<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>26350</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/01/2019 08:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จีนใช้นวัตกรรมแก้ปัญหา ความยากจนซ้ำซาก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวานผมเขียนถึงคำประกาศล่าสุดของจีนว่าจะลดจำนวนคนยากจนลงอีก 10 ล้านคนในอีก 2 ปีข้างหน้าด้วยการ &amp;quot;สอนให้จับปลา ไม่แจกปลาเฉยๆ&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นข่าวที่น่าสนใจมากสำหรับคนไทยที่ได้ยินได้ฟังคำสัญญาของนักการเมืองที่กำลังหาเสียงขณะนี้ ว่าจะแก้ปัญหาความยากไร้ของคนไทยอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงประกาศเอาไว้ว่า อีก 2 ปีข้างหน้าจะยกระดับความเป็นอยู่ของคนในชนบทให้พ้นจากขีดความยากจน 10 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาทำอย่างไร? นอกจากจะสร้างบ้านใหม่ให้อยู่แล้ว รัฐบาลปักกิ่งจะใช้เทคโนโลยีของบริษัทไอทียักษ์ของจีน เช่น Alibaba, Tencent, JD.com และอื่นๆ เข้าไปช่วยคนชนบทให้สามารถขายสินค้าการเกษตรและอื่นๆ ผ่านระบบออนไลน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สีจิ้นผิงกำกับให้เศรษฐีจีนลงมาช่วยคนจนอย่างเป็นรูปธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บริษัทยักษ์เหล่านี้เมื่อขายของผ่านออนไลน์ได้มหาศาล ก็ต้องมีระบบ logistics อันหมายถึงการส่งของตามคำสั่งไปถึงบ้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยระบบการส่งของทั่วประเทศนี่แหละที่ทำให้มีการสร้างงานระดับท้องถิ่นอย่างมโหฬาร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกันก็สามารถช่วยให้ชาวไร่ชาวนาในถิ่นกันดารเข้าถึงตลาดข้างนอกได้ผ่าน platforms &amp;nbsp;ของเหล่าบรรดาบริษัทยักษ์เหล่านี้อย่างกว้างขวางได้เช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหมือนที่เมืองไทยเราเคยพูดถึงการใช้เว็บไซต์ช่วยคนต่างจังหวัดขายสินค้า OTOP เพื่อช่วยสร้างรายได้ให้คนชนบท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ในภาคปฏิบัติของประเทศไทยยังไม่อาจจะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม เพราะขาดการประสานงาน ขาดความต่อเนื่อง และไร้การเชื่อมต่อระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภคอย่างจริงจัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลงานการแก้ปัญหาความยากจนของจีนมีสถิติที่น่าประทับใจ ธนาคารโลกยังยอมรับว่าตั้งแต่เติ้งเสี่ยวผิงประกาศนโยบายเปิดประเทศเมื่อ 40 ปีก่อน จีนสามารถแก้ปัญหาความยากจนในชนบทได้อย่างมีนัยสำคัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวเลขทางการบอกว่าระหว่างปี 1981 ถึง 2008 จำนวนสัดส่วนประชากรจีนที่มีรายได้ต่ำกว่าวันละ &amp;nbsp;1.25 เหรียญสหรัฐฯ (หรือ 40 บาทต่อวัน) ได้ร่วงลงจาก 85% มาอยู่ที่ 13.1%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากคิดเป็นตัวเลขกลมๆ ก็ประเมินกันว่าคนจีนประมาณ 600 ล้านคนได้ขยับตัวเองจากคนที่มีรายได้ย่ำแย่ดีขึ้นตามลำดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ได้แปลว่า &amp;quot;รวย&amp;quot; ขึ้น เพียงแค่ว่า &amp;quot;หายจนดักดาน&amp;quot; มากกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ขณะเดียวกัน ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนก็ห่างขึ้นเช่นกัน เพราะอัตราเติบโตเศรษฐกิจหรือ GDP ของจีนที่วิ่งขึ้นไปปีละ 9-10% นั้นไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์เท่ากันระหว่างคนที่อยู่ในเขตเมืองและชนบท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกันพอเศรษฐกิจพองโตก็ตามมาด้วยปัญหาสิ่งแวดล้อมและการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ จนกลายเป็นมะเร็งร้ายแห่งมลพิษที่ทำลายคุณภาพชีวิตของคนจีนไม่น้อยเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความไม่เท่าเทียมทางด้านเศรษฐกิจก็นำไปสู่ความไม่เป็นธรรมของสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโอกาสที่แตกต่างกันอย่างมากระหว่างคนจีนในเมืองและต่างจังหวัดว่าด้วยบริการการศึกษาและสาธารณสุข
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นำไปสู่ความขัดแย้งอันเกิดจากความแตกต่างทางสถานภาพและโอกาสของคนจีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นเป็นที่มาของแนวทางของสีจิ้นผิง ที่ต้องการตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่เขาจะต้องยอมให้อัตราเติบโตทางด้านเศรษฐกิจในภาพใหญ่ลดตัวลงบ้าง เพื่อเน้นคุณภาพและความเท่าเทียมในสังคม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;งบประมาณที่เคยเน้นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานในเมืองไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง ทางรถไฟ หรือสนามบิน ก็เริ่มหันมาทุ่มเรื่องการเปิดโอกาสให้คนยากไร้ในชนบท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่าได้แปลกใจถ้าหากจีสิ้นผิงและผู้นำจีนคนอื่นๆ เห็นภาพของการประท้วงอย่างรุนแรงของชนชั้นกลางและล่างในฝรั่งเศส ที่มีภาพการเผาบ้านเผาเมืองอย่างรุนแรงแล้ว จะไม่คิดหาทางป้องกันเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้ในจีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิเคราะห์ได้ไม่ยากว่าคนจีนที่มีความรู้สึกไม่พอใจกับความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจนย่อมจะต้องมีไม่น้อย ยิ่งการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียเป็นไปอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว ก็ยิ่งทำให้เห็นภาพความไม่เท่าเทียมและไม่เป็นธรรมมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จีนเขาแก้ปัญหาความยากจนอย่างไรจึงเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทยเราในหลายๆ มิติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลายคนอาจอ้างว่าเขาเป็นคอมมิวนิสต์ ผู้นำเขามีอำนาจเบ็ดเสร็จจึงสั่งการต่างๆ ได้เด็ดขาด แต่นักการเมืองที่ได้ฉันทานุมัติจากประชาชนในระบอบเลือกตั้งอย่างของไทยก็ย่อมไม่มีข้ออ้างว่าคิดไม่เป็นทำไม่ได้เพราะ &amp;quot;ไม่มีอำนาจเด็ดขาด&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะท้ายที่สุดแล้วผู้นำทุกระบบจะต้องแก้ปัญหาความยากจน หาไม่แล้วก็อยู่ในอำนาจไม่ได้เช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประวัติศาสตร์ยืนยันแล้วว่า อำนาจเด็ดขาดอย่างเดียวไม่ได้รับรองเสถียรภาพแห่งอำนาจแต่อย่างใด.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26350</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, ความยากจนซ้ำซาก, จีนใช้นวัตกรรมแก้ปัญหา, สุทธิชัย หยุ่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
