<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101337</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2021 21:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เหล้าส่งผลความรุนแรงต่อผู้หญิงในช่วงโควิด-19.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พิษ! โควิด-19 ส่งผลใกล้ตัว มหิดลจับมือ สสส.สำรวจ 9 จังหวัด 40 อำเภอ ผู้หญิงเสี่ยง เผชิญความรุนแรงในชีวิตเกือบ 100% สอดคล้องกับข้อมูล WHO ต้องอยู่ร่วมกับคนในครอบครัวที่ทำรุนแรง แถมถูกบังคับให้ยอมความคดีละเมิด เข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม สสส.-ภาคีเครือข่าย ยื่น 8 ข้อเสนอช่วยเหลือสตรี เด็ก และคนพิการที่ประสบความรุนแรงในชีวิตและครอบครัว ครอบครัวไทยน่าเป็นห่วงร้อยละ 5.8 เหล้าเพิ่มดีกรีความหงุดหงิด โมโห ไม่สามารถควบคุมการใช้อารมณ์กับคนในครอบครัวได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ภรณี ภู่ประเสริฐ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวเมื่อวันที่ 20 เมษายน ว่า จากการสำรวจความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นในชุมชน ทั้งหมด 9 จังหวัด 40 อำเภอ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ราชบุรี ชลบุรี เชียงใหม่ พิษณุโลก อุดรธานี อุบลราชธานี สุราษฎร์ธานี และสงขลา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยทางคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล พบความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จากร้อยละ 34.6 ในปี 2560 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 42.2 ในปี 2563 สะท้อนว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มสูงขึ้น สอดคล้องกับผลสำรวจสุขภาพผู้หญิงและบุคคลในครอบครัวช่วงสถานการณ์โควิด-19 ขององค์การอนามัยโลก ปี 2563 ที่พบสาเหตุทำให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว 4 ปัจจัย ได้แก่ 1.คนในครอบครัวต้องอาศัยอยู่กับผู้กระทำความรุนแรงมากขึ้น 2.เกิดความเครียดสะสมในครอบครัวจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ 3.การเว้นระยะห่างทางสังคมจากญาติ พี่น้อง เพื่อน คนรู้จัก และ 4.ผู้ถูกกระทำความรุนแรงเข้าไม่ถึงการช่วยเหลือเมื่อถูกละเมิด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกวิเคราะห์ว่าเป็นจุดเริ่มต้นปัญหาความรุนแรงในครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ภรณีกล่าวต่อว่า สสส.ได้สนับสนุนกลไกป้องกันความรุนแรงร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคมและสมาคมส่งเสริมศักยภาพสตรีพิการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทางเพศ ให้ก้าวข้ามจากปัญหา เห็นศักยภาพตัวเอง และเข้ามามีส่วนช่วยเหลือผู้ประสบความรุนแรงรายอื่นต่อไป ผ่านกระบวนการสร้างเครือข่ายผู้ก้าวข้ามความรุนแรง ที่จะทำหน้าที่ประสาน ส่งต่อ และให้คำแนะนำทางกฎหมายกับผู้ถูกกระทำความรุนแรงให้ได้รับการช่วยเหลือในกระบวนการยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากนั้นจะรวบรวมสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดกับเด็กและผู้หญิงพิการมาวิเคราะห์ จัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้ เพื่อทำให้ทุกคนได้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและการบริการของรัฐ ที่ผ่านมายังพบว่าความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้หญิงเพียงอย่างเดียว ยังมีเด็กและคนพิการจำนวนหนึ่งต้องเผชิญความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาที่พบคือ ผู้ถูกกระทำความรุนแรงกลุ่มนี้มักจะเข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นในครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ช่วงการระบาดโควิด-19 มีโอกาสเพิ่มความรุนแรงในครอบครัวสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในปี 2564 ทางเครือข่ายมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคมและสมาคมส่งเสริมศักยภาพสตรีพิการ ได้ยื่นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการบริการที่เป็นมิตร คำนึงถึงความต้องการผู้ประสบความรุนแรง 8 ข้อ ได้แก่ 1.ควรมีบทลงโทษทางอาญาต่อผู้ชายที่ไม่รับผิดชอบการกระทำ หรือหลอกลวงให้มีเพศสัมพันธ์ 2.ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบประชาสัมพันธ์บทบาทหน้าที่การให้ความช่วยเหลือของศูนย์ช่วยเหลือสังคม (1300) อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง 3.ภาครัฐควรมีบริการทางเลือกที่ปลอดภัยให้กับเด็ก และสตรีที่ท้องไม่พร้อม 4.ภาครัฐจัดสรรงบประมาณและบูรณาการร่วมระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน โดยจัดสถานที่เลี้ยงเด็กให้กับครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว 5.รัฐจัดสรรงบประมาณจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือเด็ก สตรี และคนพิการที่ประสบความรุนแรงทางเพศและความรุนแรงในครอบครัวเพื่อการดำเนินคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 6.รัฐควรจัดบริการทางการแพทย์ บริการทางสังคม และการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกโดยคำนึงเด็ก และสตรีพิการ 7.ศูนย์ปฏิบัติการความรุนแรง กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (ศปก.สค.) ควรมีบริการที่เป็นมิตร เข้าใจ ไม่ซ้ำเติม สนับสนุนทางเลือกในการแก้ไขปัญหา แนะนำช่องทางการช่วยเหลือ โดยคำนึงถึงความต้องการของผู้ประสบความรุนแรงเป็นสำคัญ และ 8.ควรมีการปรับปรุงระบบการบริการที่รวดเร็วในชั้นพนักงานสอบสวน การจัดหาล่าม ผู้เชี่ยวชาญในการสื่อสารให้กับเด็ก ผู้หญิง และคนพิการที่ประสบความรุนแรง ทั้ง 8 ข้อเสนอมีเป้าหมายขับเคลื่อนเรื่องการป้องกันความรุนแรงสำหรับคนทุกกลุ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ผลสำรวจมหาวิทยาลัยมหิดลและ สสส.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากการสำรวจพบว่า ครอบครัวไทยร้อยละ 23.4 ไม่มีปัญหาด้านการเงินและสามารถดูแลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของครอบครัว ขณะที่ร้อยละ 76.7 ต้องเผชิญปัญหาด้านการเงินและเศรษฐกิจในระดับที่แตกต่างกันไป ต้องใช้หน้ากากอนามัยผ้าร้อยละ 96.4 มีความพยายามหลีกเลี่ยงการออกนอกบ้าน หรือจำเป็นต้องออกก็จะสวมหน้ากากทุกครั้ง ไม่ไปอยู่ในที่สาธารณะที่มีผู้คนแออัดและหลีกเลี่ยงงานเลี้ยงสังสรรค์ร้อยละ 88.3 ใช้ร่างกายและเลือกกินร้อนช้อนกลางส่วนตัวและล้างมือบ่อยขึ้นร้อยละ 84.3 ให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวร้อยละ 94.6 รองลงมารู้สึกมีความสุขที่ได้อยู่ร่วมกับครอบครัวร้อยละ 84.0 มีการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ร่วมกับครอบครัวร้อยละ 68.9&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ครอบครัวไทย 96.0% ไม่ใช้ความรุนแรงทำร้ายร่างกายกัน สมาชิกครอบครัวร้อยละ 56.4 ควบคุมการใช้อารมณ์รุนแรงหรือไม่ใช้อารมณ์รุนแรงกับคนในครอบครัว แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ครอบครัวไทยร้อยละ 5.8 เมื่อมีความหงุดหงิด โมโห ไม่สามารถควบคุมการใช้อารมณ์กับคนในครอบครัวได้เลย ที่ผ่านมาพบว่ามีสมาชิกในครอบครัวร้อยละ 0.9 มีการใช้ความรุนแรงทำร้ายร่างกายกันจนได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเป็นผลมาจากความตึงเครียดในครอบครัวที่ได้รับผลกระทบมาจากภาวะวิกฤติโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วิธีการโอบอุ้มครอบครัวเปราะบางที่มีเด็กเล็ก เพื่อลดความเสียหายต่อการพัฒนาศักยภาพประชากรรุ่นใหม่ของสังคมไทย เพราะเด็กปฐมวัยคือโอกาสทองของการพัฒนาทุนมนุษย์ เด็กกลุ่มนี้คือประชากรรุ่นที่จะต้องรับผิดชอบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอีก 10-15 ปีข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;สังสรรค์ช่วงแพร่ระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;มีผลทำลายภูมิคุ้มกันร่างกาย&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เผยว่า การดื่มสุราอย่างหนัก เพิ่มความเสี่ยงให้บุคคลนั้นสัมผัสเชื้อและแพร่เชื้อโรคติดต่อได้มากขึ้น รวมถึงเพิ่มความรุนแรงของอาการอีกด้วย เป็นที่ทราบกันดีว่า แอลกอฮอล์เพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อและการดำเนินโรคติดต่ออื่นๆ เช่น วัณโรค ปอดอักเสบ เป็นที่ทราบกันดีว่า สำหรับการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ก็มีแนวโน้มเช่นเดียวกัน โดยกลไกการติดเชื้อเกิดได้จากผลโดยตรงต่อระบบภูมิคุ้มกันและการทำงานของอวัยวะ เช่น ปอด ตับ ลำไส้ หรือเป็นผลจากฤทธิ์ต่อจิตประสาทของแอลกอฮอล์ที่มีต่อความสามารถในการทำหน้าที่ การรู้คิดและพฤติกรรม ทำให้ขาดการยับยั้งชั่งใจ การมีพฤติกรรมเสี่ยงซึ่งขึ้นอยู่กับบริบทการดื่มที่มีผลต่อความเสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ศ.ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ ศ.ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ระบุว่า โดยปกติร่างกายคนเราจะมีภูมิคุ้มกันต่อโรคติดเชื้ออยู่สองชนิด คือ ภูมิคุ้มกันที่มีมาแต่กำเนิด (innate) และภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นภายหลัง (acquired) มนุษย์ส่วนใหญ่เกิดมาพร้อมภูมิคุ้มกันต่อโรคติดเชื้อบางชนิดที่มีมาแต่กำเนิด ร่างกายเราจึงสามารถตรวจจับเชื้อโรคที่พบบ่อยได้ และกระตุ้นกลไกป้องกันด่านหน้าเพื่อจัดการภัยคุกคามที่พบบ่อย แต่ระบบภูมิคุ้มกันแต่กำเนิดนี้ทำงานแบบไม่จำเพาะเจาะจง และไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคชนิดใหม่ๆ ได้เสมอไป ดังนั้นระบบภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นภายหลัง (acquired) หรือที่ปรับตัว (adaptive) จึงเข้ามาทำหน้าที่ ภายหลังจากถูกกระตุ้นด้วยสารเคมีที่ส่งสัญญาณว่ามีเชื้อโรคเข้ามาในร่างกาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ระบบภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นภายหลังจะมีวิวัฒนาการจนมีความจำเพาะสูงมากและสามารถแยกแยะเชื้อโรคที่มีความแตกต่างกันแม้เพียงเล็กน้อยได้ และกำจัดเซลล์ที่ติดเชื้อด้วยวิธีการสร้างแอนติบอดีที่จำเพาะไปจับและทำลายเชื้อโรคนั้นๆ เซลล์เหล่านี้จะสามารถ &amp;ldquo;จดจำ&amp;rdquo; เชื้อโรคและไวรัสที่เคยเจอมาก่อน และจะนำมาใช้อีกหากเกิดการติดเชื้ออีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แอลกอฮอล์อาจทำให้ภูมิคุ้มกันแต่กำเนิดและภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นภายหลังตอบสนองต่อโคโรนาไวรัสได้ไม่ดีด้วยเหตุผลหลายอย่างดังนี้:&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;bull; แอลกอฮอล์ไปเพิ่มจำนวนตัวรับ (receptors) ที่เป็นช่องทางหลักของการติดเชื้อไวรัสโคโรนา เช่น SARS ที่ปอด ระบบทางเดินอาหาร และหัวใจ ทำให้เพิ่มโอกาสติดเชื้อไวรัสโคโรนา เช่น โควิด-19 ได้ง่ายขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;bull; การดื่มสุราอาจเพิ่มโอกาสการติดเชื้อโควิด-19 และเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยอาจทำให้เกิดกระบวนการ &amp;ldquo;อักเสบรุนแรง (hyper-inflammation)&amp;rdquo; ซึ่งเป็นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่มากเกินปกติ ตามมาด้วยการทำงานของเซลล์ในการตอบสนองภูมิคุ้มกันลดลง ดังนั้นการดื่มสุราจึงมีผลทั้งลดภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อ และยังเพิ่มความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากการกระตุ้นการตอบสนองภูมิคุ้มกันที่มากเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;bull; การดื่มสุรายังอาจทำให้ความสามารถของร่างกายในการสร้างภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อบกพร่องไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สรุปว่า การดื่มสุราจึงมีผลทั้งลดภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อ และยังเพิ่มความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากการกระตุ้นการตอบสนองภูมิคุ้มกันที่มากเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;การดื่มเหล้าทำให้เสี่ยงและง่ายต่อการติดโรค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มีหลักฐานวิชาการจำนวนมากที่พบว่า สุรามีผลอย่างมากต่อการแพร่เชื้อโควิด-19 เพราะทำให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงตั้งแต่เริ่มต้นก้าวแรก รวมถึงการดื่มและลักษณะบริบทหรือสถานที่ดื่มยังเป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงของการดื่มสุราในการแพร่เชื้อโควิดมากกว่า จากผลโดยตรงทางสรีรวิทยาต่อการรับเชื้อและแพร่เชื้อของบุคคลนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การได้รับสุราแม้เพียงเล็กน้อยทำให้ความยับยั้งชั่งใจลดลง และความรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น การตัดสินใจบกพร่อง ความสามารถและกระบวนการคิดแย่ลง ทั้งด้านความจำ ความสามารถในการจดจ่อสมาธิ และการวางแผน ยิ่งเมื่อเมาสุรา การตัดสินใจก็จะแย่ลง การศึกษาในห้องปฏิบัติการแสดงให้เห็นว่า การรับรู้ ทักษะด้านการเคลื่อนไหว และความสามารถในการคิดเริ่มลดลงตั้งแต่ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดไม่มาก บ่งบอกว่าสุราทำให้การตัดสินใจแย่ลงก่อนที่จะมีอาการมึนเมา หรือก่อนที่ผู้ดื่มจะรู้สึก &amp;ldquo;เมา&amp;rdquo; ซึ่งอาจนำไปสู่พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในสถานการณ์โรคระบาดนี้ เช่น การกอดกัน หรือการยืนใกล้กับผู้อื่นมากเกินไป เนื่องจากเชื้อโควิด-19 ติดต่อได้ง่ายมาก จึงสามารถแพร่ระบาดจากคนสู่คนด้วยการสัมผัสโดยตรง หรือผ่านทางอากาศ ซึ่งความเสี่ยงจะสูงขึ้นอย่างมากเมื่ออยู่ใกล้ชิดกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; บริบทการดื่ม ร่วมกับผลของการดื่มสุราต่อความคิดและพฤติกรรมในขณะนั้นของผู้ดื่ม ทำให้เกิดการแพร่เชื้อโควิด-19 ได้มากขึ้น การไปผับ/บาร์เป็นตัวอย่างหนึ่งของพฤติกรรมทางสังคมที่มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่เชื้อโควิด-19 ผับ/บาร์มักมีผู้คนหนาแน่นวนเวียนอยู่ด้านในอาคารปิด และคนจำนวนมากสัมผัสใกล้ชิดซึ่งกันและกันในพื้นที่จำกัด การระบายอากาศอาจไม่เพียงพอ และอัตราการไหลเวียนอากาศจำกัด คนที่ดื่มสุราไม่สามารถใส่หน้ากากปิดจมูกและปากได้ และการยับยั้งชั่งใจที่ลดลงจะยิ่งไม่ระวังตัวในการเว้นระยะห่างทางสังคม เสียงที่ดังและการขาดความยับยั้งชั่งใจจะทำให้ผู้ดื่มต้องเข้าใกล้กันมากขึ้นและตะโกนเสียงดัง หรือบางครั้งอาจมีการร้องเพลง เต้นรำ หรือเข้าร่วมกิจกรรมที่ต้องออกแรงอื่นๆ (ทำให้เพิ่มอัตราการหายใจและหายใจแรงขึ้น) จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นการสัมผัสตัวกับลูกค้าคนอื่นและการสัมผัสพื้นผิวต่างๆ (โต๊ะ กระจก) อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อด้วยเช่นกัน เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่มักจะไม่รู้จักกัน คนที่รู้สึกไม่สบายอาจคำนึงถึงโอกาสแพร่เชื้อโควิด-19 น้อยกว่าการเข้าร่วมงานในเครือข่ายสังคมหรือครอบครัวของตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทฤษฎีเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากรายงานและการศึกษาจำนวนมากที่กล่าวว่า บริบทสังคมที่มีสุราเป็นหลักนั้นมีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์แพร่ระบาดเป็นวงกว้าง (super-spreader) ทำให้ขยายวงการระบาดในระยะแรกของการระบาดใหญ่ หรือกลับมาระบาดซ้ำหลังควบคุมโรคได้แล้ว ตัวอย่างในประเทศไทยที่เห็นได้ชัด การแพร่ระบาดครั้งใหม่เมื่อต้นปีนี้ที่เริ่มจากงานเลี้ยงส่วนตัวขนาดใหญ่ที่โรงแรมหรูในกรุงเทพฯ โดยมีผู้ติดเชื้อรายแรกของกลุ่มนี้ที่รับเชื้อมาจากสถานบันเทิงแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่มาร่วมงาน จนทำให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อให้คนจำนวนมาก นอกจากนั้นการกลับมาระบาดซ้ำของโควิด-19 ในหลายประเทศก็เชื่อมโยงกับการอนุญาตให้เปิดบาร์ สถานบันเทิง เทศกาลดนตรี การแข่งรถ งานปาร์ตี้ในมหาวิทยาลัยหลังเปิดเรียน เป็นต้น ในทางกลับกันการปิดหรือจำกัดการเปิดบาร์และสถานบันเทิงก็ทำให้การแพร่เชื้อลดลงอย่างชัดเจน และการระบาดในชุมชนที่ช้าลง ที่เราเองก็เห็นในประเทศไทยเมื่อมีการระบาดระลอกแรกในปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;รัฐบาลประกาศห้ามขายเหล้าช่วยลดการระบาดลงได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พฤติกรรมการดื่มสุรานอกจากจะมีผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อโควิด-19 แล้ว บริบทหรือสถานที่และบรรยากาศในการดื่มสุราก็เป็นตัวช่วยเพิ่มความเสี่ยงของการดื่มสุราต่อการติดเชื้อโควิด-19 การปิดสถานบันเทิง งดงานเลี้ยงสังสรรค์ ห้ามดื่มสุราในร้านอาหาร จึงเป็นมาตรการที่สำคัญในการลดโอกาสความเสี่ยงของการแพร่และติดเชื้อ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การดื่มสุราทำให้เกิดการบาดเจ็บ เช่น อุบัติเหตุบนท้องถนน การพลัดตกหกล้ม การจมน้ำ เป็นต้น และผลกระทบทางสังคมมากมาย อาทิ การทะเลาะเบาะแว้ง การทำร้ายร่างกายระหว่างคนแปลกหน้า หรือต่อคนในครอบครัว การจำกัดการใช้บริการร้านอาหารและบาร์ การเว้นระยะห่างทางสังคมที่กำหนดให้แต่ละคนอยู่ห่างจากคนอื่นอย่างน้อย 1.5-2 เมตร ทั้งหมดนี้เป็นมาตรการในการลดการเข้าถึงสุราแบบนั่งดื่มในร้านลง และโอกาสดื่มในที่สาธารณะลดลง (เช่น บาร์ที่มีคนหนาแน่น) ซึ่งเป็นสถานที่ที่มักเกิดความรุนแรงกับคนแปลกหน้าหรือคนที่ไม่ใช่ญาติอยู่บ่อยครั้ง การจำกัดการดื่มสุราในสถานที่สาธารณะหรือสถานที่นอกบ้าน นอกจากจะทำให้การเข้าถึงสุราทางกายภาพคือสถานที่ดื่มสุราลดลงแล้ว ยังลดโอกาสของการเกิดผลกระทบเหล่านี้ด้วย ซึ่งผลที่ตามมาคือ การลดภาระของระบบบริการสุขภาพ ทำให้จำนวนผู้ป่วยที่มาห้องฉุกเฉินหรือมารับการรักษาในโรงพยาบาลลดลง สามารถกระจายทรัพยากรในระบบบริการ ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรทางการแพทย์หรือเครื่องมือเครื่องใช้ เวชภัณฑ์ และเตียงในโรงพยาบาล เพื่อไปดูแลผู้ป่วยโควิดหรือผู้ป่วยอื่นที่จำเป็นได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากการดื่มสุราจะมีความเสี่ยงในการแพร่เชื้อและเพิ่มความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนแล้ว ยังเป็นสาเหตุของความเจ็บป่วยและบาดเจ็บมากกว่า 400 โรค ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระอย่างมากต่อระบบบริการสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และมี 4 เหตุผลที่การดื่มสุรามีผลต่อความรุนแรงในครอบครัว คือ 1.งานวิจัยตั้งแต่ก่อนเกิดการระบาด แสดงถึงบทบาทของการดื่มสุรากับความรุนแรงในครอบครัว การทำร้ายร่างกาย และการทารุณกรรมเด็ก 2.ภายใต้บริบทของโควิด-19 รายงานการทบทวนพบว่า การดื่มสุราเพิ่มขึ้นเป็นตัวเร่งและเสริมความรุนแรงในชีวิตคู่ 3.ความเครียดทางจิตใจที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงชีวิตการทำงาน ความรับผิดชอบในการดูแลลูก รวมถึงปัญหาการเงินในระหว่างการระบาด อาจส่งผลให้มีการดื่มสุรามากขึ้นและเพิ่มโอกาสเกิดอันตรายต่อสมาชิกในครอบครัวมากขึ้น 4.จากนโยบายการปิดเมืองในหลายประเทศ สัดส่วนการดื่มสุราที่บ้านสูงกว่าในภาวะปกติ นำไปสู่การลดความสามารถในการดูแลเด็ก พร้อมกับการมีผู้ใหญ่ดื่มสุรามากขึ้นในบ้านและดื่มได้นานขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากการระบาดระลอกแรกในปีที่แล้ว ทางศูนย์วิจัยปัญหาสุราได้ให้ทุนสนับสนุนนักวิจัยจาก ม.เชียงใหม่ ม.สงขลานครินทร์ และ ม.ราชภัฏพระนคร ให้ไปศึกษาผลกระทบของการระบาดของโควิด-19 ต่อสถานการณ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย นักวิจัยได้ไปสัมภาษณ์ผู้ประกอบการธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และพนักงานที่ทำงานในสถานที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบบมีที่นั่งดื่ม ได้แก่ ผู้ประกอบการสถานบันเทิง ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ร้านขายส่งและร้านขายของชำ รวม 640 ราย พบว่า ถึงแม้ว่ามาตรการของรัฐในการควบคุมการแพร่ระบาดในแต่ละช่วง ตั้งแต่การห้ามขายเหล้าทั่วประเทศ การปิดสถานบันเทิง ไปจนถึงการห้ามขายหรือดื่มในสถานบริการที่มีที่นั่งดื่ม มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการและพนักงานในร้านสูงมาก ส่งผลให้ขาดรายได้ เลิกจ้างพนักงาน ทำให้พนักงานส่วนใหญ่ต้องหยุดงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม นักวิจัยพบว่าผู้ประกอบการก็สามารถปรับตัวและรูปแบบการให้บริการได้ เช่น การเปลี่ยนไปขายสินค้าชนิดอื่น การปรับเวลาให้บริการ การลดค่าใช้จ่ายลง มีบางรายต้องปิดกิจการลง แต่ก็มีอาชีพอื่นสำรองอยู่ ในด้านนักดื่มสุรา ทางศูนย์วิจัยปัญหาสุราก็ได้ทำการสำรวจทางโทรศัพท์ในประชาชนทั่วไป 4 ครั้งในเดือนเมษายนถึงกรกฎาคมปีที่แล้ว ก็พบว่านักดื่มประมาณร้อยละ 50 หยุดดื่มสุรา และอีกประมาณ 30-40% ดื่มลดลงจากเดิมในช่วงที่มีมาตรการห้ามขายสุราและล็อกดาวน์ในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม แต่หลังจากที่มีการผ่อนปรนมาตรการในช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม จำนวนผู้ที่หยุดดื่มก็ลดลง เหลือเพียงประมาณร้อยละ 35-37 ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่า มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดก็มีผลต่อการควบคุมการดื่มสุราด้วยเช่นกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101337</URL_LINK>
                <HASHTAG>super-spreader, ความรุนแรง, ความรุนแรงทางเพศ, ดื่มสุรา, ผู้หญิง, ภรณี ภู่ประเสริฐ, มหิดล, มูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคมและสมาคมส่งเสริมศักยภาพสตรีพิการ, รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ, ศ.ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย, ศปก.สค., ศูนย์ปฏิบัติการความรุนแรง กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว, ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา, สสส., สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส., สำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ, แพร่ระบาดเป็นวงกว้าง, โควิด-19, โรงพยาบาลรามาธิบดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210430/image_big_608c0d31eb7ee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84713</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดรามาม็อบเด็ก ปมล่วงละเมิด!‘ขุดคุ้ย-จ่อฟ้อง’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;หมวยแมวเมี๊ยว กระหึ่ม! เปิดแผลเหวอะสังคมความรุนแรงทางเพศในรั้วโรงเรียน ดรามาสนั่น &amp;quot;เอ๋ ปารีณา&amp;quot; จ่อเอาผิด ขณะที่ &amp;quot;ทราย แม่ยกแห่งชาติ&amp;quot; ลุกขึ้นปกป้อง ซัดถ้ายังเป็นมนุษย์ หยุดเหยียบย่ำเหยื่อ ด้านโลกออนไลน์ขุดสถานศึกษาต้นเหตุรับผิดชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ กรณีการชุมนุมของกลุ่มนักเรียนเลว ซึ่งหลายครั้งที่ผ่านมามีประเด็นหนึ่งเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวาง คือเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศในโรงเรียน ล่าสุด การชุมนุมบริเวณใต้บีทีเอส สยามสแควร์ เมื่อวันเสาร์ที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา มีหญิงสาวในชุดนักเรียน ปักอักษรย่อชื่อโรงเรียนที่หน้าอกขวา ม.ม.ม. มีสกอตเทปปิดปากถือป้าย ถูกครูทำอนาจาร รร.ไม่ใช่สถานที่ปลอดภัย&amp;nbsp; ตามเนื้อตัว ลำคอคล้ายมีร่องรอยถูกทำร้าย เป็นสื่อการแสดงออกเพื่อให้กระทรวงศึกษาธิการและรัฐบาลหันมาแก้ไขปัญหาดังกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำให้เกิดกระแสซึ่งเป็นที่พูดถึงกันจำนวนมาก และถูกแชร์ออกไปอย่างรวดเร็ว โดยมีผู้ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นสนับสนุน และมีการต่อว่าเด็กสาวต่างๆ นานาในโลกโซเชียล ทั้งเสนอให้ฟ้องร้องคนที่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและหมิ่นประมาท จนเจ้าตัวต้องออกมาเขียนข้อความใต้โพสต์ ระบุว่า ใครแคปคอมเมนต์ไม่น่ารักได้ ส่งใต้เมนต์นี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการตรวจสอบพบว่า หญิงสาวในภาพนั้นคือคนเดียวกับสาวเจ้าของเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า หมวยแมวเมี๊ยว&amp;nbsp; muaymaewmeowww โดยอักษรย่อ &amp;quot;ม.ม.ม.&amp;quot; บนชุดนักเรียนก็คาดว่าน่าจะเป็นตัวย่อของชื่อแฟนเพจของเธอเอง ขณะที่เมื่อตรวจสอบในอินสตาแกรมของสาวคนนี้ระบุชื่อว่า นลินรัตน์ ตู้ทับทิม ไม่ได้เป็นนักเรียน แต่มีอาชีพเป็นนางแบบ นักแสดง อินฟลูเอนเซอร์ โดยในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมของเธอจะมีการโพสต์ภาพตัวเองในชุดคอสเพลย์คล้ายกับชุดแม่บ้านญี่ปุ่น ชุดนักเรียนมัธยม ชุดนักศึกษา ชุดสาวออฟฟิศ และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ยังมีรูปที่ถ่ายร่วมกับกลุ่มอาชีวะที่มาชุมนุมด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม เธอได้ยืนยันว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับเธอเป็นเรื่องจริง พร้อมเล่าเรื่องราวอันปวดร้าวที่เธอต้องเผชิญในโรงเรียนเมื่อ 5 ปีก่อนผ่านเฟซบุ๊ก โดยมีคนมาให้กำลังใจจำนวนมาก พร้อมชื่นชมที่เธอกล้าลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อนักเรียนคนอื่น และเพื่อให้โรงเรียนเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยจริงๆ สำหรับนักเรียน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า เมื่อคนไม่ใช่นักเรียนมาใส่ชุดนักเรียน เมื่อคุณสร้างกระแสในสังคมและในโซเชียลได้ขนาดนี้ คุณก็จะต้องรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งต่างๆ ที่จะตามมาพรุ่งนี้ จะดำเนินคดี&amp;hellip; นะคะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่สาวชุดนักเรียนที่ถือป้ายโพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ปารีณา กับสื่อสำนักหนึ่ง พี่ลงเรื่องหนูแบบนี้ ต้องการอะไร นอกจากนี้ หญิงสาวยังชี้แจงว่า บางภาพที่ไปปรากฏในโพสต์ของ น.ส.ปารีณานั้นไม่ใช่รูปของตัวเอง
แม่ยกแห่งชาติลุกปกป้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ทราย เจริญปุระ หรือเจ้าของฉายา แม่ยกแห่งชาติสำหรับกลุ่มผู้ชุมนุมม็อบราษฎร ได้โพสต์ภาพของน้องคนดังกล่าว ที่ถ่ายแฟชั่นลงในเฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าว โดยระบุใจความว่า Don&amp;rsquo;t Tell Me How To Dress ถ้าคุณไม่มีความเป็นมนุษย์มากพอจนมักที่จะลดทอนความเป็นมนุษย์ของคนอื่น คุณจะมองภาพนี้แล้วรู้สึกว่า คำพูดของเหยื่อนั้นไร้ความหมาย คุณจะเหยียบย่ำเหยื่อที่ถูกคุกคามทางเพศลงไปอีก ด้วยการมองหาข้อผิดพลาดของเขาหรือเธอ คุณมักจะถามว่าตอนที่เกิดเห็นเหยื่อแต่งตัวยังไง ให้ท่าใครหรือเปล่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คุณคิดเสมอว่าการแต่งตัวหรือการแสดงออกทางเพศเป็นต้นเหตุของการทำอนาจาร คุณมักจะเหยียดเหยื่อที่ถูกกระทำอนาจารว่าไม่บริสุทธิ์ คุณชอบที่จะละเลยว่าผู้กระทำความผิด คือคนที่ควรถูกกล่าวโทษแต่เพียงผู้เดียว คุณกำลังสนับสนุนให้ผู้กระทำอนาจารและสังคมไม่ต้องเรียนรู้ที่จะรู้จักหักห้ามใจ คุณกลายเป็นผู้ที่ข่มขืนเธออีกรอบในทางความคิด ลองมองรูปนี้อีกครั้ง ตกลงว่าคุณเห็นเธอเป็นฮีโร่ในเรื่องราวของเธอเอง หรือคุณเห็นเธอเป็นเหยื่อที่สมควรถูกกระทำ&amp;quot; ทรายระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือไอติม อดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า ตอนทำกิจกรรมกับสมัชชาสตรีแห่งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน มีการจัดกิจกรรมช่วงหนึ่งเพื่อสอบถามในกลุ่มว่าผู้หญิงที่เข้าร่วมเคยเจอปัญหาอะไรบ้างที่บ้าน ไม่มีใครสักคนที่ยกมือพูดถึงปัญหาเรื่องความรุนแรงในครอบครัว แต่พอเราถามให้คนโหวตแบบไม่เปิดเผยตัวตนผ่านการเขียนเข้ามาในกระดาษว่ากำลังเจอปัญหาเรื่องความรุนแรงในครอบครัวที่บ้านอยู่บ้างหรือไม่ เกินครึ่งเขียนกลับมาว่าเคย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;เรื่องนี้ทำให้อดคิดและอดกังวลไม่ได้ว่า ถ้าเราสร้างบรรยากาศในโรงเรียนที่ปิดกั้นไม่ให้เด็กออกมาเปิดโปงเวลาครูทำผิด แต่กลับถูกขู่หรือเตือนว่า จะทำให้โรงเรียนเสียชื่อเสียง เรากำลังจะสร้างบรรยากาศในสังคมที่ปิดกั้นไม่ให้ผู้ใหญ่ที่ถูกสามีทำร้าย ไม่กล้าออกมาขอความช่วยเหลือเพราะถูกขู่หรือเตือนว่าจะทำให้ครอบครัวเสียชื่อเสียง ถ้าเราอยากเปลี่ยนประเทศได้ เราต้องเปลี่ยนโรงเรียนของเราให้ได้ด้วย เพื่อให้ห้องเรียนและโรงเรียนของเรายืนหยัดในค่านิยมที่เราใฝ่ฝันอยากจะเห็นในสังคม&amp;quot; นายพริษฐ์ ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสมชาย แสวงการ&amp;nbsp; สมาชิกวุฒิสภา และประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า สังคมขาดกลไกปกป้องเด็กหญิงในโรงเรียน ต้องใช้หลัก deep listening โดยระบุใจความว่า ผมตอบข้อสนทนากับเพื่อนหมอจิตวิทยาเด็กว่า เราเห็นด้วยว่า กระทรวงศึกษาธิการต้องเร่งแก้ไข ที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องละเมิดทางเพศเด็กนักเรียนหญิงเป็นประจำ โดยเฉพาะจากครูชาย หรือผู้บริหารโรงเรียน ซึ่งก็จับได้ติดคุกกันไปมาก ที่เหลือก็ยังอีกมาก ปัญหาเรื่องครูจุ๋มตีเด็กเป็นปัญหาแค่ปลายยอดน้ำแข็ง ในมหาวิทยาลัยก็มีปัญหาเด็กขอ&amp;hellip;แลกเกรด กลับข้างกันที่อาจมากกว่าคืออาจารย์กดเกรดเด็กแล้วบังคับเด็กให้&amp;hellip;แลกเกรดคำถามคือ ใครแก้ไขแล้วปัญหาจบมั้ย?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมชายกล่าวต่อว่า เห็นด้วยครับว่ากระทรวงศึกษาธิการต้องทำ สพฐ. ต้องทำ กระทรวงอุดมวิทย์ ก็ต้องทำ ปัญหาพวกนี้มีอยู่จริง ไม่เฉพาะในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย มีปัญหาแม้แต่ในบ้าน ในครอบครัว ในวัด ในหน่วยงานราชการ บริษัทเอกชน ในหน่วยงานทหาร ตำรวจ โรงพยาบาล ฯลฯ มีปัญหาเช่นนี้มากในหลายประเทศ ไม่เว้นประเทศประชาธิปไตยใหญ่ที่สุดในโลกอย่างอินเดีย ที่มีการข่มขืนฆ่าในรถเมล์ หรือในสหรัฐอเมริกาก็มีปัญหานี้ในหลายมลรัฐ เราจะทำอย่างไรกันดีครับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าครอบครัวอ่อนแอ สังคมอ่อนแอ สังคมไม่ปลอดภัย ผู้คนขาดความรับผิดชอบ ต่อให้ประท้วงหรือปฏิวัติไล่นายกรัฐมนตรี ไล่รัฐมนตรีอีก 100 คน ถ้าไม่นำปัญหานี้มาหาทางออกแก้ไขกันแบบจริงจัง มากกว่าการแสดงคอสเพลย์เพื่อสร้างข่าวโจมตีประเทศ เลิกชุมนุมแล้ว ปัญหานี้ก็ยังดำรงอยู่ต่อไป กลุ่มนักเรียนที่ประท้วงควรเอาจริงเอาจังพูดคุยในประเด็นนี้อย่างจริงจังให้มีการแก้ไข อย่าแค่เล่นแสดงตามบทแล้วเลิกรา...? ม็อบต้องเอาจริงเรื่องละเมิดทางเพศเด็ก ผู้ใหญ่ในรัฐบาลต้องเอาจริงด้วย เอาใจช่วยทั้งสองฝ่ายแก้ปัญหานี้ให้ได้ครับ&amp;quot; นายสมชายระบุ
ชาวเน็ตขุด รร.รับผิดชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างกระแสให้ชาวเน็ตออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้นักเรียนที่ออกมาชูป้ายถูกครูคุกคามทางเพศในโรงเรียน ผ่านโพสต์เปิดรับสมัครนักเรียนของทางโรงเรียนดังย่านบางแค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเรื่องราวการถูกลวนลามของสาวรายนี้ เธอได้โพสต์ข้อความเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนเองเมื่อ 5 ปีที่แล้วลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่าตนเองถูกอาจารย์เอามือจับหน้าอก เอามือจับด้านในตัว นอกจากนี้ยังโดนลวนลามในห้องเรียนด้วยการใช้มือลูบขา โดยที่เธอเข้าใจมาตลอดว่าพฤติกรรมของอาจารย์คนนี้อาจเกิดจากความเอ็นดูเด็กนักเรียน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นผ่านมา 4 ปี เธอตัดสินใจกลับไปที่โรงเรียนเพื่อเข้าไปพูดคุยกับผู้อำนวยการถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเธอในอดีต แต่กลับได้รับคำตอบกลับมาว่า โรงเรียนมีมาตรการอยู่แล้ว? แต่อยากให้ตระหนักว่า? ในหมู่คนดีย่อมมีคนไม่ดี แม้จะป้องกันแล้ว? ย่อมมีคนฝ่าฝืน และ?เราไม่สามารถออกมาตรการเฉพาะเพื่อใช้ภายในโรงเรียนได้ เพราะเป็นสถานศึกษาใต้การควบคุมกระทรวงศึกษาธิการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยหวังว่าเรื่องราวของเธอจะเป็นอุทาหรณ์ให้กับรุ่นน้องที่ศึกษาอยู่ในโรงเรียนแห่งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก และไม่อยากให้??โรงเรียน&amp;nbsp; สถานที่ที่พ่อแม่เชื่อว่าเป็นที่ที่ปลอดภัยมากที่สุด? กลายเป็นสถานที่แห่งการบ่มเพาะความรุนแรง? การคุกคามทางเพศ? และการใช้อำนาจโดยไม่ชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ผู้โพสต์ได้ฝากเรื่องถึงกระทรวงศึกษาธิการให้ไปพิจารณาและดำเนินการต่อไป เพื่อให้นักเรียนได้รับความเป็นธรรมอย่างที่ควรจะเป็น คือ 1.ขอให้ทุกโรงเรียนมีนโยบายอบรมคุณครูเรื่องการรู้จักสิทธิในร่างกายนักเรียน?อย่างเป็นรูปธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ขอให้ทุกโรงเรียนมีหลักสูตรอบรมนักเรียนในสิทธิในร่างกาย และรู้วิธีการป้องกันตัว รวมถึงการปกป้องตัวเองหลังจากเจอเหตุการณ์การถูกคุกคามทางเพศ? การทำอนาจาร? และการข่มขืน&amp;nbsp; 3.เพื่อให้โรงเรียนเอกชนมีความรับผิดชอบและความโปร่งใสมากขึ้นในการสอบจริยธรรมคุณครูผู้กระทำผิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หนูเรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบโรงเรียนเอกชนที่ครอบคลุมถึงเรื่องของการละเมิดทางเพศของเด็กนักเรียนทุกคน ไม่ว่าจะมาจากโรงเรียนภายใต้การกำกับของรัฐบาลหรือของเอกชนก็ตาม และให้อำนาจเต็มกับคณะกรรมการดังกล่าวในการฟ้องร้องให้บุคคล กลุ่มบุคคล หรือสถานศึกษามีความผิดได้ตามกฎหมาย&amp;quot; หญิงสาวระบุ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ พบว่าเมื่อวันที่ 28 ต.ค. โรงเรียนที่กำลังเป็นประเด็นการถูกคุกคามในโรงเรียน ได้โพสต์จำหน่ายใบสมัครนักเรียนชั้น ม.1 และ ม.4 ปีการศึกษา 2564 ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2563-5 กุมภาพันธ์ 2564 ทำให้มีชาวเน็ตจำนวนมากเข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็นเรียกร้องให้ทางโรงเรียนแสดงความรับผิดชอบหรือออกมาแถลงให้ประชาชนหายข้องใจเกี่ยวกับประเด็นดรามานักเรียนหญิงถูกอาจารย์คุกคามทางเพศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกรัฐบาล กล่าวว่า เห็นภาพในการชุมนุม น้องนักเรียนหญิงถือป้ายถูกครูทำอนาจาร ด้วยความเห็นใจและเป็นห่วงน้องนักเรียนที่อาจเจอเหตุการณ์เช่นนี้ ขอแจ้งให้ทราบว่า กระทรวงศึกษาธิการได้เปิดศูนย์คุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศ (ศคพ.) เพื่อแก้ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศในสถานศึกษา โดยดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดที่กระทำผิด และเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกระทำได้ร้องเรียน ผ่านขั้นตอนที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นักเรียนหรือผู้ปกครอง สามารถโทร.แจ้งเหตุ ที่ศูนย์ ศคพ. โทร. 0-2007-0001 หรือสายด่วนการศึกษา โทร.1579.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84713</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความรุนแรงทางเพศ, ความรุนแรงทางเพศในรั้วโรงเรียน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หยุดเหยียบย่ำเหยื่อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201122/image_big_5fba7f8d26083.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51750</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/12/2019 20:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/12/2019 06:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กผู้ชาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;โดย จิตติมา กุลประเสริฐรัตน์ (g.jittima02@gmail.com)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความรุนแรงทางเพศต่อเด็กยังคงเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทยและทั่วโลก ในประเทศไทย จากข้อมูลการสำรวจของศูนย์พึ่งได้ของกระทรวงสาธารณสุขในปี 2558 พบว่าเด็กที่เป็นเหยื่อความรุนแรงส่วนใหญ่เป็นเด็กที่ถูกกระทำความรุนแรงทางเพศ นอกจากนี้จากรายงานต่าง ๆ ในต่างประเทศระบุว่า เด็กที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศ นอกจากจะได้รับอันตรายต่อร่างกาย เช่น ความเสี่ยงที่จะติดโรคทางเพศสัมพันธ์แล้ว เด็กที่ถูกกระทำมักจะได้รับผลกระทบทางด้านจิตใจซึ่งส่งผลกระทบต่อพฤติกรรม เช่น มีความเสี่ยงต่อภาวะซัมเศร้า การใช้สารเสพติด ความก้าวร้าว การนับถือตนเองต่ำ และมีแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตายสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการศึกษาวิจัยของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมกับหน่วยงานที่เป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย พบว่า ปัจจุบัน มีเด็กชายจำนวนไม่น้อยที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศ ซึ่งเป็นผลการศึกษาที่สอดคล้องกับงานวิจัยขององค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) เกี่ยวกับความรุนแรงต่อเด็กในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใน พ.ศ. 2555 ที่พบว่าเด็กหญิงเคยตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศร้อยละ 11-22 ขณะที่เด็กชายเคยตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศร้อยละ 3-16.5 และแม้จากการสำรวจจะพบว่าเด็กหญิงตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศมากกว่าเด็กชาย แต่ปัญหานี้ก็ไม่ควรถูกละเลย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความรุนแรงทางเพศในเด็กนั้นมีอัตราเพิ่มขึ้นและมีแนวโน้มรุนแรงยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกพื้นที่ทั่วโลก ความรุนแรงนั้นเกิดได้หลายรูปแบบ ทั้งความรุนแรงทางอารมณ์ การทอดทิ้ง การทารุณกรรมเด็ก รวมไปถึงการล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งทั้งหมดนี้นอกจากจะก่อให้เกิดอันตรายต่อเด็กแล้ว ยังเป็นการสร้างความเจ็บปวด ความอับอาย และทำให้เด็กตกอยู่ในสภาพที่อ่อนแอ ส่งผลกระทบทางลบต่ออารมณ์และจิตใจ ทั้งยังขัดขวางพัฒนาการในด้านต่าง ๆ และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของพฤติกรรมเสี่ยงในอนาคต TIJ ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้ร่วมกับมูลนิธิเพื่อยุติการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็ก (ECPAT International) จัดกิจกรรมสาธารณะ &amp;ldquo;ไขปัญหาการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กผู้ชาย&amp;rdquo; ขึ้น เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2562 ที่ห้องอบรม ชั้น 15 สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในประเด็นการแสวงหาประโยชน์ทางเพศต่อเด็กชาย อันจะช่วยนำไปสู่การพัฒนากรอบการป้องกันและการตอบสนองต่อการแสวงหาประโยชน์ต่อเด็กที่ไม่ละเลยต่อความอ่อนไหวและความต้องการเฉพาะของเด็กผู้ชาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกิจกรรมสาธารณะ &amp;ldquo;ไขปัญหาการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กผู้ชายให้กระจ่าง&amp;rdquo; ร่วมอภิปรายโดย คุณวันชัย รุจนวงศ์ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ดร. มาร์ค คาเวนา (Mark Kavenagh) คุณแอนเดรีย วาเรลลา (Andrea Varrella) และคุณอภิชาติ หัตถสิน นับเป็นการรวมตัวของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านแนวคิดริเริ่มระดับโลกเพื่อสำรวจปัญหาดังกล่าว เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบของปัญหาการแสวงหาประโยชน์ทางเพศที่มีต่อเด็กผู้ชาย ซึ่ง TIJ และมูลนิธิเอ็คแพท อินเตอร์เนชั่นแนล คาดหวังว่าจะนำไปสู่การสร้างกรอบการป้องกัน การคุ้มครอง และการฟื้นฟูที่เหมาะสมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51750</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความรุนแรงทางเพศ, จิตติมา กุลประเสริฐรัตน์, เป็นเรื่องเป็นราว, เพศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180117/image_big_5a5f23f7bc12c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22975</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2026 15:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/10/2018 07:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เจาะสถานการณ์รุนแรงทางเพศ เมื่อ’บ้าน’ไม่ปลอดภัย‘น้ำเมา’ต้นเหตุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;#39;บ้าน&amp;#39; สถานที่ที่คนส่วนใหญ่คิดว่าปลอดภัยจากการกระทำความรุนแรงทางเพศ มาวันนี้คงต้องเปลี่ยนทัศนคติใหม่ เพราะล่าสุดจากการเก็บสถิติข่าวความรุนแรงทางเพศจากสื่อหนังสือพิมพ์พบว่า เหตุข่มขืนเกิดในบ้านของเหยื่อเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาในที่พักของผู้กระทำ ขณะที่ถนนเปลี่ยว ที่เปลี่ยวๆ มาเป็นอันดับท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ส่วนข่าวการข่มขืนยังคงครองแชมป์อันดับ 1 และยังเกิดขึ้นกับกลุ่มเด็กและเยาวชน&amp;nbsp;


fifa356 ข้อมูลข่าวยังชี้ชัดการดื่มเหล้าเมาเป็นมัจจุราชกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงทางเพศมากที่สุด ทั้งข่มขืน อนาจาร รุมโทรม พรากผู้เยาว์ นี่ยังไม่พูดถึงเหยื่อมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ หลายข้อค้นพบจากรายงานสะท้อนข่มขืนคืบคลานเข้ามาเป็นภัยใกล้ตัวของเด็กและเยาวชน ต้องเร่งแก้ปัญหาและหาทางออก เหตุนี้มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับสิรินยา บิชอพ และเครือข่ายเยาวชนนักดื่มหน้าใหม่ สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเวทีสัมมนารายงานสถานการณ์ปัญหาความรุนแรงทางเพศ ประจำปี 2560 ตอนข่มขืน...ภัยใกล้ตัวของเด็กและเยาวชน ที่โรงแรมเอเชีย เมื่อวันก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;จะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เผยว่า&amp;nbsp;


bnk789 ในภาพรวมความรุนแรงทางเพศมีกลุ่มเด็กและเยาวชนถูกข่มขืนจำนวนมากขึ้น ข้อมูลที่ได้ไม่เฉพาะข่าวจากหนังสือพิมพ์ ยังรวบรวมกรณีที่มีผู้มาร้องเรียน มาขอคำปรึกษาจากมูลนิธิอีกด้วย ทุกปีมีเด็ก นักเรียน นักศึกษาถูกกระทำเพิ่มขึ้น หากไม่เร่งหาทางออกจะแก้ไขสถานการณ์ยากยิ่งขึ้น รวมถึงจะนำไปสู่การฆ่าผู้ก่อเหตุข่มขืนมากขึ้นในอนาคต ขณะที่เด็กวัยเรียนหากไม่ได้รับการช่วยเหลือจะหยุดเรียนการคัน หรือถ้าขาดการเยียวยาบำบัดรักษาจะมีผลกระทบด้านจิตใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;quot;แนวโน้มผู้ถูกข่มขืนช่วง 1-2 ปีนี้ไม่เปลี่ยน อยู่ในช่วงอายุ 5-20 ปี ถ้าเจาะลึกเด็กในครอบครัวถูกกระทำรุนแรงทางเพศมาก ทั้งประถม มัธยม มหาวิทยาลัย เสี่ยง แม้แต่ในบ้าน โรงเรียน สถานพยาบาล กลับพบปัญหาข่มขืนเกิดขึ้น สังคมต้องศึกษา เรียนรู้ และช่วยแก้ หากไม่ทำอะไรเลย ปล่อยให้เด็กเติบโตไปกับสังคมแบบนี้ น่าวิตก&amp;quot; จะเด็จย้ำภัยสังคมที่น่าห่วง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ประเด็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ทำให้สถิติความรุนแรงทางเพศพุ่งสูงนี้ สสส.ที่ขับเคลื่อนลด ละ&amp;nbsp;


save168 เลิกน้ำเมาในสังคมไทย มีมุมมองที่น่าสนใจสะท้อนจากรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สสส.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;quot;สสส.วางแผน ค้นหาสาเหตุ และร่วมหาแนวทางป้องกันการกระทำความรุนแรงทางเพศ&amp;nbsp; คนจะคิดว่าการข่มขืนมีเรื่องอารมณ์ทางเพศมาเกี่ยว ยับยั้งชั่งใจไม่ได้ หรือทำเพราะเครียด แต่จากรายงานฉบับนี้ระบุเหตุที่แท้จริงมาการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จากการขับเคลื่อนงานของ สสส. สถานการณ์การดื่มแอลกอฮอล์ลดลงเหลือ 28% ซึ่งยังลดได้อีก ทุกฝ่ายต้องช่วยกันเพื่อลดผลกระทบทางร่างกาย ลดค่าใช้จ่ายในการดื่มแอลกอฮอล์ที่มากกว่า 142,000 ล้านบาท ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่รัฐต้องแบกรับผู้ป่วย&amp;quot; รุ่งอรุณย้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ผอ.สำนักสนับสนุนควบคุมปัจจัยเสี่ยงฯ กล่าวด้วยว่า แอลกอฮอล์สร้างผลกระทบต่อสังคม&amp;nbsp;


สล็อต เป็นต้นเหตุการข่มขืน ฆ่า ความจริงเหล่านี้ต้องเปิดเผยสู่สังคม ตอกย้ำและสร้างทัศนคติใหม่ แอลกอฮอล์ถือเป็นยาเสพติด คนที่รู้ไม่เท่าทันก็ถูกล่อล่วงผ่านคำโฆษณา กิจกรรมแฝงอื่นๆ ฝากให้พ่อแม่ดูแลครอบครัว ป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ หากมีสมาชิกในบ้านดื่มก็แนะนำ ให้กำลังใจ ให้ลด ละ เลิกในที่สุด ต้องช่วยกันดูแลสังคมให้ปลอดภัย ที่สำคัญบ้านต้องเป็นพื้นที่ปลอดความรุนแรงในอันดับแรก เพราะการล่วงละเมิดทางเพศในเด็กเล็ก หลายกรณีกระทบจิตใจระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;สำหรับการรวบรวมสถิติข่าวความรุนแรงทางเพศที่เกิดขึ้นในปี 2560 จากหนังสือพิมพ์จำนวน 13 ฉบับ พบข่าวความรุนแรงทางเพศทั้งหมด 317 ข่าว มีผู้เสียชีวิต 20 ราย และพบว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงทางเพศมากที่สุดร้อยละ 31.1 หรือคิดเป็น 1 ใน 3 น้ำเมาทำให้ขาดสติจนก่อเหตุอาชญากรรม และผู้เคราะห์ร้ายเป็นเด็ก เยาวชน และผู้หญิง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;จรีย์ ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่ายมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า การขืนใจ กระทำชำเราส่วนใหญ่เกิดในบ้านพักของเด็กและผู้หญิง จากข่าวข่มขืน ผู้กระทำความรุนแรงส่วนใหญ่รับว่า ก่อเหตุเพราะความเมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;มีการดื่มสุรา ที่น่าห่วงเหตุเกิดจากคนคุ้นเคยและคนในครอบครัวกว่าร้อยละ 59 แล้วยังมีกรณีเพื่อนบ้าน คนในหมู่บ้าน เพื่อนของเพื่อน โดยอาศัยความไว้วางใจเข้าไปล่อลวง หรือรู้จักกันผ่านโซเชียลมีเดีย พื้นที่ที่เกิดเหตุมากที่สุดคือ กรุงเทพฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;quot;ผลกระทบต่อจิตใจมากสุด เหยื่อมีอาการหวาดผวา ระแวง กลัวมาก แล้วยังถูกบังคับมีเพศสัมพันธ์หลายครั้ง ยาวนาน ถูกขู่ฆ่า ถูกทำร้ายร่างกายสาหัส นอกจากเรื่องฟื้นฟูแล้ว ต้องส่งเสริมการแก้ไขปัญหาทุกมิติ ลดปัจจัยกระตุ้นแวดล้อมจากแอลกอฮอล์ สื่อลามก สื่อที่แสดงความรุนแรง มีอคติทางเพศ ตลอดจนป้องกันความรุนแรงในครอบครัว ระดับนโยบายก็ต้องผลักดันด้วย&amp;quot; จรีย์เสนอทางแก้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;เวทีหยุดความรุนแรงทางเพศนี้ อังคณา อินทิสา หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ ส่งเสียงไปยังผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม โดยกล่าวว่า จากการทำงานคุกคามทางเพศเพื่อช่วยเหลือ พิทักษ์ และคุ้มครองสิทธิ พบข้อจำกัดกระบวนการรับเรื่องราวร้องทุกข์ ตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวนไม่เข้าใจสภาวะที่ผู้ถูกกระทำกำลังเผชิญอยู่ รวมถึงการปฏิบัติต่อผู้ถูกกระทำไม่ละเอียดอ่อนทั้งด้านพฤติกรรมและคำพูด ทำให้เด็กอาย ไม่กล้าพูด แล้วยังไม่มีการชี้แจงรายละเอียด หรือขั้นตอนในการดำเนินการให้กับผู้ถูกกระทำ นอกจากนี้การพิจารณาคดีของศาลไม่ละเอียดอ่อน ไม่เข้าใจปัญหาประเด็นความรุนแรงทางเพศ ทั้งหมดนี้ส่งผลระยะยาวต่อผู้ถูกกระทำ ครอบครัว หากไม่มีกลไกป้องกันจะเกิดการกระทำซ้ำ แน่นอนผู้กระทำผิดต้องลงโทษที่เด็ดขาด เหยื่อมีระบบดูแลชัดเจน นอกจากนี้ต้องมีพื้นที่ปลอดภัยให้พักพิงชั่วคราวด้วย รวมทั้งมีการเฝ้าระวังระดับชุมชน บังคับใช้กฎหมายคุมน้ำเมาให้จริงจัง นี่คือทางแก้ปัญหา ลดสถิติการข่มขืน. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22975</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความรุนแรงทางเพศ, จะเด็จ เชาวน์วิไล, ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล, สสส, สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สสส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181128/image_big_5bfe152cc4f88.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21528</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2026 18:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/10/2018 08:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ความรุนแรงทางเพศพุ่ง เหตุแอลกอฮอล์กระตุ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความรุนแรงทางเพศถือเป็นภัยสังคมที่น่าเป็นห่วง ส่วนใหญ่เกิดจากคนใกล้ชิด โดยอาศัยความไว้วางใจเข้าไปล่อลวง หรือรู้จักกันผ่านโซเชียลมีเดีย และอีกส่วนหนึ่งถูกกระตุ้นด้วยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้ขาดสติและขาดความยับยั้งชั่งใจจนก่อเหตุอาชญากรรม และจบลงด้วยผู้หญิงต้องตกเป็นเหยื่อ ซึ่งข้อมูลต่างๆ เหล่านี้สะท้อนออกมาในเวทีเสวนา &amp;ldquo;ข่มขืน...ภัยใกล้ตัวของเด็กและเยาวชน&amp;rdquo;&amp;nbsp; จัดโดยมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับ สิรินยา บิชอพ (ซินดี้) เครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นางสาวจรีย์ ศรีสวัสดิ์ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เปิดเผยว่า จากการรวบรวมสถิติข่าวความรุนแรงทางเพศที่เกิดขึ้นในปี 2560 จากหนังสือพิมพ์จำนวน 13 ฉบับ พบข่าวความรุนแรงทั้งหมด 317 ข่าว มีผู้เสียชีวิต 20 ราย และพบว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงทางเพศมากที่สุดถึงร้อยละ 31.1 หรือคิดเป็น 1 ใน 3 โดยประมาณ รองลงมา อ้างว่ามีปัจจัยกระตุ้นจากอารมณ์ทางเพศ ร้อยละ 28 การใช้สารเสพติด ร้อยละ 16.3 และต้องการชิงทรัพย์ ร้อยละ 11.7 ส่วนอายุของผู้ถูกกระทำเกินครึ่ง หรือร้อยละ 60.6 ยังเป็นกลุ่มเด็กและเยาวชน อายุ 5-20 ปี รองลงมา ร้อยละ 30.9 อายุ 41-60 ปี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับอาชีพของผู้ถูกกระทำ อันดับหนึ่งเป็นนักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ 60.9 รองลงมาคือ ลูกจ้าง ร้อยละ 21.6 กลุ่มคนค้าขาย ร้อยละ 5.2 และเป็นกลุ่มเด็กเล็ก ร้อยละ 4.2 ส่วนสถานที่เกิดเหตุ พบว่า เกิดในที่พักของผู้ถูกกระทำ รองลงมาเกิดในที่พักของผู้กระทำ และเกิดเหตุในที่เปลี่ยว/ถนนเปลี่ยว ส่วนพื้นที่เกิดเหตุอันดับหนึ่งคือ กรุงเทพฯ ร้อยละ 17.4 รองลงมาคือที่จังหวัดชลบุรี ร้อยละ 7.6 จังหวัดสมุทรปราการ&amp;nbsp; ร้อยละ 6.8 จังหวัดปทุมธานี ร้อยละ 5.2 และจังหวัดเชียงใหม่ ร้อยละ 4.9&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นางสาวจรีย์กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่าสลดใจคืออายุของผู้ถูกกระทำน้อยที่สุดคือ เด็กหญิง 5 ขวบถูกข่มขืน และอายุมากสุดคือ อายุ 90 ปีถูกข่มขืน ส่วนอายุของผู้กระทำที่น้อยที่สุดคือ 12 ปี เมื่อลงลึกถึงความสัมพันธ์ของผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ พบว่า ส่วนใหญ่เป็นคนรู้จักคุ้นเคยและเป็นบุคคลในครอบครัวกว่าร้อยละ 53 รองลงมา เป็นคนแปลกหน้า/ไม่รู้จักกัน ร้อยละ 38.2 และถูกกระทำจากคนที่รู้จักกันผ่านโซเชียล ร้อยละ 8.8 โดยจะเห็นได้ว่า กรณีความสัมพันธ์ที่เป็นคนใกล้ชิด/คนรู้จักคุ้นเคยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในประเภทข่าวข่มขืน และมีหลายกรณีข่าวที่ผู้กระทำมักอาศัยความไว้ใจเชื่อใจ ล่อลวงกระทำการข่มขืน ส่งผลกระทบต่อผู้ถูกกระทำ คือ หวาดผวา/ระแวง/กลัว ร้อยละ 26.1 ที่น่าห่วงคือ ถูกบังคับให้มีเพศสัมพันธ์หลายครั้ง/ยาวนาน ร้อยละ 12.8 ถูกขู่ฆ่าหากขัดขืน/ข่มขู่ห้ามบอกใคร ร้อยละ 12.7 ถูกทำร้ายร่างกายสาหัส ร้อยละ 12 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ ข้อเสนอในกรณีที่เกิดปัญหาขึ้นคือ ครอบครัวควรให้กำลังใจ ไม่กล่าวโทษว่าเป็นความผิดของผู้ถูกกระทำ และควรสร้างความคิดที่ช่วยเสริมความมั่นใจให้กับผู้ถูกกระทำแทนภาพเชิงลบ ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อลดความหวาดกลัว สิ้นหวัง แต่กล้าเผชิญกับสิ่งที่เกิดขึ้น&amp;nbsp;


สล็อตลองฟรี และถึงเวลาที่เราควรมีหลักสูตรการเรียนรู้ทั้งในระดับโรงเรียน ให้เคารพในเนื้อตัวร่างกายของผู้หญิง บุคคลในหน่วยงาน เช่น โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย ควรมีความรู้ความเข้าใจในประเด็นปัญหาความรุนแรงทางเพศที่ละเอียดอ่อน ไม่กระทำซ้ำผู้ถูกกระทำ หรือจัดการปัญหาด้วยการมองว่าเป็นปัญหาของผู้หญิง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อีกทั้งในระบบการเยียวยาผู้ถูกกระทำความรุนแรงทางเพศต้องดูแลแบบต่อเนื่อง เน้นการทำงานกับพลังภายในของผู้ถูกกระทำด้วย เพื่อทำให้เห็นคุณค่าภายใน เห็นศักยภาพความสามารถของตนเอง เพราะการข่มขืนไม่ได้เพียงแต่ทำร้ายร่างกายเท่านั้น แต่ทำลายคุณค่าภายในอีกด้วย&amp;nbsp;


ทดลองเล่นสล็อต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก (สำนัก 1) สสส. กล่าวว่า จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า ในปี 2560 คนไทยดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร้อยละ 28.4 ส่วนใหญ่เป็นเพศชายดื่มสูงกว่าเพศหญิงถึง 4 เท่า ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่สิ้นเปลืองของครัวเรือน โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า ปี 2560 คนไทยมีค่าใช้จ่ายในการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สูงถึง 142,230 ล้านบาท และการดื่มยังเป็นต้นเหตุสำคัญของอุบัติเหตุและปัญหาสุขภาพ เริ่มตั้งแต่ทำให้เกิดโรคตับแข็ง มะเร็ง หลอดเลือดสมอง เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับการจัดเวทีครั้งนี้เป็นข้อมูลอีกหนึ่งเสียงที่ยืนยันชัดเจนว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยร่วมสำคัญถึง 1ใน 3 ของผู้ก่อเหตุ ซึ่งถือเป็นภัยสังคมที่น่ากลัวไม่น้อยไปกว่าผลกระทบทางสุขภาพและอุบัติเหตุ ดังนั้นการลดความเสี่ยงสามารถทำได้ หากเริ่มตระหนักถึงปัญหา และค่อยๆ ลด ละ เลิกพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลง ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเข้มงวด รวมทั้งการเฝ้าระวังในระดับชุมชน ก็จะช่วยลดความเสี่ยงลงได้เช่นกัน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รองศาสตราจารย์อภิญญา เวชยชัย นายกสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ กล่าวว่า จากสถิติ พบผู้เสียหายเข้าสู่กระบวนการของตำรวจมีแนวโน้มสูงขึ้น และจากการเฝ้าระวังพบว่าเหตุการณ์ความรุนแรงส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต สภาวะทางจิตใจ การรับรู้จะค่อยๆ เปลี่ยนไป ส่งผลต่อการใช้ชีวิตในอนาคต หลายรายต้องสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเอง รู้สึกผิดโทษตัวเอง ทำร้ายตัวเองตลอดเวลา มีทัศนคติที่ไม่ดีในการสร้างครอบครัวและการมีเพศสัมพันธ์ในอนาคต สิ่งที่ยังเป็นปัญหาคือ ผู้เสียหายส่วนใหญ่ไม่กล้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะอาย ไม่กล้าเปิดเผย เก็บความทุกข์ไว้เพียงลำพัง ทำให้ผู้กระทำย่ามใจเกิดการกระทำซ้ำ&amp;nbsp;


respin88&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ต้องทำให้ผู้กระทำได้รับการลงโทษที่เด็ดขาด เกิดการเปลี่ยนรากฐานทัศนคติ หยุดการใช้อำนาจ และไม่มองผู้หญิงเป็นวัตถุสิ่งของ ส่วนผู้เสียหายต้องได้รับทางเลือกที่เหมาะสม มีระบบดูแลผู้ถูกกระทำที่ชัดเจน คือให้บริการที่เป็นมิตรในรายบุคคล ได้รับคำปรึกษาที่เหมาะสมเพื่อให้ลดความหวาดกลัว ฟื้นฟูอารมณ์จิตใจนำพลังที่สูญเสียไปกลับคืนมา มีทีมสหวิชาชีพ นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา ที่เพียงพอ นอกจากนี้ต้องมีบริการที่เป็นองค์รวม เช่น ปัจจัยสี่ อาชีพ ที่พักพิงชั่วคราวพื้นที่ปลอดภัย&amp;quot; รองศาสตราจารย์อภิญญากล่าว&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่นางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก กล่าวว่า การข่มขืนเป็นความรุนแรงทางเพศที่คุกคามความเป็นมนุษย์ผู้ถูกกระทำอย่างที่สุด แต่สังคมไทยกลับไม่จริงจังกับเรื่องการเรียกร้องความรับผิดชอบทางเพศในมิตินี้จากผู้ชาย และมีแนวโน้มที่จะปล่อยให้ผู้ชายลอยนวล ขณะเดียวกันกลับเข้มงวดกดดัน ตีเส้น ตีกรอบ และเรียกร้องการดูแลตัวเองจากผู้หญิง ซึ่งเป็นวิธีคิดที่หลงทางมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ผ่านมาบ้านกาญจนาภิเษกได้ทำกระบวนการกลุ่ม มีกิจกรรมที่เป็นรูปธรรมที่เราเรียกว่า &amp;ldquo;วิชาชีวิต&amp;rdquo; เปลี่ยนระบบความคิดที่มีผลต่อพฤติกรรมเกี่ยวกับความรับผิดชอบทางเพศอย่างต่อเนื่อง สามารถจับต้องได้ เช่น กิจกรรมการเลี้ยงไข่ต้ม 8 วัน โดยให้เยาวชนต้องหิ้วไข่ต้มติดตัวตลอดเวลาจนครบกำหนด จากนั้นจะมีการแลกเปลี่ยนความคิดกัน แต่ละคนประสบปัญหาอะไรบ้าง เพื่อให้เขาได้เข้าใจว่ากว่า10 ปีที่พ่อแม่ต้องลำบากในการเลี้ยงดูพวกเขา เมื่อเทียบกับการที่พวกเขาต้องอึดอัดอดทนกับไข่ต้มเพียงแค่ 8 วันที่ต้องทนหิ้ว ทนถือ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากนั้นให้มีการวิเคราะห์ข่าวเด็ก เด็กกำพร้าที่ถูกทอดทิ้ง ข่าวพ่อวัยรุ่นฆ่าลูก ข่าวนักเรียนหญิงท้องเพราะเพื่อนชายข่มขืน เมื่อความคิดมุมมองในเรื่องตั้งท้อง ทิ้งลูก เลี้ยงลูก ก่อรูปอย่างมีจุดเกาะเกี่ยวชัดเจน วัยรุ่นทุกคนของบ้านกาญจนาภิเษกจะต้องไปเลี้ยงน้องที่บ้านเด็กกำพร้าบ้านปากเกร็ด 1 วัน จากนั้นให้ถอดบทเรียนกันที่บ้านเด็กกำพร้าท่ามกลางเสียงของน้องๆ หรือแม้แต่การจัดกิจกรรมดูภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้อง จากนั้นมาค้นหาจุดมืด จุดบอด จุดสว่างของคนในหนัง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;กิจกรรมการเรียนรู้แบบนี้ เมื่อผลิตซ้ำบนความหลากหลายจะทำให้รูปแบบการคิดเปลี่ยนไปโดยไม่ต้องท่องจำ ความรับผิดชอบทางเพศคือความรับผิดชอบที่ต้องเรียกร้องจากบุคคลที่เกี่ยวข้องกัน การเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้หญิง แต่ปล่อยให้ผู้ชายลอยนวล คือทางแก้ที่ไร้ความสำนึก ขาดความรับผิดชอบของคนในสังคม ซึ่งต้องทบทวนและรื้อทิ้งความคิดดังกล่าวตั้งแต่วันนี้&amp;nbsp; ทุกวันนี้แค่วิชาการเป็นเลิศมันเอาไม่อยู่แล้ว&amp;rdquo; นางทิชากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นี่คือเสียงสะท้อนที่ส่งตรงไปถึงผู้รับผิดชอบในบ้านเมือง ด้วยความหวังที่ต้องการลดสถิติความรุนแรงทางเพศต่อผู้หญิง.&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21528</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความรุนแรงทางเพศ, ภัยใกล้ตัวของเด็กและเยาวชน, สสส, โซเชียลมีเดีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181107/image_big_5be2701b3cad9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
