<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>87172</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/12/2020 18:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/12/2020 18:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> กมธ.-มูลนิธิฯขู่ฟ้องกขค.อนุมัติควบรวม&#039;ซีพี-โลตัส&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ทุกฝ่ายกำลังรอคำวินิจฉัยกลางของคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าต่อมติของคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค ) เสียงข้างมากที่เห็นชอบการควบรวมธุรกิจค้าปลีก ระหว่างกลุ่มบริษัท ซีพี กับห้างเทสโก้ โลตัสไปตั้งแต่ต้นเดือนพ.ย.63 &amp;nbsp; แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีคำวินิจฉัยกล่างออกมาแม้จะผ่านมาร่วมเดือนแล้วก็ตาม ทำให้สังคมต่างเฝ้ารอว่า เมื่อไหร่คณะกรรมการกลางจะมีคำวินิจฉัยกลางออกมา &amp;nbsp; แม้จะมีกระแสข่าวว่า จะมีคำวินิจฉัยกลางออกมาในช่วงบ่ายวันที่ 16 ธ.ค.63ที่ผ่านมาแต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวในระหว่างการให้สัมภาษณ์ในงานเสวนา&amp;rdquo;ควบรวมธุรกิจค้าปลีก ..ประชาชนได้หรือเสีย เป็นโอกาสหรือวิกฤติ และโฉมหน้าธุรกิจค้าปลีกจะไปทางไหน&amp;rdquo; ว่า เท่าที่ติดตามมติ กขค.ที่ออกมานั้น คิดว่าเป็นมติที่มีปัญหาชัดเจน ดังเช่นที่กรรการเสียงข้างน้อยให้เหตุผลว่าการตัดสินใจของกรรมการเสียงข้างมากครั้งนี้ จะส่งผลร้ายแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศตามมาอย่างแน่นอน เพราะประกาศหลักเกณฑ์อำนาจเหนือตลาดกำหนดไว้ชัดเจน กรณีที่ผู้ประกอบการมีส่วนแบ่งตลาดเกิน 50%และมียอดขายเกิน 1,000 ล้านบาทขึ้นไปย่อมเข้าข่ายการมีอำนาจเหนือตลาดอยู่แล้ว แต่การควบรวม 2 ยักษ์ค้าปลีกในครั้งนี้ ครองส่วนแบ่งตลาดไปถึง 87.97% เกิน 50% และเกิน 1,000 ล้านบาทแต่แรกอยู่แล้ว &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ยอมรับว่า หลังจากคณะกรรมการ กขค.มีมติออกมาโดยเห็นว่ามีอำนาจเหนือตลาดแต่ไม่ถือเป็นการผูกขาดและไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจนั้น ถือเป็นมติที่ตลกและประหลาดที่สุดเท่าที่เครือข่ายได้ยินมา เพราะข้อเท็จจริงนั้นมติดังกล่าวจะส่งผลต่อการผูกขาด ส่งผลต่อธุรกิจโดยรวมของประเทศ ความมั่นคงด้านอาหาร สุดท้ายจำกัดทางเลือกผู้บริโภคอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;แม้กระทั่งวันนี้ เราได้เห็นชัดกันแล้ว กล้วยหอมที่ทางมูลนิธีชีววิถีศึกษาพบว่า ของเราแพงกว่าอังกฤษ มันเป็นไปได้อย่างไรที่ผู้บริโภคเรากินกล้วยหอมแพงกว่าต่างประเทศทั้งที่เราเป็นผู้ผลิตเอง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลขามูลนิธิเพื่อผู้บริโภคยืนยันว่า ทางมูลนิธิฯ กำลังรอดูคำวินิจฉัยกลางของคณะกรรมการกลางที่จะออกมาว่า จะเป็นอย่างไร แต่ก็อยากเห็นสมาคมค้าปลีกจะได้ออกโรงเคลื่อนไหวในเรื่องนี้เช่นเดียวกับทางมูลนิธิที่จะคงจะดำเนินการพิจารณาฟ้องร้องคดีเช่นกัน แต่จะต้องรอมติคณะกรรมการกลางแข่งขันทางการค้าที่ชัดเจนก่อน จึงจะดำเนินการได้ เพราะจะอาศัยแต่ข่าวที่ออกมาก่อนหน้าคงลำบาก และหากผู้ประกอบธุรกิจรายใดที่เห็นว่าเดือดร้อนอยากจะฟ้องร่วมกับทางมูลนิธิก็ขอให้ยื่นเรื่องมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสิริกัญญา ตันสกุล ประธานกรรมาธิการ(กมธ.)การพัฒนาเศรษฐกิจ จากที่กมธ.ได้เชิญบอร์ด กขค.เข้ามาให้ข้อมูลนั้นยอมรับว่าข้อมูลที่ได้รับ ยังขาดความชัดเจนอยู่มาก โดยกขค.ได้ซอยตลาดค้าปลีกออกเป็น 3 ตลาดคือ ไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ต &amp;nbsp;และคอนวีเนี่ยนสโตร์และอ้างว่า หลังอนุมัติควบรวมไปแล้ว ตลาดที่จะกระทบคือคอนวีเนียนสโตร์เท่านั้น ส่วน อีก 2 ตลาดคือไฮปเอร์มาร์เก็ตและซูเปอร์มาร์เก็ตไม่เปลี่ยนแปลงเพราะกขค.ไม่ได้เอาห้างแมคโครเข้ามาอยู่ในตลาดด้วย ซึ่งก็เป็นเรื่องประหลาดอีก &amp;nbsp;โดยกขค.อ้างว่าไม่มีเวลาศึกษา ทั้งที่ดิลควบรวมซีพีและเทสโก้ โลตัสนั้นมีการยื่นมาตั้งแต่ปลายปี 62 แต่กลับไม่มีการศึกษาอะไรเอาไว้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กมธ.ยังตั้งคำถามเรื่องผลกระทบกับคู่แข่ง ซึ่งสำนักงาน กขค.อ้างไม่มีปัญหา เพราะค้าปลีกขนาดย่อมยังมีอีกเยอะ ยังสามารถเข้าสู่ตลาดได้ด้วยเงินลงทุน 5-10 ล้านบาท แต่พอไปดูด้านซัพพลายเออร์ ทางกขค.กลับให้ข้อมูลค่อนข้างน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สังคมมการตั้งคำถามต่อการอนุมัติ กขต. ในครั้งนี้มาก เพราะดูจะเป็นโอกาสทองของธุรกิจยักษ์ใหญ่ ที่จะกลายเป็นเรือธงของธุรกิจใหญ่ไปสู่ตคลาดโลก แต่ก็เป็นวิกฤติสำหรับร้านค้าย่อย คู่ค้าและผู้บริโภค สะท้อนความเหลื่อมล้ำ ทำให้โอกาสของธุรกิจรายย่อยแข่งขันลำบาก หรือไม่มีทางแจ้งเกิดได้เลย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ทาง กมธ.พร้อมสนับสนุนสมาคมค้าปลีก หรือองค์กรผู้บริโภคให้ยื่นเรื่องไปยังศาลปกครองขอให้ระงับคำสั่ง กขค.นี้ เพราะกมธ.ยื่นเองไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นผู้มีสวนได้เสียโดยตรง คนที่จะร้องต้องเป็นผู้บริโภคหรือองค์กรของผู้บริโภค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสมชาย พรรัตนเจริญ &amp;nbsp;นายกสมาคมค้าปลีก กล่าวว่าการอนุมัติควบรวมซีพีและเทสโก้ โลตัสครั้งนี้ถือเป็นโอกาสของยักษ์ใหญ่ค้าปลีกเสียมากกว่า คณะกรรมการมักมองด้านเดียวตลอด ไม่เคยเห็นคนจนข้างล่างโหยหาทุนต่างประเทศเข้ามาตลอด ด้านโครงสร้างราคาหลังควบรวม พอเหลืออยู่น้อยราย หรือเหลืออยู่รายเดียว เขาครองหมดแล้ว การที่จะมาเยียวยา จะมาเยียวยาอย่างไร จะมาแจกเงิน 200-300 บาท เยียวยาหรือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ส่วนเงื่อนไข 7 ข้อ ที่กขค.ออกมานั้น เป็นแค่เงื่อนไขเด็ก ๆ น้ำจิ้มเท่านั้น &amp;nbsp;ไม่มีทางที่จะสู้ได้ &amp;nbsp;ใครจะไปตรวจสอบการทำงานว่า ทำตามเงื่อนไขได้หรือไม่ &amp;nbsp;ทุกวันนี้รายใหญ่ต้องการอะไร ทุบโต๊ะ ใครจะกล้าหือ ไม่มีสิทธิ์จะต่อรอง สินค้าที่ต้องการขายเข้าไปต้องทำโปรโม่ชั่น เพิ่มความเหลื่อมล้ำ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87172</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า, ควบรวม, ซีพี-โลตัส, มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, สารี อ๋องสมหวัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191209/image_big_5deddac8892e0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58624</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/03/2020 10:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/03/2020 10:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“พุทธิพงษ์”ตั้งคณะกรรมการควบรวมฯ ลุยปั้นบริษัท &#039;NT&#039; เกิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 มี.ค. 2563 &amp;nbsp;นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.)มีมติให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT ควบรวมกิจการเป็นบริษัทเดียวกันตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 เมื่อวันที่ 14 ม.ค.2563 ที่ผ่านมาโดยให้บริษัทที่ตั้งใหม่ใช้ชื่อ &amp;ldquo;บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ&amp;rdquo; (National Telecom) หรือ NT&amp;rdquo; นั้น กระทรวงดีอีเอส ได้ทำหนังสือถึง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เพื่อสอบถามถึงการจัดตั้งคณะกรรมการการควบรวม โดยองค์ประกอบจะต้องมีหน่วยงานใดเป็นคณะกรรมการร่วมในครั้งนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามภายในสัปดาห์หน้าคาดว่าจะสามารถตั้งคณะกรรมการควบรวมได้ หลังจากที่สคร.ตอบหนังสือกลับมายังกระทรวงฯ ซึ่งการปฏิบัติทุกขั้นตอนจะต้องเป็นไปตามกฏหมาย ซึ่งจำเป็นที่จะต้องมีการจ้างที่ปรึกษา ดำเนินการตามขั้นตอนให้เป็นไปตามกฏหมาย รวมถึงการปรับโครงสร้างของทั้งสองหน่วยงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราคงต้องรอคณะกรรมการควบรวมฯ ว่าจะต้องมีใครเป็นเจ้าภาพ และคณะกรรมการชุดนี้จะต้องเป็นคณะกรรมการฯ ที่ตัดสินใจเรื่องต่างๆ ของการควบรวม ตอนนี้ยังตอบอะไรไม่ได้ ว่า บริษัท NT จะเป็นในรูปแบบไหน ต้องดูว่าตรงไหนดีที่สุด โครงสร้างผู้ถือหุ้นจะเป็นอย่างไร เพราะทีโอที และ กสทฯ มีทรัพย์สิน บุคคลากร และสัญญาร่วมการงานต่างๆ ที่ต้องทำให้ถูกต้องตามกฏหมาย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวระดับสูง จากทีโอที เปิดเผยว่า ก่อนหน้าที่จะมีการควบรวม ทีโอที และ กสทฯ ได้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมกัน 13 คณะ &amp;nbsp;ซึ่งคณะกรรมการหลักที่จะต้องเป็นคณะกรรมการในเรื่องการตัดสินใจต่างๆ คือ คณะกรรมการ ที่มีกระทรวงดีอี และกระทรวงการคลัง เป็นคณะกรรมการควบรวมฯ ซึ่งคาดกว่าหลังจากตั้งคณะกรรมการควบรวมฯ ได้แล้วเสร็จในสัปดาห์นี้ การจัดตั้ง บริษัท NT &amp;nbsp;น่าจะแล้วเสร็จปลายเดือน กรกฏาคม นี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58624</URL_LINK>
                <HASHTAG>ควบรวม, ควบรวมทีโอที-กสท., นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์, รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200129/image_big_5e31540c1418b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33030</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2019 09:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2019 09:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังจ่อควบรวม “บตท.-ธอส.” ชี้ภารกิจใกล้เคียงกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 มี.ค. 2562 รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า ขณะนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กำลังเร่งดำเนินการควบรวมสถาบันการเงินเฉพาะของรัฐระหว่างธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท.) โดยจะนำ บตท.เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ ธอส.และยุบ บตท.ทิ้ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากทั้ง 2 สถาบันมีภารกิจด้านการเงินเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยคล้ายกัน ซึ่งระยะเวลาการควบรวมจะทำให้เสร็จโดยเร็วไม่น่าจะเกินปีนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การควบรวมครั้งนี้ถือเป็นเรื่องลับ โดย ธอส.จะเป็นแกน เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพให้องค์กร ไม่ใช่ควบรวมเพื่อแก้ปัญหา เพราะตัว บตท.แม้จะมีขนาดเล็กแต่ก็ยังมีกำไรอยู่ปีล่าสุด 102 ล้านบาท และมีสินทรัพย์ 18,972 ล้านบาท แต่ด้วยภารกิจที่มีจำกัดโอกาสเติบโตคงน้อย จึงน่าจะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของธอส.มากกว่า ซึ่งปัจจุบันมียอดสินทรัพย์ 1.16 ล้านล้านบาท กำไร 1.2 หมื่นล้านบาท โดยช่วยให้ ธอส.สามารถทำภารกิจได้รอบด้านขึ้น ซึ่งรูปแบบการควบรวมจะมีการโอนทั้ง สินทรัพย์ หนี้ ภาระผูกพัน พนักงานประจำ ลูกหนี้ แต่ลูกหนี้จะไม่ได้รับผลกระทบจากการควบรวม โดยยังได้รับเงื่อนไขเดิม&amp;rdquo; รายงานข่าว ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับขั้นตอนการควบรวมขณะนี้อยู่ระหว่างการออกร่างกฎหมายเพื่อควบรวมกิจการของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งได้สรุปการเปิดรับฟังความเห็นไปแล้ว 4 ครั้ง อยู่ระหว่างเสนอ ครม.และให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาต่อ ขณะเดียวกันจะต้องแก้ไขกฎหมายของทั้ง ธอส. และบตท. เพื่อรองรับการควบรวม เนื่องจากทั้ง 2 สถาบันการเงินมีพ.ร.บ.เป็นของตัวเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้ คือ สศค.จะเสนอการออก และแก้ไขกฎหมายให้ สนช.พิจารณาได้หรือไม่ เพราะยังไม่แน่ว่า สนช.จะมีอำนาจพิจารณากฎหมายได้ถึงเมื่อไร แต่หากเสนอไม่ได้ก็ต้องรอสภาผู้แทนราษฎร โดยยืนยันว่าการควบรวมจะมีแค่ 2 สถาบันการเงินนี้เท่านั้น ไม่ได้มี ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หรือสถาบันการเงินรัฐแห่งอื่นรวมอยู่&amp;rdquo; รายงานข่าว ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสาระสำคัญของกฎหมายการควบรวมสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เช่น มีการกำหนดการโอนกิจการ เงิน ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้สิน เป็นต้น การเพิ่มอำนาจหน้าที่ให้กับสถาบันการเงินที่ได้รับโอน การยกเว้นค่าธรรมเนียม จากการโอนหรือเปลี่ยนแปลง รายการทางทะเบียนเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือหลักประกันที่ได้รับโอน การยกเว้นภาษีที่เกิดขึ้นจากการกระบวนการควบรวม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามข้อดีช่วยให้ธอส.มีความเชี่ยวชาญในการทำตลาดรองสินเชื่อเพิ่มขึ้นแบบครบวงจร ส่วนข้อเสียจากการควบรวม อาจทำให้ ธอส.มีต้นทุนการดําเนินงานเพิ่มขึ้นจากที่ประมาณการไว้ และมีภาระต้องกันสํารองเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับคุณภาพทรัพย์สินที่ได้รับโอนมาจาก บตท.ด้วย โดยเฉพาะขณะนี้ ธอส.อยู่ระหว่างทดลองทำมาตรฐานรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือทางการเงิน (ไอเอฟอาร์เอส 9) ซึ่งกําหนดให้มีการกันสํารองสําหรับความเสี่ยงตลอดอายุของสินทรัพย์จึงอาจทำให้มีภาระเพิ่มขึ้นมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในส่วนพนักงานประเภทลูกจ้างชั่วคราวของ บตท. จะไม่สามารถไปปฏิบัติงานที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจผู้รับโอนกิจการได้ทําให้พนักงานประเภทนี้จะถูกเลิกจ้างและได้รับเงินชดเชยแทน ส่วนพนักงานประจําของ บตท.ยังได้รับสิทธิการโอนย้ายไปอยู่กับ ธอส.ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ กล่าวว่า เพิ่งได้รับทราบข่าวการออกร่างกฎหมายควบรวมสถาบันการเงินจากสื่อ แต่ยังไม่ทราบว่าเป็นการควบรวมระหว่างใคร ซึ่งหลังจากนี้ ธอส.จะมีการสอบถามไปยัง สศค.เพื่อรับทราบรายละเอียดอีกครั้ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33030</URL_LINK>
                <HASHTAG>ควบรวม, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.), บตท., สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190405/image_big_5ca6c3762e72d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26786</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/01/2019 08:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/01/2019 08:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สศค.มั่นใจควบรวม &quot;TMB-TBANK” ผุดแบงก์ใหม่ที่แข็งแกร่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ม.ค. 2562 นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า การควบรวม บมจ.ธนาคารทหารไทย (TMB) ที่กระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่ประมาณ 20% กับ บมจ.ธนาคารธนชาต (TBANK) จะทำให้เกิดธนาคารใหม่ที่มีความเข้มแข็งมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีและเป็นนโยบายที่กระทรวงการคลังสนับสนุน ให้ธนาคารพาณิชย์มีความเข้มแข็งรองรับการทำธุรกิจในยุคดิจิทัลที่มีการแข่งขันกันรุนแรง

สำหรับการควบรวมดังกล่าว กระทรวงการคลังยังจะใช้เงินเพื่อซื้อหุ้นในการรักษาสัดส่วนการถือหุ้นในธนาคารใหม่ไว้เท่าเดิมที่ 20% เพราะเห็นว่าธนาคารใหม่จะมีการดำเนินการที่ดีกว่าเดิม ส่วนราคาหุ้น และเงินที่จะที่นำมาใช้ในการซื้อหุ้นนั้นทางสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) จะเป็นผู้สรุปและจัดหาแหล่งเงินซึ่งอาจจะมีการขายหลักทรัพย์ตัวอื่นที่ไม่มีความจำเป็นมาซื้อหุ้นในครั้งนี้

&amp;quot;กระทรวงการคลังมองว่าการควบรวมของทั้งสองธนาคาร เป็นเรื่องดีทำให้ต้นทุนการดำเนินงานของธนาคารใหม่ลดลง มีความเข้มแข็งมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทรวงการคลังให้ความสำคัญกับธนาคารพาณิชย์ใหม่&amp;quot; นายลวรณ กล่าว

นายลวรณ กล่าวอีกว่า หากการถือหุ้นในธนาคารใหม่จะมีสัดส่วนลดลงบ้างก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา เพราะหากรวมกันแล้วธนาคารใหม่มีความเข้มแข็งมีการดำเนินงานที่ดีขึ้น ทำให้ราคาหุ้นเพิ่ม ก็ถือว่าไม่ได้ทำให้กระทรวงการคลังหรือรัฐบาลเสียหายจากการควบรวมและนำเงินไปลงทุนเพื่อรักษาสัดส่วนการถือหุ้นไว้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26786</URL_LINK>
                <HASHTAG>TMB, ควบรวม, ธนชาต, ลวรณ แสงสนิท, สศค.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190117/image_big_5c3fd48b5188d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7277</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2018 16:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2018 16:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลลดแลกแจกแถมให้“แบงก์”ยุบรวม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 เม.ย.2561- คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (มาตรการเพื่อสนับสนุนการควบรวมธนาคารพาณิชย์ไทย) ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับข้อสังเกตของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น ครม.ยังให้กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการให้มี &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการโอนและค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์หรืออาคารชุดตามประมวลกฎหมายที่ดินและกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด ค่าธรรมเนียมการโอนทะเบียนรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก และค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเครื่องจักรตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องจักรในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการควบรวมธนาคารพาณิชย์ไทย ตามที่ กค. เสนอต่อไปด้วย รวมทั้งให้ กค. รับความเห็นของสำนักงบประมาณไปพิจารณาดำเนินการต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา คือ 1.กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่ผู้ถือหุ้นของธนาคารพาณิชย์สำหรับผลประโยชน์ที่ได้จากการที่ธนาคารพาณิชย์ดังกล่าวควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กันซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุน 2.กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ให้แก่ธนาคารพาณิชย์ สำหรับเงินได้พึงประเมิน รายรับ หรือการกระทำตราสารที่เกิดขึ้นหรือเนื่องมาจากการที่ธนาคารพาณิชย์ดังกล่าว ควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน 3.กำหนดให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ให้แก่ธนาคารพาณิชย์ สำหรับมูลค่าของฐานภาษี รายรับ หรือการกระทำตราสารที่เกิดขึ้นหรือเนื่องมาจากการที่ธนาคารพาณิชย์ดังกล่าวโอนกิจการบางส่วนให้แก่กัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. กำหนดให้ยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้เท่ากับรายจ่ายที่ได้จ่ายเพื่อการลงทุน หรือการเปลี่ยนแปลงหรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการควบเข้ากันหรือการรับโอนกิจการทั้งหมดหรือบางส่วน แต่ไม่ใช่เป็น การซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม ให้แก่ 4.1 ธนาคารพาณิชย์ไทยที่เกิดจากการควบรวมแล้วมีสินทรัพย์รวมเกินกว่า 4 ล้านล้านบาท สามารถหักรายจ่ายจากการควบรวมเป็นจำนวน 2 เท่า (ร้อยละ 100 ของรายจ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริง) 4.2 ธนาคารพาณิชย์ไทยที่เกิดจากการควบรวมแล้วมีสินทรัพย์รวมเกินกว่า 3 ล้านล้านบาท แต่ไม่เกิน 4 ล้านล้านบาท สามารถหักรายจ่ายจากการควบรวมเป็นจำนวน 1.75 เท่า (ร้อยละ 75 ของรายจ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริง) 4.3 ธนาคารพาณิชย์ไทยที่เกิดจากการควบรวมแล้วมีสินทรัพย์รวมเกินกว่า 2 ล้านล้านบาท แต่ไม่เกิน 3 ล้านล้านบาท สามารถหักรายจ่ายจากการควบรวมเป็นจำนวน 1.5 เท่า (ร้อยละ 50 ของรายจ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริง) &amp;nbsp;4.4 ธนาคารพาณิชย์ไทยที่เกิดจากการควบรวมแล้วมีสินทรัพย์รวมเกินกว่า 1 ล้านล้านบาท แต่ไม่เกิน 2 ล้านล้านบาท สามารถหักรายจ่ายจากการควบรวมเป็นจำนวน 1.25 เท่า (ร้อยละ 25 ของรายจ่ายตามจำนวนที่จ่ายจริง) &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ รายจ่ายที่สามารถนำไปหักรายจ่ายได้จะต้องเป็นรายจ่ายตามที่กำหนด และเป็นรายจ่ายที่ได้จ่ายไปตามความข้างต้นต้องจ่ายไปตั้งแต่วันที่ควบเข้ากันหรือรับโอนกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565 และต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7277</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสรรพากร, กระทรวงการคลัง, ครม., ควบรวม, ธนาคารพาณิชย์, ธนาคารแห่งประเทศไทย, ธปท., ประมวลรัษฎากร, พระราชกฤษฎีกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180417/image_big_5ad5c38e7ad0d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
