<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>45599</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2019 11:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2019 11:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทพ.แจงเซ็นทรัลวิลเลจเสี่ยงความปลอดภัยการบิน แนะหารือวางมาตรการป้องกัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ย.62-รายงานข่าวจาก บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) ระบุว่านายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ได้ทำหนังสือด่วนที่สุด ที่ กพท.17/7911 ลงวันที่ 6 กันยายน 2562 เรื่องการตรวจสอบผลกระทบจากการก่อสร้างภายในเขตปลอดภัยในการเดินอากาศ &amp;nbsp; ถึง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)(ทอท.) โดยระบุข้อความว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โครงการดังกล่าว เสี่ยงต่อความปลอดภัยทางการบิน กรณีที่อาจจะถูกแทรกแซงโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ขณะอากาศยานร่อนลงสู่สนามบินในระดับต่ำขณะอากาศยานร่อนลงสู่สนามบินในระดับต่ำขณะเดินอากาศยาน Take Off และ Landing ในระดับต่ำ (Low Risk) และมีข้อแนะนำให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำมาตรการรักษาความปลอดภัยเพื่อบรรเทาความเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซง&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม​ในหนังสือข้อดังกล่าวอ้างถึง การฝึกอบรมของ กพท. กับ Transportation Security Administration ของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 14-23 สิงหาคม 2562 พบว่าพื้นที่ดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซงโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ ภายหลังจากที่กระทรวงคมนาคมให้กพท.ตรวจสอบความปลอดภัยการบินในจุดที่มีการก่อสร้างเซนทรัลวิลเลจนั้น เพราะท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคเอเซีย ที่ปีนี้จะมีผู้โดยสารแตะ 70 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าว ทอท.ระบุอีกว่า กพท.ได้ทำหนังสือไปยังบริษัท ซีพีเอ็น วิลเลจ จำกัด เนื้อความโดยสรุปคือ จากกรณีที่ มีการปรับปรุงแก้ไขพ.ร.บ. การเดินอากาศ พ.ศ. 2497 โดยฉบับล่าสุดมีผลใช้บังคับ เมื่อ 26 พ.ค. 2562 &amp;nbsp;มีหลักเกณฑ์ใหม่เข้ามาดูแลความปลอดภัยภายในเขตปลอดภัยในการเดินอากาศ ตามมาตรา 59/1 และ 59/2 กพท. พิจารณาแล้วพบว่า ทั้งของโครงการเซ็นทรัล วิลเลจ อยู่ในพื้นที่เขตปลอดภัยในการเดินอากาศ บริเวณใกล้เคียงสนามบินสุวรรณภูมิ และอาจจะมีการดำเนินกิจกรรมซึ่งอาจอยู่ในข่ายของการห้ามดำเนินการตามมาตรา 59/1 และ 59/2 กพท.จึงขอให้ บริษัท ซีพีเอ็น วิลเลจ จำกัด ดำเนินการประเมินความเสี่ยงของการดำเนินงานต่างๆ ที่อาจมีผลต่อการห้ามดังกล่าว และเสนอมาตรการต่างๆ เพื่อเป็นการป้องกันมิให้เกิดความเสี่ยงที่ได้จากการประเมิน ทั้งนี้อาจจะทำในรูปแบบการประเมินผลกระทบต่อความปลอดภัยในการเดินอากาศและจัดส่งรายการดังกล่าวให้ กพท. พิจารณาภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ระบุในหนังสือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญด้านการบินจากทอท.กล่าวว่าหนังสือดังกล่าวสรุปได้ว่า กพท.ยืนยันว่า โครงการเซ็นทรัลวิลเลจนั้นกระทบต่อความปลอดภัยทางการบิน มีความเสี่ยงที่จะถูกแทรกแซง โดยมิชอบด้วยกฎหมายอากาศยาน แม้จะเป็นระดับต่ำก็ไม่ควรมี ย่อมจะมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และประเทศไทย ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับท่าอากาศยานนานาชาติ เป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น แม้แต่ 1%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การที่ กพท. ทำหนังสือให้ ซีพีเอ็น วิลเลจ จัดทำรายงานผลกระทบความปลอดภัยในการเดินอากาศ เพื่อประเมินความเสี่ยง และบริหารจัดการ เพื่อป้องกันความเสี่ยง ส่งให้ กพท.ให้ความเห็นชอบ เป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่ &amp;nbsp;เนื่องจาก ซีพีเอ็น วิลเลจ ไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านมาตรการความปลอดภัยการเดินอากาศ และเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง ทั้งที่ กพท.ในฐานะผู้กำกับมาตรฐานความปลอดภัยการเดินอากาศ ควรจะเชิญทอท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาร่วมกันเป็นคณะกรรมการขึ้นมาศึกษา และกำหนดแนวทางให้ ซีพีเอ็น วิลเลจ เป็นผู้ปฏิบัติ ไม่ใช้ให้ ซีพีเอ็น วิลเลจ จัดทำมาตรการ และผลกระทบด้วยตนเอง &amp;nbsp;เนื่องจาก ซีพีเอ็น วิลเลจ เป็นผู้ก่อให้เกิดผลกระทบ และก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อยู่ในขณะนี้&amp;rdquo; แหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญด้านการบินกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม สำนักงานการบินพลเรือน ยังไม่ได้บอกว่า ความเสี่ยงระดับต่ำ คือ ความเสี่ยงระดับใด คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ และ ความเสี่ยงระดับต่ำนั้น เป็นความเสี่ยงที่องค์กรการบินนานาชาติ ยอมรับได้หรือไม่ การที่ กพท. แนะนำให้ ทอท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำมาตรการรักษาความปลอดภัย เพื่อบรรเทาความเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซง เป็นข้อแนะนำที่มีความจริงจังมากน้อยเพียงใด จะต้องทำมาตรการรักษาความปลอดภัยด้านใดบ้าง &amp;nbsp;เพราะในหนังสือของกพท. ไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่า ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น คือ ความเสี่ยงด้านใดบ้าง &amp;nbsp;โอกาสที่จะถูกแทรกแซงด้านใดบ้าง
​
​&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45599</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความปลอดภัยทางการบิน, ทอท., ท่าอากาศยานไทย, สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190912/image_big_5d79cbc67f306.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36740</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2019 09:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2019 09:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข่าวดี ICAO ให้คะแนนความปลอดภัยการบินของไทยอยู่ในระดับโลกแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
25 พ.ค.62-นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยถึง ผลสำเร็จในการยกมาตรฐานความปลอดภัยทางด้านการบิน ตามมาตรฐาน ขององค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ( ICAO)ล่าสุด ไทยได้ค่าเฉลี่ยมาตรฐานระดับโลกแล้วที่ &amp;nbsp;65.07%จากค่าเฉลี่ยประเทศสมาชิก ICAO 194 ประเทศ ที่ 66% ซึ่ง ICAO กำหนดให้ ประเทศที่ผ่านเกณฑ์ต้องได้ค่าเฉลี่ยมากกว่า 60%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามทั้งหมดมาจากผลสำเร็จในการดำเนินการด้านต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาการติดธงแดงของ ICAO เมื่อ 4 ปี ที่ผ่านมา และไทยสามารถปลดธงแดงได้ เมื่อกว่า 1 ปีที่แล้ว โดยการติดธงแดงในอดีต ICAO ได้กำหนดให้ไทยต้องตรวจมาตรฐานมากกว่า 1,000 ข้อ และในช่วงที่ปลดธงแดงได้ไทยสามารถเพิ่มมาตรฐานผ่านเกณฑ์มากกว่า 500 ข้อ และปัจจุบันนี้เหลือเกณฑ์มาตรฐานไม่ถึง 200 ข้อ ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานเล็กน้อยที่รอการปรับปรุงเท่านั้น จึงถือเป็นผลสำเร็จของอุตสาหกรรมการบินของไทยในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้สูงขึ้น กลับมาอยู่ระดับโลกเป็นผลสำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการตรวจสอบครั้งนี้ สามารถชี้ชัดว่าในระยะเวลาเกือบ 4 ปี นับแต่วันที่ประเทศไทยได้รับธงแดงเมื่อปี 2558 ระดับประสิทธิผลของการนำมาตรฐาน ICAO มาบังคับในประเทศได้เพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าตัวจาก 34.20%เมื่อได้รับธงแดงเป็น 41.46%ในระยะเวลา 2 ปี 3 เดือน และเป็น 65.07% ในอีก 1 ปี 7 เดือนต่อมาซึ่งถือได้ว่ามาตรฐานด้านความปลอดภัยด้านการบินของไทยทัดเทียมกับมาตรฐานเฉลี่ยของประเทศสมาชิก ICAO รวม 194 ประเทศแล้ว
&amp;nbsp;
รายงานข่าวแจ้งว่าในระดับประสิทธิผลที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวได้ยืนยันถึงความสำเร็จของการแก้ปัญหาด้านการบินพลเรือนอย่างจริงจังและเป็นระบบ ตลอดจนการสนับสนุนในด้านนโยบายจากรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม โดย กทพ. ยังคงเดินหน้าสร้างความยั่งยืนแก่อุตสาหกรรมการบินของไทยและเพิ่มระดับประสิทธิผลดังกล่าวต่อไป ให้มาตรฐานของไทย เป็นที่ยอมรับแก่ทุกชาติ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36740</URL_LINK>
                <HASHTAG>ICAO, ความปลอดภัยทางการบิน, จุฬา สุขมานพ, มาตรฐานการบิน, สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190525/image_big_5ce8af2fddcb1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
