<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>87210</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/12/2020 09:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/12/2020 09:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซูเปอร์โพลเผยปชช.มีความสุขค่อนข้างมากหลังความขัดแย้งเริ่มคลี่คลาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
18 ธ.ค.63 - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) สถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ความสุขของราษฎร กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,406 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 11 &amp;ndash; 17 ธันวาคม พ.ศ.2563 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ส่วนใหญ่ของกลุ่มราษฎรทั่วไปหรือร้อยละ 87.6 มีความสุขค่อนข้างมาก ถึง มากที่สุด หลังสถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงเริ่ม คลี่คลาย ในขณะที่ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 86.6 ของกลุ่มราษฎรเยาวชน มีความสุขค่อนข้างมาก ถึง มากที่สุด หลังสถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงเริ่มคลี่คลาย เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่ของกลุ่มราษฎรทั่วไปหรือร้อยละ 89.6 และส่วนใหญ่ของกลุ่มราษฎรเยาวชนหรือร้อยละ 79.1 ระบุ เห็นคนไทยเป็นหนึ่งเดียวกัน จงรักภักดีต่อ สถาบันหลักของชาติ เป็นเหตุแห่งปัจจัยทำ ราษฎร มีความสุข ในขณะที่ ส่วนใหญ่ของกลุ่มราษฎรทั่วไปหรือร้อยละ 88.3 และส่วนใหญ่ของกลุ่มราษฎรเยาวชนหรือร้อยละ 87.5 ระบุ คนในครอบครัว รักกัน แม้เห็นต่างกัน วัยต่างกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่ของกลุ่มราษฎรทั่วไปหรือร้อยละ 84.5 และกลุ่มราษฎรเยาวชนร้อยละ 89.5 ระบุ นโยบายของรัฐบาล เช่น คนละครึ่ง ช้อปดีมีคืน และ เราเที่ยวด้วยกันเป็นเหตุปัจจัยทำ ราษฎร มีความสุข นอกจากนี้ ส่วนใหญ่ของกลุ่มราษฎรทั่วไปหรือร้อยละ 84.4 และร้อยละ 78.0 ของกลุ่มราษฎรเยาวชนระบุ อาชีพ หน้าที่การงาน เป็นเหตุปัจจัยทำราษฎรมีความสุข ในขณะที่ ส่วนใหญ่ของกลุ่มราษฎรทั่วไปหรือร้อยละ 77.0 และร้อยละ 67.3 ของกลุ่มราษฎรเยาวชน ระบุ การเงิน เงินในกระเป๋า เป็นเหตุปัจจัยทำ ราษฎร มีความสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่ของกลุ่มราษฎรทั่วไป หรือร้อยละ 96.0 และร้อยละ 93.2 ของกลุ่มราษฎรเยาวชนตั้งใจจะทำบุญทำทาน ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ใส่ร้ายผู้อื่น นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 94.5 ของกลุ่มราษฎรทั่วไปและร้อยละ 92.8 ของกลุ่มราษฎรเยาวชน ตั้งใจจะขออโหสิกรรม ให้อภัยทาน ผู้ที่ล่วงละเมิด เบียดเบียน ใส่ร้ายกัน ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง ในช่วงปลายปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลโพลครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มราษฎรมีความสุขเพราะเห็นคนไทยส่วนใหญ่แสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และมีความสุขเพราะคนในครอบครัวยังรักกันแม้เห็นต่างในกลุ่มคนที่ต่างวัยกัน และนโยบายรัฐบาลช่วงนี้ตอบโจทย์ตรงเป้าความต้องการของประชาชนหลายตัวเช่น โครงการคนละครึ่ง ช้อปดีมีคืน และการท่องเที่ยวช่วงปลายปี โดยผลโพลครั้งนี้ยังชี้ให้เห็นด้วยว่า คนไทยส่วนใหญ่ตั้งใจจะขออโหสิกรรมและให้อภัยทานจากการที่เคยเบียดเบียน คุกคาม และใส่ร้ายกันในช่วงเวลาที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวด้วยว่า ความตั้งใจปฏิบัติธรรมช่วงปลายปีของราษฎรคนไทยน่าจะเป็นหลักสำคัญที่ทุกคนในชาติจะทำให้สถานการณ์แห่งความขัดแย้งคลี่คลายไม่เกิดการสูญเสียและทำให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้แม้คนในชาติจะยังกังวลต่อการปล่อยปละละเลยของส่วนราชการต่าง ๆ และประชาชนบางกลุ่มที่อาจเป็นต้นตอของปัญหาโควิดปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาความขัดแย้งรอบใหม่ ดังนั้น สิ่งที่น่าพิจารณาคือ กลุ่มราษฎรจะสุขหรือทุกข์ ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่ที่ ชุดความคิดและ &amp;rdquo;จิต&amp;rdquo; ของกลุ่มราษฎรที่ถูกใส่เข้าไปในการรับรู้และการปรุงแต่งหรือปล่อยวาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87210</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความขัดแย้งทางการเมือง, ซูเปอร์โพล, ดร.นพดล กรรณิกา, โครงการคนละครึ่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201218/image_big_5fdc19fce6f1c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50452</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/11/2019 14:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/11/2019 14:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประธานญาติวีรชนฯชี้ 4 สถาบันหลักของชาติสั่นคลอน หวั่นซ้ำเติมความขัดแย้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 พ.ย. 2562 นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา&amp;rsquo;35 และอดีตกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ว่า มีปรากฎการณ์ทางการเมืองหลายอย่างที่น่าเป็นห่วงและอาจจะส่งผลให้เกิดความขัดแย้งและความแตกแยกของคนในชาติได้ &amp;nbsp;หากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ยึดหลักของการปกครองที่ต้องยึดผลประโยชน์ของสาธารณและประเทศชาติ ก็อาจส่งผลกระทบต่อสถาบันหลักของชาติ ทำให้สังคมเกิดวิกฤติอีกครั้งได้ จึงอยากเตือนสติในเรื่องสำคัญดังนี้


1.การหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.)ซึ่งเป็น1ใน3เสาหลักของระบอบประชาธิปไตย แต่ส.ส.บางส่วนกลับใช้เวทีของสภาผู้แทนฯเป็นเครื่องมือเล่นงานฝ่ายตรงข้ามสนองวาระทางการเมืองของตัวเอง การพูดหรือแสดงออกต่างๆไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนแต่อย่างใด แต่ยังโชคดีที่มีนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ที่ยึดมั่นในหลักการเป็นกัปตันคอยกำกับให้ทุกฝ่ายเดินถูกทิศทาง จึงอยากเตือนผู้ทรงเกียรติทั้งหลายว่าอย่าทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายต่อระบบรัฐสภาอีกเลย แล้วก็ไปเรียกร้องให้ทหารมาแก้ปัญหาอีก จึงอยากให้ทุกท่านได้ใช้เวทีรัฐสภาให้เป็นที่พึ่งพาของประชาชนและเป็นเวทีหาทางออกจากความขัดแย้งให้ได้ &amp;nbsp; &amp;nbsp;


2.กรณีฝ่ายบริหารโดยฝ่ายเศรษฐกิจใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ&amp;rdquo;ชิม ช้อป ใช้&amp;rdquo;จากเฟส1เข้าเฟส3แล้วถือเป็นความล้มเหลวของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เป็นการแจกเงินที่เลวร้ายกว่าประชานิยมยุคทักษิณ ควรยุติทันทีแล้วหันมาพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆให้ก้าวหน้าทันโลก ที่น่ากระหนกคือกรณีเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเวียนหนังสือข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี พิจารณาการใช้เงินกองทุนประกันสังคมกู้ยืมเพื่อการลงทุนหรือการกู้ยืมเพื่อรายจ่ายจำเป็นอื่นๆได้ ขอเตือนว่าอย่าแม้แต่คิดเพราะจะเกิดความเสียหายร้ายแรงกว่าที่คิด และขอให้ยึด&amp;ldquo;ศาสตร์พระราชา&amp;rdquo;อย่าแท้จริงอย่าปากพูดอย่างแต่ทำตรงข้าม


3.กรณีตุลาการศาลปกครองสูงสุดแถลงกลับคำตัดสินใหม่ให้บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งเข้าร่วมประมูลโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกมูลค่า2.7แสนล้านบาทได้ โดยอ้างเรื่องกระบวนการตรวจรับเอกสารไม่ชัดเจน ทั้งที่เคยมีแนวคำวินิจฉัยศาลปกครองสูงสุดกรณีเอกชนยื่นประมูลไม่ทันเวลา ถึง5กรณี ซึ่งศาลฯวินิจฉัยให้เอกชนแพ้ทั้งหมดบางกรณีประมูลช้าเพียง39 วินาทีก็ยังไม่ได้ เทียบคดีประมูลสนามบินอู่ตะเภามาสาย9นาทีแต่กลับทำได้ แล้วมาตรฐานระบบการจัดซื้อจัดจ้างอยู่ตรงไหน จึงหวังว่าการพิจารณาในคดีต่างๆโดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับทางการเมืองจะต้องมีบรรทัดฐานชัดเจน และเมื่อวินิจฉัยออกมาแล้วต้องทำให้ทุกฝ่ายยอมรับได้ ไม่ใช้มวลชนกดดันศาลเหมือนในอดีตอีก เพราะตุลาการเป็นพึ่งสุดท้ายหากพึ่งพาไม่ได้ ปัญหาจะไม่มีข้อยุติ และจะพังกันทั้งหมด


4.ความขัดแย้งของสังคมไทยในช่วงทีผ่านมา&amp;rdquo;กองทัพ&amp;rdquo;ถูกดึงเข้ามาพัวพันด้วยจนบัดนี้ยังถอนตัวออกจากความขัดแย้งไม่ได้ เพราะไม่ได้ทำตามสัญญาประชาคมที่จะสร้างความปรองดองคนในชาติ ผบ.ทบ.คนปัจจุบันในฐานะที่เป็นทหารของพระราชา ต้องไม่ถลำตัวไปเป็นคู่ขัดแย้งเสียเอง อย่ามองคนในชาติที่เห็นต่างทางความคิดเป็นข้าศึกศัตรู เพราะประชาชนทุกภาคส่วนคือพสกนิกรขององค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่าให้ใครดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาทำลายล้างกันเอง ความขัดแย้งต่างๆในประเทศสามารถเอาชนะได้โดยไม่ต้องรบ การใช้อำนาจไม่อาจชนะเสมอไป ดังนั้นกองทัพจะเป็นกลไกสำคัญคลี่คลายความขัดแย้งของคนในชาติได้หากผู้นำกองทัพมีวิสัยทัศน์รู้จักใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการแก้วิกฤติของชาติ


&amp;ldquo;สถานการณ์ของบ้านเมืองขณะนี้ยังไม่อาจวางใจได้ เพราะ5ปีคสช.ล้มเหลวในการสร้างสมานฉันท์ปรองดองของคนในชาติ ขณะที่ปัจจุบันก็มีเหตุการณ์ทางการเมืองหลายอย่างที่อาจจะเป็นเงื่อนไขความขัดแย้งใหม่ปะทุขึ้นอีก หากผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในสถาบันหลักของชาติไม่ตระหนักถึงหลักปกครองของบ้านเมือง ใช้ดุลยพินิจเพื่อสนองวาระทางการเมืองหรือผลประโยชน์ของตัวเอง ก็จะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายกว่าเดิมอีก เมื่อเกิดเหตุการณ์รุนแรงบาดเจ็บล้มตายแล้วก็หาคนรับไม่ผิดชอบไม่ได้ สุดท้ายผู้ที่รับเคราะห์ก็คือประชาชน จึงวิงวอนให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในพระราชดำรัชของพระเจ้าอยู่หัวที่ให้ทุกฝ่ายรักสามัคคีร่วมกันนำพาประเทศชาติเดินไปข้างหน้าให้ได้&amp;rdquo;นายอดุลย์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50452</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความขัดแย้งทางการเมือง, นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์, ประธานญาติวีรชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181124/image_big_5bf95ef93cbf9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30342</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/03/2019 09:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/03/2019 09:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สวนดุสิตชี้ประชาชนมองการเมืองไทยยังไม่สงบ 70% เชื่อว่ามีความวุ่นวาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 มี.ค. 2562 เข้าสู่เดือนมีนาคม นับถอยหลังวันเลือกตั้งที่กำลังใกล้เข้ามาทุกที แต่ละพรรคการเมืองยังคงลงพื้นที่แข่งขันหาเสียงกันอย่างเข้มข้น จนทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าการเลือกตั้งจะนำไปสู่ประเด็นที่สร้างความขัดแย้งทางการเมือง เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนที่สนใจติดตามข่าวสารการเมือง &amp;ldquo;สวนดุสิตโพล&amp;rdquo; มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จึงได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,028 คน ระหว่างวันที่ 26 กุมภาพันธ์ &amp;ndash; 2 มีนาคม 2562 สรุปผลได้ ดังนี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
1. ประชาชนคิดว่าความขัดแย้งทางการเมือง ณ วันนี้ &amp;nbsp;เกิดจากสาเหตุใด&amp;nbsp;
อันดับ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;59.22%&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
อันดับ 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แบ่งพรรคแบ่งพวก อยู่คนละขั้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;49.02%&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
อันดับ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่เป็นประชาธิปไตย สองมาตรฐาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;42.35%&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
อันดับ 4&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทัศนคติ แนวความคิดแตกต่างกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;18.43%&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
อันดับ 5&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขาดจิตสำนึก คุณธรรม จริยธรรม &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;10.59%&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. เมื่อเปรียบเทียบระหว่าง ก่อนที่จะมีการประกาศเลือกตั้ง กับ หลังจากที่มีการประกาศเลือกตั้งแล้วประชาชนคิดว่าความขัดแย้งเป็นอย่างไร &amp;nbsp;&amp;nbsp;
อันดับ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขัดแย้งพอๆกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;61.48%&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
อันดับ 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากที่มีการประกาศเลือกตั้ง มีความขัดแย้งมากกว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; 22.57%&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
อันดับ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนการประกาศเลือกตั้ง มีความขัดแย้งมากกว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; 15.95%&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ถ้าไม่มีการป้องกันและแก้ไขความขัดแย้ง &amp;nbsp;ประชาชนคิดว่าบ้านเมืองจะมีโอกาสวุ่นวายเหมือนกับช่วงก่อนที่&amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;เข้ามาบริหารประเทศหรือไม่
อันดับ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีโอกาสวุ่นวาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;68.09%&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เพราะ อาจเกิดความขัดแย้ง มีการเคลื่อนไหว ชุมนุม เรียกร้อง การเลือกตั้งร้อนแรง คนไม่เคารพกฎกติกา &amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
อันดับ 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่แน่ใจ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;26.85%&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะ &amp;nbsp;มีทั้งกลุ่มที่สนับสนุนและต่อต้าน ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของนายกรัฐมนตรี อาจมีมือที่สามเข้ามาแทรกแซง ฯลฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
อันดับ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่มีโอกาส 5.06%&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เพราะ รัฐบาล คสช. มีอำนาจเด็ดขาด มีมาตรา 44 ไว้คอยควบคุมดูแลบ้านเมือง มีบทเรียนจากที่ผ่านมา ฯลฯ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. วิธีการป้องกันและแก้ไขความขัดแย้ง คือ
อันดับ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การบังคับใช้กฎหมายเด็ดขาด &amp;nbsp;เข้มงวดกวดขัน บทลงโทษรุนแรง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;64.75%&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
อันดับ 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เห็นแก่ส่วนรวม มีจิตสำนึก &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;47.13%&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
อันดับ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีสติ ไม่วู่วาม ติดตามข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;33.61%&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30342</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความขัดแย้งทางการเมือง, สวนดุสิตโพล, เหตุการณ์วุ่นวาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190303/image_big_5c7b3c7b87cf9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
