<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>78265</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2020 17:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2020 17:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;แค่คลินิกเดียวที่ไม่โกง&quot; สปสช.เผยผลตรวจสอบ 188คลินิกในกทม. &quot;รับมีประชาชน 1 ล้านได้รับผลกระทบ รีบแก้ไขแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;22 ก.ย.63- ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) - ในการแถลงข่าว &amp;quot;สปสช.แจงยกเลิกสัญญา 64 คลินิก-โรงพยาบาลเอกชน ด้วยเหตุทุจริต ย้ำสิทธิบัตรทองยังคงอยู่ มีมาตรการรองรับ-บรรเทาผลกระทบ&amp;rdquo; นายจิรวุสฐ์ สุขได้พึ่ง ประธานอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีหน่วยบริการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขเกินจริง กล่าวว่า ก่อนอื่นชี้แจงว่าอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ มีความเป็นอิสระ ไม่มีเจ้าหน้าที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อยู่ในคณะกรรมการ หรือถูกครอบงำจาก สปสช. ซึ่งการตรวจสอบมีความจำเป็นต้องทำโดยละเอียด เพราะเป็นการปกป้องประชาชนผู้มีสิทธิ์ รักษาและปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ ซึ่งเป็นภาษีของประชาชน ทั้งไม่มีการเลือกปฏิบัติ หรือกลั่นแกล้งใคร &amp;nbsp;ซึ่งพบว่ามีความจงใจสร้างเอกสารเท็จเพื่อเบิกจ่าย เริ่มจากคลินิก 18 แห่ง ขยายผล 64 แห่ง และตรวจพบอีก 106 แห่ง ที่เป็นความผิดทางอาญา ทำให้ สปสช.ต้องร้องทุกข์ดำเนินคดีและต้องเพิกถอนสัญญา ซึ่งต้องย้ำว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาคลินิก ไม่กระทบสิทธิของประชาชนในการรักษา โดยประชาชนยังคงเป็นผู้มีสิทธิบัตรทองอยู่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากการตรวจสอบครบ 189 แห่ง มีเพียงแห่งเดียวที่ดำเนินการถูกต้อง โดยคลินิกอีก 188 แห่ง พบความผิดปกติ ใช้ข้อมูลไม่ถูกต้องในการเบิกจ่าย สปสช. อยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งการตรวจสอบนี้ยังเป็นเพียงหนึ่งในรายการบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค 18 รายการ และเป็นข้อมูลเฉพาะในปีงบประมาณ 2562 เท่านั้น หากถูกต้องจะต้องขยายตรวจสอบย้อนหลังปีที่ผ่านมาด้วย ซึ่งจะทำให้ทราบว่ามีการทุจริตปีละเท่าไหร่ และ สปสช. ต้องฟ้องเรียกค่าเสียหายเท่าไหร่ ไม่ใช่ปล่อยให้มาสูบผลประโยชน์จากกองทุนบัตรทอง ซึ่งขอย้ำว่าการตรวจสอบจำเป็นต้องทำ เพราะประชาชนกำลังถูกแอบอ้างนำข้อมูลไปเบิกจ่าย&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ต้องขออภัยประชาชนที่ประสบปัญหาการเข้ารับบริการในระหว่างที่ สปสช. กำลังเร่งแก้ไขปัญหา ซึ่ง สปสช.ไม่ได้นิ่งนอนใจ นอกจากการดำเนินการทางกฎหมายกับหน่วยบริการที่ทำผิดจนถึงที่สุดแล้ว &amp;nbsp; ในส่วนที่เกิดผลกระทบกับประชาชน สปสช.ได้เตรียมการรองรับไว้แล้ว แต่ด้วยจำนวนผู้ป่วยที่มีมาก อาจทำให้ระบบรองรับไม่เพียงพอ เบื้องต้นขณะนี้มีประชาชนได้รับผลกระทบประมาณ 1 ล้านคน ในจำนวนนี้ 2 แสนคน ในคลินิก 18 แห่งที่ถูกเพิกถอนสัญญา สปสช. ได้ลงทะเบียนหน่วยบริการใหม่แล้ว ส่วนอีก 8 แสนคน ในหน่วยบริการ 64 แห่ง อยู่ระหว่างดำเนินการ 3 ส่วน ดังนี้ คือ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.กลุ่มผู้ป่วยใน ผู้ป่วยนัดผ่าตัด ผู้ป่วยล้างไต หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ สปสช.มีฐานข้อมูลที่ชัดเจนและได้มีการโทรประสานไปยังผู้ป่วยโดยตรงแล้ว เพื่อให้สามารถเข้ารับการรักษาต่อเนื่อง แต่ด้วยในกรณีที่ขัดข้อง ไม่ได้รับการติดต่อจาก สปสช. ขอให้ส่งข้อความผ่าน Facebook สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดย สปสช.จะติดต่อกลับโดยเร็ว &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องรับการดูแลต่อเนื่อง อาทิ เบาหวาน ความดันสูง เป็นต้น ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ สปสช.ได้ประชุมร่วมกับสำนักการแพทย์ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ในระยะสั้นก่อนระหว่างรอหน่วยบริการใหม่ เบื้องต้นผู้ป่วยเรื้อรังที่ได้รับผลกระทบสามารถเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 37 แห่ง ของกรุงเทพมหานครได้ โดย สปสช.ได้ส่งข้อมูลให้ศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 19 แห่งแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.กลุ่มผู้ป่วยทั่วไป ขณะนี้กำหนดสถานะเป็นสิทธิว่างที่เหมือนเป็นวีซ่าพิเศษ ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้เข้ารับบริการที่หน่วยบริการบัตรทองที่ใดก็ได้ เป็นการอำนวยความสะดวนในการรับบริการผู้ป่วยนอก หน่วยบริการจะเรียกเก็บค่าบริการมาที่ สปสช. โดยได้ทำการแจ้งยังหน่วยบริการเครือข่ายแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ย้ำว่าเหตุที่เกิดขึ้นนี้ เป็นการดำเนินการเฉพาะหน่วยบริการที่กระทำผิดเบิกเท็จเท่านั้น หน่วยบริการอื่นยังคงบริการตามปกติ ทั้งยังจำกัดเฉพาะพื้นที่ กทม. ไม่เกี่ยวข้องกับจังหวัดอื่น ซึ่งประชาชนอีกกว่า 76 จังหวัด ไม่ต้องกังวลและสามารถรับบริการปกติเช่นเดิม&amp;rdquo; เลขาธิการ สปสช. กล่าว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.การุณย์ คุณติรานนท์ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ประชาชน 8 แสนคนที่ได้รับผลกระทบจากการเพิกถอนสัญญาคลินิกและโรงพยาบาลเอกชน 64 แห่ง ในจำนวนนี้มีเพียง 30% ที่เจ็บป่วยและต้องมีมาตรการรองรับโดยเร็ว โดย สปสช.อยู่ระหว่างประสานงานและเพิ่มหน่วยบริการรองรับโดยเร็ว โดย สปสช. เขต 13 กทม.ได้เชิญหน่วยบริการในพื้นที่ กทม. มาชี้แจงแนวทางเพื่อดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้รับความร่วมมืออย่างดี อาทิ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร กรมการแพทย์ กรมการแพทย์ทหารเรือ กรมการแพทย์ทหาร กรมการแพทย์ทหารอากาศ โรงเรียนแพทย์ เป็นต้น &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบและ สปสช. ได้วางมาตรการรองรับแล้ว มีดังนี้ &amp;nbsp;1.ผู้ติดเชื้อเอชไอวี 2,166 ราย รับบริการต่อเนื่องที่ศูนย์บริการสาธารณสุข 37 แห่ง รพ.สำนักการแพทย์ 8 แห่ง รพ.รัฐทุกแห่ง รพ.มงกุฎวัฒนะ และ รพ.แพทย์ปัญญา &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ผู้ป่วยไต 295 ราย ให้ รพ.ยกเลิกสัญญาส่งผู้ป่วยไปรับบริการต่อยังหน่วยบริการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมที่ขึ้นทะเบียนกับ สปสช. เป็นการชั่วคราว 3.ผู้ป่วยที่นัดผ่าตัด 132 ราย สปสช. ได้ประสานกับ รพ.ในระบบบัตรทอง และได้ประสานกับ รพ.มงกุฎวัฒนะ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 4.หญิงตั้งครรภ์ 5,000 คน ประสานโรงพยาบาลเพื่อดูคิวบริการ และนัดวันทำคลอด 5.ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ให้ผู้ป่วยสามารถเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร ตามเขตพื้นที่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78265</URL_LINK>
                <HASHTAG>188 คลินิก, [บัตรทอง, คลินิกโกงเบิกจ่ายเงินบัตรทอง, นายจิรวุสฐ์ สุขได้พึ่ง, สปสช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200922/image_big_5f69d5432661e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73602</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2020 16:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2020 16:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คดีทุจริตเบิกจ่ายบัตรทอง สปสช.เตรียมขยายผลตรวจสอบคลินิกใน กทม.อีก 107 แห่ง และคลินิกฟันอีก 95 แห่ง       </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ส.ค.63-ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่ง นายนิมิตร์ เทียนอุดม กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในฐานะคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ของคณะอนุกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีหน่วยบริการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเป็นเท็จ สปสช. ได้รายงานผลสอบของคณะอนุกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีหน่วยบริการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเป็นเท็จ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ว่า จากที่คณะอนุกรรมการสอบข้อเท็จจริงฯ ได้เห็นเอกสารและหลักฐานการเบิกจ่ายค่าบริการเท็จ ทั้งในส่วนของคลินิก 18 แห่ง และคลินิกทันตกรรม 2 แห่ง ที่ สปสช. ได้แจ้งความดำเนินคดีแล้ว และที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติม 63 แห่ง และคลินิกทันตกรรมอีก 3 แห่ง มั่นใจว่าจะเอาผิดได้แน่นอน เพราะเมื่อดูรายละเอียด พบการปลอมแปลงแก้ไขข้อมูลจำนวนมาก ทั้งน้ำหนัก ส่วนสูง และข้อมูลอื่น เพื่อให้เข้าเกณฑ์รับการตรวจคัดกรองและเบิกจ่ายบริการ เป็นข้อมูลเพียงพอที่จะให้ดีเอสไอดำเนินการต่อจนถึงที่สุดได้ &amp;nbsp;และเตรียมที่จะขยายผลตรวจสอบคลินิกใน กทม. ที่เหลือทั้งหมด 107 แห่ง และคลินิกทันตกรรมอีก 95 แห่ง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; ทั้งนี้งบเหมาจ่ายรายหัว กองทุนบัตรทอง ที่ส่งให้กับคลินิกที่ร่วมเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิ ดูแลประชาชนผู้มีสิทธิ แต่ละแห่งมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 8 ถึง 9 แสนบาทต่อเดือน เป็นเงินจำนวนไม่น้อยและมากพอที่คลินิกจะให้บริการป้องกันกันโรคควบคู่ได้ แต่เมื่อ สปสช. มีนโยบายรุกตรวจคัดกรองเบาหวานความดัน ต้นเหตุโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหามาก เพื่อเร่งป้องกันไว้ก่อน แต่การที่ค่าบริการนี้ถูกรวมอยู่ในงบเหมาจ่ายรายหัว ทำให้ประชาชนไม่ค่อยได้รับบริการนี้ ดังนั้นเพื่อกระตุ้นคลินิกให้บริการเชิงรุก สปสช.จึงแยกงบและเปลี่ยนเวิธีจ่ายตามการบริการ แต่กลับกลายทำให้คลินิกเห็นช่องทางทุจริตเบิกจ่ายเท็จแทน ไม่น่าเชื่อว่าคลินิกเหล่านี้จะทำแบบนี้ได้และเชื่อว่าทำกันเป็นกระบวนการ มีการสมรู้ร่วมคิดกัน เพราะหลายคลินิกมีการกระทำผิดในรูปแบบเดียวกัน ถือเป็นคดีแรกๆ ที่มีการโกงอย่างมโหฬารของหน่วยบริการ ไม่มีการให้บริการจริง &amp;quot;นายนิมิตร์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิมิตร์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้คณะอนุกรรมการฯ เร่งดำเนินการ วางแผนตรวจสอบ 5 ระยะ ขณะนี้อยู่ในระยะที่ 2 ต่อเนื่องระยะที่ 3 บางส่วน โดยพบหน่วยบริการเบิกจ่ายข้อมูลเท็จ 86 แห่ง จากนี้จะขยายผลตรวจสอบคลินิกใน กทม. ที่เหลือ 107 แห่ง และคลินิกทันตกรรม 95 แห่ง ส่วนระยะที่ 4 จะตรวจสอบการเบิกจ่ายบริการคัดกรองโรคที่เหลือ 17 รายการ ขยายผลการตรวจสอบย้อนหลังถึงปี 2553 และระยะที่ 5 ขยายตรวจสอบคลินิกชุมชนอบอุ่นในเขตปริมณฑล&amp;nbsp;
โดยระยะที่ 4 และ 5 มีแผนดำเนินการในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปีงบประมาณ 2564 หรือเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2563 ขณะเดียวกันได้ตั้งคณะทำงาน 2 ชุด ประกอบด้วย คณะทำงานตรวจสอบการดำเนินการและการบริหารจัดการค่าบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค หน่วยบริการในโครงการคลินิกชุมชนอบอุ่น และคณะทำงานพิจารณาเกี่ยวกับการบริหารจัดการภายในของ สปสช. เพื่อความรวดเร็ว ครอบคลุม และรอบด้าน ในการดำเนินการกับปัญหาที่เกิดขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ผอ .กองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กล่าวว่า การบูรณาการสอบสวนของดีเอสไอดีเอสไอมาเพื่อเร่งรัดการดำเนินการในทางคดีอาญา และพิจารณาว่ามีหลักฐานเพียงพอหรือไม่ ต้องมีอะไรเพิ่มเติม ทั้งหมดเพื่อดำเนินการออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินความผิด ยืนยันว่าเรื่องนี้เนื่องจากเป็นการกระทำผิด เป็นการฉ้อโกงซ้ำๆ หลายครั้ง จึงจะมีเรื่องของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.การฟอกเงิน เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งจะเร่งดำเนินการเรื่องนี้โดยเร็ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นพ.การุณย์ คุณติรานนท์ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า &amp;nbsp;ใน กทม. มีคลินิกชุมชนอบอุ่นประมาณ 180 แห่ง และคลินิกทันตกรรมประมาณ 100 แห่ง นอกจากคลินิกเอกชน 18 แห่ง และคลินิกทันตกรรม 2 แห่งที่ดำเนินคดีไปแล้ว ขณะนี้ สปสช.ได้ระดมทีมผู้ตรวจสอบทั้งจากส่วนกลางและพื้นที่จากต่างจังหวัดเข้ามา รวมทั้งเจ้าหน้าที่ สปสช. รวมประมาณ 300 คน เร่งตรวจสอบเอกสารการเบิกจ่ายบริการคัดกรองโรคทั้งหมดของหน่วยบริการ 66 แห่งในพื้นที่ กทม. โดย สปสช.ได้อายัดเอกสารจากคลินิกทั้ง 63 แห่ง เมื่อวันที่ 20-24 กรกฎาคม 2563 ได้เอกสารมากกว่า 5 แสนฉบับ ซึ่งขณะนี้กำลังเร่งตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม กำหนดระยะเวลาตรวจไว้ถึงวันที่ 14 สิงหาคม นี้ ขณะนี้ตรวจไปแล้วเกือบ 160,000 ฉบับ พบเอกสารไม่น่าเชื่อถือประมาณ 80,000 ฉบับ ซึ่งกรณีที่พบว่าเป็นการตกแต่งข้อมูลเป็นเท็จ สปสช.ได้รวบรวมเพื่อส่งหลักฐานแจ้งความดำเนินคดีกับทางกองบังคับการปราบปรามและดีเอสไอแล้ว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73602</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลินิกโกงเบิกจ่ายเงินบัตรทอง, นิมิตร์ เทียนอุดม, สปสช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200806/image_big_5f2bcd21c2676.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72545</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2020 15:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2020 15:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ระดมจนท.ลุยตรวจเอกสาร7แสนฉบับ &quot;18+63คลินิก&quot;โกงบัตรทอง ลั่นจะเช็กย้อนหลัง 10ปีทั่วปท.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
26ก.ค.63-นพ.การุณย์ คุณติรานนท์ รองเลขาธิการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช. )เปิดเผยว่า หลังจากที่ สปสช. ได้ตรวจสอบกรณีของ 18 คลินิกมาตั้งแต่ต้น และดำเนินการขยายผลกับคลินิกที่ตรวจพบการทุจริตอีก 63 แห่งเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในกระบวนการ audit มาก เนื่องจากมีเอกสารที่เกี่ยวข้องมากกว่า 7 แสนฉบับ โดยที่ สปสช. จะนำเอกสารหลักฐานดังกล่าวยื่นต่อกองบังคับการปราบปรามและ DSI ต่อไป&amp;nbsp;
&amp;ldquo;เราใช้เจ้าหน้าที่หรือ auditor มากกว่า 300 คน ร่วมกันตรวจสอบเอกสารทั้งวันทั้งคืนและไม่มีวันหยุด โดยล่าสุดได้ตรวจสอบเอกสารกว่า 2 แสนฉบับของคลินิก 18 แห่งเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการตรวจสอบเอกสารของ 63 คลินิก เพิ่มเติมกว่า 5 แสนฉบับ ซึ่งการประชุมในวันนี้เป็นการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อขยายผลการตรวจสอบข้อมูลหลักฐานเพิ่มเติมให้แน่นหนายิ่งขึ้น&amp;rdquo; นพ.การุณย์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.การุณย์ กล่าวว่า นอกจากในส่วนของการดำเนินการกับ 18 และ 63 คลินิกเสร็จสิ้นแล้ว ทางหน่วยงานยังได้มีมติให้ดำเนินการเท่าเทียม โดยขยายผลการตรวจสอบไปยังคลินิกทุกแห่งในกรุงเทพมหานคร (กทม.) หลังจากนั้นจะเป็นการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังในระยะ 10 ปี และขยายการตรวจสอบไปยังพื้นที่ปริมณฑลต่อไป เป็นการปูพรมโดยไม่มีการละเว้นใคร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ผู้อำนวยการกองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ DSI กล่าวว่า การบูรณาการของหน่วยงานต่างๆ ในการตรวจสอบการทุจริตครั้งนี้ จะเป็นการดำเนินการในส่วนของทางคดีอาญา ยังไม่นับความเสียหายทางแพ่ง และความผิดทางวิชาชีพที่กำลังดำเนินการอยู่ อย่างไรก็ตามเนื่องจากมีเอกสารหลักฐานและบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก แต่ละหน่วยงานจึงได้มาแบ่งหน้าที่ร่วมกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;วันนี้เรามาเพื่อเร่งรัดการดำเนินการในทางคดีอาญา และพิจารณาว่ามีหลักฐานเพียงพอหรือไม่ ต้องมีอะไรเพิ่มเติม ทั้งหมดเพื่อดำเนินการออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินความผิด ยืนยันว่าเรื่องนี้เนื่องจากเป็นการกระทำผิด เป็นการฉ้อโกงซ้ำๆ หลายครั้ง จึงจะมีเรื่องของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.การฟอกเงิน เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย&amp;rdquo; นายปิยะศิริ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางจันฑนา จินดาถาวรกิจ ผู้อำนวยการกองกฎหมาย สบส. กล่าวว่า ในส่วนของคลินิกทั้ง 18 แห่ง ซึ่ง สปสช.ได้เพิกถอนการเป็นหน่วยบริการไปแล้ว ทาง สบส.จึงเข้ามาดำเนินการในฐานะหน่วยงานดูแลกำกับ โดยขณะนี้ทั้ง 18 แห่งมีกำหนดระยะเวลา 15 วันที่จะต้องแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐาน ซึ่งจะครบในวันที่ 30 ก.ค.นี้ หากแก้ไขไม่เสร็จสิ้นก็จะต้องมีคำสั่งปิดชั่วคราว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางจันฑนา กล่าวว่า สบส.จะดำเนินการทั้งในด้านมาตรฐานสถานพยาบาล และมาตรฐานวิชาชีพ โดยในส่วนของตัวผู้ประกอบกิจการซึ่งเป็นแพทย์ หากมีความผิดก็ต้องส่งเรื่องดำเนินการไปยังแพทยสภา หรือในส่วนของห้องปฏิบัติการ (Lab) มีความเกี่ยวข้อง ก็จะมีการส่งไปยังสภาเทคนิคการแพทย์ที่ดูแลเรื่องมาตรฐานอยู่ด้วยเช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พ.ต.ท.ภิรมย์ เมืองไสย รองผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม กล่าวว่า หลังจากที่ทางกองปราบฯ ได้รับการร้องทุกข์แล้ว ในด้านคดีเห็นว่ามีพยานบุคคลเป็นจำนวนมาก จึงอยู่ระหว่างการตั้งคณะพนักงานสอบสวน และรวบรวมหลายหน่วยเข้ามาร่วมทำการสอบสวนเพื่อให้คดีรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยในชั้นนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบเอกสารร่วมกับ สปสช.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สปสช.จะคัดมาให้เราว่าประชาชนหรือผู้ที่ถูกแอบอ้างชื่อแต่ละคลินิกมีกี่ราย ซึ่งพนักงานสอบสวนก็จะเรียกแต่ละรายมาสอบปากคำเพื่อยืนยันว่าไม่ได้ไปใช้บริการจริง เป็นการทำเอกสารเท็จ มาประกอบกับข้อกล่าวหาว่าเป็นการฉ้อโกงอย่างไร และในส่วนของพยานหลักฐานด้านอื่นๆ เบื้องต้นทาง DSI จะรับไปติดตามตรวจสอบ ซึ่งการดำเนินงานของทุกหน่วยงานในวันนี้ จะช่วยแบ่งเบาพนักงานสอบสวนได้มาก และทำให้คดีมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น&amp;rdquo; พ.ต.ท.ภิรมย์ กล่าว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72545</URL_LINK>
                <HASHTAG>18คลินิกทุจริตบัตรทอง, 63คลินิกทุจริตบัตรทอง, กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.), คลินิกโกงเบิกจ่ายเงินบัตรทอง, ดีเอสไอ, สปสช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200726/image_big_5f1d428eb2087.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
