<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>83505</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/11/2020 15:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/11/2020 15:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มาเลเซียไฟเขียวให้ซีพีควบรวมกิจการกับเทสโก้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 พฤศจิกายน 2563 คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าของมาเลเซีย ประกาศผลอนุมัติควบรวมเทสโก้สโตรส์ ในมาเลเซีย โดยมีเงื่อนไขสอดคล้องกับคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า(กขค.)ในประเทศไทย พร้อมยกมาตรฐานสากลในการพิจารณา &amp;nbsp;ซึ่งเห็นได้ว่า บอร์ดแข่งขันทางการค้าของประเทศมาเลเซีย มองเห็นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจโดยรวมของมาเลเซีย ซึ่งเป็นการเพิ่มการลงทุนในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศมาเลเซีย โดยเงื่อนไขที่ทางบอร์ดแข่งขันทางการค้าของมาเลเซีย ให้ความสำคัญมีความสอดคล้องกับคณะกรรมการ กขค.ประเทศไทยคือ การสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอีโดยต้องมีการเพิ่มสัดส่วนคู่ค้าเอสเอ็มอี อย่างน้อย 10% เป็นเวลา 5 ปี ต้องสร้างและพัฒนาผู้ประกอบการท้องถิ่นให้มีโอกาสขยายตลาดในต่างประเทศ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เงื่อนไขสำคัญที่ บอร์ดแข่งขันทางการค้ามาเลเซีย ให้ความสำคัญคือ การคงไว้ซึ่งเงื่อนไขที่ให้กับคู่ค้า จะต้องคงไว้เหมือนเดิม ยกเว้นจะให้ข้อเสนอที่ดีกว่า แต่สิ่งที่มาเลเซียเพิ่มขั้นมาคือ พนักงานในโลตัสสโตรส์ที่มาเลเซียนั้น ขอจำกัดจำนวนพนักงานต่างชาติที่มีทักษะในระดับต่ำ (Low-Skill Working) อยู่ที่ไม่เกิน 15% โดยเน้นใช้คนท้องถิ่น หากจำเป็นต้องเพิ่มพนักงานจากต่างชาติ ขอเป็นผู้เชี่ยวชาญสูง หรือมีทักษะสูง เพื่อดึงคนเก่งเข้าประเทศมาเลเซีย เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บอร์ดแข่งขันทางการค้าในประเทศมาเลเซีย และ คณะกรรมการ กขค.ของประเทศไทย ถือได้ว่าเป็นองค์กรอันทรงเกียรติ ที่เป็นผู้กำหนดมาตรฐาน และ เงื่อนไข เพื่อให้ทุกฝ่ายเชื่อมั่นในความเป็นมืออาชีพ เพราะมติที่ประชุมมีความสำคัญ &amp;nbsp;ทุกบริษัทที่เกี่ยวข้องจะต้องนำไปเข้าที่ประชุมคณะกรรมการของแต่ละบริษัท และย้ำเตือนถึงความเป็นมืออาชีพในกระบวนการ เพราะดีลการซื้อขายครั้งนี้เป็นระดับอินเตอร์ และเกี่ยวข้องกับหลายประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการพิจารณาของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้ามาเลเซีย และ มติคณะกรรมการ กขค.ประเทศไทย คลายข้อกังวลของคณะกรรมการ ไม่ว่าเสียงข้างมากหรือข้างน้อย เพราะทุกคนมีสิทธิออกความเห็นในที่ประชุมครบถ้วนแล้ว และนำความเห็นของกรรมการทุกท่าน มาสรุปเป็นมติ &amp;nbsp;นอกจากนี้ผลการพิจารณาเป็นการลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเศรษฐกิจขาลง ในขณะที่ประเทศไทย ได้ยินข่าวเรื่องย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศ แต่ดีล เทสโก้ โลตัส ครั้งนี้ ถือเป็นข่าวดีว่า เราได้บริษัทที่ถูกบริษัทอังกฤษซื้อไป ได้กลับคืนมา และ ตอนที่เทสโก้ โลตัส เป็นของอังกฤษ และมีส่วนแบ่งตลาดเท่าเดิม ก็ไม่มีใครแย้งว่ามีอำนาจเหนือตลาด แต่พอกลับมาเป็นของคนไทยในส่วนแบ่งตลาดเท่าเดิม กลับมีบางกลุ่มออกมาไม่เห็นด้วยกับมติ นอกจากนี้สินค้าของซีพีส่วนใหญ่เป็นของสด ในขณะที่สินค้าในเทสโก โลตัสกว่า 80% ไม่ใช่ของสด ดังนั้น ยากที่จะครอบงำตลาด นอกจากนี้ ธุรกิจเอสเอ็มอีได้ประโยชน์เป็นอย่างมากจากเงื่อนไขของบอร์ดแข่งขันทางการค้าของทั้งสองประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ประเทศมาเลเซีย นายวาน สุไฮมี ไซดี นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารเคนางา อินเวสเมนต์ กล่าวว่า &amp;quot;เศรษฐกิจมาเลเซียพึ่งพาการค้า กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ภาวะถดถอย เนื่องจากยังไม่มีสัญญานการฟื้นตัวอย่างเต็มที่ของอุปสงค์ และ กิจกรรมธุรกิจ&amp;rdquo; &amp;nbsp;นายวาน ทำนายว่า อัตราการหดตัวตลอดปี ปี 2563 ของประเทศมาเลเซียจะอยู่ที่ 4-6% จะเห็นได้ว่า การที่มีการลงทุนขนาดใหญ่เกิดขึ้นในปีนี้ ในประเทศมาเลเซียจะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นอย่างดี โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีก ที่จะรักษาคู่ค้า ให้สามารถทำธุรกิจได้ต่อเนื่องอย่างเป็นปกติ และ เพิ่มการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลสรุปการอนุมัติให้มีการซื้อกิจการทั้งสองประเทศในครั้งนี้ บริษัทต่าง ๆ ต้องนำเงื่อนไขกลับไปพิจารณา ว่าจะเห็นชอบกับเงื่อนไขหรือไม่ บริษัทในเครือซีพีได้สิทธิในบริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม จํากัด ซึ่งประกอบธุรกิจค้าปลีก ภายใต้เครื่องหมายการค้า Tesco Lotus ในไทย รวมทั้งซื้อหุ้นบริษัท Tesco Stores (Malaysia) Sdn.Bhd. ซึ่งประกอบธุรกิจค้าปลีกภายใต้เครื่องหมายการค้า Tesco ในประเทศมาเลเซีย จะเดินหน้าต่อไปในทิศทางใด ล้วนเกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจและผู้ประกอบการคู่ค้า รวมถึงการรักษาการจ้างงาน การซื้อขายครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนวิกฤตโควิด แต่ซื้อมาราคาแพง ก็ยากในการทำให้เกิดกำไร และการซื้อขายไม่ได้เกิดขึ้นฟรี แต่เป็นการลงทุนในช่วงที่มีความเสี่ยง และ เอกชนเป็นผู้รับความเสี่ยงโดยตรง จึงถือเป็นความท้าทายอย่างมากของเอกชนผู้ประมูลชนะ ซึ่งจะต้องดำเนินการแบบมืออาชีพ เพื่อให้ธุรกิจที่ซื้อกิจการมาอยู่รอด และดีลนี้ถือเป็นดีลอินเตอร์ที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นในทุกภาคส่วน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83505</URL_LINK>
                <HASHTAG>ควบรวมกิจการ, ซีพี, มาเลเชีย, เทสโก้สโตรส์ ในมาเลเซีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201111/image_big_5faba6bd86c7b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76199</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2020 22:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2020 22:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อัยการเกาหลีใต้ฟ้องเอาผิด&#039;ทายาทซัมซุง&#039;คดีควบรวมกิจการในเครือ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;อัยการเกาหลีใต้ดำเนินคดี อี แจยอง ทายาทอาณาจักรซัมซุง กับผู้บริหารทั้งในอดีตและปัจจุบันของซัมซุงอีก 10 คน ในคดีควบรวมกิจการของ 2 บริษัท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ อี แจยอง (กลาง) มาถึงศาลสูงโซล เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 เพื่อรับการไต่สวนคดีทุจริตติดสินบน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงของสำนักอัยการเกาหลีใต้เมื่อวันอังคารที่ 1 กันยายน ระบุว่า อี แจยอง รองประธานซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ กระทำความผิดในข้อหาปั่นหุ้น, ทำผิดหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย และความผิดอื่นๆ ในการควบรวมกิจการของบริษัท 2 แห่งคือ ซัมซุง ซีแอนด์ที และบริษัท เชอิล อินดัสตรีส์ เมื่อปี 2558&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากอีแล้ว อัยการยื่นฟ้องผู้บริหารระดับสูงทั้งในอดีตและปัจจุบันของซัมซุงอีก 10 คน จากความผิดในคดีเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในแถลงการณ์ของอัยการเกาหลีใต้บอกว่า อีและผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา ดำเนินแผนการอย่างเป็นระบบ เพื่อจะได้เข้าควบคุม &amp;quot;ซัมซุงกรุ๊ป&amp;quot; โดยใช้ต้นทุนต่ำที่สุด ผ่านการทำธุรกรรมที่ไม่เป็นธรรมในหลายช่องทาง ซึ่งสร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นของบริษัท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ เป็นบริษัทที่เป็นเรือธงของซัมซุงกรุ๊ป ซึ่งบริษัทซัมซุงก่อตั้งโดยปู่ของอี รายได้ของบริษัทซัมซุงเท่ากับ 1 ใน 5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของเกาหลีใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซัมซุงเผยว่าช่วงเดือนเมษายน-กรกฎาคมปีนี้ บริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้น เนื่องจากทั่วโลกมีความต้องการใช้ชิปดีแรมของบริษัทเพิ่มสูงขึ้นมาก เพราะมีกิจกรรมออนไลน์เพิ่มขึ้น เนื่องจากทั่วโลกต้องล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ธนาคารกลางเกาหลีใต้เผยเมื่อวันอังคารว่า เศรษฐกิจของประเทศช่วงเดือนเมษายน-กรกฎาคมของปีนี้หดตัว 3.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านทีมทนายความของอี ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดที่อัยการยื่นฟ้องดำเนินคดี โดยบอกว่าเป็นข้อกล่าวหาแต่ฝ่ายเดียวโดยเจ้าหน้าที่สอบสวนและทั้งหมดไม่เป็นความจริง เขายืนยันว่ากระบวนการควบรวมกิจการของทั้ง 2 บริษัท กระทำอย่างถูกต้องตามกฎหมาย การดำเนินคดีอีนับว่าเป็นเรื่องน่าเศร้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คิม แด จอง อาจารย์สอนวิชาธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยเซจงในกรุงโซล ให้ความเห็นว่า การที่อัยการยื่นฟ้องอีทำให้เขาต้องกลับมาขึ้นศาลอีกครั้ง ก่อให้เกิดความไม่แน่นอน และอาจส่งผลกระทบต่อแผนการลงทุนระยะยาวของซัมซุง ในช่วงเวลาที่ประเทศเผชิญกับความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจ เนื่องจากการระบาดของโรคโควิด-19 การยื่นฟ้องอีในเวลานี้ ไม่น่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76199</URL_LINK>
                <HASHTAG>ควบรวมกิจการ, ซัมซุง, ทายาทซัมซุง, อี แจยอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200901/image_big_5f4e685d3a4df.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30036</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/02/2019 01:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/02/2019 07:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธนชาต-ทหารไทย  เซ็นควบรวมกิจกรรม ก้าวเป็นแบงก์ใหญ่ลำดับที่ 6 เตรียมเปลี่ยนชื่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.พ. 2562 นายสมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทุนธนชาต แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า เมื่อวันที่ 26 ก.พ.62 บริษัทในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารธนชาตได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงแบบไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เกี่ยวกับการรวมกิจการระหว่างธนาคารธนชาต กับ ธนาคารทหารไทย แบ่งเป็น บันทึกข้อตกลง 5 ฝ่ายระหว่าง ทั้งไอเอ็นจี กรุ๊ป, ทุนธนชาต, ธนาคารแห่งโนวาสโกเทีย, ธนาคารธนชาต และธนาคารทหารไทย บันทึกข้อตกลง 2 ฝ่ายระหว่าง ทุนธนชาต กับธนาคารแห่งโนวาสโกเทีย เพื่อกำหนดข้อตกลงแบบ ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายและหลักการสำหรับการเจรจาร่วมกันต่อไปเกี่ยวกับการเข้าทําธุรกรรมต่าง ๆ ระหว่างคู่สัญญา โดยมีวัตถุประสงค์รวมกิจการระหว่างธนาคารธนชาตกับธนาคารทหารไทย เพื่อการก่อตั้งธนาคารพาณิชย์ที่มีขนาดใหญ่ และแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เหตุผลการรวมกิจการเป็นการดำเนินการโดยสมัครใจของผู้ถือหุ้นใหญ่ของทั้ง 2 ธนาคาร ตามนโยบายที่รัฐให้การสนับสนุน เพื่อให้เกิดธนาคารพาณิชย์ที่มีขนาดใหญ่ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดต้นทุนในการ บริหารจัดการ สร้างประสิทธิภาพในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการให้กับลูกค้าได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น โดยทุนธนชาตยังคงเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และร่วมดูแลธนาคารภายหลังการรวมกิจการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การรวมกิจการครั้งนี้ ทำให้ขนาดและศักยภาพทางธุรกิจเพิ่มขึ้น โดยมุ่งสู่การเป็นธนาคารชั้นนำขนาดใหญ่ของประเทศ โดยธนาคารภายหลังการรวมกิจการจะมีสินทรัพย์รวมอยู่ที่ประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท ฐานลูกค้ากว่า 10 ล้านราย และมี ขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 6 ในอุตสาหกรรมธนาคารพาณิชย์ไทย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับค่าตอบแทนการรวมกิจการ ทุนธนชาต คาดว่าการรวมกิจการระหว่างธนาคารธนชาตและธนาคารทหารไทย โดยวิธีการโอนกิจการทั้งหมด จะมีมูลค่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 130,000 &amp;ndash; 140,000 ล้านบาท แต่อาจปรับมูลค่าในขั้นตอนสุดท้าย เนื่องมาจากการตรวจสอบวิเคราะห์สถานะ เมื่อมีการเข้าทำสัญญาที่คู่สัญญาจะตกลงกันต่อไป โดยหุ้นเพิ่มทุนที่ธนาคารทหารไทยเสนอขายให้แก่ทุนธนชาต ธนาคารแห่งโนวาสโกเทีย และผู้ถือหุ้นรายย่อยจะมีมูลค่าประมาณ 50,000 - 55,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คาดว่าธนาคารทหารไทยจะเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนราคาหุ้นละ 1.1 เท่าของมูลค่าทางบัญชีล่าสุด ของธนาคารทหารไทยภายหลังปรับปรุงมูลค่าจากการเพิ่มทุนตามที่ธนาคารทหารไทยคาดไว้ และการปรับปรุงอื่น ๆ ซึ่งจะได้ตกลงกันในสัญญาที่คู่สัญญาจะตกลงกันต่อไป โดยทุนธนชาตคาดว่าจะถือหุ้นในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 20% ของธนาคาร ภายหลังการรวมกิจการ และจะมีการใช้ชื่อทางการค้าใหม่ โดยพิจารณาจากจุดแข็งในเชิงพาณิชย์ของชื่อทางการค้าเดิมของธนาคารธนชาตและธนาคารทหารไทย โดยชื่อทางการค้าใหม่ที่แน่นอนจะขึ้นอยู่กับการอนุมัติของคณะกรรมการธนาคารภายหลังรวมกิจการ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30036</URL_LINK>
                <HASHTAG>ควบรวมกิจการ, ควบรวมธนชาติ ทหารไทย, สมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190227/image_big_5c75803963403.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25191</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/12/2018 08:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/12/2018 08:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กกพ.กลับลำอนุมัติ GPSC ซื้อโกลว์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กกพ.กลับลำอนุมัติจีพีเอสซี ควบรวมโกลว์ หลังพิจาณาเงื่อนไขไม่ซื้อโรงไฟฟ้าเอสพีพี 1 ถือว่าไม่ลดการแข่งขันในพื้นที่แล้ว ยื่นข้อเสนอต้องหาผู้อื่นมาซื้อแทนถึงจะดำเนินการโอนหุ้นได้ ด้านปตท.-บางจาก ลดราคาน้ำมัน 40-50 สตางค์/ลิตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวนฤภัทร อมรโฆษิต เลขาธิการสำนักงาน คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยภายผลการประชุมคณะกรรมการ กกพ. (บอร์ด) ว่าที่ประชุม มีมติเห็นชอบในการ ให้บริษัท โกลโบล ซินเนอร์ยี่ จำกัด(มหาชน) หรือ จีพีเอสซี ควบรวมกิจการกับ บริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด(มหาชน) โดยมีเขื่อนไขกำหนดให้โกลว์ ขายกิจการบริษัท โกลว์ เอสพีพี 1 จำกัด ที่ดำเนินการโรงไฟฟ้าขนาด 148 เมกะวัตต์ ให้แล้วเสร็จก่อน หรือต้องมีลูกค้ารายอื่นที่เข้ามาซื้อกิจการดังกล่าวก่อน จีพีเอสซีจึงจะสามารถทำการควบรวมได้ในช่วงเวลาเดียวกัน พร้อมทั้งให้ความคุ้มครองกลุ่มลูกค้าผู้ซื้อไฟของโกลว์ทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กกพ.มีมติเห็นชอบในหลักการให้จีพีเอสซี ควบรวมโกลว์แล้ว หลังจากที่ได้มีการยื่นเรื่องเพื่อขออุทธรณ์เข้ามาอีกครั้ง เนื่องจากครั้งก่อน กกพ.ไม่อนุมัติและยกคำอุทธรณ์ โดยที่ผ่านความเห็นชอบ เนื่องจากจีพีเอสซีได้ยกเว้นการซื้อขาย เอสพีพี 1 ในพื้นที่ดังกล่าว จึงไม่ขัดต่อข้อกฎหมายในเรื่องลดการแข่งขัน จึงสามารถควบรวมได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าให้โกลว์ขายเอสพีพี 1 ให้เรียบร้อยก่อน หรือมีลูกค้ามาซื้อแล้ว จีพีเอสซีจึงจะดำเนินการซื้อหุ้นจากบริษัท เอ็นจี้ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของโกลว์ได้ ซึ่งระยะเวลาอยู่ที่การดำเนินงานของทั้งสองฝ่าย&amp;quot;นางสาวนฤภัทร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันยังเห็นชอบให้ กำหนดเงื่อนไขบังคับหลังการรวมกิจการโดยกำหนดเป็นเงื่อนไขเพิ่มเติมท้ายใบอนุญาตประกอบกิจการจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ผู้รับใบอนุญาต บริษัท โกลว์ จำนวน 11 ข้อ และผู้รับใบอนุญาตบริษัทในเครือได้แก่ 1.การอำนวยความสะดวกกรณีลูกค้าเดิมเปลี่ยนผู้ให้บริการไฟฟ้า 2.การปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดอื่น ๆ 3.การป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนทางธุรกิจ &amp;nbsp;4.การให้บริการอย่างมีมาตรฐานและไม่เลือกปฏิบัติ 5.การพิจารณาให้สิทธิในการพิจารณาต่อสัญญาหรือขยายเวลาสัญญาแก่ลูกค้ารายเดิมก่อน 3 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.โครงสร้างอัตราค่าบริการมีความเป็นธรรม 7.การผลิตและจัดหาไฟฟ้าได้อย่างเพียงพอมีมาตรฐาน 8.การรักษาความลับข้อมูลทางธุรกิจให้กับลูกค้า 9.การสนับสนุนธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการ 10.การบังคับใช้กฎหมายในกรณีที่มีการร้องเรียนหรือฝ่าฝืนเงื่อนไขสัญญา และ 11.ในกรณีที่การกระทำ พฤติกรรม หรือเหตุที่ทำให้เกิดการผูกขาด ลด หรือจำกัดการแข่งขันในการให้บริการในกิจการพลังงานตามข้อ 10 สิ้นสุดลงแล้ว ผู้รับใบอนุญาตอาจต้องร้องขอให้คณะกรรมการระงับ ยกเว้น หรือปรับปรุงมาตรการเฉพาะใหม่ก็ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่จีพีเอสซี กล่าวว่าทางบริษัทจะรอให้การซื้อขายเอสพีพี 1 ให้แล้วเสร็จก่อนที่จะทำการซื้อหุ้นโกลว์จาก เอ็นจี้ในสัดส่วน 69% (ระยะแรก) จึงยังไม่สามารถระบุช่วงเวลาในการดำเนินการได้ เนื่องจากขึ้นอยู่กับโกลว์ว่าจะขายเอสพีพี 1 ช่วงเวลาใด ขณะที่มูลค่าการซื้อขายก็จะลดลงแต่ยืนยันว่าไม่กระทบกับแผนการกู้เงินจากสถาบันการเงิน เนื่องจากยังยึดตามแผนการดำเนินการเดิมทั้งหมด ขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ กกพ.กำหนดออกมา และต้องขอขอบคุณที่มีการทำงานอย่างเต็มที่ตลอดมา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25191</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกพ., คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน, ควบรวมกิจการ, จีพีเอสซี, นฤภัทร อมรโฆษิต, มติเห็นชอบ, โกลว์ พลังงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181031/image_big_5bd96379f1450.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17933</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/09/2018 12:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/09/2018 12:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>  “ขุนคลัง” ปฏิเสธลั่นไม่มีนโยบายสั่งกรุงไทย ควบรวม ทหารไทย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;ldquo;ขุนคลัง&amp;rdquo; ปฏิเสธลั่นไม่มีนโยบายสั่งธนาคารกรุงไทย ควบรวม ธนาคารทหารไทยทหารไทย แจงหากธนาคารไหนจะควบรวมกันเป็นเรื่องที่ต้องไปตกลงกันเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;19 ก.ย. 61 - นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังไม่มีนโยบายให้ บมจ.ธนาคารกรุงไทย ควบรวมกับ บมจ.ธนาคารทหารไทย &amp;nbsp;โดยที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้ออกหลักเกณฑ์การควบรวมสถาบันการเงินให้หักลดหย่อนภาษีได้ เพราะต้องการให้ธนาคารพาณิชย์มีขนาดใหญ่ขึ้น ส่วนธนาคารพาณิชย์แห่งไหนจะควบรวมกันเป็นเรื่องที่แต่ละธนาคารต้องไปตกลงกันเอง กระทรวงการคลังไม่ได้กำหนดว่าธนาคารไหนต้องควบรวมกับธนาคารไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ธนาคารพาณิชย์ต้องคิดเองว่ารวมแล้วได้ประโยชน์หรือไม่ได้ประโยชน์ เราไม่เคยกำหนดว่าใครจะต้องควบรวมกับใคร ส่วนกรณีธนาคารกรุงไทย และธนาคารทหารไทย ซึ่งกระทรวงการคลังอยู่ในฐานะผู้ถือหุ้นทั้ง 2 ธนาคาร ยังไม่ได้เคยรับแจ้งจากทั้ง 2 ธนาคารว่าจะมีการควบรวมกัน ถ้ามีการแจ้งมาทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ก็ต้องศึกษาว่าการดำเนินการนั้นจะคุ้มไม่คุ้มค่า ซึ่งตอนนี้ยังไม่เห็นมีการเสนอหรือการศึกษาแต่อย่างใด&amp;quot; นายอภิศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า กระทรวงการคลังเห็นชอบให้ธนาคารทหารไทย และธนาคารกรุงไทยควบรวมกิจการกัน โดยจะได้ข้อสรุปภายใน 1-2 เดือนนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17933</URL_LINK>
                <HASHTAG>ควบรวมกรุงไทย-ทหารไทย, ควบรวมกิจการ, ควบรวมแบงก์, ปฏิเสธข่าว, รมว.คลัง, อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180627/image_big_5b3399039afab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7646</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2018 10:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2018 10:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท. ชี้เป็นจังหวะดีแบงก์ควบรวมกิจการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ว่า ธปท. ชี้ เป็นจังหวะและโอกาสดีที่แบงก์เร่งควบรวมกิจการให้ใหญ่ขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ลดต้นทุน รองรับความต้องการของธุรกิจขนาดใหญ่

23 เม.ย. 61 - นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์ในประเทศมีการควบรวมกิจการ โดยมีระยะเวลาจนถึง 31 ธ.ค. 2565 ว่า เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงการคลังที่สนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์มีการควบรวมกิจการเพื่อเพิ่มขนาดธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น ให้สามารถแข่งขันทั้งในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ โดยเป็นมาตรการดังกล่าวเป็นมาตรการสมัครใจ ไม่ใช่การบังคับ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละสถาบันการเงินจะพิจารณากันเอง

&amp;ldquo;หากธนาคารพาณิชย์ไทยมีขนาดใหญ่ขึ้นก็จะเป็นโอกาสในการเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันได้ดีขึ้น ลดต้นทุนการบริหารจัดการ มีความเข้มแข็งมากขึ้น มีการบริหารความเสี่ยงที่ดีขึ้นและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจขนาดใหญ่ได้ เพราะปัจจุบันธนาคารพาณิชย์มีขนาดไม่ใหญ่และบางแห่งก็มีพันธมิตรเป็นผู้ถือหุ้นต่างประเทศอยู่แล้ว&amp;rdquo; นายวิรไท กล่าว

ทั้งนี้ การกำหนดกรอบระยะเวลา ที่สามารถใช้มาตรการนี้ ตั้งแต่เกิดการควบรวมจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565 เพื่อเป็นมาตรการจูงใจให้มีการควบรวม เพราะหากไม่มีระยะเวลากำหนด ก็จะไม่ทำให้สถาบันการเงินไม่รู้สึกตื่นตัว โดย ธปท. จะไม่กำหนดว่าสถาบันการเงินของไทยในระยะต่อไปจะมีจำนวนเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับกลไกของตลาดเป็นผู้กำหนดว่าควรมีเท่าไหร่ แต่ช่วงนี้ถือเป็นจังหวะที่ดีที่จะเกิดการควบรวมกัน เพราะจะได้สิทธิพิเศษทางภาษีตามมาตรการที่ออกมา

ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า หากขนาดของธนาคารพาณิชย์ไม่มีขนาดใหญ่ขึ้น จะไม่สามารถรองรับการลงทุนจากต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ได้นั้น มองว่า การระดมทุนทำได้หลายรูปแบบทั้งในตลาดทุนและการออกตราสารหนี้ ซึ่งต้องนำหลาย ๆ เรื่องมาประกอบการ และจะต้องมีช่องทางที่มีประสิทธิภาพ มีจังหวะที่ดีจึงจะสามารถตอบโจทย์ที่หลากหลายได้

นอกจากนี้ ยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวไม่ได้ทำให้รายได้ภาษีของรัฐบาลหายไป เพราะรัฐบาลไม่ได้มีรายได้จากการเก็บภาษีจากสถาบันการเงินอยู่แล้วแต่เป็นการลดภาษีที่เป็นอุปสรรค ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ยอมที่ให้มีการตัดจ่ายได้มากกว่าหนึ่งครั้ง เพื่อเป็นการจูงใจให้เกิดการควบรวม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7646</URL_LINK>
                <HASHTAG>ควบรวมกิจการ, ธนาคาร, ธนาคารแห่งประเทศไทย, ธปท., นายวิรไท สันติประภพ, ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, แบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180423/image_big_5add51f2f2465.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4382</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/03/2018 11:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/03/2018 11:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลุ่มเทสโก้ควบกิจการ &quot;บุ๊คเกอร์&quot; เสริมแกร่งธุรกิจอาหาร </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เทสโก้ โลตัส&amp;quot; ควบรวมกิจการ &amp;quot;บุ๊คเกอร์&amp;quot; ผู้นำธุรกิจค้าส่งอาหารรายใหญ่ ยกระดับบริการแก่ลูกค้า พร้อมทดลองร้านในคอนเซ็ปต์เชฟเซ็นทรัล ลุยธุรกิจบริการจัดเลี้ยงในสหราชอาณาจักร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 มี.ค. 61 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มเทสโก้ ผู้นำธุรกิจค้าปลีกระดับโลกได้ควบรวมกิจการกับ บุ๊คเกอร์ ผู้นำธุรกิจค้าส่งอาหารรายใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักรเสร็จสมบูรณ์แล้ว หลังจากที่ทั้งสองบริษัทได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนในวันที่ 5 มีนาคม 2561 โดยผู้ถือหุ้นของทั้งสองบริษัทได้ลงมติสนับสนุนการควบรวมกิจการเพื่อสร้างธุรกิจทางด้านอาหารชั้นนำในสหราชอาณาจักรเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และการควบรวมกิจการดังกล่าวได้รับการอนุมัติจากภาครัฐไปก่อนหน้านี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับดีลควบรวมกิจการระหว่างกลุ่มเทสโก้และบุ๊คเกอร์ มีมูลค่าประมาณ 4 พันล้านปอนด์ หรือว่า 174,000 ล้านบาท เป็นการนำศักยภาพด้านค้าปลีกและค้าส่งมาผนวกกันเพื่อสร้างธุรกิจอาหารชั้นนำในสหราชอาณาจักร โดยจะทำให้ลูกค้าของเทสโก้ สามารถซื้ออาหารได้สำหรับทุกโอกาส ทั้งการปรุงอาหารเพื่อรับประทานในบ้านและนอกบ้าน โดยได้เริ่มมีการทดลองเปิดร้านของบุ๊คเกอร์ภายใต้คอนเซ็ปต์ Chef Central ภายในสาขาเอ็กซ์ตร้าของเทสโก้ที่สหราชอาณาจักร เพื่อให้บริการกลุ่มลูกค้าธุรกิจบริการจัดเลี้ยงอาหารและให้บริการลูกค้าทั่วไปอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การควบรวมกิจการครั้งนี้ เป็นไปตามวิสัยทัศน์ทางธุรกิจของกลุ่มเทสโก้ที่ให้ความสำคัญกับสินค้าประเภทอาหาร รวมถึงอาหารสด สำหรับธุรกิจในประเทศไทยนั้น เทสโก้ โลตัส ก็ให้ความสำคัญกับอาหารสดเช่นกัน โดยมุ่งเน้นการจำหน่ายอาหารสดคุณภาพสูงในราคาที่เอื้อมถึงได้ ทั้งนี้ กลุ่มเทสโก้ มีนโยบายขยายธุรกิจทั้งในสหราชอาณาจักรและในประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเดินหน้าลงทุนในประเทศไทยต่อไป ทั้งการขยายสาขารูปแบบต่างๆและการสร้างการเติบโตจากช่องทางออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน เทสโก้ โลตัสมีสาขากว่า 1,900 สาขาทั่วประเทศไทย โดยมีร้านค้า 5 ฟอร์แมตเพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างของลูกค้า ได้แก่ พลัส มอลล์, เอ็กซ์ตร้า, ไฮเปอร์มาร์เก็ต, ตลาด และ เอ็กซ์เพรส โดยให้บริการลูกค้ามากกว่า 15 ล้านคนในแต่ละสัปดาห์ และยังมีช่องทางจำหน่ายสินค้าบนแพลตฟอร์มดิจิทัล 2 ช่องทางหลัก คือ เทสโก้ โลตัส ช้อป ออนไลน์ ซึ่งมีสินค้ามากกว่า 20,000 รายการ รวมถึงอาหารสด สินค้าอุปโภคบริโภค และ ร้านค้าของเทสโก้ โลตัส บนเว็บไซต์ลาซาด้า มีสินค้ามากกว่า 12,000 รายการ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4382</URL_LINK>
                <HASHTAG>ควบรวมกิจการ, ธุรกิจ, บุ๊คเกอร์, เทสโก้, เทสโก้โลตัส, โลตัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180306/image_big_5a9e186086688.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
