<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>66291</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ความช่วยเหลือทางทหารช่วงโควิด-19 “สหรัฐ-จีน”และความหวังวัคซีนสู่ไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; การวางน้ำหนักของประเทศไทยต่อสัมพันธภาพระหว่างจีนกับสหรัฐ ที่ไม่เอียงไปข้างใดข้างหนึ่งมากเกินไป และใช้วิธีการแบ่งลูกกันเล่นในวิกฤติช้างชนช้างของพี่เบิ้มสองประเทศเป็นยุทธศาสตร์ของไทย ได้นำมาใช้นานนับศตวรรษแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ว่าภัยคุกคามในโลกจะเปลี่ยนรูปแบบไปแค่ไหนก็ตาม&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ไทยยังเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคที่จีนและสหรัฐต้องยึดโยงเชื่อมต่อความสัมพันธ์เอาไว้อย่างแน่นหนา และไม่ยอมปล่อยมือไปให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การใช้กลไกทางทหารในการสานสัมพันธ์ ผ่านกิจกรรมด้านต่างๆ ทำให้ความใกล้ชิดระหว่างไทยกับทั้งสองชาติใช้ช่องทางอย่างไม่เป็นทางการในการสื่อสาร และสร้างความร่วมมือในหลายมิติ เมื่อเกิดปัญหาในประเทศการส่งต่อความช่วยเหลือให้กับไทยก็จะอยู่ในลำดับต้นๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในสถานการณ์โควิด-19 องค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID) สำนักงานภาคพื้นเอเชีย ได้มอบวัสดุอุปกรณ์ป้องกันร่างกายส่วนบุคคล (พีพีอี) พร้อมอุปกรณ์การแพทย์อีกหลายรายการ ให้แก่ กระทรวงสาธารณสุข สู้โควิด-19 ในช่วงต้นๆ ของสถานการณ์แพร่ระบาดที่ไทยยังประสบปัญหาขาดแคลน&amp;nbsp; นอกจากนั้นสถานทูตสหรัฐ โดยเอกอัครราชทูตสหรัฐคนใหม่ ได้มอบอุปกรณ์การแพทย์ให้กับ กรมแพทย์ทหารบก ผ่านทาง พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนหนึ่งเป็นความร่วมมือทางด้านการทหารของ ทบ.ไทย กับหน่วยแพทย์ทหารบกสหรัฐ ที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร (USAMC-AFRIMS) มีภารกิจในการดำเนินงานวิจัยพื้นฐานและประยุกต์เพื่อการพัฒนาการตรวจสอบเพื่อวินิจฉัยยาและวัคซีนสำหรับโรคติดต่อที่มีความสำคัญทางทหาร USAMC-AFRIMS เดิมก่อตั้งเป็นห้องปฏิบัติการของ SEATO หลังเกิดอหิวาตกโรคระบาดในช่วงปี พ.ศ.2499-2501 ปัจจุบัน USAMC-AFRIMS เป็นหน่วยงานหนึ่งของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และตั้งอยู่ที่ศูนย์แพทย์ทหารบกของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในกรุงเทพมหานคร AFRIMS เป็นกิจกรรมต่างประเทศพิเศษของสถาบันวิจัย Walter Reed ของกองทัพบก และเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยบัญชาการการวิจัยทางการแพทย์เพื่อการทหารและการพัฒนายุทธภัณฑ์ AFRIMS เป็นหนึ่งในหน่วยงานขนาดใหญ่ที่สุดในเครือข่ายห้องปฏิบัติการการวิจัยและค้นคว้าทางการแพทย์ในต่างประเทศของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ&amp;nbsp; ซึ่งมีตั้งอยู่ตามประเทศต่างๆ ดังนี้ คือ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย, กรุงลิมา ประเทศเปรู, กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา และกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ USAMC-AFRIMS มีเจ้าหน้าที่เกือบ 300 คน (ไทยและสหรัฐ) และมีงบประมาณสำหรับงานวิจัยประมาณ 5-7 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภัยคุกคามด้านโรคติดต่อที่สำคัญต่อทหารในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ โรคมาลาเรียที่ดื้อยา ท้องร่วงและโรคบิด ไข้เลือดออก เอชไอวี ตับอักเสบ และไข้รากสาดใหญ่ โรคเหล่านี้เป็นความเสี่ยงทางสุขภาพของทั้งทหารและพลเรือน ดังนั้นจึงเป็นประเด็นวิจัยที่สำคัญที่ AFRIMS งานวิจัยโดยส่วนใหญ่แล้วคือการวิจัยเชิงประยุกต์ที่มีวัตถุประสงค์ในการค้นหา พัฒนาและทดสอบยาและวัคซีนใหม่ๆ ปัจจุบัน ยาประเภทใหม่ๆ ที่กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาคือยาสำหรับรักษาและป้องกันโรคมาลาเรียที่ดื้อยาหลายประเภท นอกจากนี้ AFRIMS กำลังพัฒนาวัคซีนสำหรับโรคบิด ไข้เลือดออก ตับอักเสบชนิด E และเอชไอวี ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ AFRIMS ได้ทดสอบภาคสนามหรือพัฒนาแล้ว ได้แก่ วัคซีนสำหรับตับอักเสบชนิด A วัคซีนสำหรับโรคไข้สมองอักเสบจากเชื้อเจอี&amp;nbsp; (Japanese B encephalitis), การป้องกันโรคมาลาเรียด้วยยาปฏิชีวนะ doxycycline, การป้องกันโรคมาลาเรียด้วยยา mefloquine และการรักษาโรคมาลาเรียด้วยยา halofantrine&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ AFRIMS ยังคอยติดตามการเกิดโรคใหม่ๆ เช่น โรคมาลาเรียจากเชื้อ P. falciparum ชนิดที่ดื้อยา, ตัวก่ออาการท้องร่วงอันได้แก่ เชื้อ Campylobacter, เชื้อ Cholera O139, ปรสิต Cyclospora, เชื้อ E coli, เชื้อตับอักเสบชนิด E, เชื้อไวรัส HIV 1 E clade, ไข้รากสาดใหญ่ชนิดที่ดื้อยา, ไข้เลือดออก และไข้หวัดใหญ่ ห้องปฏิบัติการมีที่ทำงานภาคสนามกว่า 30 แห่งในประเทศไทย เนปาล กัมพูชา เวียดนามและบังกลาเทศ AFRIMS ยังมีห้องสมุดด้านการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสถานดูแลสัตว์สำหรับงานวิจัยที่ทันสมัยซึ่งได้การรับรองจากสมาคมเพื่อการประเมินและรับรองมาตรฐานการดูแลสัตว์ทดลองสากล (ที่มา : เว็บไซต์สถานทูตสหรัฐ และสถานกงสุลในประเทศไทย)&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ความร่วมมือทางทหารของไทยและจีน จะใช้ภาพใหญ่ของกระทรวงกลาโหมเป็นกลไกหลักจากวิกฤติโควิด-19&amp;nbsp;&amp;nbsp; กระทรวงกลาโหม (กห.) จีน ที่ส่งอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ บรรทุกมาทางเครื่องบินลำเลียงขนาดมหึมา Y-20 มาให้กระทรวงกลาโหมของไทย 18 รายการ รวมมูลค่า 6 ล้านหยวน หรือ 30 ล้านบาทเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผ่านนายหยาง ซิน อุปทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นตัวแทนมอบให้กับ &amp;ldquo;บิ๊กช้าง&amp;rdquo; พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พร้อมกันนั้นยังมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาผ่านการประชุมทางไกลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ มี&amp;nbsp; พล.อ.รักศักดิ์ โรจน์พิมพ์พันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนกระทรวงกลาโหม (ผอ.สนผ.กห.) โดยมี พ.อ.(พิเศษ) ฉวี ฉิน เกิง รองเจ้ากรมแพทย์ทหาร กรมกิจการส่งกำลังบำรุง กรรมาธิการทหารกลาง เป็นประธานการประชุมของแต่ละประเทศ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กระนั้น การพัฒนาและวิจัยวัคซีนเพื่อใช้ในการป้องกันโรคโควิด-19 ของประเทศมหาอำนาจของโลกทั้งสองฟากของโลก กำลังถูกจับตามองว่าจะประสบผลสำเร็จและนำมาใช้กับผู้ป่วยได้อย่างกว้างขวางและปลอดภัยเมื่อไหร่ แต่มีแนวโน้มว่าไทยจะเป็นชาติลำดับต้นๆ ที่ได้รับอานิสงส์จากความใกล้ชิดของสองชาติยักษ์ใหญ่ในการเข้าถึงวัคซีนได้เร็วขึ้น.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66291</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรองสถานการณ์, ความช่วยเหลือทางทหารช่วงโควิด-19 “สหรัฐ-จีน”และความหวังวัคซีนสู่ไทย, เกษมราษฎร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200518/image_big_5ec2991d02072.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
