<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>80260</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2020 18:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2020 18:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย่างไว จีน-กัมพูชาใช้เวลาปีเดียวทำFTAเรียบร้อย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สัมพันธ์แน่นแฟ้น รัฐบาลกัมพูชาและรัฐบาลจีนบรรลุความตกลงการค้าเสรีที่ใช้เวลาเจรจากันเพียง 1 ปี โดยจัดพิธีลงนามที่กรุงพนมเปญเมื่อวันจันทร์ มีเป้าหมายลดอัตราภาษีศุลกากรและส่งเสริมการเข้าถึงตลาดระหว่างกัมพูชากับมหาอำนาจแห่งเอเชียที่เป็นพันธมิตรสำคัญของรัฐบาลฮุน เซน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ นายกรัฐมนตรีฮุน เซน ของกัมพูชา พบประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ระหว่างเดินทางเยือนจีน เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนและกัมพูชาเพิ่งเริ่มต้นการเจรจาทำความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ฉบับนี้เมื่อปีที่แล้ว โดยเป็นความตกลงที่ครอบคลุมหลายภาค รวมถึงการค้า, การท่องเที่ยว และการเกษตร ซึ่งทั้งสองชาติตกลงจะลดภาษีศุลกากรให้อีกฝ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานรอยเตอร์เมื่อวันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม กล่าวว่า พิธีลงนามเอฟทีเอจีน-กัมพูชาที่กรุงพนมเปญมีหวัง อี้ มนตรีแห่งรัฐของจีน และนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ร่วมเป็นสักขีพยานด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปาน สรศักดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กัมพูชา กล่าวในพิธีว่า การลงนามความตกลงฉบับนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างสองประเทศ และเป็นหลักหมุดสำคัญทางประวัติศาสตร์สำหรับความสัมพันธ์กัมพูชา-จีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวอีกว่า เอฟทีเอฉบับนี้จะทำให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ผ่านการเข้าถึงตลาดในระดับที่สูงขึ้น, การเปิดเสรีสินค้า, บริการและการลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานกล่าวว่า เจ้าหน้าที่กัมพูชายังไม่มีรายละเอียดใดๆ เกี่ยวกับเอฟทีเอ ซึ่งรัฐมนตรีกัมพูชาหวังว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในต้นปีหน้า และ ณ ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าความตกลงนี้จะทำงานอย่างไรกับความตกลงการค้าที่มีอยู่ระหว่างจีนกับกลุ่มอาเซียน ซึ่งกัมพูชาเป็นสมาชิกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในขณะที่ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับเนื้อหา แต่ความตกลงฉบับนี้น่าจะช่วยส่งเสริมกัมพูชา ซึ่งปีที่แล้วโดนสหภาพยุโรป (อียู) ระงับสิทธิพิเศษทางการค้าเพราะความวิตกเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในกัมพูชา แล้วรื้อฟื้นภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าจากกัมพูชาโดยเฉพาะสิ่งทอและรองเท้า ที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการสร้างงานในประเทศนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80260</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัมพูชา, ความตกลงการค้าเสรี, จีน, เอฟทีเอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201012/image_big_5f843bd54b8bc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39827</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2019 22:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2019 22:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เวียดนาม-อียู&#039; เซ็นความตกลงการค้าเสรี &#039;อีวีเอฟทีเอ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลเวียดนามและสหภาพยุโรป (อียู) ลงนามความตกลงการค้าเสรีอียู-เวียดนามแล้วเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นเอฟทีเอฉบับแรกที่อียูลงนามกับประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย กรุยทางกำจัดภาษีศุลกากรสินค้าระหว่างสองฝ่าย 99%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เซซิเลีย มาล์มสตรอม กรรมาธิการการค้าสหภาพยุโรป (ซ้าย), สเตฟาน ราดู โอเปอา รัฐมนตรีการค้าของโรมาเนีย (กลาง) และเจิ่น ต่วน อันห์ รัฐมนตรีอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนาม ลงนามความตกลงการค้าเสรีที่กรุงฮานอย เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2562 / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของรอยเตอร์และเอเอฟพีเมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน 2562 กล่าวว่า พิธีลงนามความตกลงการค้าเสรีอียู-เวียดนาม (อีวีเอฟทีเอ) จัดที่กรุงฮานอยของเวียดนามวันเดียวกันนี้ แถลงการณ์ร่วมกล่าวว่า เซซิเลีย มาล์มสตรอม กรรมาธิการการค้าอียู และเจิ่น ต่วน อันห์ รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนาม เป็นตัวแทนลงนามเอฟทีเอฉบับนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหภาพยุโรปกล่าวถึงเอฟทีเอฉบับนี้ว่า เป็นความตกลงการค้าเสรีที่มีความทะเยอทะยานที่สุดเท่าที่อียูเคยทำกับประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเกิดขึ้น 3 ปีครึ่งหลังจากการเจรจาสิ้นสุดลงเมื่อเดือนธันวาคม 2558
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านมาล์มสตรอมกล่าวว่า ความตกลงฉบับนี้เป็นหมุดหมายสำคัญระหว่างคู่ค้าทั้งสองฝ่าย อียูต้องการสร้างความมั่นใจว่าการค้าของอียูในภูมิภาคนี้จะส่งผลในทิศทางบวก เราจึงได้วางมาตรฐานไว้สูงในความตกลงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีวีเอฟทีเอยังต้องการการรับรองจากรัฐสภายุโรป ซึ่งอาจต้องเผชิญอุปสรรคจากการคัดค้านของสมาชิกบางส่วนที่วิตกเกี่ยวกับปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนของเวียดนามที่ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขด้านนี้ไว้ด้วย ถึงแม้ว่าความตกลงที่ถูกยกย่องว่ามีมาตรฐานสูงฉบับนี้จะครอบคลุมถึงกฎกติกาด้านสิทธิแรงงาน และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและทรัพย์สินทางปัญญาแล้วก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความตกลงนี้จะกำจัดภาษีศุลกากร 99% ของสินค้านำเข้าระหว่างสองฝ่าย ถึงแม้ว่าสินค้าบางประเภทกำหนดเวลาไว้ภายในกรอบ 10 ปี และสินค้าอื่นๆ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ภาคการเกษตร จะจำกัดด้วยโควตา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวียดนาม ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่เศรษฐกิจขยายตัวเร็วที่สุดในภูมิภาคนี้ ด้วยอานิสงส์จากการส่งออกที่แข็งแกร่งและการลงทุนจากต่างประเทศ ได้ลงนามความตกลงการค้าเสรีแล้วประมาณ 12 ฉบับ ซึ่งรวมถึงความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนภาคพื้นแปซิฟิก (ซีพีทีพีพี)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวียดนามคาดหวังว่า อีวีเอฟทีเอจะส่งเสริมให้สินค้าส่งออกของเวียดนาม ไม่ว่าสิ่งทอ, รองเท้า, สมาร์ทโฟน และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ เข้าถึงตลาดอียูได้มากขึ้น ส่วนอียูก็คาดว่า อียูจะเข้าถึงตลาดที่มีประชากร 95 ล้านคนแห่งนี้ได้มากขึ้น ซึ่งรวมทั้งในภาคบริการและการจัดซื้อจัดจ้างสาธารณะ เช่น ภาคการไปรษณีย์, การธนาคาร และการเดินเรือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อียูเป็นตลาดส่งออกขนาดใหญ่อันดับ 2 ของเวียดนาม รองจากสหรัฐ ข้อมูลของทางการเวียดนามเผยว่า เมื่อปีที่แล้ว เวียดนามส่งออกสินค้าและบริการไปอียูมูลค่า 42,500 ล้านดอลลาร์ ส่วนมูลค่าการนำเข้าสินค้าจากอียูนั้นอยู่ที่ 13,800 ล้านดอลลาร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลเวียดนามกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า อีวีเอฟทีเอจะกระตุ้นการส่งออกของอียูมายังเวียดนาม 15.28% ส่วนสินค้าของเวียดนามจะส่งออกไปอียูเพิ่มขึ้น 20.0% ภายในปี 2564 นอกจากนี้ ความตกลงฉบับนี้จะส่งเสริมผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของเวียดนามเพิ่งขึ้นปีละ 2.18%-3.25% ภายในปี 2566 และเพิ่มขึ้นปีละ 4.57%-5.30% ระหว่างปี 2567-2571&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว อียูก็เพิ่งลงนามความตกลงการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศเมร์โกซูร์ของอเมริกาใต้ที่เคยใช้เวลาเจรจากันมานานหลายทศวรรษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับในเอเชีย อียูทำความตกลงการค้าเสรีไว้แล้วกับเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ส่วนเอฟทีเอกับสิงคโปร์จะเริ่มมีผลบังคับใช้ภายในปีนี้ และอียูยังได้เปิดการเจรจากับอินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์ และไทย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39827</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความตกลงการค้าเสรี, สหภาพยุโรป, อียู, อีวีเอฟทีเอ, เวียดนาม, เอฟทีเอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190630/image_big_5d18cedd4209b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
