<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>43124</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2019 08:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีลควบ‘2แบงก์’ TMBขึ้นอันดับ6 ไม่ปลดพนักงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;อุตตม&amp;rdquo; ยันดีลควบรวม &amp;ldquo;ทหารไทย-ธนชาต&amp;rdquo; จบแล้ว ผงาดขึ้นแบงก์ใหญ่อันดับ 6 ของประเทศ สินทรัพย์อู้ฟู่ &amp;nbsp;2 ล้านล้านบาท ลูกค้าพุ่ง 10 ล้านคน คาดใช้เวลา 1 ปีครึ่งจัดโครงสร้างภายในเรียบร้อย มั่นใจสร้างผลตอบแทนสุดว้าวให้ผู้ถือหุ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงถึงการควบรวมธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ว่าได้มีการแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เรียบร้อยแล้ว โดยภายหลังการควบรวม จะทำให้สถานะของธนาคารขยับขึ้นเป็นธนาคารขนาดใหญ่อันดับ 6 ของประเทศ มีขนาดทรัพย์สิน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งจะส่งผลดีต่อกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้น แม้ว่าสัดส่วนการถือหุ้นจะน้อยลง แต่ผลตอบแทนจะได้มากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอุตตมกล่าวว่า การควบรวมยังคงใช้ชื่อธนาคารทหารไทยเหมือนเดิม โดยโครงสร้างผู้ถือหุ้น แบ่งเป็น ING สัดส่วน 21.24%, ทุนธนชาต สัดส่วน 20.43% และกระทรวงการคลัง สัดส่วน 18.4%, สโกเทียแบงก์ (BNS) ถือหุ้น 5.6% และผู้ถือหุ้นรายย่อย 34.3% ภายใต้เงื่อนไขว่ากระทรวงการคลังยังเป็นผู้มีอำนาจในการแต่งตั้งประธานกรรมการธนาคาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่ผ่านมาได้หารือกับนายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย ซึ่งยืนยันว่ายังดำเนินงานต่อไปปกติไม่เปลี่ยนแปลง โดยหลังจากควบรวมแล้ว คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ปีครึ่งในการจัดการโครงสร้างภายในองค์กร ส่วนการควบรวมจะเกิดขึ้นภายในปีนี้ เพื่อได้สิทธิลดหย่อนภาษี โดยยืนยันว่ากระทรวงการคลังไม่มีนโยบายและแนวคิดขายหุ้นทหารไทย&amp;rdquo; นายอุตตมกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอุตตมกล่าวอีกว่า ในส่วนของกระทรวงจะให้กองทุนวายุภักษ์เข้าไปซื้อหุ้นธนาคารธนชาตในวงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท เพื่อให้กลุ่มทุนธนชาตกลับมาซื้อหุ้นเพิ่มทุนของธนาคารทหารไทย หลังการควบรวมจะทำให้การบริหารของธนาคารมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นการรวมจุดแข็งของ 2 ธนาคารเข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยธนชาตมีความเชี่ยวชาญด้านเช่าซื้อ ส่วนธนาคารทหารไทยเชี่ยวชาญด้านสินเชื่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งการควบรวมจะทำให้การทำงานดีขึ้น และเป็นประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทุกราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศุภเดช พูนพิพัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทุนธนชาตฯ ยอมรับว่าเล็งเห็นศักยภาพและจุดแข็งจากทั้ง 2 ธนาคาร เมื่อรวมกันแล้วจะเป็นธนาคารที่มีขนาดใหญ่เกือบเท่าตัวมีสินทรัพย์รวมเกือบ 2 ล้านล้านบาท มีโครงสร้างทางธุรกิจและความชำนาญเสริมรับกันและกัน ธนาคารใหม่ที่เกิดขึ้นจากการรวมกันของทั้ง 2 ธนาคารจะมีลูกค้าเพิ่มมากขึ้นเป็นประมาณ 10 ล้านคน โดยมีความทับซ้อนกันไม่ถึง 10% ถือเป็นโอกาสทางการตลาดใหญ่ขึ้นกว้างขวางขึ้น มีโอกาสทางธุรกิจเพิ่มมากขึ้นจากความเก่งของทั้ง 2 ธนาคาร&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายปิติกล่าวว่า การควบรวม 2 ธนาคารคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2564 ระหว่างกระบวนการรวมการดำเนินงานยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ลูกค้าของทั้ง 2 ธนาคารยังสามารถใช้บริการของธนาคารแต่ละแห่งได้ตามปกติ และจะแจ้งความคืบหน้าลูกค้าทราบอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประพันธ์ อนุพงษ์องอาจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารธนชาตจำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในฐานะหนึ่งในทีมผู้บริหารของธนาคารใหม่นี้ ขอให้ความมั่นใจว่าการรวมกิจการครั้งนี้จะส่งผลดีต่อผู้มีส่วนร่วมทุกฝ่าย โดยเฉพาะต่อลูกค้า คู่ค้า พนักงานและผู้ถือหุ้น เพราะจะนำไปสู่การยกระดับการให้บริการครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับทุกกลุ่มลูกค้า ซึ่งจะทำให้ลูกค้าได้รับประโยชน์และการให้บริการที่ดีที่สุดจากธนาคารใหม่ เนื่องจากการรวมกิจการ ผนึกกำลังความเชี่ยวชาญ และจุดแข็งที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะธนาคารธนชาต ที่เป็นผู้นำอันดับหนึ่งในธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ และทีเอ็มบีซึ่งเชี่ยวชาญในการระดมเงินฝาก ส่งผลให้การบริหารจัดการต้นทุนในการทำธุรกิจเกิดประสิทธิภาพ รวมถึงโอกาสในการสร้างรายได้มากขึ้นจากฐานลูกค้าที่ใหญ่ขึ้นถึง 10 ล้านคน ซึ่งเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและช่วยสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับลูกค้า คู่ค้า พนักงาน ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายต่อไปอย่างแน่นอน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ด้านของพนักงานนั้น การรวมกิจการครั้งนี้จะเปิดโอกาสการทำงานที่ท้าทายใหม่ๆ สำหรับพนักงานทั้ง 2 ธนาคาร จากการขยายฐานลูกค้าที่มีจำนวนมากขึ้น พร้อมด้วยผลิตภัณฑ์และบริการที่ครบวงจร ทุกฝ่ายต่างให้ความสำคัญในการดูแลพนักงานทั้ง 2 ธนาคารอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง โดยจะมีแผนงานที่เป็นรูปธรรมในการพัฒนาความรู้ความสามารถอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พนักงานได้พัฒนาตัวเอง สามารถใช้ศักยภาพได้อย่างเต็มที่และเติบโตไปพร้อมกับธนาคาร ส่วนในเรื่องของสวัสดิการจะจัดให้อย่างเหมาะสมและไม่น้อยไปกว่าเดิม&amp;rdquo; นายประพันธ์ระบุ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43124</URL_LINK>
                <HASHTAG>ควบรวมธนาคารทหารไทยกับธนาคารธนชาต, ทหารไทย-ธนชาต, นายอุตตม สาวนายน, หนังสือพิมพ์, แบงก์ใหญ่อันดับ 6</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190809/image_big_5d4d7598ada73.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39667</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2019 08:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2019 08:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปลัดคลังลั่นควบ “ทหารไทย-ธนชาต” จบปีนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 มิ.ย. 2562 นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการธนาคารทหารไทย เปิดเผยถึงความคืบหน้าการควบรวมธนาคารทหารไทยกับธนาคารธนชาต ว่า ขณะนี้ขั้นตอนการควบรวมยังเดินหน้าตามแผนที่กำหนดไว้ทุกประการ และมั่นใจว่าการควบรวมกิจการทั้ง 2 ธนาคารจะต้องทำให้สำเร็จภายในปีนี้ เพื่อให้ได้รับมาตรการยกเว้นภาษีการควบรวมกิจการที่จะสิ้นสุดภายในปีนี้ เพราะหากช้ากว่านั้นก็อาจไม่ได้รับสิทธิการยกเว้นภาษี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การควบรวมกิจการระหว่างทหารไทยกับธนชาตจะต้องจบภายในปีนี้ ไม่เช่นนั้นจะไม่ทันมาตรการทางภาษีที่จะหมดลงภายในปีนี้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม เรื่องการควบรวมจะต้องมีการเสนอเรื่องให้ รมว.การคลังคนใหม่พิจารณาด้วย เนื่องจากต้องใช้อำนาจ รมว.การคลังในการอนุมัติใส่งบประมาณเพิ่มทุนในธนาคารทหารไทย ซึ่งขณะนี้ฝ่ายบริหารของธนาคารทหารไทยกำลังเร่งดำเนินการเกี่ยวกับรายละเอียดทั้งหมดอยู่&amp;rdquo; นายประสงค์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) &amp;nbsp;กล่าวว่า กระบวนการควบรวมกิจการธนาคารทหารไทยกับธนชาต ยังคงเดินหน้าปกติ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ซึ่งขณะนี้ทราบว่าอยู่ระหว่างรอรัฐบาลใหม่เข้ามาก่อน จึงจะมีการนำเสนอผลความคืบหน้าให้ สคร.พิจารณา รวมถึงเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า ระยะเวลาที่ใช้ในการควบรวมจะใช้ประมาณ 3-4 เดือน โดยยืนยันว่าการควบรวมของทั้ง 2 ธนาคารจะสร้างประโยชน์ให้กับระบบธนาคารพาณิชย์ให้มีความแข็งแกร่ง สามารถแข่งขันกับธนาคารต่างประเทศได้ โดยในเบื้องต้นคาดว่าภายหลังการควบรวมกิจการแล้วแม้จะทำให้ขนาดของธนาคารอยู่อันดับที่ 6 เท่าเดิม แต่ในด้านสัดส่วนทุนจะเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว ซึ่งจะส่งผลดีต่อด้านการแข่งขัน รวมถึงมีทุนสำหรับใช้ปล่อยกู้โครงการใหญ่ๆ ได้เพียงพอ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39667</URL_LINK>
                <HASHTAG>ควบรวมธนาคารทหารไทยกับธนาคารธนชาต, ประสงค์ พูนธเนศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190425/image_big_5cc16815e31e3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
