว่าจากการศึกษาเชิงลึกพบว่าคนไทยเป็นหนี้เร็วขึ้นและมากขึ้น อายุมากแต่หนี้ยังไม่ลด&amp;nbsp; ที่สำคัญสัดส่วนหนี้เสียเพิ่มขึ้น คนที่มีหนี้อายุ 29-30 ปี เป็นหนี้เสียถึง 1 ใน 5&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.วิรไทอธิบายถึง &amp;quot;โครงการคลินิกแก้หนี้&amp;quot; ต่อว่าอย่างนี้ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับโครงการคลินิกแก้หนี้ ซึ่งเป็นเสาหลักที่ 2 ในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จะช่วยเหลือลูกหนี้ให้สามารถออกจากกับดักหนี้ได้ เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1&amp;nbsp; มิ.ย.60 เป็นต้นมา โดยธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารนานาชาติ และบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด หรือ SAM ร่วมมือกันจัดตั้งขึ้น โดยมีเจตนารมณ์ให้เป็น One-stop service ในการช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีปัญหาหนี้กับเจ้าหนี้หลายราย&amp;nbsp; โดย SAM ซึ่งมีข้อตกลงด้านการปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้ที่เข้าร่วมโครงการทุกราย ทำหน้าที่เป็นตัวแทนเจ้าหนี้ในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขเดียวกัน&amp;nbsp; ประเมินศักยภาพในการชำระหนี้และเรียกเก็บหนี้ ในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยากที่ลูกหนี้จะไปหาเจ้าหนี้ทุกรายและเจรจาหนี้ได้สำเร็จ ซึ่งเป็น Coordination failure คือการไม่สามารถประสานงานกันระหว่างแรงจูงใจและผลประโยชน์ของผู้ให้บริการและลูกหนี้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:5.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการคลินิกแก้หนี้ได้ดำเนินการมาประมาณ 2 ปี มีลูกหนี้ที่เข้ามาปรึกษา 37,000 ราย&amp;nbsp; ลูกหนี้จำนวนมากยังไม่เป็น NPL จึงไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ที่ผ่านมามีลูกหนี้ที่สามารถปรับโครงสร้างหนี้ (Debt restructuring) ได้สำเร็จ 1,500 ราย ซึ่งมีเจ้าหนี้เฉลี่ย 3 ราย เงินต้นเฉลี่ย 300,000 บาท ทั้งนี้ เงื่อนไขของโครงการนี้จะช่วยให้ยอดผ่อนชำระและอัตราดอกเบี้ยลดลงมากไม่เกินร้อยละ 7 และระยะเวลาผ่อนยาวถึง 10 ปี กรณีที่ลูกหนี้มียอดหนี้ 100,000 บาท&amp;nbsp; จะผ่อนชำระต่อเดือนเพียง 1,200 บาท เงื่อนไขสำคัญของโครงการคือ ลูกหนี้ต้องแสดงเจตนารมณ์ว่าจะไม่ก่อหนี้เพิ่มเติม ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเป็นโอกาสดีในการทดลองโครงการ&amp;nbsp; ถึงแม้จะแก้ไขหนี้ให้ลูกหนี้ได้เพียง 1,500 ราย เนื่องจากลูกหนี้ส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้ที่มีเจ้าหนี้&amp;nbsp; Non-bank รวมอยู่ด้วยจำนวนสูงพอสมควร จึงไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องขยายขอบเขตให้รวมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลของผู้ประกอบการ Non-bank&amp;nbsp; เพื่อสามารถช่วยเหลือประชาชนได้กว้างขวางและเบ็ดเสร็จมากขึ้น ซึ่งลูกหนี้กลุ่มที่เป็นหนี้เสียมีประมาณ 490,000 ราย ยอดหนี้เสียประมาณ 49,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ดังนั้นจึงต้องร่วมมือในการแก้ไขปัญหานี้ ซึ่งจะเป็นการสร้างความยั่งยืนและมั่นคงให้กับระบบเศรษฐกิจไทยได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:5.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:5.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โอกาสนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ผู้ประกอบการ Non-bank 19 แห่งได้เห็นความสำคัญของการช่วยเหลือประชาชน และเข้าร่วมโครงการคลินิกแก้หนี้ระยะที่ 2 ทั้งนี้เมื่อรวมกับธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการแล้ว 16 แห่ง รวมเป็น 35 แห่ง จะสามารถครอบคลุมหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลได้เกือบทั้งระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขอขอบคุณผู้บริหารของ Non-bank ทั้ง 19 แห่งที่เข้าร่วมโครงการในวันนี้ ชมรมสินเชื่อส่วนบุคคล ชมรมธุรกิจบัตรเครดิต คณะกรรมการกำกับดูแลโครงการคลินิกแก้หนี้ สมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารนานาชาติ ทีมงานของ ธปท.และ SAM ที่เข้ามาร่วมโครงการนี้ ซึ่ง ธปท.เชื่อมั่นว่าโครงการคลินิกแก้หนี้จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่จะอยู่กับระบบการเงินไทยต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ท้ายที่สุดการแก้ปัญหาหนี้ที่ถาวรและยั่งยืนย่อมอยู่ที่การไม่สร้างหนี้ หรือสร้างหนี้อย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นภารกิจที่สำคัญที่อาจต้องเริ่มต้นด้วยการปฏิรูปการศึกษาให้สร้าง &amp;quot;ความรู้เรื่องการเงิน&amp;quot;&amp;nbsp; ตั้งแต่ชั้นประถมกันเลยทีเดียว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35866</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, คลินิกแก้หนี้, สุทธิชัย หยุ่น, หนี้คนไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
