<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114774</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2021 20:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>3 อ. ห่างไกลโรคความดันโลหิตสูง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โรคความดันโลหิตสูง ได้ชื่อว่าเป็นเพชฌฆาตแห่งความเงียบ เนื่องจากส่วนใหญ่มักไม่มีอาการหรืออาการแสดงให้เห็น แต่มักตรวจพบโดยบังเอิญ ในกรณีที่มีความดันโลหิตสูงมากผู้ป่วยอาจจะมีอาการมึนบริเวณท้ายทอย วิงเวียนศีรษะหรือมีอาการแน่นหน้าอก คลื่นไส้ อาเจียน ผู้มีความดันโลหิตสูงเรื้อรังที่ไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติเป็นระยะเวลานานอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่ออวัยวะสำคัญ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว หลอดเลือดแดงแข็ง จอประสาทตาเสื่อม ไตเสื่อม โรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายอย่างยิ่ง&amp;nbsp; เสี่ยงต่อการเกิดอัมพาต โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ไตวายและโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบตัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หากมีภาวะความดันโลหิตสูงนานๆไม่ได้รับการรักษาอย่างสม่ำเสมอและถูกต้องเหมาะสม หัวใจต้องทำงานหนักมากขึ้น กล้ามเนื้อของหัวใจจะหนาขึ้น หัวใจจะโตขึ้น อาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดห้องบนเต้นพริ้ว (Atrial Fibrillation) หรือเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้ ดังนั้นเราควรให้ความสำคัญกับการเกิดภาวะความดันโลหิตสูง การป้องกันและการรักษา เพื่อที่จะสามารถชะลอการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคความดันโลหิตสูง เป็นภาวะโรคที่ตรวจพบว่าค่าความดันโลหิตอยู่ในระดับที่สูงกว่าปกติ คือ มีค่าความดันตัวบน (systolic: ค่าความดันเลือดในขณะที่หลอดเลือดหัวใจบีบตัว) สูงกว่า 140 มิลลิเมตรปรอท และความดันตัวล่าง (diastolic : ค่าความดันเลือดในขณะที่หลอดเลือดหัวใจคลายตัว) สูงกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท ความดันโลหิตสูงมักจะพบร่วมกับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆของกลุ่มอาการผิดปกติทางเมตาบอลิซึม เช่น ไขมันในเลือดสูงหรือระดับน้ำตาลในเลือดสูง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น ขาดการออกกำลังกาย โรคอ้วน มีภาวะเครียดเรื้อรัง ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ รับประทานอาหารที่มีรสเค็มจัดเป็นประจำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อีกทั้ง โรคความดันโลหิตสูงอาจมีสาเหตุมาจากภาวะไตวาย เนื้องอกของต่อมหมวกไต โรคของต่อมไทรอยด์หรือต่อมพาราไทรอยด์ โรคทางเดินหายใจถูกอุดกลั้นขณะนอนหลับหรือการใช้ฮอร์โมนบางชนิด ในการรักษาผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงควรมีการประเมินความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และผลกระทบต่ออวัยวะต่างๆที่เป็นผลมาจากความดันโลหิตสูงเป็นระยะเวลานาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น กล้ามเนื้อหัวใจหนา ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ไตเสื่อมหรือมีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ และจอประสาทตาเสื่อมจากความดันโลหิตสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดังนั้นเพื่อป้องกันการเกิดโรคความดันโลหิตสูงเราควรดูแลตนเอง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เหมาะสม โดยการใส่ใจ 3 อ. คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1) อ.อาหาร กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพหรือ DASH Diet (Dietary Approaches to Stop Hypertension Diet) คือ ลดการบริโภคอาหารที่มีเกลือโซเดียม ไขมันอิ่มตัว ไขมันรวมและคอเรสเตอรอลลง และเพิ่มการรับประทานที่มีใยอาหาร โปรตีน แคลเซียม แร่ธาตุต่างๆอย่างโปแตสเซียมและแมกนีเซียม ได้แก่ ผัก ถั่ว ผลไม้ ธัญพืชที่ไม่ผ่านกระบวนการขัดสี (Whole Grains) ปลา ไขมันไม่อิ่มตัว และลดการบริโภคเนื้อแดง งดการรับประทานน้ำหวานและน้ำอัดลม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2) อ.ออกกำลังกาย ลดเวลานั่ง เพิ่มเวลายืน ยืดเวลาเดิน ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ให้หัวใจ ปอด ระบบหมุนเวียนโลหิตแข็งแรง ควบคุมน้ำหนักตัว และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 3-5 ครั้ง/สัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3) อ.อารมณ์ ทำอารมณ์ให้แจ่มใส ไม่เครียด นอกจากนี้ควรงดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ฉะนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หันมาใส่ใจสุขภาพ รู้จักออกกำลังกายให้เหมาะสม และรู้จักเสริม สร้างสุขภาพจิตที่ดีเป็นหนทางสู่การมีสุขภาพดี ย่อมช่วยให้ตัวเราห่างไกลจากโรคความดันโลหิตสูงได้เช่นกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114774</URL_LINK>
                <HASHTAG>3 อ., 3 อ. ห่างไกลโรค, Atrial Fibrillation, DASH Diet, Dietary Approaches to Stop Hypertension Diet, กรมการแพทย์, การใส่ใจ 3 อ., ความดันโลหิตสูง, นพ.เอนก กนกศิลป์, ภาวะแทรกซ้อน, สถาบันโรคทรวงอก, หัวใจต้องทำงานหนัก, อ.ออกกำลังกาย, อ.อารมณ์, อ.อาหาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210827/image_big_6128e831d2d15.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109169</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2021 18:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2021 05:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>WHO ชี้บริโภคโซเดียมเกินมาตรฐาน คนไทยไม่ระวังปากเสี่ยงโรค NCDs</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ใครชอบกินรสเค็มจัด หวานจัด มันจัด เผ็ดจัด ใส่เครื่องปรุงรสเข้มข้น ขนมกรุบกรอบ ยกมือขึ้น!!!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รู้หรือไม่..เมื่อคุณกินอาหารรสจัด สะสมโซเดียมเข้าสู่ร่างกายไปเรื่อยๆ จะส่งผลให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ความดันโลหิตสูง หัวใจวาย อัมพฤกษ์อัมพาต ไตวายเรื้อรัง ต้องฟอกเลือด เบาหวาน มะเร็ง ฯลฯ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อเร็วๆ นี้ เครือข่ายลดบริโภคเค็ม กรมควบคุมโรค จัดเสวนาไขข้อสงสัย โครงการเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิถีใหม่ WHO - สสส.สนับสนุน โดยมีข้อมูลระบุว่า คนไทยกินโซเดียมเกินกว่า WHO กำหนดถึง 2 เท่า ในขณะที่กินโพแทสเซียมไม่ครบ ทั้งๆ ที่โซเดียมและโพแทสเซียมต้องทำงานร่วมกันเพื่อสร้างความสมดุลกรดและด่างในร่างกาย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โซเดียมคืออะไร และกลไกของโซเดียมเมื่อเข้าสู่ร่างกาย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากโครงการเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิถีใหม่ Virtual NCD Forum 2021EVENT &amp;ldquo;โซเดียมคืออะไร? เราสามารถลดโซเดียมได้อย่างไร? จัดโดยเครือข่ายลดบริโภคเค็มและกองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค สนับสนุนโดยองค์การอนามัยโลก สสส. สำนักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ น.อ.หญิง พญ.วรวรรณ ชัยลิมปมนตรี หัวหน้ากองตรวจโรคผู้ป่วยนอก รพ.จันทรุเบกษา ให้ความรู้ว่า...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;น.อ.หญิง พญ.วรวรรณ ชัยลิมปมนตรี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โซเดียมเป็นธาตุชนิดหนึ่ง ใช้สัญลักษณ์ NA+ จำเป็นต่อร่างกายและได้จากอาหารเท่านั้น ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ทั้งนี้เพื่อรักษาความสมดุลของกรดและด่าง ควบคุมความสมดุลของเหลวในร่างกาย ถ้าไม่สมดุลอวัยวะจะบวม ควบคุมหัวใจให้เต้นสม่ำเสมอ เซลล์ประสาทและกล้ามเนื้อทำงานได้เป็นปกติ ล้างคาร์บอนไดออกไซด์ออก ระบบเลือดก็จะสมบูรณ์ ควบคุมความดันโลหิตให้ปกติ ดูดซึมอาหารในไต แม้ปริมาณเกลือเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอสำหรับการทำงานในระบบร่างกาย &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เราจะพบโซเดียมในสารประกอบธรรมชาติ มีอยู่มากในอุตสาหกรรมอาหาร แอบแฝงในอาหารทุกประเภท ส่วนหนึ่งคือเกลือแกงอยู่ในอุตสาหกรรมอาหาร ของหวานก็มีโซเดียมแม้จะไม่มีรสชาติเค็ม แต่มีผงฟู วัสดุกันเสีย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การกำจัดโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกาย 1.ขับถ่ายทางไต ไตเป็นอวัยวะสำคัญต่อการรักษาสถานการณ์ปกติของโซเดียมไอออนในร่างกาย 2.ขับออกทางเหงื่อ 3.ขับออกทางอุจจาระ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ถ้าปริมาณโซเดียมมากเกินไป โอกาสเป็นความดันโลหิตสูง หัวใจวาย อัมพฤกษ์อัมพาต ไตวายเรื้อรัง ต้องฟอกเลือด ในกรณีที่ไตขับโซเดียมออกมามากเกินไป จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ไตจึงดึงโซเดียมกลับเข้าสู่กระแสเลือด สิ่งที่ต้องระวังถ้ากินเค็มเกินไป ทำลายผนังกระเพาะอาหาร ไตจะเสียหายเสื่อมสภาพ สูญเสียแคลเซียมในร่างกาย ส่งผลถึงกระดูกพรุน กระดูกหักได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; องค์การอนามัยโลกให้บริโภคเกลือ 5 กรัม/วัน ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม/วันเท่านั้น แต่คนไทยบริโภคเค็มเป็นนิสัย เกินค่าเฉลี่ยถึง 2 เท่า 3,636 มิลลิกรัม/วัน บริโภคเกลือ 9.1 กรัม/วัน ถ้าทำให้คนไทยลดบริโภคเค็มจะลดการเกิดโรคหัวใจ 10% ลดอาการหัวใจอุดตัน 13% ในกรณีที่เป็นทั้งโรคหัวใจและความดันแล้วยังบริโภคเค็ม มีโอกาสเสี่ยงต่อโรคอื่นๆ อีกหลายโรค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โซเดียมได้จากอาหารประเภทใดบ้าง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทอ.อ.นิธิดา บุญกาญจน์ นักกำหนดอาหาร เลขานุการและอนุกรรมการสมาคมผู้ให้อาหารทางหลอดเลือดดำและทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โซเดียมในอาหารเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย แต่มีมากเกินไปก็ต้องระวัง ยกตัวอย่าง&amp;nbsp; ข้าวกะเพราไข่ดาว เพียง 1 มื้อก็มีปริมาณโซเดียมเกินจำนวนที่ WHO แนะนำให้บริโภคแล้ว 2,524 กรัม ซึ่ง 90% มาจากเครื่องปรุงรส อาหารทุกชนิดมีโซเดียม ผักผลไม้มีปริมาณโซเดียมไม่มาก อาหารทะเลประเภทปลาหมึกย่างมีปริมาณโซเดียมสูงมาก ยิ่งมีน้ำจิ้มรสจัดเพิ่มปริมาณโซเดียมเข้าสู่ร่างกายเกินจำเป็น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ทอ.อ.นิธิกา บุญกาญจน์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันเนื้อสัตว์สดๆ มาแปรรูปแช่แข็งเพื่อเก็บไว้ได้ครั้งละนานๆ มีปริมาณโซเดียมมากกว่าเนื้อสัตว์สดๆ เบคอน โบโลญญา ไส้กรอกหมู หมูแฮม ไส้กรอกอีสาน หมูยอ เนยแข็ง ปลาส้ม กุ้งแห้ง ล้วนมีโซเดียมสูง ดังนั้นการรับประทานอาหารแปรรูปบ่อยๆ ย่อมไม่ดีต่อสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;เครื่องปรุงรส ซีอิ๊วขาว ซอสสารพัดชนิด ซอสหอยนางรม น้ำปลา เมื่อนำมาปรุงรสแล้วเพิ่มรสชาติให้อาหารรู้สึกเอร็ดอร่อย บางครั้งก็จะเติมเกลือลงไปอีกให้รสชาติเข้มข้น ภาคเหนือ อีสาน กลาง ใต้ ใช้น้ำปู๋ น้ำปลาร้า กะปิ น้ำบูดูมาปรุงรส ต้องระวังไม่ใส่มาก ทำให้ร่างกายได้รับโซเดียมเกินกว่าความจำเป็น แม้ปัจจุบันมีเครื่องปรุงรสที่ระบุว่าลดโซเดียม แต่ถ้าใช้เยอะเกินไปก็ไม่ถูกต้อง มีปัญหาต่อกล้ามเนื้อหัวใจ เต้นผิดจังหวะได้ โซเดียมที่แอบแฝงอยู่ในอาหารยังมีส่วนผสมชนิดอื่นๆ ผงชูรส ผงนัว เราใช้เห็ด มะเขือเทศปรุงรสแทนผงชูรส ได้รสชาติและมีประโยชน์ต่อร่างกาย เบเกอรี่มีโซเดียมแอบแฝงอยู่ในเบกกิ้งโซดา โดนัท ปาท่องโก๋ สารกันเสีย แบคทีเรีย ยีสต์ เชื้อราบางตัว เพื่อนำมาเป็นส่วนผสมทำให้ขนมนุ่มน่ารับประทาน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มีผลงานวิจัย โซเดียมในอาหารไทยในช่วงเดือน ต.ค.2556 เป็นการทำงานร่วมกับเครือข่ายฯ และมหาวิทยาลัยมหิดล ศึกษาฐานข้อมูลในภาคอีสาน ปริมาณโซเดียมในอาหารอีสาน ส้มตำลาวมีโซเดียม 1 ฝ่ามือ มีโซเดียมสูงที่สุด ไก่ทอดเกลือมีปริมาณโซเดียม 1,782 มิลลิกรัม/100 กรัม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เดือน ก.พ.58 วิจัยอาหารภาคเหนือ ภาคใต้ มีปริมาณโซเดียมจากแกงฮังเลมากที่สุด อาหารจานเดียว ขนมจีนน้ำเงี้ยวมีปริมาณโซเดียมสูงที่สุด ต้มพุงปลาใส่กะทิ มีโซเดียมสูง น้ำบูดู น้ำพริกกะปิ แกงเนื้อมะตะบะมีโซเดียมสูงที่สุด ปี 59 สำรวจอาหารภาคกลาง แกงป่า ปลาช่อนแดดเดียว ผลิตภัณฑ์แปรรูป ส้มตำปูดอง น้ำพริกกะปิใส่ระกำมีปริมาณโซเดียมสูง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปี 60 สำรวจอาหาร Street Food ที่ขายตามบาทวิถีมีการวิเคราะห์ 5 เมนูมีโซเดียมสูง แกงไตปลามีโซเดียมสูงที่สุด รองลงมาแกงเขียวหวาน อาหารจานเดียวที่มีโซเดียมสูงที่สุด ส้มตำปูปลาร้า ยิ่งใส่ปูดองเค็ม ปลาร้าดองเค็ม ยิ่งเพิ่มปริมาณโซเดียมสูงขึ้นอีก ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ สุกี้รวมมิตร โซเดียมจะอยู่ในเครื่องปรุงรส หลีกเลี่ยงด้วยการไม่ซดน้ำ จะลดโซเดียมลงได้ ไส้กรอกทอด คอหมูย่าง เปาะเปี๊ยะทอด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากเมื่อป่วยไข้จำเป็นต้องรับประทานอาหารอ่อน ข้าวต้มหมู อาหารแช่แข็งจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อมีปริมาณโซเดียมสูง โอกาสส่งผลกระทบต่อสุขภาพ อาหารกลุ่มขนมหวาน มีโซเดียม 230-240 มิลลิกรัม/1 ถ้วย ขนมขบเคี้ยว ข้าวโพดคั่ว ขนมอบเนย แคร็กเกอร์ คุกกี้ เวเฟอร์. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;กินผักพื้นบ้านสร้างสมดุลร่างกาย&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นางสาวจันทร์จิดา งามอุไรรัตน์ หัวหน้าโครงการพัฒนากลุ่มผู้บริโภคผักผลไม้ปลอดภัย 400 กรัม เพื่อสุขภาพในสำนักงาน สสส. เปิดเผยว่า การกินผักพื้นบ้านจะช่วยสร้างความสมดุลโซเดียม เราต้องกินทั้งโซเดียมและโพแทสเซียมเพื่อทำให้สารเคมีในร่างกายเกิดความสมดุล ร่างกายต้องการปริมาณโซเดียม 2,000 มิลลิกรัม/วัน ในขณะเดียวกันร่างกายต้องการโพแทสเซียม 3,500 มิลลิกรัม/วัน ต้องกินทั้งสองอย่างให้สมดุลเพื่อร่างกายจะได้แข็งแรง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พืชผักพื้นบ้านนำมาทดแทนโซเดียม โดยเฉพาะการกินผักที่มีใบหลากสี ได้คุณประโยชน์จากสารอาหารที่แตกต่างกัน ผักพื้นบ้านไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมียาฆ่าแมลง บริโภคแล้วปลอดภัย หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ใบหม่อนถือได้ว่าเป็นการเพิ่มรสอูมามิหรือรสชาติด้วยผักพื้นบ้าน นำมาผสมกับผักอื่นๆ หรือนำใบหม่อนไปตากแห้งป่นใช้แทนผงชูรส นำมาใส่ไข่เจียว ชุบแป้งทอด ลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ แต่ห้ามกินต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ใช้ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวนำมาหมักใช้เป็นซอสปรุงรสจากธรรมชาติ น้ำจิ้มสุกี้จากใบหม่อนก็ได้รสชาติอร่อยอีกแบบหนึ่งด้วย นำผักผลไม้ปั่นมาปรุงรสโดยไม่ต้องใช้น้ำตาล น้ำผึ้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;สมุนไพรปรุงอาหารแทนโซเดียม&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อ.ชุษณา เมฆโหรา สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แนะว่า การใช้สมุนไพรปรุงอาหารเพื่อลดโซเดียม มีเทคนิคที่ทำให้อาหารอร่อยได้ ดีกว่าการใช้สารทดแทนโซเดียม อย่างกรดอะมิโน สารสกัดจากยีสต์ สารสกัดจากถั่วเหลือง นั่นคือ กระเทียม หอมหัวใหญ่ ซึ่งในต่างประเทศก็ลดโซเดียมด้วยสมุนไพร อาทิ ซุปมะเขือเทศเพิ่มอะโวคาโด พริกไทยดำ ไส้กรอกเมื่อใส่ผักชี หอมใหญ่ รสชาติกลิ่นรสมีความเค็มและกลมกล่อมมากขึ้น มะนาวเพิ่มความเปรี้ยวมีรสชาติอร่อย ผักชีฝรั่ง โหระพา หอมแดง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใบมะกรูดช่วยปรุงรสอร่อยยิ่งขึ้น ดอกเกลือมีโพแทสเซียมและแมกนีเซียม ทั้งดอกเกลือ และเกลือทะเลเมื่อนำมาปรุงรสในอาหารแล้วจะให้ความกลมกล่อม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;ให้แอป Food Choice ช่วยคุณ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อ.กัญชลี ทิมาภรณ์ กรรมการนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย แนะนำว่า การลดโซเดียมในชีวิตประจำวัน ควรรู้จักอ่านฉลากผลิตภัณฑ์โภชนาการเปรียบเทียบแต่ละยี่ห้อ ยึดถือหลักอ่านให้รู้ งดให้ถูก ปรุงให้ดี ลดให้เป็น การอ่านฉลากง่ายๆ แม้แต่ในขนมก็จะบอกปริมาณโซเดียม มีวันเดือนปีหมดอายุ มีพลังงาน ไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ใยอาหาร โซเดียม ธาตุเหล็ก วิตามิน เกลือแร่ต่างๆ และตอนนี้ก็มีตัวช่วยอย่างแอป Food Choice สามารถสแกนได้จากโทรศัพท์มือถือบอกปริมาณโซเดียมในสินค้าให้ชีวิตง่ายขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109169</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมควบคุมโรค, กลุ่มผู้บริโภคผักผลไม้ปลอดภัย, ความดันโลหิตสูง, ทอ.อ.นิธิดา บุญกาญจน์, น.อ.หญิง พญ.วรวรรณ ชัยลิมปมนตรี, นางสาวจันทร์จิดา งามอุไรรัตน์, ผักพื้นบ้าน, มันจัด, สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร, สร้างสมดุลร่างกาย, ส้มตำปูปลาร้า, หวานจัด, หัวใจวาย, อ.กัญชลี ทิมาภรณ์, อ.ชุษณา เมฆโหรา, อาหารรสจัด, เครือข่ายลดบริโภคเค็ม, เค็มจัด, เบาหวาน, เผ็ดจัด, แอป Food Choice, โครงการเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิถีใหม่, โซเดียม, โซเดียมคืออะไร?, โซเดียมในอาหารไทย, โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210709/image_big_60e82d1a301cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18333</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การรับมือ..โรคฮิตในผู้สูงอายุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.สกุณี ภระกูลสุขสถิตย์ ศูนย์การดูแลผู้สูงวัยแบบบูรณาการ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ระบุว่า นับเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตที่สังขารย่อมร่วงโรยไปในอายุที่มากขึ้น เป็นเหตุให้ในผู้สูงอายุมักมีโรคประจำตัวต่างๆ มากกว่าคนในช่วงอายุอื่นๆ โดยปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มโรคเรื้อรังทั่วไป อาจพบโรคในกลุ่มนี้ได้ตั้งแต่ก่อนอายุ 60 ปี เกิดจากสาเหตุทางพันธุกรรม หรือสาเหตุจากพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม เช่น การบริโภคมากเกินความต้องการของร่างกาย ขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การดื่มสุรา สูบบุหรี่ ฯลฯ ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดโรคในกลุ่มนี้ ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคตับอักเสบ เป็นต้น เมื่ออายุมากขึ้นมีโอกาสเกิดโรคมากขึ้น และหรือมีโรคร่วมอื่นๆ ทำให้มีอาการมากกว่า 1 โรค หากควบคุมโรคได้ไม่ดี เมื่อเวลาผ่านไปอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคไต โรคหัวใจ อัมพาต อัมพฤกษ์ ตามมาได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มโรคที่เกิดเฉพาะในผู้สูงอายุเกิดจากจากความเสื่อมถอยของร่างกายและอวัยวะภายในต่างๆ ตามอายุที่มากขึ้น เช่น การได้ยินลดลงหรือหูตึง การมองเห็นลดลง ตาฝ้าฟางในคนสูงอายุ ความจำแย่ลงจนอาจพัฒนาเป็นโรคสมองเสื่อม โรคกระดูกข้อเสื่อมต่างๆ เช่น ข้อเข่าเสื่อม ข้อสะโพกเสื่อม ข้อหลังเสื่อม &amp;nbsp;ปัญหาเรื่องการกลั้นการขับถ่ายไม่อยู่ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บางโรคอาจเกิดตามเพศตัวอย่างเช่น ในเพศหญิงมักจะมีอาการบางอย่างชัดเจนขึ้นในวัยหลังหมดประจำเดือน (วัยทอง) เช่น ผิวแห้ง ผมบาง กระดูกบาง กระดูกพรุน ส่วนในเพศชายอาจมีปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก เช่น โรคต่อมลูกหมากโต เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.สกุณีกล่าวต่อว่า เนื่องจากในวัยสูงอายุมีความเสี่ยงสูงที่จะมีปัญหาสุขภาพต่างๆ &amp;nbsp;ส่วนใหญ่มักมีมากกว่า 1 ปัญหา และมักเป็นปัญหาที่มีความสลับซับซ้อน ดังนั้นหากเราปรารถนาที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีในวัยสูงอายุจึงควรมีการเตรียมตัวให้ครอบคลุมปัญหาต่างๆ เหล่านั้น โดยควรมีการเตรียมพร้อมทั้ง 3 ด้าน ได้แก่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านร่างกาย เป็นการดูแลเพื่อป้องกัน และลดความเสื่อมถอยของร่างกายและอวัยวะต่างๆ ประกอบด้วย การสร้างเสริมสุขภาพ เช่น การออกกำลังกาย การเลือกรับประทานอาหาร งดเว้นสุรา บุหรี่ สารเสพติด รวมถึงการพักผ่อนให้เพียงพอ การป้องกันโรค เช่น การฉีดวัคซีน การตรวจสุขภาพประจำปี การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคแล้ว เช่น มีวินัยในการรับประทานยา และมารับการตรวจรักษาสม่ำเสมอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านจิตใจ ปัญหาด้านจิตใจในผู้สูงอายุ เป็นอีกด้านที่พบได้บ่อย เช่น เรื่องความสูญเสียเกี่ยวกับความสามารถของตนเอง การสูญเสียการยอมรับนับถือในสังคม รวมไปถึงการสูญเสียบุคคลในครอบครัว เป็นต้น ดังนั้นจึงควรฝึกจัดการกับความเครียด ฝึกปล่อยวางไม่ยึดติด และฝึกเคารพนับถือตนเอง ฯลฯ ซึ่งถือเป็นหนทางหนึ่งเพื่อช่วยลดการเกิดปัญหาสุขภาพจิตในคนสูงอายุได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม การดูแลด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับวัยสูงอายุเป็นด้านที่มักถูกละเลย แต่หากมีการเตรียมตัวที่ดีถือเป็นอีกด้านที่ทำให้ผู้สูงอายุมีชีวิตอย่างมีความสุขและมีคุณค่า การเตรียมความพร้อมในด้านนี้ ได้แก่ การรักษาความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว การมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของสังคม เช่น การพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง การทำกิจกรรมจิตอาสาต่างๆ จะทำให้ลดความเหงา โดดเดี่ยว และรู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเตรียมบ้านให้เหมาะกับผู้สูงอายุ เช่น เรื่องแสงสว่างภายในบ้าน การจัดวางสิ่งของต่างๆ ในบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อย การติดตั้งอุปกรณ์ช่วยการพยุงตัว เช่น ราวในห้องน้ำ ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งสามารถช่วยลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุการพลัดตกหกล้มในบ้าน และนับเป็นการเตรียมพร้อมเพื่อให้ผู้สูงอายุได้ดำรงชีวิตในบ้านอย่างมีความสุข.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18333</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความดันโลหิตสูง, คุณภาพชีวิต, พญ.สกุณี ภระกูลสุขสถิตย์, โรคตับอักเสบ, โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180924/image_big_5ba8d07467d4a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13521</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลกระทบเสพข่าวชวนเศร้า สร้างปัญหาสุขภาวะผู้สูงอายุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บ่อยครั้งที่ผู้สูงอายุและเด็กเล็กเห็นภาพข่าวภัยธรรมชาติต่างๆ ไม่ว่าจะเหตุการณ์เรือล่มทางภาคใต้ ตลอดจนข่าวการช่วยเหลือน้องๆ ที่ติดถ้ำทางภาคเหนือ หรือเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศญี่ปุ่นแล้ว จะเกิดอารมณ์ร่วมพร้อมกับการเกาะติดกระแสด้วยความอยากรู้อยากเห็น ต้องการรู้ผลลัพธ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(หลังรับชมรายการทีวีสุดเครียด ให้จบลงด้วยรายการที่สร้างความบันเทิงและเสียงหัวเราะให้กับผู้สูงวัย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สูงอายุหลายๆ ท่านที่เกิดอารมณ์ร่วม เช่น ร้องไห้ เสียใจ หรือบางรายถึงขั้นกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ล้วนส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคุณตาคุณยาย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสังคมไทยมีความเห็นอกเห็นใจมาแต่ไหนแต่ไร โดยเฉพาะการได้เห็นผู้อื่นเดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นคนในประเทศของเราเอง หรือแม้แต่ภัยพิบัติในต่างประเทศ คนไทยก็ร่วมส่งกำลังใจไปเชียร์และช่วยเหลืออยู่เนืองๆ เพื่อให้การเสพสื่อของผู้สูงอายุเป็นไปอย่างรู้เท่าทัน อ.ณรงค์ เทียมเมฆ ผู้ทรงคุณวุฒิจาก สสส. มีคำแนะนำที่น่าสนใจมาบอกกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(อ.ณรงค์ เทียมเมฆ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; อ.ณรงค์ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;หลักของการเสพสื่อเหตุการณ์ภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านเรานั้น สามารถใช้ 2 หลักเหตุผล อันที่ 1 คือ &amp;ldquo;มีเหตุผล&amp;rdquo; และประการต่อมาคือ &amp;ldquo;ความพอดี&amp;rdquo; ซึ่งหมายถึงการไม่จมอยู่กับการรับชมข่าวแบบงมงาย แต่ต้องรู้จักถอนตัวเองออกจากข่าวสารในบางเวลา เพราะหลักของการเสพสื่อนั้นก็เพื่อให้รู้ความเป็นไปของเหตุการณ์ แต่ทั้งนี้ ผู้สูงอายุก็ต้องไม่ลืมว่าข่าวสารต่างๆ มักจะนำเสนอวนเวียนซ้ำไปมาทั้งวัน ยกตัวอย่างเหตุการณ์ช่วยเหลือน้องๆ ผู้ประสบภัยติดถ้ำตลอดกว่า 10 วันที่ผ่านมา ก็นำเสนออยู่แบบเดิมๆ และคำตอบที่ได้มีอยู่ประมาณ 1-3 ประเด็น แม้ว่าตอนนี้เหตุการณ์จะเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีแล้วก็ตาม จากการช่วยเหลือของทุกฝ่ายทั้งในและต่างประเทศ ตรงนี้เป็นการยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนเท่านั้นครับ เพราะยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่ถูกนำเสนอซ้ำบ่อยๆ ในเชิงดังกล่าว เพราะถ้าหากเราเฝ้าอยู่กับข่าวสารมากเกินไป จะทำให้ผู้สูงอายุเกิดภาวะ &amp;ldquo;ย้ำคิดย้ำทำ&amp;rdquo; และนั่นอาจมีแนวโน้มทำให้ &amp;ldquo;ป่วยโรคซึมเศร้า&amp;rdquo; ได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากเราได้นำตัวเองเข้าไปเป็นตัวละครที่กำลังดูอยู่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เปรียบเทียบง่ายๆ ว่า การเสพข่าวอย่างพอดีก็คล้ายกับการกินอาหารให้เกิดประโยชน์กับสุขภาพที่จะต้องบริโภคให้ครบ 5 หมู่ ดังนั้นการดูข่าวก็จำเป็นต้องมีระยะเวลาที่เหมาะสมเช่นเดียวกัน เช่น การแบ่งเวลาดูเรื่องนันทนาการ บันเทิง หรือสารคดีเกี่ยวกับธรรมชาติ หรือมรดกโลกบ้าง เพื่อเป็นการเบรกจากการรับชมสิ่งที่หนักมากเกินไป และสร้างอารมณ์ให้ผ่อนคลาย เพราะปัจจุบันมีผลสำรวจออกมาแล้วว่า คนส่วนใหญ่มักติดการจ้องหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็นการรับชมทีวี หรือการจ้องอุปกรณ์สมาร์ทโฟน วันละ 13 ชั่วโมง จะทำให้เกิดพฤติกรรมเนือยนิ่ง ซึ่งจะทำให้ป่วยเป็นโรคกลุ่ม NCDs หรือกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน ฯลฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ผู้สูงอายุที่เสพข่าวหรือเหตุการณ์ร้ายแรง หากรับชมเป็นเวลานานหลายชั่วโมงติดต่อกัน อาจทำให้เป็นโรคซึมเศร้าได้)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;คำถามที่ว่าแล้วเราจะต้องรับชมข่าวสารอย่างไรถึงจะพอดี ส่วนตัวอาจารย์จะดูข่าวรวมๆ ทั้งวันประมาณ 1-2 ชั่วโมง หรือตั้งแต่ช่วง 1 ทุ่มไปจนถึง 4 ทุ่ม และบางครั้งระหว่างที่รับชมก็เปิดทีวีทิ้งไว้เพื่อฟังเสียง และหันไปออกกำลังกายบ้างเพื่อสร้างความผ่อนคลาย บางวันก็สลับไปดูหนังเก่าบ้าง พูดง่ายๆ ว่าหลังดูข่าวแล้วก็ให้จบลงด้วยรายการบันเทิง ก็ถือเป็นการตัดบทหรือถอนตัวจากความเศร้า สะท้อนใจ แต่ขณะเดียวกัน เราก็ได้รับรู้ความเป็นไปของเหตุการณ์บ้านเมืองครับ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ลูกหลานเองก็ควรหมั่นสังเกตตายาย หากว่าท่านดูข่าวแล้วเกิดภาวะเครียด นิ่ง ไม่พูดไม่คุย ร้องไห้ ก็ควรรีบเข้าไปพูดคุยเพื่อสอบถาม และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างลูกหลานกับผู้สูงอายุเกี่ยวกับสิ่งที่ได้รับ เพื่อสร้างความผ่อนคลายให้กับท่าน ตลอดจนทำให้ลูกหลานรู้ว่าสภาพจิตใจของพ่อแม่ ปู่ย่าตายายระหว่างนั้นเป็นอย่างไร เพื่อนำมาสู่การแก้ไข เยียวยาที่ถูกต้องเหมาะสม.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13521</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความดันโลหิตสูง, คุณภาพชีวิต, ภาวะเครียด, รายการทีวีสุดเครียด, สสส., อ.ณรงค์ เทียมเมฆ, เบาหวาน, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180716/image_big_5b4c9727602e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
