<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112620</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2021 18:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2021 18:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุสรณ์&#039;ชี้ตำรวจต้องยึดหลักสากลไม่ใช้ความรุนแรงผู้ชุมนุมเสียเอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ส.ค.64-นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย(พท.) กล่าวถึงกรณีการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ส.ค. จนเกิดการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับผู้ชุมนุมและพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ผู้ชุมนุมมาเดินขบวนเรียก ร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ลาออกจากตำแหน่ง จากความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาลควรปรามเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่ให้ท้ายหรือสนับสนุน ให้เป็นฝ่ายใช้ความรุนแรงกับประชาชนเสียเอง การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจัดชุดใหญ่ ระดมทั้งโบกี้ถังน้ำมัน ตู้คอนเทนเนอร์สกัดม็อบ ระดมมาทั้งรถฉีดน้ำแรงดันสูง ยิงทั้งแก๊สน้ำตา กระสุนยางใส่ผู้ ชุมนุม เพื่อไม่ให้ผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนไปยังบ้านนายกฯ ใช้กฎหมายปราบปรามอย่างเต็มที่ ถูกตั้งคำถามว่า กระทำการเกินกว่าเหตุหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์กล่าวว่าส ฝ่ายที่ประจันหน้ากันนั้นไม่ใช่ข้าศึกศัตรูที่ไหน แต่คือประชาชนเจ้าของประเทศ เจ้าหน้าที่มีการใช้ยุทธวิธีลับลวงพรางหรือไม่ การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจปะทะกับผู้ชุมนุมตั้งแต่หัววัน สะท้อนว่าได้อดทนอดกลั้นถึงที่สุดแล้วหรือไม่ การปฏิบัติการได้ ทำตามหลักสากล ดำเนินการเป็นลำดับขั้นตอนจากเบาไปหาหนักหรือไม่ แม้หลังแกนนำยุติการชุมนุม แต่ตำรวจยังคงปฏิบัติการกดดันอย่างหนัก หากเจ้าหน้าที่ดำเนินการผิดหลักสากล จะยิ่ง เกิดเป็นความขัดแย้งในการชุมนุมครั้งต่อไป รวมถึงเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;รัฐบาลมาแล้วก็ไป ไม่มีประโยชน์ที่จะยืนข้างอำนาจรัฐที่ล้มเหลว การควบคุมฝูงชนต้องดำเนินการตามหลักสากล โปร่งใส ตรงไป ตรงมา ตรวจสอบได้ ไม่ลับลวงพราง ไม่กดดันยั่วยุ และไม่ เป็นฝ่ายใช้ความรุนแรงกับประชาชนเสียเอง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112620</URL_LINK>
                <HASHTAG>การชุมนุม, ความรุนแรง, ตำรวจ, นายอนุสรณ์  เอี่ยมสะอาด, ม็อบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210808/image_big_610fc2ada0d58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112100</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทำผิดซ้ำคุมขังฉุกเฉิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครม.ผ่านร่าง กม.ป้องกันการทำผิดซ้ำของผู้พ้นโทษคดีอุกฉกรรจ์ใช้ความรุนแรง พบมากกว่า 50% ก่อเหตุซ้ำใน 3 ปี &amp;nbsp;งัดมาตรการก่อนปล่อยตัวให้กรมคุมประพฤติประเมินเฝ้าระวังหลังพ้นโทษ ศาลสั่งคุมขังฉุกเฉินกรณีแสดงพฤติการณ์ใกล้จะกระทำความผิดอุกฉกรรจ์ทั้งฆาตรกรรม ข่มขืน ละเมิดเด็ก
วันที่&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ส.ค.&amp;nbsp;นางสาวรัชดา&amp;nbsp;ธนาดิเรก&amp;nbsp;รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp;เปิดเผยผลการประชุมคณะรัฐมนตรี&amp;nbsp;(ครม.)&amp;nbsp;ว่า&amp;nbsp;ครม.อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติป้องกันการกระทำความผิดซ้ำของผู้กระทำความผิดอุกฉกรรจ์ที่ใช้ความรุนแรง&amp;nbsp;พ.ศ. ....&amp;nbsp;ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ&amp;nbsp;เพื่อเป็นการป้องกันสังคมและลดอัตราการกระทำความผิดซ้ำของผู้พ้นโทษผิดอุกฉกรรจ์ที่ใช้ความรุนแรง&amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp;การฆาตกรรม&amp;nbsp;การข่มขืน&amp;nbsp;การกระทำความผิดทางเพศกับเด็ก&amp;nbsp;ซึ่งกระทรวงยุติธรรมพบว่าผู้กระทำผิดอุกฉกรรจ์ที่ใช้ความรุนแรง&amp;nbsp;เมื่อพ้นโทษแล้วจะกระทำความผิดซ้ำในระยะเวลา&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ปีมากกว่าร้อยละ&amp;nbsp;50&amp;nbsp;จึงมีความจำเป็นต้องยกร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้น&amp;nbsp;โดยมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำของผู้กระทำความผิดอุกฉกรรจ์ที่ใช้ความรุนแรง ได้แก่&amp;nbsp;กำหนดให้มีคณะกรรมการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ&amp;nbsp;กำหนดมาตรการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิดเฉพาะราย&amp;nbsp;การเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษ&amp;nbsp;การคุมขังภายหลังพ้นโทษ&amp;nbsp;การคุมขังฉุกเฉิน&amp;nbsp;และการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยที่มีประวัติเป็นผู้กระทำความผิดเหตุการณ์ที่ใช้ความรุนแรง&amp;nbsp;ซึ่งมีรายละเอียด&amp;nbsp;อาทิ
1.กำหนดนิยาม&amp;nbsp;(1) ความผิดอุกฉกรรจ์ที่ใช้ความรุนแรง&amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp;ความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย&amp;nbsp;ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน&amp;nbsp;15&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น&amp;nbsp;ความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส&amp;nbsp;เป็นต้น&amp;nbsp;และ (2) ผู้กระทำความผิดอุกฉกรรจ์ที่ใช้ความรุนแรง&amp;nbsp;หมายความว่า&amp;nbsp;ผู้กระทำความผิดอุกฉกรรจ์ที่ใช้ความรุนแรงที่มีอายุตั้งแต่&amp;nbsp;18&amp;nbsp;ปีขึ้นไป
2.กำหนดให้มีคณะกรรมการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ&amp;nbsp;โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานและอธิบดีกรมคุมประพฤติเป็นกรรมการและเลขานุการ&amp;nbsp;ซึ่งมีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายและทิศทางในการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำของผู้กระทำความผิดอุกฉกรรจ์ที่ใช้ความรุนแรง&amp;nbsp;และกำหนดมาตรฐานการดำเนินงานต่างๆ&amp;nbsp;ของพนักงานคุมประพฤติ
3.มาตรการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิดเฉพาะราย&amp;nbsp;คือ&amp;nbsp;เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำเลย&amp;nbsp;ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดอุกฉกรรจ์ที่ใช้ความรุนแรง&amp;nbsp;ให้ศาลมีอำนาจออกคำสั่งให้ใช้มาตรการฟื้นฟูผู้กระทำความผิดเฉพาะรายก็ได้
4.การเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษ&amp;nbsp;(supervision order)&amp;nbsp;โดยก่อนที่กรมราชทัณฑ์จะปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดที่เป็นผู้กระทำความผิดอุกฉกรรจ์ที่ใช้ความรุนแรง&amp;nbsp;ให้กรมคุมประพฤติจัดทำสำนวนการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษสำหรับนักโทษเด็ดขาด&amp;nbsp;พร้อมทั้งเสนอความเห็นว่าควรจะเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษหรือไม่&amp;nbsp;แล้วเสนอพนักงานอัยการ&amp;nbsp;ให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาล&amp;nbsp;เพื่อขอให้ศาลสั่งให้มีการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษ
5.การคุมขังฉุกเฉิน&amp;nbsp;(emergency detention order)&amp;nbsp;ในกรณีที่ปรากฏว่าผู้ถูกเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษ&amp;nbsp;แสดงพฤติการณ์ใกล้ที่จะกระทำความผิดอุกฉกรรจ์ที่ใช้ความรุนแรง&amp;nbsp;และไม่มีมาตรการอื่นใดที่ยับยั้งได้&amp;nbsp;ให้พนักงานคุมประพฤติหรือพนักงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบร้องขอต่อศาล&amp;nbsp;เพื่อออกคำสั่งคุมขังฉุกเฉิน
6.การพิจารณาปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยที่มีประวัติเป็นผู้กระทำความผิดอุกฉกรรจ์ที่ใช้ความรุนแรง&amp;nbsp;ให้ศาลพิจารณารายงานการสืบเสาะและพินิจ&amp;nbsp;รายงานผลการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิดเฉพาะราย&amp;nbsp;และสำนวนการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษ&amp;nbsp;ประกอบการพิจารณาด้วย.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112100</URL_LINK>
                <HASHTAG>กม.ป้องกันการทำผิดซ้ำ, คดีอุกฉกรรจ์, ครม., ความรุนแรง, ทำผิดซ้ำคุมขังฉุกเฉิน, ผ่านร่าง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191005/image_big_5d987f4a1f9c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110385</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2021 08:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2021 08:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธนกร&#039;ตอก&#039;เอี่ยม&#039;ไม่อำมหิตไปหน่อยหรือ จะให้ตำรวจยืนข้างม็อบเผาพระบรมฉายาลักษณ์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ค.64- &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มต่างๆ ว่า อยากจะขอความเป็นธรรมให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย เพราะการชุมนุมดังกล่าวไม่ได้เป็นการชุมนุมอย่างสันติ แต่มีการใช้ความรุนแรง แกนนำพกอาวุธ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ปฏิบัติตามหลักสากล ไม่ได้ใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมทันที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เห็นดารานักแสดงบางคนออกมาตำหนิรัฐบาล รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจว่ารัฐบาลทำร้ายประชาชน ตำรวจทำร้ายประชาชน ทั้งๆ ที่ไม่เป็นความจริง จึงไม่อยากให้มีการบิดเบือนข้อมูล เพราะทุกฝ่ายทำตามหน้าที่ และมีหลักฐานการกระทำผิดทุกอย่าง ที่สำคัญคือ ไม่มีใครคิดทำร้ายคนไทยด้วยกันเอง จึงอยากให้ดารานักแสดงกลุ่มดังกล่าวได้เข้าใจด้วย อย่าพยายามสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในสังคม อย่างพยายามแบ่งแยกประชาชน การกระทำของม็อบผิดกฏหมายชัดเจน มีการทำร้ายเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ บางคนยังพยายามจะเผาพระบรมฉายาลักษณ์ ซึ่งสร้างความปวดใจให้กับพี่น้องคนไทยเป็นอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนกร กล่าวอีกว่า การชุมนุมครั้งนี้ตนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก่อให้เกิดความวุ่นวายแก่บ้านเมือง ในขณะที่ทั่วโลกเผชิญกับปัญหาวิกฤติโควิด-19 ประชาชนให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาอย่างเต็มที่ แต่ประเทศไทยกลับมีประชาชนกลุ่มหนึ่งออกมาชุมนุมประท้วง ทั้งๆ ที่ควรจะเห็นใจบุคลากรทางการแพทย์บ้างที่จะต้องทำงานอย่างหนักในการรักษาดูแลผู้ที่ติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่อยากเห็นความขัดแย้ง จึงพยายามทำทุกอย่างในการแก้ปัญหาโควิด-19 เวลานี้ควรเป็นเวลาที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมแรงร่วมใจกันฝ่าวิกฤติโควิด-19 ตนอยากเห็นความรักความสามัคคีของคนไทยที่จะเอาชนะโควิด-19 ไปด้วยกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีที่นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ยืนเคียงข้างม็อบนั้น อยากบอกนายอนุสรณ์ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่รักษากฏหมาย ดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ม็อบทำผิดกฏหมายและใช้ความรุนแรง แล้วจะให้ไปอยู่ข้างได้ม็อบอย่างไร บ้านเมืองมีขื่อมี แปทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฏหมายเดียวกัน ใครทำผิดก็ต้องรับโทษ หรือต้องให้เจ้าหน้าที่เป็นฝ่ายสูญเสียนายอนุสรณ์ถึงจะพอใจ แบบนั้นนายอนุสรณ์จะไม่จิตใจอำมหิตไปหน่อยหรือ ทั้งนี้ ตนไม่อยากจะคิดว่า นายอนุสรณ์สนับสนุนม็อบเพราะกำลังดำเนินการแผนเดินสองขาในการล้มรัฐบาลตามที่มีกระแสข่าวมาก่อนหน้านี้ใช่หรือไม่.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110385</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความรุนแรง, ธนกร วังบุญคงชนะ, ม็อบ3นิ้ว, เพื่อไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210720/image_big_60f62812d308d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101337</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2021 21:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เหล้าส่งผลความรุนแรงต่อผู้หญิงในช่วงโควิด-19.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พิษ! โควิด-19 ส่งผลใกล้ตัว มหิดลจับมือ สสส.สำรวจ 9 จังหวัด 40 อำเภอ ผู้หญิงเสี่ยง เผชิญความรุนแรงในชีวิตเกือบ 100% สอดคล้องกับข้อมูล WHO ต้องอยู่ร่วมกับคนในครอบครัวที่ทำรุนแรง แถมถูกบังคับให้ยอมความคดีละเมิด เข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม สสส.-ภาคีเครือข่าย ยื่น 8 ข้อเสนอช่วยเหลือสตรี เด็ก และคนพิการที่ประสบความรุนแรงในชีวิตและครอบครัว ครอบครัวไทยน่าเป็นห่วงร้อยละ 5.8 เหล้าเพิ่มดีกรีความหงุดหงิด โมโห ไม่สามารถควบคุมการใช้อารมณ์กับคนในครอบครัวได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ภรณี ภู่ประเสริฐ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวเมื่อวันที่ 20 เมษายน ว่า จากการสำรวจความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นในชุมชน ทั้งหมด 9 จังหวัด 40 อำเภอ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ราชบุรี ชลบุรี เชียงใหม่ พิษณุโลก อุดรธานี อุบลราชธานี สุราษฎร์ธานี และสงขลา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยทางคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล พบความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จากร้อยละ 34.6 ในปี 2560 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 42.2 ในปี 2563 สะท้อนว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มสูงขึ้น สอดคล้องกับผลสำรวจสุขภาพผู้หญิงและบุคคลในครอบครัวช่วงสถานการณ์โควิด-19 ขององค์การอนามัยโลก ปี 2563 ที่พบสาเหตุทำให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว 4 ปัจจัย ได้แก่ 1.คนในครอบครัวต้องอาศัยอยู่กับผู้กระทำความรุนแรงมากขึ้น 2.เกิดความเครียดสะสมในครอบครัวจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ 3.การเว้นระยะห่างทางสังคมจากญาติ พี่น้อง เพื่อน คนรู้จัก และ 4.ผู้ถูกกระทำความรุนแรงเข้าไม่ถึงการช่วยเหลือเมื่อถูกละเมิด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกวิเคราะห์ว่าเป็นจุดเริ่มต้นปัญหาความรุนแรงในครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ภรณีกล่าวต่อว่า สสส.ได้สนับสนุนกลไกป้องกันความรุนแรงร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคมและสมาคมส่งเสริมศักยภาพสตรีพิการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทางเพศ ให้ก้าวข้ามจากปัญหา เห็นศักยภาพตัวเอง และเข้ามามีส่วนช่วยเหลือผู้ประสบความรุนแรงรายอื่นต่อไป ผ่านกระบวนการสร้างเครือข่ายผู้ก้าวข้ามความรุนแรง ที่จะทำหน้าที่ประสาน ส่งต่อ และให้คำแนะนำทางกฎหมายกับผู้ถูกกระทำความรุนแรงให้ได้รับการช่วยเหลือในกระบวนการยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากนั้นจะรวบรวมสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดกับเด็กและผู้หญิงพิการมาวิเคราะห์ จัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้ เพื่อทำให้ทุกคนได้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและการบริการของรัฐ ที่ผ่านมายังพบว่าความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้หญิงเพียงอย่างเดียว ยังมีเด็กและคนพิการจำนวนหนึ่งต้องเผชิญความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาที่พบคือ ผู้ถูกกระทำความรุนแรงกลุ่มนี้มักจะเข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นในครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ช่วงการระบาดโควิด-19 มีโอกาสเพิ่มความรุนแรงในครอบครัวสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในปี 2564 ทางเครือข่ายมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคมและสมาคมส่งเสริมศักยภาพสตรีพิการ ได้ยื่นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการบริการที่เป็นมิตร คำนึงถึงความต้องการผู้ประสบความรุนแรง 8 ข้อ ได้แก่ 1.ควรมีบทลงโทษทางอาญาต่อผู้ชายที่ไม่รับผิดชอบการกระทำ หรือหลอกลวงให้มีเพศสัมพันธ์ 2.ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบประชาสัมพันธ์บทบาทหน้าที่การให้ความช่วยเหลือของศูนย์ช่วยเหลือสังคม (1300) อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง 3.ภาครัฐควรมีบริการทางเลือกที่ปลอดภัยให้กับเด็ก และสตรีที่ท้องไม่พร้อม 4.ภาครัฐจัดสรรงบประมาณและบูรณาการร่วมระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน โดยจัดสถานที่เลี้ยงเด็กให้กับครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว 5.รัฐจัดสรรงบประมาณจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือเด็ก สตรี และคนพิการที่ประสบความรุนแรงทางเพศและความรุนแรงในครอบครัวเพื่อการดำเนินคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 6.รัฐควรจัดบริการทางการแพทย์ บริการทางสังคม และการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกโดยคำนึงเด็ก และสตรีพิการ 7.ศูนย์ปฏิบัติการความรุนแรง กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (ศปก.สค.) ควรมีบริการที่เป็นมิตร เข้าใจ ไม่ซ้ำเติม สนับสนุนทางเลือกในการแก้ไขปัญหา แนะนำช่องทางการช่วยเหลือ โดยคำนึงถึงความต้องการของผู้ประสบความรุนแรงเป็นสำคัญ และ 8.ควรมีการปรับปรุงระบบการบริการที่รวดเร็วในชั้นพนักงานสอบสวน การจัดหาล่าม ผู้เชี่ยวชาญในการสื่อสารให้กับเด็ก ผู้หญิง และคนพิการที่ประสบความรุนแรง ทั้ง 8 ข้อเสนอมีเป้าหมายขับเคลื่อนเรื่องการป้องกันความรุนแรงสำหรับคนทุกกลุ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ผลสำรวจมหาวิทยาลัยมหิดลและ สสส.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากการสำรวจพบว่า ครอบครัวไทยร้อยละ 23.4 ไม่มีปัญหาด้านการเงินและสามารถดูแลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของครอบครัว ขณะที่ร้อยละ 76.7 ต้องเผชิญปัญหาด้านการเงินและเศรษฐกิจในระดับที่แตกต่างกันไป ต้องใช้หน้ากากอนามัยผ้าร้อยละ 96.4 มีความพยายามหลีกเลี่ยงการออกนอกบ้าน หรือจำเป็นต้องออกก็จะสวมหน้ากากทุกครั้ง ไม่ไปอยู่ในที่สาธารณะที่มีผู้คนแออัดและหลีกเลี่ยงงานเลี้ยงสังสรรค์ร้อยละ 88.3 ใช้ร่างกายและเลือกกินร้อนช้อนกลางส่วนตัวและล้างมือบ่อยขึ้นร้อยละ 84.3 ให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวร้อยละ 94.6 รองลงมารู้สึกมีความสุขที่ได้อยู่ร่วมกับครอบครัวร้อยละ 84.0 มีการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ร่วมกับครอบครัวร้อยละ 68.9&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ครอบครัวไทย 96.0% ไม่ใช้ความรุนแรงทำร้ายร่างกายกัน สมาชิกครอบครัวร้อยละ 56.4 ควบคุมการใช้อารมณ์รุนแรงหรือไม่ใช้อารมณ์รุนแรงกับคนในครอบครัว แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ครอบครัวไทยร้อยละ 5.8 เมื่อมีความหงุดหงิด โมโห ไม่สามารถควบคุมการใช้อารมณ์กับคนในครอบครัวได้เลย ที่ผ่านมาพบว่ามีสมาชิกในครอบครัวร้อยละ 0.9 มีการใช้ความรุนแรงทำร้ายร่างกายกันจนได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเป็นผลมาจากความตึงเครียดในครอบครัวที่ได้รับผลกระทบมาจากภาวะวิกฤติโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วิธีการโอบอุ้มครอบครัวเปราะบางที่มีเด็กเล็ก เพื่อลดความเสียหายต่อการพัฒนาศักยภาพประชากรรุ่นใหม่ของสังคมไทย เพราะเด็กปฐมวัยคือโอกาสทองของการพัฒนาทุนมนุษย์ เด็กกลุ่มนี้คือประชากรรุ่นที่จะต้องรับผิดชอบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอีก 10-15 ปีข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;สังสรรค์ช่วงแพร่ระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;มีผลทำลายภูมิคุ้มกันร่างกาย&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เผยว่า การดื่มสุราอย่างหนัก เพิ่มความเสี่ยงให้บุคคลนั้นสัมผัสเชื้อและแพร่เชื้อโรคติดต่อได้มากขึ้น รวมถึงเพิ่มความรุนแรงของอาการอีกด้วย เป็นที่ทราบกันดีว่า แอลกอฮอล์เพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อและการดำเนินโรคติดต่ออื่นๆ เช่น วัณโรค ปอดอักเสบ เป็นที่ทราบกันดีว่า สำหรับการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ก็มีแนวโน้มเช่นเดียวกัน โดยกลไกการติดเชื้อเกิดได้จากผลโดยตรงต่อระบบภูมิคุ้มกันและการทำงานของอวัยวะ เช่น ปอด ตับ ลำไส้ หรือเป็นผลจากฤทธิ์ต่อจิตประสาทของแอลกอฮอล์ที่มีต่อความสามารถในการทำหน้าที่ การรู้คิดและพฤติกรรม ทำให้ขาดการยับยั้งชั่งใจ การมีพฤติกรรมเสี่ยงซึ่งขึ้นอยู่กับบริบทการดื่มที่มีผลต่อความเสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ศ.ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ ศ.ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ระบุว่า โดยปกติร่างกายคนเราจะมีภูมิคุ้มกันต่อโรคติดเชื้ออยู่สองชนิด คือ ภูมิคุ้มกันที่มีมาแต่กำเนิด (innate) และภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นภายหลัง (acquired) มนุษย์ส่วนใหญ่เกิดมาพร้อมภูมิคุ้มกันต่อโรคติดเชื้อบางชนิดที่มีมาแต่กำเนิด ร่างกายเราจึงสามารถตรวจจับเชื้อโรคที่พบบ่อยได้ และกระตุ้นกลไกป้องกันด่านหน้าเพื่อจัดการภัยคุกคามที่พบบ่อย แต่ระบบภูมิคุ้มกันแต่กำเนิดนี้ทำงานแบบไม่จำเพาะเจาะจง และไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคชนิดใหม่ๆ ได้เสมอไป ดังนั้นระบบภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นภายหลัง (acquired) หรือที่ปรับตัว (adaptive) จึงเข้ามาทำหน้าที่ ภายหลังจากถูกกระตุ้นด้วยสารเคมีที่ส่งสัญญาณว่ามีเชื้อโรคเข้ามาในร่างกาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ระบบภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นภายหลังจะมีวิวัฒนาการจนมีความจำเพาะสูงมากและสามารถแยกแยะเชื้อโรคที่มีความแตกต่างกันแม้เพียงเล็กน้อยได้ และกำจัดเซลล์ที่ติดเชื้อด้วยวิธีการสร้างแอนติบอดีที่จำเพาะไปจับและทำลายเชื้อโรคนั้นๆ เซลล์เหล่านี้จะสามารถ &amp;ldquo;จดจำ&amp;rdquo; เชื้อโรคและไวรัสที่เคยเจอมาก่อน และจะนำมาใช้อีกหากเกิดการติดเชื้ออีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แอลกอฮอล์อาจทำให้ภูมิคุ้มกันแต่กำเนิดและภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นภายหลังตอบสนองต่อโคโรนาไวรัสได้ไม่ดีด้วยเหตุผลหลายอย่างดังนี้:&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;bull; แอลกอฮอล์ไปเพิ่มจำนวนตัวรับ (receptors) ที่เป็นช่องทางหลักของการติดเชื้อไวรัสโคโรนา เช่น SARS ที่ปอด ระบบทางเดินอาหาร และหัวใจ ทำให้เพิ่มโอกาสติดเชื้อไวรัสโคโรนา เช่น โควิด-19 ได้ง่ายขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;bull; การดื่มสุราอาจเพิ่มโอกาสการติดเชื้อโควิด-19 และเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยอาจทำให้เกิดกระบวนการ &amp;ldquo;อักเสบรุนแรง (hyper-inflammation)&amp;rdquo; ซึ่งเป็นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่มากเกินปกติ ตามมาด้วยการทำงานของเซลล์ในการตอบสนองภูมิคุ้มกันลดลง ดังนั้นการดื่มสุราจึงมีผลทั้งลดภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อ และยังเพิ่มความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากการกระตุ้นการตอบสนองภูมิคุ้มกันที่มากเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;bull; การดื่มสุรายังอาจทำให้ความสามารถของร่างกายในการสร้างภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อบกพร่องไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สรุปว่า การดื่มสุราจึงมีผลทั้งลดภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อ และยังเพิ่มความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากการกระตุ้นการตอบสนองภูมิคุ้มกันที่มากเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;การดื่มเหล้าทำให้เสี่ยงและง่ายต่อการติดโรค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มีหลักฐานวิชาการจำนวนมากที่พบว่า สุรามีผลอย่างมากต่อการแพร่เชื้อโควิด-19 เพราะทำให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงตั้งแต่เริ่มต้นก้าวแรก รวมถึงการดื่มและลักษณะบริบทหรือสถานที่ดื่มยังเป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงของการดื่มสุราในการแพร่เชื้อโควิดมากกว่า จากผลโดยตรงทางสรีรวิทยาต่อการรับเชื้อและแพร่เชื้อของบุคคลนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การได้รับสุราแม้เพียงเล็กน้อยทำให้ความยับยั้งชั่งใจลดลง และความรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น การตัดสินใจบกพร่อง ความสามารถและกระบวนการคิดแย่ลง ทั้งด้านความจำ ความสามารถในการจดจ่อสมาธิ และการวางแผน ยิ่งเมื่อเมาสุรา การตัดสินใจก็จะแย่ลง การศึกษาในห้องปฏิบัติการแสดงให้เห็นว่า การรับรู้ ทักษะด้านการเคลื่อนไหว และความสามารถในการคิดเริ่มลดลงตั้งแต่ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดไม่มาก บ่งบอกว่าสุราทำให้การตัดสินใจแย่ลงก่อนที่จะมีอาการมึนเมา หรือก่อนที่ผู้ดื่มจะรู้สึก &amp;ldquo;เมา&amp;rdquo; ซึ่งอาจนำไปสู่พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในสถานการณ์โรคระบาดนี้ เช่น การกอดกัน หรือการยืนใกล้กับผู้อื่นมากเกินไป เนื่องจากเชื้อโควิด-19 ติดต่อได้ง่ายมาก จึงสามารถแพร่ระบาดจากคนสู่คนด้วยการสัมผัสโดยตรง หรือผ่านทางอากาศ ซึ่งความเสี่ยงจะสูงขึ้นอย่างมากเมื่ออยู่ใกล้ชิดกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; บริบทการดื่ม ร่วมกับผลของการดื่มสุราต่อความคิดและพฤติกรรมในขณะนั้นของผู้ดื่ม ทำให้เกิดการแพร่เชื้อโควิด-19 ได้มากขึ้น การไปผับ/บาร์เป็นตัวอย่างหนึ่งของพฤติกรรมทางสังคมที่มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่เชื้อโควิด-19 ผับ/บาร์มักมีผู้คนหนาแน่นวนเวียนอยู่ด้านในอาคารปิด และคนจำนวนมากสัมผัสใกล้ชิดซึ่งกันและกันในพื้นที่จำกัด การระบายอากาศอาจไม่เพียงพอ และอัตราการไหลเวียนอากาศจำกัด คนที่ดื่มสุราไม่สามารถใส่หน้ากากปิดจมูกและปากได้ และการยับยั้งชั่งใจที่ลดลงจะยิ่งไม่ระวังตัวในการเว้นระยะห่างทางสังคม เสียงที่ดังและการขาดความยับยั้งชั่งใจจะทำให้ผู้ดื่มต้องเข้าใกล้กันมากขึ้นและตะโกนเสียงดัง หรือบางครั้งอาจมีการร้องเพลง เต้นรำ หรือเข้าร่วมกิจกรรมที่ต้องออกแรงอื่นๆ (ทำให้เพิ่มอัตราการหายใจและหายใจแรงขึ้น) จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นการสัมผัสตัวกับลูกค้าคนอื่นและการสัมผัสพื้นผิวต่างๆ (โต๊ะ กระจก) อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อด้วยเช่นกัน เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่มักจะไม่รู้จักกัน คนที่รู้สึกไม่สบายอาจคำนึงถึงโอกาสแพร่เชื้อโควิด-19 น้อยกว่าการเข้าร่วมงานในเครือข่ายสังคมหรือครอบครัวของตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทฤษฎีเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากรายงานและการศึกษาจำนวนมากที่กล่าวว่า บริบทสังคมที่มีสุราเป็นหลักนั้นมีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์แพร่ระบาดเป็นวงกว้าง (super-spreader) ทำให้ขยายวงการระบาดในระยะแรกของการระบาดใหญ่ หรือกลับมาระบาดซ้ำหลังควบคุมโรคได้แล้ว ตัวอย่างในประเทศไทยที่เห็นได้ชัด การแพร่ระบาดครั้งใหม่เมื่อต้นปีนี้ที่เริ่มจากงานเลี้ยงส่วนตัวขนาดใหญ่ที่โรงแรมหรูในกรุงเทพฯ โดยมีผู้ติดเชื้อรายแรกของกลุ่มนี้ที่รับเชื้อมาจากสถานบันเทิงแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่มาร่วมงาน จนทำให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อให้คนจำนวนมาก นอกจากนั้นการกลับมาระบาดซ้ำของโควิด-19 ในหลายประเทศก็เชื่อมโยงกับการอนุญาตให้เปิดบาร์ สถานบันเทิง เทศกาลดนตรี การแข่งรถ งานปาร์ตี้ในมหาวิทยาลัยหลังเปิดเรียน เป็นต้น ในทางกลับกันการปิดหรือจำกัดการเปิดบาร์และสถานบันเทิงก็ทำให้การแพร่เชื้อลดลงอย่างชัดเจน และการระบาดในชุมชนที่ช้าลง ที่เราเองก็เห็นในประเทศไทยเมื่อมีการระบาดระลอกแรกในปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;รัฐบาลประกาศห้ามขายเหล้าช่วยลดการระบาดลงได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พฤติกรรมการดื่มสุรานอกจากจะมีผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อโควิด-19 แล้ว บริบทหรือสถานที่และบรรยากาศในการดื่มสุราก็เป็นตัวช่วยเพิ่มความเสี่ยงของการดื่มสุราต่อการติดเชื้อโควิด-19 การปิดสถานบันเทิง งดงานเลี้ยงสังสรรค์ ห้ามดื่มสุราในร้านอาหาร จึงเป็นมาตรการที่สำคัญในการลดโอกาสความเสี่ยงของการแพร่และติดเชื้อ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การดื่มสุราทำให้เกิดการบาดเจ็บ เช่น อุบัติเหตุบนท้องถนน การพลัดตกหกล้ม การจมน้ำ เป็นต้น และผลกระทบทางสังคมมากมาย อาทิ การทะเลาะเบาะแว้ง การทำร้ายร่างกายระหว่างคนแปลกหน้า หรือต่อคนในครอบครัว การจำกัดการใช้บริการร้านอาหารและบาร์ การเว้นระยะห่างทางสังคมที่กำหนดให้แต่ละคนอยู่ห่างจากคนอื่นอย่างน้อย 1.5-2 เมตร ทั้งหมดนี้เป็นมาตรการในการลดการเข้าถึงสุราแบบนั่งดื่มในร้านลง และโอกาสดื่มในที่สาธารณะลดลง (เช่น บาร์ที่มีคนหนาแน่น) ซึ่งเป็นสถานที่ที่มักเกิดความรุนแรงกับคนแปลกหน้าหรือคนที่ไม่ใช่ญาติอยู่บ่อยครั้ง การจำกัดการดื่มสุราในสถานที่สาธารณะหรือสถานที่นอกบ้าน นอกจากจะทำให้การเข้าถึงสุราทางกายภาพคือสถานที่ดื่มสุราลดลงแล้ว ยังลดโอกาสของการเกิดผลกระทบเหล่านี้ด้วย ซึ่งผลที่ตามมาคือ การลดภาระของระบบบริการสุขภาพ ทำให้จำนวนผู้ป่วยที่มาห้องฉุกเฉินหรือมารับการรักษาในโรงพยาบาลลดลง สามารถกระจายทรัพยากรในระบบบริการ ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรทางการแพทย์หรือเครื่องมือเครื่องใช้ เวชภัณฑ์ และเตียงในโรงพยาบาล เพื่อไปดูแลผู้ป่วยโควิดหรือผู้ป่วยอื่นที่จำเป็นได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากการดื่มสุราจะมีความเสี่ยงในการแพร่เชื้อและเพิ่มความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนแล้ว ยังเป็นสาเหตุของความเจ็บป่วยและบาดเจ็บมากกว่า 400 โรค ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระอย่างมากต่อระบบบริการสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และมี 4 เหตุผลที่การดื่มสุรามีผลต่อความรุนแรงในครอบครัว คือ 1.งานวิจัยตั้งแต่ก่อนเกิดการระบาด แสดงถึงบทบาทของการดื่มสุรากับความรุนแรงในครอบครัว การทำร้ายร่างกาย และการทารุณกรรมเด็ก 2.ภายใต้บริบทของโควิด-19 รายงานการทบทวนพบว่า การดื่มสุราเพิ่มขึ้นเป็นตัวเร่งและเสริมความรุนแรงในชีวิตคู่ 3.ความเครียดทางจิตใจที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงชีวิตการทำงาน ความรับผิดชอบในการดูแลลูก รวมถึงปัญหาการเงินในระหว่างการระบาด อาจส่งผลให้มีการดื่มสุรามากขึ้นและเพิ่มโอกาสเกิดอันตรายต่อสมาชิกในครอบครัวมากขึ้น 4.จากนโยบายการปิดเมืองในหลายประเทศ สัดส่วนการดื่มสุราที่บ้านสูงกว่าในภาวะปกติ นำไปสู่การลดความสามารถในการดูแลเด็ก พร้อมกับการมีผู้ใหญ่ดื่มสุรามากขึ้นในบ้านและดื่มได้นานขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากการระบาดระลอกแรกในปีที่แล้ว ทางศูนย์วิจัยปัญหาสุราได้ให้ทุนสนับสนุนนักวิจัยจาก ม.เชียงใหม่ ม.สงขลานครินทร์ และ ม.ราชภัฏพระนคร ให้ไปศึกษาผลกระทบของการระบาดของโควิด-19 ต่อสถานการณ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย นักวิจัยได้ไปสัมภาษณ์ผู้ประกอบการธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และพนักงานที่ทำงานในสถานที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบบมีที่นั่งดื่ม ได้แก่ ผู้ประกอบการสถานบันเทิง ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ร้านขายส่งและร้านขายของชำ รวม 640 ราย พบว่า ถึงแม้ว่ามาตรการของรัฐในการควบคุมการแพร่ระบาดในแต่ละช่วง ตั้งแต่การห้ามขายเหล้าทั่วประเทศ การปิดสถานบันเทิง ไปจนถึงการห้ามขายหรือดื่มในสถานบริการที่มีที่นั่งดื่ม มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการและพนักงานในร้านสูงมาก ส่งผลให้ขาดรายได้ เลิกจ้างพนักงาน ทำให้พนักงานส่วนใหญ่ต้องหยุดงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม นักวิจัยพบว่าผู้ประกอบการก็สามารถปรับตัวและรูปแบบการให้บริการได้ เช่น การเปลี่ยนไปขายสินค้าชนิดอื่น การปรับเวลาให้บริการ การลดค่าใช้จ่ายลง มีบางรายต้องปิดกิจการลง แต่ก็มีอาชีพอื่นสำรองอยู่ ในด้านนักดื่มสุรา ทางศูนย์วิจัยปัญหาสุราก็ได้ทำการสำรวจทางโทรศัพท์ในประชาชนทั่วไป 4 ครั้งในเดือนเมษายนถึงกรกฎาคมปีที่แล้ว ก็พบว่านักดื่มประมาณร้อยละ 50 หยุดดื่มสุรา และอีกประมาณ 30-40% ดื่มลดลงจากเดิมในช่วงที่มีมาตรการห้ามขายสุราและล็อกดาวน์ในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม แต่หลังจากที่มีการผ่อนปรนมาตรการในช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม จำนวนผู้ที่หยุดดื่มก็ลดลง เหลือเพียงประมาณร้อยละ 35-37 ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่า มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดก็มีผลต่อการควบคุมการดื่มสุราด้วยเช่นกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101337</URL_LINK>
                <HASHTAG>super-spreader, ความรุนแรง, ความรุนแรงทางเพศ, ดื่มสุรา, ผู้หญิง, ภรณี ภู่ประเสริฐ, มหิดล, มูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคมและสมาคมส่งเสริมศักยภาพสตรีพิการ, รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ, ศ.ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย, ศปก.สค., ศูนย์ปฏิบัติการความรุนแรง กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว, ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา, สสส., สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส., สำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ, แพร่ระบาดเป็นวงกว้าง, โควิด-19, โรงพยาบาลรามาธิบดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210430/image_big_608c0d31eb7ee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96547</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2021 08:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2021 08:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นายพลสามนิ้ว&#039;หนุนพม่าใช้ความรุนแรงในการต่อสู้ เป็นความหวังของไทยในอนาคต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 มี.ค.64-พล.ท.พงศกร รอดชมภู อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ และอดีตรองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ข้อความถึงสถานการณ์ในพม่าผ่านเฟซบุ๊กว่า ขอให้ชาวพม่าชนะครับ เป็นความหวังของไทยในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ค่อย ๆ เป็นไปตามขั้นตอน มีหลายท่านสงสัยทำไมผมไม่ให้ใช้ความรุนแรงตอนแรก แล้วทำไมตอนนี้สนับสนุนความรุนแรงในการสู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อยากให้ย้อนกลับไปค่อย ๆ อ่านตามเวลาและสถานการณ์ที่คลี่คลายตามขั้นต่าง ๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมมักโพสต์ก่อนเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นล่วงหน้า ๒ หรือ ๓ วัน เมื่อผ่านจุดนั้นแล้วจึงทำอะไรได้ต่อไปก็นำเสนอมาเรื่อย ๆ จนใกล้จบแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แปลว่าชาวพม่าศึกษาแนวทางต่อสู้แบบไร้ความรุนแรงของยีน ชาร์ป และกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงการรู้ถึงความสำคัญของประเทศตนเองในภูมิภาคตามทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้เป็นอย่างดีครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในปี 2535 ยีน ชาร์ป เคยลอบเข้าไปในพม่าเพื่อจัดสอนวิธีการต่อต้านอย่างไม่ใช้ความรุนแรงกับผู้สนับสนุนประชาธิปไตยในพม่าและชนกลุ่มน้อย หลังจากที่มีการสั่งคุมขังอองซานซูจี จากนั้นเขาจึงเรียบเรียงหนังสือบทความเกี่ยวกับการต่อสู้กับเผด็จการชื่อ &amp;quot;จากเผด็จการสู่ประชาธิปไตย&amp;quot; (From Dictatorship to Democracy) ที่ฝากไว้เป็นแนวทางการต่อสู้ของชาวพม่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ประชาชนที่ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการ ไม่จำเป็นต้องอ่อนแอตลอดกาล เช่นเดียวกับเผด็จการที่ไม่จำเป็นต้องมีอำนาจค้ำฟ้าเสมอไป&amp;rdquo; ยีน ชาร์ป ระบุไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยีน ชาร์ป กล่าวไว้ว่า &amp;ldquo;การต่อต้านเผด็จการโดยใช้กำลังทหาร หาใช่การโจมตีส่วนที่อ่อนแอที่สุดของเผด็จการ แต่เป็นการโจมตีไปยังส่วนที่พวกเขาแข็งแกร่งที่สุด จึงส่งผลให้ขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขาเสนอแนวทางการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรง ด้วยเครื่องมือทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และจิตวิทยา การเลือกสู้ด้วยเครื่องมือใดต้องผ่านการประเมินสถานการณ์และการวางยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบ และบรรยากาศที่เปิดกว้างให้ผู้ทีมองเห็นปัญหาเข้าร่วมให้มากขึ้นเพราะไม่มีอะไรที่บั่นทอนอำนาจและความเชื่อมั่นของเผด็จการ ได้มากเท่ากับจำนวนของประชาชนที่ไม่เชื่อฟังและไม่ยอมอ่อนข้อให้.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96547</URL_LINK>
                <HASHTAG>-พล.ท.พงศกร รอดชมภู, ความรุนแรง, นายพลส้มหวาน, พม่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210319/image_big_6053f7ec0a9f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92997</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/02/2021 16:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/02/2021 16:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลุ่มราษฎรออกแถลงการณ์ยันม็อบ13ก.พ.ไม่ได้ใช้ความรุนแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.พ.64- กลุ่มราษฎรออกแถลงการณ์ เรื่อง &amp;quot;ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง&amp;quot; จากกรณีที่ตำรวจใช้กำลังสลายการชุมนุม ณ บริเวณ หน้าศาลฎีกาและบริเวณใกล้ท้องสนามหลวง ในช่วงเวลาค่ำ ของวันที่ 13 กุมภาพันธ์ โดยปรากฏการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชน ซึ่งต่อมามีรายงานการใช้กำลังทำร้ายและเข้าจับกุมประชาชน และมีการใช้กำลังประทุษร้ายหน่วยแพทย์ในที่ชุมนุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กิจกรรมภายในวันนี้ราษฎร ได้เริ่มต้นกิจกรรมโดยการระดมพลในบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในเวลา 15:00 น. และถัดมาได้มีการดำเนินกิจกรรมการรื้อกระถางต้นไม้ ในเวลา 17:30 น. โดยในเวลาต่อมาราษฎรได้มีการเดินขบวนในเวลา 18:00 น. โดยได้ทำการเดินขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมาถึงที่บริเวณหน้าศาลฎีกาใกล้ท้องสนามหลวง ซึ่งในช่วงระยะเวลาดังกล่าวได้มีการปะทะระหว่างผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ และได้ทำการยุติการชุมนุมตอนเวลา 20:00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ราษฎร ขอยืนยันในหลักการของปฏิบัติการไร้ความรุนแรง &amp;nbsp;ซึ่งได้ประกาศ ณ ที่ชุมนุมว่า มวลชนสามารถตอบโต้หากมีการใช้ความรุนแรงจากภาครัฐได้ ซึ่งได้แก่วิธีการอื่นใดอันไม่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงในทางกายภาพต่อปัจเจกบุคคล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ราษฎร ยืนยันในหลักการและแนวทางของปฏิบัติการไร้ความรุนแรง และยืนยันว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่มีสิทธิใช้ความรุนแรงกับผู้ที่ใช้เสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ และการจับกุมอย่างไม่เลือกหน้าเป็นการละเมิดทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงที่สุดพวกเราขอยืนยันว่า พวกเราจะยังคงยืนหยัดที่จะสู้จนกว่าจะไม่มีประชาชนคนใดถูกจับโดยไม่เป็นธรรม พวกเราจะสู้ต่อไปจนกว่าประชาชนในประเทศนี้จะมีความเสมอภาคเป็นธรรม พวกเราจะสู้ต่อไปจนกว่าสถาบันพระมหากษัตริย์จะอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และประเทศมีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92997</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความรุนแรง, ราษฎร, สลายการชุมนุม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210214/image_big_6028ec328218b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85094</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/11/2020 10:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/11/2020 09:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักข่าวเดือด &#039;การ์ดม็อบ3นิ้ว&#039; ผลักช่างภาพตกแบริเออร์บาดเจ็บ อ้างห้ามนำเสนอความรุนแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 พ.ย.63 -&amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้สังคมออนไลน์มีการแชร์ข้อความจากผู้ใช้เฟซบุ๊ก Dhiruth Nimrotham ของนายธีรุตม์ นิมโรธรรม ผู้สื่อข่าว 3 มิติ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 โพสต์ข้อความกรณีช่างภาพที่ไปทำข่าวการชุมนุมของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า คณะราษฎร 2563 ที่หน้าสำนักงานใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ ถูกการ์ดของกลุ่มราษฎรผลักตกจากแท่นแบริเออร์ ระบุว่า &amp;quot;ฝากถึงผู้ควบคุมการ์ด การ์ด ทุกมวลชน นี่คืออีก 1 ความไม่โอเคที่เกิดขึ้นในวันนี้ พี่ตุ้ย ช่างภาพทีมผมถูกผลักตกจากแท่นแบริเออร์ความสูงมากกว่า 1.2 เมตร โดยการ์ดของกลุ่มราษฎรที่มีปลอกแขนสีแดงคนนึง แล้ววิ่งเข้ามาจะต่อยพี่ตุ้ย พร้อมเอาหน้าผากเข้ามาจะชนท้า จนผมต้องเอาตัวไปขวางผลักออก ด้วยเหตุผล &amp;quot;ห้ามถ่ายความรุนแรงที่เกิดขึ้น&amp;quot; หลังมีคนก่อความวุ่นวาย เค้าบอกถ้าผมไม่ทำแบบนี้ พวกอาชีวะเข้ามาเล่นพี่แน่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามคือ คุณเรียกร้องให้เราทำหน้าที่สื่อ เราทำหน้าที่ คุณควรทำหน้าที่ในขอบเขตคุณ ไม่ใช่การกระทำที่สุ่มเสี่ยงให้คนอื่นเกิดอันตรายแบบนี้ แล้วภาพตรงหน้าด้วยจรรยาบรรณ คือสิ่งที่ต้องบันทึก ภาพพี่ตุ้ยถ่ายคือเลี่ยงเลือด เลี่ยงใบหน้า ถ่ายเห็นเฉพาะเหตุการณ์ สิ่งที่คุณทำแม้จะเดินมาขอโทษพี่เค้า แต่ล่าสุด พี่ตุ้ยอยู่โรงพยาบาล เข่าบวมจากการตกจากที่สูง ซ้ำแผลเดิมที่พี่ตุ้ยเคยผ่าตัดขา ใส่เหล็กอยู่ด้านใน คุ้มหรอครับกับการเข้ามาผลักเค้า ในขณะที่กล้องอื่นคุณไม่เข้าไปห้าม หมอบอกว่าไม่หัก ไม่ร้าว ไม่ผิดรูป ที่บวมเกิดจากเหล็กภายในกระแทกกล้ามเนื้อ ต้องพัก 3-4 วันครับ เสียการเสียงานมั้ยอ่ะ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านเฟซบุ๊ก &amp;quot;นันทวุธ สังข์ทองดี&amp;quot; ช่างภาพคนดังกล่าว ระบุว่า &amp;quot;ผมเริ่มอาชีพการเป็นช่างภาพข่าวมาตั้งแต่ปี 2548 ถึงตอนนี้ 16 ปีแล้ว ผมผ่านมาแทบจะทุกม็อบการเรียกร้อง ทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง กปปส. รวมทั้งม็อบต่างประเทศที่ฮ่องกง แต่วันนี้ผมกลับต้องมาโดนการ์ดของม็อบคณะราษฎรทำร้ายร่างกาย โดยการผลักอกและจะเข้ามาต่อยผมจนผมตกจากแท่นปูนแบริเออร์ ในระหว่างเหตุการณ์ชุลมุนยิงกันบริเวณแยกเมเจอร์รัชโยธิน ผมมีภาพตัวอย่างที่ผมถ่ายไว้ ผมยืนอยู่คนละฝั่งถนนกับเหตุการณ์เลย ทั้งๆ ที่ผมสามารถจะเข้าไปวุ่นวายในเหตุการณ์ก็ได้ แต่ผมเลือกที่จะไม่เข้าไป เพราะผมมีจรรยาบรรณในวิชาชีพดีพอ ทั้งๆ ที่ในนั้นมีพี่น้องร่วมอาชีพมากมาย ผมอยากจะถามว่าผลักผมทำไม คุณมีหน้าที่ของคุณ คุณก็ทำไป แต่นี่คือหน้าที่ของผม ผมมีปลอกแขน มีบัตรพนักงานที่แสดงตัวว่าเป็นสื่อครบถ้วน อยากจะฝากให้คิดกันไว้ว่า บางทีสื่อมวลชนไม่ใช่ผู้ขัดแย้งสำหรับพวกคุณ เสรีภาพสื่อเสรีภาพประชาชน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85094</URL_LINK>
                <HASHTAG>การ์ด3นิ้ว, การ์ดม็อบ3นิ้ว, ความรุนแรง, คุกคามสื่อ, นักข่าวช่อง3, ม็อบ25พฤศจิกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201126/image_big_5fbf13c2491a9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
