<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>68407</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2020 14:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2020 14:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เขมทัตต์&#039;ร่อนแถลงการณ์ชี้แจงความจริงการแบ่งเงินเยียวยาคลื่น 2600 MHz </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
11 มิ.ย. 2563 นายเขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด(มหาชน) ออกแถลงการณ์ ชี้แจงเบื้องหลังที่มา การพิจารณาเรียกเงินเยียวยาคลื่น &amp;nbsp;2600 MHz โดยมีใจความว่า &amp;nbsp;ตามที่ &amp;nbsp; ได้มีการนำเสนอข่าวพาดพิงถึงผู้บริหารระดับสูงของ บมจ. อสมท &amp;nbsp;ซึ่งหมายถึง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ. อสมท &amp;nbsp; ว่าไม่ได้รักษาผลประโยชน์ให้ บมจ. อสมท อย่างเต็มที่ในกรณีการเยียวยาการเรียกคืนคลื่นความถี่ของ บมจ. อสมท จนทำให้สาธารณชนเกิดความเข้าใจผิด และเกิดเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อองค์กร &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยผู้บริหารระดับสูงของ บมจ. อสมท ได้ทำหนังสือถึง กสทช. เรียกเงินเยียวยาจากการถูก กสทช. เรียกคืนคลื่นความถี่ในย่านความถี่ 2600 MHz ในจำนวนที่เท่ากับบริษัทเอกชนคู่สัญญา &amp;nbsp; โดยมองว่า บมจ. อสมท ควรจะได้รับเงินเยียวยาที่มากกว่านี้ ทำให้ บมจ. อสมท ได้รับความเสียหาย จนกระทั่งสหภาพแรงงาน บมจ. อสมท ต้องออกมาเคลื่อนไหวร้องเรียนให้มีการตรวจสอบผู้บริหารระดับสูงของ บมจ. อสมท &amp;nbsp; และต่อมา ยังได้ปรากฎข่าวที่ไม่มีมูลความจริงเผยแพร่ทั่วไปอีกว่า รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแล บมจ. อสมท ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้เข้ามาตรวจสอบในเรื่องนี้ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อมิให้เกิดความเข้าใจผิดและทำให้สาธารณชนได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง &amp;nbsp;ไม่ใช่ได้รับข่าวสารอันเป็นเท็จที่มุ่งจะทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่ดีของ บมจ. อสมท &amp;nbsp;ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ และบริษัทจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในนามของ บมจ. อสมท จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้น รวมทั้ง ข้อกฎหมายต่างๆ &amp;nbsp;ที่เกี่ยวข้องในการที่ บมจ. อสมท ถูกเรียกคืนคลื่นความถี่ในย่าน 2600 MHz จนนำมาซึ่งการจะต้องได้รับการเยียวยาจาก กสทช. จากการที่ถูกเรียกคืนคลื่นความถี่ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังต่อไปนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จุดเริ่มต้น &amp;nbsp;จากการที่ บมจ. &amp;nbsp;อสมท เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ในย่าน 2600 MHz อย่างถูกต้องจากกรมไปรษณีย์โทรเลข &amp;nbsp; ซึ่งต่อมา บมจ. อสมท ได้นำคลื่นความถี่ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้งานดังกล่าว ไปใช้ในการดำเนินธุรกิจโทรทัศน์ประเภทบอกรับสมาชิกร่วมกับบริษัทเอกชน &amp;nbsp; โดยมีเงื่อนไขให้บริษัทเอกชนเป็นผู้ลงทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทั้งหมดเพียงฝ่ายเดียว &amp;nbsp;บมจ. อสมท ไม่ต้องลงทุนออกค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น &amp;nbsp; แต่จะได้รับส่วนแบ่งรายได้ที่แน่นอนจากการดำเนินการร่วมกันตลอดระยะเวลาของสัญญา &amp;nbsp; ไม่ต้องรับผิดชอบความเสี่ยงจากการขาดทุนใดๆ ทั้งสิ้น บริษัทเอกชนคู่สัญญาจะเป็นผู้รับความเสี่ยงทั้งหมดเพียงฝ่ายเดียว &amp;nbsp; โดยได้มีการทำสัญญาร่วมดำเนินงานกับบริษัทเอกชน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 เป็นต้นมา แต่ปรากฏว่าภายหลังจากการทำสัญญาร่วมดำเนินงานแล้ว บมจ. อสมท ไม่สามารถเริ่มต้นดำเนินธุรกิจโทรทัศน์ประเภทบอกรับสมาชิกได้ &amp;nbsp;อันเนื่องมาจากเมื่อมีกฎหมายจัดตั้ง กสทช. ขึ้นภายหลังในปี พ.ศ. 2554 &amp;nbsp; และ กสทช. ได้เข้ามาทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแทนหน่วยงานที่รับผิดชอบเดิม ซึ่งผลจากการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายและการเปลี่ยนแปลงอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลกิจการโทรทัศน์มาเป็น กสทช. ทำให้เกิดข้อขัดข้องหลายครั้งในการ &amp;nbsp; ขออนุญาต กสทช. เพื่อจะดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ &amp;nbsp;ในการขออนุญาตเปิดให้บริการโทรทัศน์ประเภทบอกรับสมาชิก &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จนทำให้ บมจ. อสมท ต้องร้องอุทธรณ์ขอให้ กสทช. พิจารณาทบทวนด้วยความเป็นธรรมหลายครั้ง &amp;nbsp; &amp;nbsp;ท้ายที่สุดจึงได้รับอนุญาตจาก กสทช. &amp;nbsp;ให้สามารถเปิดให้บริการโทรทัศน์ประเภทบอกรับสมาชิกได้ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2562 &amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งการดำเนินการขออนุญาต กสทช. ตามขั้นตอนต่างๆใช้เวลานานร่วม 10 ปี &amp;nbsp; ขณะที่การขออนุญาตทำนองเดียวกันโดยผู้ขออนุญาตรายอื่น &amp;nbsp; กสทช. ได้อนุญาตในระยะเวลาอันสั้น &amp;nbsp;ทำให้การดำเนินธุรกิจของ บมจ. อสมท และบริษัทเอกชนคู่สัญญา ต้องล่าช้าไปมาก ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและไม่ทันต่อความต้องการใช้บริการอย่างรวดเร็วของประชาชนผู้ใช้บริการ ส่งผลให้สร้างความเสียหายแก่ บมจ. อสมท และบริษัทเอกชนคู่สัญญาเป็นจำนวนมาก ทั้งมูลค่าเงินที่สูญเปล่าไปในการลงทุนและมูลค่าการเสียโอกาสทางธุรกิจจากความล่าช้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ทว่า เมื่อ บมจ. อสมท สามารถเริ่มต้นดำเนินธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิกได้ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2562 แล้ว &amp;nbsp; &amp;nbsp; บมจ. อสมท จึงได้รับแจ้งจาก กสทช ว่าต้องการจะเรียกคืนคลื่นความถี่ในย่าน2600 MHZ จาก บมจ. อสมท &amp;nbsp; เพื่อจะนำไปประมูลคลื่นความถี่ใช้ในกิจการโทรคมนาคมสำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 5G โดยจะพิจารณาจ่ายค่าชดใช้และค่าตอบแทนการเสียโอกาสจากการถูกเรียกคืนคลื่นความถี่ให้แก่ บมจ. &amp;nbsp;อสมท และบริษัทเอกชนคู่สัญญา พร้อมขอให้ บมจ. อสมท และบริษัทเอกชนคู่สัญญาได้ให้ความยินยอมคืนคลื่นความถี่เพื่อประโยชน์ แก่ส่วนรวม บมจ. อสมท และบริษัทเอกชนคู่สัญญา ได้พิจารณาร่วมกันแล้วเห็นว่า การคืนคลื่นความถี่ เพื่อนำ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ไปประมูลใช้ในกิจการโทรคมนาคมสำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 5G &amp;nbsp;จะก่อให้เกิดประโยชน์โดยส่วนรวมแก่ประเทศชาติและเศรษฐกิจของประเทศมากยิ่งขึ้น &amp;nbsp; จึงได้มีหนังสือแจ้งยินยอมคืนคลื่นความถี่ในย่าน 2600 MHz และขอให้ &amp;nbsp;กสทช. ได้พิจารณาจ่ายค่าชดใช้และค่าตอบแทนการเสียโอกาสจากการถูกเรียกคืนคลื่นความถี่ด้วยความเป็นธรรม &amp;nbsp; &amp;nbsp;กสทช. &amp;nbsp;จึงได้นำคลื่นความถี่ที่ได้เรียกคืนนี้ไปประมูล และมีผู้ประกอบการกิจการโทรคมนาคมได้ประมูลคลื่นความถี่นี้ไปใช้งานจนหมด ได้เงินจากการประมูลคลื่นความถี่ทั้งหมดเป็นจำนวน 37,164 &amp;nbsp;ล้านบาท ซึ่งตาม พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 ที่แก้ไขเพิ่มเติมในปี พ.ศ.2560 ได้กำหนดให้สิทธิเป็นพิเศษแก่ กสทช. ที่จะไม่ต้องนำเงินที่ได้จากการประมูลคลื่นความถี่จากการเรียกคืนในครั้งนี้ส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ดังเช่นการประมูลคลื่นความถี่ทั่วไปที่ต้องส่งเงินจากการประมูลเป็นรายได้แผ่นดิน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดย กสทช. สามารถเก็บเงินที่ได้จากการประมูลคลื่นความถี่ที่เรียกคืนไว้ได้เอง โดยให้ถือเป็นรายได้ของกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมของ กสทช. ซึ่งการประมูลคลื่นความถี่ในครั้งนี้ กสทช ได้ดำเนินการ เสร็จสิ้นไปตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2563 &amp;nbsp;แล้ว &amp;nbsp; แต่จนกระทั่งบัดนี้ บมจ. อสมท และบริษัทเอกชนคู่สัญญา &amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็ยังมิได้รับเงินเยียวยาใดๆทั้งสิ้นจาก กสทช.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุที่ยังมิได้รับเงินเยียวยา &amp;nbsp; เนื่องจากการพิจารณาของ กสทช. &amp;nbsp;ในการกำหนดจำนวนเงินค่าชดใช้และค่าตอบแทนการเสียโอกาสจากการถูกเรียกคืนคลื่นความถี่เป็นไปด้วยความล่าช้า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งในระหว่างการพิจารณาของ กสทช. ที่ล่าช้านี้ &amp;nbsp; ได้มีการพยายามสร้างความเข้าใจผิดให้แก่ผู้ถือหุ้นของ บมจ. อสมท และประชาชนทั่วไปว่า &amp;nbsp; ฝ่ายบริหาร ซึ่งหมายถึงกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ของ บมจ. อสมท เป็นผู้ไม่รักษาผลประโยชน์ของ บมจ. อสมท &amp;nbsp; โดยทำหนังสือแจ้ง &amp;nbsp;กสทช. &amp;nbsp;ให้พิจารณากำหนดจำนวนสัดส่วนการชดใช้หรือจ่ายค่าตอบแทนในการถูกเรียก &amp;nbsp; &amp;nbsp; คืนคลื่นความถี่ระหว่าง บมจ. อสมท กับบริษัท เพลย์เวิร์ค จำกัด ซึ่งเป็นคู่สัญญา ในจำนวนเท่าๆกันทั้งสองฝ่าย &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งที่ บมจ. อสมท ควรจะได้รับส่วนแบ่งมากกว่าบริษัทเอกชนคู่สัญญา และมีการเรียกร้องจาก สหภาพแรงงาน &amp;nbsp;อสมท ให้มีการตรวจสอบเอาผิดแก่กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ที่ไม่รักษาผลประโยชน์ของ บมจ. อสมท &amp;nbsp;
การเสนอข่าวเช่นนี้เป็นการเสนอข่าวด้วยข้อเท็จจริงเพียงบางส่วน &amp;nbsp;ไม่นำเสนอข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นให้ครบถ้วนทั้งหมด &amp;nbsp;ซึ่งหากมีการเสนอข่าวด้วยข้อเท็จจริงทั้งหมดก็จะปรากฏความจริงว่า &amp;nbsp;กรรมการผู้อำนวยการใหญ่มิได้ดำเนินการใดๆที่เป็นการไม่รักษาผลประโยชน์ให้แก่ บมจ. อสมท โดยขอชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมด &amp;nbsp;ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1) &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการกำหนดจำนวนเงินที่จะต้องจ่ายชดใช้ และจ่ายค่าตอบแทนการเสียโอกาสจากการถูกเรียกคืน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คลื่นความถี่ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp; คือ &amp;nbsp; พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ และประกาศของ กสทช. ได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของ กสทช. &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มิใช่ให้เป็นหน้าที่ของผู้ที่ถูกเรียกคืนคลื่นที่จะกำหนดจำนวนเงินได้เอง &amp;nbsp;บมจ. อสมท ในฐานะเป็นผู้ที่ถูกเรียกคืนคลื่นความถี่ &amp;nbsp; มีหน้าที่เพียงแจ้งข้อมูลรายละเอียดต่างๆของการลงทุนและการได้รับประโยชน์จากการใช้คลื่นความถี่ในทางธุรกิจให้ กสทช. ทราบเท่านั้น &amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อให้ กสทช. ได้นำข้อมูลที่แจ้งไปประกอบการพิจารณากำหนดการจ่ายเงินชดใช้และการจ่ายเงินค่าตอบแทนการเสียโอกาส &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รวมทั้งหน้าที่ในการกำหนดสัดส่วนการจ่ายเงินชดใช้และการจ่ายเงินค่าทดแทน ระหว่าง บมจ.อสมท ผู้ถูกเรียกคืนคลื่นความถี่ กับ บริษัทเอกชนคู่สัญญา ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเรียกคืนคลื่นความถี่ &amp;nbsp; &amp;nbsp; ก็เป็นหน้าที่ของ กสทช. ในการกำหนดสัดส่วนด้วยเช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) &amp;nbsp; ในการเยียวยา บมจ. อสมท และบริษัทเอกชนคู่สัญญา แบ่งการเยียวยาเป็น 2 ส่วน &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;&amp;ldquo;การจ่ายค่าชดใช้&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;การจ่ายค่าตอบแทนการเสียโอกาสจากการถูกเรียกคืนคลื่นความถี่&amp;rdquo; &amp;nbsp;ซึ่งตามกฎหมายเพื่อให้ความเป็นธรรม จึงได้กำหนดให้ กสทช. &amp;nbsp;ต้องแต่งตั้งคณะอนุกรรมการจากหน่วยงานต่างๆ จำนวน &amp;nbsp;7 หน่วยงานมาเป็นผู้พิจารณากำหนดจำนวนเงินที่จะต้องจ่ายชดใช้ และ จ่ายค่าตอบแทนการเสียโอกาส &amp;nbsp; &amp;nbsp; ซึ่งอนุกรรมการจากหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเป็นกลาง ไม่มีส่วนได้เสียในการพิจารณา &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยที่กฎหมายยินยอมให้ กสทช. มีผู้แทน 1 คนร่วมเป็นอนุกรรมการในการพิจารณาด้วย &amp;nbsp; &amp;nbsp; และนอกจากนี้ &amp;nbsp;เพื่อความรอบคอบ กฎหมายยังกำหนด ให้ กสทช. ต้องว่าจ้างสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นของรัฐ จำนวน 3 แห่ง ทำการศึกษามูลค่าการเรียกคืนคลื่นความถี่และการทดแทน ชดใช้ และจ่ายค่าตอบแทนการเสียโอกาสจากการถูกเรียกคืนคลื่นความถี่ &amp;nbsp; &amp;nbsp;แล้วนำผลการศึกษาของทั้ง &amp;nbsp;3 สถาบันมาประกอบการพิจารณาของ กสทช &amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งสุดท้าย กสทช. ได้เลือกผลการศึกษาของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพียงสถาบันเดียวมาประกอบการพิจารณา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) &amp;nbsp; เมื่อกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ. อสมท ได้เข้าไปชี้แจง ในการประชุม กสทช. &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2563 &amp;nbsp;ได้ทราบในการประชุมว่า &amp;nbsp; คณะอนุกรรมการจาก 7 หน่วยงานมีความเห็นเสนอต่อ กสทช. ว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการเยียวยาให้แก่ บมจ. อสมท และบริษัทเอกชนคู่สัญญา &amp;nbsp; &amp;nbsp; ให้จ่ายเฉพาะส่วนค่าตอบแทนการเสียโอกาสจากการ &amp;nbsp;ถูกเรียกคืนคลื่นความถี่เพียงส่วนเดียวเท่านั้น &amp;nbsp; โดยไม่ต้องจ่ายในส่วนของการชดใช้ และในการแบ่งสัดส่วนการ จ่ายค่าตอบแทน ให้แบ่งในสัดส่วนเท่าๆกัน แต่ในส่วนผลการศึกษาของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความเห็นว่า ให้จ่ายค่าตอบแทนการถูกเรียกคืนคลื่นทั้งหมดโดยตรงต่อ บมจ. อสมท &amp;nbsp;โดยในส่วนของ บริษัท คู่สัญญาให้ได้รับ การจ่ายค่าตอบแทนจาก บมจ. อสมท ตามข้อตกลงทางธุรกิจที่ได้ทำไว้ร่วมกัน &amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งความเห็นของคณะอนุกรรมการจาก 7 หน่วยงานและ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นความเห็นที่แตกต่างกัน

4) &amp;nbsp; &amp;nbsp;กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ. อสมท ได้รับแจ้งจาก กสทช. ในการประชุมเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2563 ว่า &amp;nbsp;บมจ. อสมท จะต้องทำหนังสือยืนยันว่ามีความต้องการจะให้แบ่งสัดส่วนการจ่ายค่าตอบแทนอย่างไร &amp;nbsp; &amp;nbsp; ซึ่งเท่ากับว่าจะต้องเลือกตามความเห็นของคณะอนุกรรมการจาก &amp;nbsp;7 &amp;nbsp;หน่วยงาน &amp;nbsp;หรือตามความเห็นของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งในการประชุมชี้แจงเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2563 &amp;nbsp;ดังกล่าว &amp;nbsp; &amp;nbsp;กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ. อสมท ได้แจ้งต่อ กสทช. ว่าขอให้ กสทช. เป็นผู้กำหนดส่วนแบ่งการจ่ายค่าตอบแทนเพราะเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของ กสทช. &amp;nbsp; แต่ได้รับการยืนยันว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp;บมจ. อสมท จะต้องทำหนังสือเสนอการแบ่งสัดส่วนการจ่ายค่าตอบแทนมาให้ก่อน &amp;nbsp;กสทช. จึงจะพิจารณาให้ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำให้กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ. อสมท จำเป็นต้อง ทำหนังสือแจ้งยืนยันรายละเอียดและสัดส่วนการชดใช้ หรือจ่ายค่าตอบแทนในการเรียกคืนคลื่นความถี่ไปยัง กสทช. &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งที่ได้มีความเห็นทักท้วงแล้วว่าเป็นหน้าที่ของ กสทช. ตามกฎหมาย ที่จะเป็นผู้กำหนดจำนวนเงินและสัดส่วนการจ่ายค่าตอบแทน ซึ่งต่อมา ได้มีการนำหนังสือแจ้งยืนยันดังกล่าวของกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ. อสมท &amp;nbsp; ไปเผยแพร่ และมีการกล่าวหาว่ากรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ. อสมท ดำเนินการเรื่องนี้โดย &amp;nbsp; ไม่มีอำนาจหน้าที่ และทำให้ บมจ. อสมท ต้องเสียเปรียบต่อบริษัทเอกชนคู่สัญญา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5) &amp;nbsp; เมื่อได้รับแจ้งว่าจำเป็นต้องทำหนังสือยืนยันการแบ่งสัดส่วนแล้ว &amp;nbsp; &amp;nbsp; กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ. อสมท&amp;nbsp;
จึงได้ทำหนังสือยืนยันต่อ กสทช. &amp;nbsp; มีใจความว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สำหรับจำนวนสัดส่วนการชดใช้ หรือจ่ายค่าตอบแทนในการถูกเรียกคืนคลื่นความถี่ระหว่าง บมจ. อสมท กับ บริษัทคู่สัญญา ขอให้มีการพิจารณาแบ่งค่าตอบแทนดังกล่าวในจำนวนเท่าๆกันทั้งสองฝ่าย &amp;nbsp;ซึ่งจะทำให้ บมจ. อสมท ไม่เป็นการเสียเปรียบแต่อย่างใด&amp;rdquo; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การแจ้งยืนยันดังกล่าวมีเหตุผลในการพิจารณาตัดสินใจดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.1) &amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื่องจากมีความเห็นเสนอต่อ &amp;nbsp;กสทช. &amp;nbsp; ให้พิจารณาทางเลือกในการจ่ายค่าตอบแทนเป็น &amp;nbsp;2 &amp;nbsp;ทางเลือก ระหว่างความเห็นของคณะอนุกรรมการจาก &amp;nbsp;7 &amp;nbsp;หน่วยงาน &amp;nbsp; ซึ่งมีความเห็นว่าไม่ต้องจ่ายค่าชดใช้ &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ให้จ่ายเฉพาะค่าตอบแทนการเสียโอกาสและแบ่งสัดส่วนค่าตอบแทนการเสียโอกาสระหว่าง บมจ. อสมท กับ บริษัทเอกชนคู่สัญญาเท่ากัน &amp;nbsp;กับความเห็นของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย &amp;nbsp; ซึ่งมีความเห็นว่า ให้จ่ายค่าตอบแทนการเสียโอกาสตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาทางธุรกิจฯ ที่ บมจ. อสมท &amp;nbsp;ได้ทำไว้กับบริษัทเอกชนคู่สัญญา &amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบทั้งสองความเห็นนี้แล้ว &amp;nbsp; &amp;nbsp;เห็นว่า &amp;nbsp; ความเห็นของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย &amp;nbsp; &amp;nbsp; จะทำให้ &amp;nbsp; &amp;nbsp;บมจ. &amp;nbsp;อสมท ได้รับเงินส่วนแบ่งที่น้อยกว่าเป็นการเสียเปรียบบริษัทเอกชนคู่สัญญา เพราะตามสัญญาที่ทำร่วมกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ได้กำหนดให้ บมจ. &amp;nbsp;อสมท มีส่วนแบ่งรายได้จากรายได้รวมในอัตราร้อยละ 9 &amp;nbsp;ด้วยเงื่อนไขที่กำหนดให้บริษัทเอกชนเป็นผู้ลงทุนและรับความเสี่ยงทั้งหมดในการดำเนินโครงการฯ และ บมจ. อสมท ไม่ต้องรับความเสี่ยงจากการขาดทุน &amp;nbsp; แต่ถึงแม้จะมีส่วนแบ่งที่น้อยกว่า &amp;nbsp;ก็ถือว่า เป็นรายได้ที่แน่นอนไม่มีความเสี่ยงจากการขาดทุน&amp;nbsp;เพราะกำหนดส่วนแบ่งจากรายได้ &amp;nbsp; มิใช่กำหนดส่วนแบ่งจากผลกำไรซึ่งไม่มีความแน่นอน แต่หากให้แบ่งสัดส่วนตามข้อตกลงในสัญญาแล้ว ก็จะทำให้ บมจ. อสมท ต้องได้รับส่วนแบ่งตามสัดส่วนที่กำหนดในสัญญา ซึ่งทำให้ได้รับเงินส่วนแบ่งเป็นจำนวนที่น้อยกว่า การเลือกส่วนแบ่งรายได้ตามความเห็นของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงทำให้ บมจ. &amp;nbsp;อสมท ได้รับเงินส่วนแบ่งที่น้อยกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.2) &amp;nbsp; ความเห็นของคณะอนุกรรมการจาก &amp;nbsp;7 &amp;nbsp;หน่วยงานที่เสนอให้แบ่งสัดส่วนเท่าๆกัน &amp;nbsp; แต่ไม่ได้ให้จ่ายค่าชดใช้ เป็นความเห็นที่ทำให้ บมจ. อสมท ได้รับประโยชน์มากกว่า &amp;nbsp; คือได้รับเงินส่วนแบ่งเป็นจำนวนที่มากกว่า เพราะแม้จะแบ่งสัดส่วนในจำนวนที่เท่ากัน แต่ บมจ. อสมท ไม่มีภาระในการจ่ายเงินลงทุน &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทำให้ยังเหลือเงินส่วนแบ่งที่ได้รับเต็มจำนวน &amp;nbsp; ขณะที่บริษัทคู่สัญญา มีภาระที่จ่ายเงินลงทุนไป เมื่อหักกลบเงินที่ลงทุนไปแล้ว &amp;nbsp; จึงทำให้ได้รับเงินส่วนแบ่งไม่เต็มจำนวน และมีจำนวนน้อยกว่าที่ บมจ. &amp;nbsp;อสมท ได้รับ และที่สำคัญ บมจ. อสมท ยังมีข้อผูกพันตามสัญญากับบริษัทเอกชนคู่สัญญา &amp;nbsp; จึงไม่สามารถเป็นผู้กำหนดสัดส่วนการแบ่งเงินรายได้ที่ได้รับจากการเยียวยาได้ตามใจชอบ ต้องเป็นไปในกรอบของสัญญาด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.3) &amp;nbsp; ด้วยเหตุผลดังกล่าว &amp;nbsp; จึงยืนยันให้ กสทช. พิจารณากำหนดแบ่งค่าตอบแทนในจำนวนเท่าๆ กัน ซึ่งเป็นไปตามความเห็นของคณะอนุกรรมการจาก 7 หน่วยงานที่เสนอต่อ กสทช. จึงเป็นประโยชน์ต่อ &amp;nbsp;บมจ. &amp;nbsp;อสมท &amp;nbsp; มากกว่า &amp;nbsp;มิได้ทำให้ บมจ. อสมท เสียเปรียบต่อบริษัทเอกชนคู่สัญญาตามที่มีการกล่าวหาแต่ประการใด &amp;nbsp;&amp;nbsp;
การดำเนินการดังกล่าว &amp;nbsp;ก็เพื่อส่งผลให้องค์กรซึ่งรอรับเงินเยียวยาชดเชยที่ล่าช้ามานาน ได้รับมติที่เสร็จสิ้นโดยเร็ว &amp;nbsp; &amp;nbsp;อันเป็นประโยชน์ของผู้ถือหุ้นอย่างแท้จริง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับขั้นตอนต่อไปจากนี้ &amp;nbsp; &amp;nbsp;บมจ. อสมท &amp;nbsp;จักต้องรอเอกสารอย่างเป็นทางการจากสำนักงาน กสทช. &amp;nbsp; เพื่อจะพิจารณารายละเอียดอื่นๆที่จะตามมา &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp; ระยะเวลาของการเบิกจ่ายค่าเยียวยา และอื่นๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68407</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลื่น 2600 MHz, ชี้แจงเยียวยาคลื่น, เขมทัตต์ พลเดช, แบ่งเงินเยียวยาเอกชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180122/image_big_5a659ac93ac76.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54410</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/01/2020 09:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/01/2020 09:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โอเปอร์เรเตอร์จี้ กสทช.ทดสอบคลื่น 2600 MHz กับบีทีเอสก่อนประมูล หวั่นระบบรบกวนกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ม.ค.2563 แหล่งข่าวจากโอเปอร์เรเตอร์รายหนึ่ง เปิดเผยว่า การประมูล 5G ที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะเปิดประมูลในวันที่ 16 ก.พ.2563 โดยมีคลื่นความถี่ทั้ง 4 ย่าน ได้แก่ 700 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) 1800 MHz 2600 MHz และ 26 GHz &amp;nbsp;ซึ่งคลื่นความถี่ย่าน2600 MHz กสทช. ยังไม่ได้มีการทดลองทดสอบตามเส้นแนวการเดินรถไฟฟ้าบีทีเอส ของการให้บริการ บริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส เนื่องจากที่ผ่านมาเกิดกรณีการรบกวนคลื่นย่าน 2300 MHz ของบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทคเคยเกิดการรบกวนและทำให้การเดินรถไฟฟ้าบีอีเอสเส้นรถไฟฟ้าสายสีเขียว จนเกิดเหตุขัดข้องทำให้ขบวนรถล่าช้าตั้งแต่วันที่ 25-27 มิถุนายน2561 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เดิมบีทีเอสใช้คลื่นความถี่ย่านต้นแบรนด์ของ ย่าน &amp;nbsp;2310-2370 MHz จึงทำให้เกิดการรบกวน แต่กสทช.ได้แก้ปัญหา โดยให้บีทีเอสปรับระบบอาณัติสัญญาณไปใช้ความถี่ย่าน2480-2495 MHz &amp;nbsp;และยังได้มีการเพิ่มอุปกรณ์เพื่อป้องกันการรบกวนสัญญาณ (Filter) ป้องกันการรบกวน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามจากการย้ายคลื่นความถี่การใช้งานของบีทีเอส มาที่ย่าน 2480-2495 MHz จึงเป็นที่น่ากังวลว่าจะเกิดกรณีดังกล่าวอีกครั้ง ซึ่งผู้ประมูลคลื่นความถี่ 2600 MHz จะเกิดการรบกวนเกิดขึ้น และอยากให้กสทช.สร้างการรับรู้และทดสอบเรื่องนี้ก่อนที่จะมีการประมูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวจากระดับสูงจาก กสทช. เปิดเผยว่าคลื่น 2600 MHz อาจจะเกิดการรับกวนของการให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส หากตัวเครื่อง หรือสายอากาศ ของบีทีเอส รับส่งคลื่นความถี่ที่มีแบนด์กว้าง ซึ่งอีกกรณีคือการที่บีทีเอส ไปรับส่งคลื่นความถี่ย่านที่ กสทช.ไม่ได้คุ้มครองการรบกวน ซึ่งเป็นย่านที่ให้บริการ W-iFi&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เคยมีโอเปอเรเตอร์ยกประเด็นข้อน่ากังวลขึ้นมา แต่เราก็ไม่รู้ว่าจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร ซึ่งกสทช.เองเคยเสนอให้บีทีเอส ย้ายไปอยู่ระบบอื่นแล้ว แต่ไม่ย้ายเพราะอยากอยู่ระบบนี้ที่เป็นระบบโลคอสต้นทุนต่ำ ไม่อยากลงทุนสูง แต่หากย้ายไปอยู่ในระบบ GSMR ซึ่งเป็นระบบที่อินทิเกรดกับการเดินทั้งรถไฟความเร็วสูงและรถไฟความเร็วต่ำ และยังได้คุ้มครองการรบกวนด้วยซึ่งคิดว่าประเด็นนี้ กสทช.จะทำหนังสือแจ้งให้กับบีทีเอส ทราบอีกครั้งก่อนที่จะมีการประมูลเกิดขึ้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54410</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลื่น 2600 MHz, ทดสอบสัญญาณ, บีทีเอส, ประมูล 5G</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180531/image_big_5b0f51efe0e21.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
