<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>99779</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2021 20:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ความวุ่นวายที่ไอร์แลนด์เหนือ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:44.1pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:44.1pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;เหตุจลาจลเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาในไอร์แลนด์เหนือ (ภาพจาก democracynow.org)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:44.1pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:44.1pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปลายมีนาคมจนถึง 2 สัปดาห์แรกของเมษายนที่ผ่านมา ได้เกิดความวุ่นวาย ถึงขั้นก่อจลาจลในหลายเมืองของไอร์แลนด์เหนือ โดยเฉพาะที่เมืองหลวง &amp;ldquo;เบลฟาสต์&amp;rdquo; ทั้งขว้างปาก้อนอิฐ ก้อนหิน ระเบิดเพลิง และจุดไฟเผารถยนต์ มีผู้บาดเจ็บทั้งประชาชนและตำรวจเป็นจำนวนมาก ที่ถูกจับกุมก็ไม่น้อย บางคนเป็นเยาวชนอายุเพียง 12-13 ปีเท่านั้น เหตุการณ์นี้ทำให้นึกย้อนไปถึงความขัดแย้งในไอร์แลนด์เหนือที่ยืดเยื้อยาวนาน หรือ &amp;ldquo;The Troubles&amp;rdquo; ระหว่างปี ค.ศ.1969-1998&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:44.1pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชนวนเหตุแห่งความรุนแรงครั้งใหม่นี้มาจากกลุ่มผู้ภักดีต่ออังกฤษ (Loyalists) และสหภาพนิยม (Unionists) ซึ่งเป็นผู้นับถือคริสต์โปรเตสแตนต์ ไม่พอใจที่เห็นสหราชอาณาจักรถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป หรือ &amp;ldquo;อียู&amp;rdquo; อันทำให้เกิดความยุ่งยากหลายประการแก่ไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร ปัจจุบันไอร์แลนด์เหนือมีประชากรเกือบ 2 ล้านคน นับถือคริสต์โปรเตสแตนต์ประมาณ 42 เปอร์เซ็นต์ และนับถือคาทอลิกประมาณ 41 เปอร์เซ็นต์ ในอดีตมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง รัฐบาลท้องถิ่นไอร์แลนด์เหนือได้มีการจัดสรรตำแหน่งและเกลี่ยอำนาจให้เป็นที่พอใจของทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งรอบใหม่อยู่เสมอมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:44.1pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:44.1pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การเจรจาของสหราชอาณาจักรกับอียูนั้นมีการนำ &amp;ldquo;ข้อตกลงกูดฟรายเดย์&amp;rdquo; (Good Friday Agreement) มาพิจารณาให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก โดยข้อตกลงดังกล่าวระหว่างสหราชอาณาจักรและสาธารณรัฐไอร์แลนด์ประกาศใช้เมื่อ 10 เมษายน ค.ศ.1998 ระบุไว้ข้อหนึ่งว่า จะไม่มีการตั้งจุดตรวจระหว่างเขตแดนของไอร์แลนด์เหนือและสาธารณรัฐไอร์แลนด์ เพื่อความรู้สึกว่าเกาะไอร์แลนด์ไม่ได้ถูกแบ่งแยก โดยการไปมาหาสู่ระหว่างกันไม่ต้องใช้พาสปอร์ต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:44.1pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไอร์แลนด์เป็นเกาะที่อยู่ทางตะวันตกของเกาะบริเตนใหญ่ (ประกอบด้วย อังกฤษ เวลส์ และสกอตแลนด์) แยกจากกันด้วยทะเลไอริช (Irish Sea) ส่วนที่ใกล้เกาะบริเตนใหญ่ที่สุดคือ &amp;ldquo;ไอร์แลนด์เหนือ&amp;rdquo; ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร ด้าน &amp;ldquo;สาธารณรัฐไอร์แลนด์&amp;rdquo; อยู่ทางใต้ มีพื้นที่ราว 5 ใน 6 ของทั้งเกาะ เป็นประเทศในอียูที่ไม่ได้อยู่บนภาคพื้นทวีปยุโรป การขนส่งสินค้าไปมาระหว่างกันจึงมีเกาะบริเตนใหญ่คั่นกลาง ปัจจัยสำคัญนี้ทำให้การออกจากอียูของสหราชอาณาจักรใช้เวลาเจรจาต่อรองอยู่นาน 4 ปีกว่าจะสำเร็จ มีผลเมื่อ 1 มกราคมที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:44.1pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อเสนอที่อังกฤษนำประเทศออกจากกลุ่มประเทศตลาดเดียวของอียูได้เรียกว่า Northern Ireland Protocol นั่นคือจะไม่มีการตั้งด่านศุลกากรคอยตรวจสอบสินค้าบนผืนเกาะที่เป็นเขตแดนระหว่างไอร์แลนด์เหนือและสาธารณรัฐไอร์แลนด์ (Hard border) แต่การตรวจสอบจะเกิดขึ้นที่ท่าเรือของไอร์แลนด์เหนือ เกิดสิ่งที่เรียกว่าด่านทางทะเล (Sea borde) ทำให้ชาวไอร์แลนด์เหนือที่เป็นผู้ภักดีต่ออังกฤษและชาวสหภาพนิยม รู้สึกเหมือนถูกตัดขาดจากอังกฤษหรือสหราชอาณาจักร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:44.1pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี &amp;ldquo;บอริส จอห์นสัน&amp;rdquo; ได้ลั่นวาจาไว้ว่า รัฐบาลของเขาจะไม่มีทางทำข้อตกลงใดๆ กับอียู หากว่าต้องตั้งด่านศุลกากรบริเวณท่าเรือชายฝั่งของไอร์แลนด์เหนือ แต่เมื่อได้เป็นนายกฯ เขาก็ผิดสัญญา ฝ่ายผู้ภักดีต่ออังกฤษและสหภาพนิยมเหมือนถูกทรยศ รู้สึกว่าความเป็นคนอังกฤษของพวกเขาเริ่มสั่นคลอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:44.1pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลางปีที่แล้ว อดีตหัวหน้าข่าวกรองของ Irish Republican Army หรือขบวนการไออาร์เอ นามว่า &amp;ldquo;บ็อบบี สตอรี&amp;rdquo; เสียชีวิตลง เวลานั้นรัฐบาลได้กำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อต่อสู้กับการระบาดของโควิด-19 แต่ได้มีการจัดพิธีศพสตอรีเสียใหญ่โต และได้เคลื่อนขบวนไปบนถนนในกรุงเบลฟาสต์ด้วย ผู้คนฝ่าฝืนมาตรการการรวมตัวกันในที่สาธารณะมาร่วมแห่ศพราว 2,000 คน ในกลุ่มผู้ร่วมงานมีนักการเมืองของพรรคชินเฟน (Sinn Fein) ซึ่งเป็นพรรคชาตินิยมไอริช รวมถึงนางมิเชลล์ โอนีลล์ รัฐมนตรีจากพรรคนี้ ซึ่งก่อนหน้านั้นนางโอนีลล์เป็นผู้กำชับให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการการแพร่ระบาดอย่างเคร่งครัดจน &amp;ldquo;ฝ่ายนิยมอังกฤษ&amp;rdquo; ยกเลิกงานพาเหรดในช่วงเวลาดังกล่าวไปหลายงาน แต่ตัวนางโอนีลล์กลับฝ่าฝืนกฎเสียเอง นั่นยังไม่เท่ากับที่อัยการสั่งไม่ฟ้องท่านรัฐมนตรี และไม่มีผู้เกี่ยวข้องออกมาแสดงความรับผิดชอบใดๆ ส่งผลให้ความขุ่นเคืองก่อตัวขึ้นในหมู่ของฝ่ายนิยมอังกฤษรอวันปะทุ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:44.1pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กำหนดเริ่มต้นการตั้งด่านศุลกากรที่ท่าเรือของไอร์แลนด์เหนือนั้นคือวันที่ 1 มกราคมปีนี้ ซึ่งเป็นวันที่การถอนตัวจากอียูของสหราชอาณาจักรเริ่มมีผล แต่ได้มีการอนุโลมให้ในช่วง 3 เดือนแรก ในช่วงนี้เจ้าหน้าที่ประจำท่าเรือเริ่มได้รับการข่มขู่ และปลายเดือนมีนาคมความรุนแรงก็เกิดขึ้น ทั้งโจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจ และปะทะกับฝ่ายชาตินิยมไอริช&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:44.1pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:44.1pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;กลุ่มไออาร์เอใหม่ยังคงเคลื่อนไหว ภาพฝาผนังจากฝั่งชุมชนคาทอลิกระบุว่าการปฏิวัติยังไม่เสร็จสิ้น (ภาพจาก cisac.fsi.stanford.edu)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:44.1pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:44.1pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ย้อนไปในอดีตนานกว่า 1,000 ปี เกาะไอร์แลนด์มีกษัตริย์อยู่ตามเมืองเล็กเมืองน้อยทั่วเกาะ และมีกษัตริย์สูงสุด (High King) อยู่ 1 องค์ จนกระทั่งปี ค.ศ.1171 &amp;ldquo;พระเจ้าเฮนรีที่ 2&amp;rdquo; แห่งอังกฤษบุกเกาะไอร์แลนด์ เพราะเกรงว่ากองทัพนอร์แมนที่เข้ามาก่อนหน้านี้ในปี ค.ศ.1169 (ในนามของพระองค์เอง) จะตั้งอาณาจักรนอร์แมนขึ้น สนธิสัญญาวินเซอร์ ปี ค.ศ.1175 ทำให้ไอร์แลนด์อยู่ภายใต้จักรวรรดิอังกฤษนับแต่นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:44.1pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีการต่อต้านการรุกรานและก่อกบฏต่ออังกฤษอยู่เนืองๆ บางครั้งก็มาจากการยุแยงจากชาติบนภาคพื้นทวีปยุโรปเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของอังกฤษ และทำให้อังกฤษต้องส่งกำลังเข้าไปปราบปราม สมัย &amp;ldquo;พระเจ้าเฮนรีที่ 3&amp;rdquo; ในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษที่ 1530 ได้ส่งกองทัพเข้าไป เรียกว่า &amp;ldquo;การพิชิตของทิวดอร์&amp;rdquo; ทว่ากลับใช้เวลานานกว่า 60 ปี นานกว่าที่ใครๆ คาดการณ์ไว้มาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:44.1pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ช่วงที่เรียกว่า &amp;ldquo;การพิชิตของทิวดอร์&amp;rdquo; นี้เริ่มในช่วงการปฏิรูปทางศาสนา (Reformation) เวลานั้นมีชาวคริสต์ถอนตัวออกจากคาทอลิกเป็นจำนวนมากเพื่อตั้งนิกายใหม่ๆ เรียกว่าพวกโปรเตสแตนต์ ในตอนต้นพระเจ้าเฮนรีที่ 3 ไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูปศาสนา แต่เมื่อศาสนจักรไม่ยอมประกาศให้การอภิเษกสมรสของพระองค์กับราชินีแคทเธอรีนก่อนหน้านั้นเป็นโมฆะ (ด้วยเหตุผลต้องการอภิเษกสมรสใหม่กับแอนน์ โบลีน) พระองค์จึงตั้งนิกายโปรเตสแตนต์ใหม่ขึ้นมา เรียกว่า &amp;ldquo;แองกลิกันเชิร์ช&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;คริสตจักรแห่งอังกฤษ&amp;rdquo; และดำรงตำแหน่งประมุขด้วยพระองค์เอง จากนั้นก็ประกาศให้ไอร์แลนด์เป็นชาติแองกลิกันด้วยเหมือนเช่นกับบริเตนใหญ่ทั้งหมด ทว่าในเวลานั้นไอร์แลนด์เป็นชาติที่นับถือคาทอลิกอย่างเคร่งครัดเข้มแข็ง เมื่อขุนนางหรือผู้รับราชการไม่เปลี่ยนนิกายก็ถูกถอนจากตำแหน่ง ส่งผลให้ความแตกต่างของนิกายศาสนาเป็นอีกปัจจัยหลักของความขัดแย้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:44.1pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คำประกาศของอังกฤษไม่ค่อยได้ผล ชาวไอริชไม่เปลี่ยนนิกายเพื่อตำแหน่งการงาน ทำให้อังกฤษต้องแต่งตั้งชาวอังกฤษและชาวสกอตเข้าไป จัดสรรที่ดินและใบอนุญาตต่างๆ ให้กับโปรเตสแตนต์เหล่านี้ ส่วนมากตั้งถิ่นฐานใน &amp;ldquo;อัลสเตอร์&amp;rdquo; ซึ่งอัลสเตอร์เป็น 1 ใน 4 ภูมิภาคของเกาะไอร์แลนด์ อยู่ทางด้านเหนือ ใกล้เกาะบริเตนใหญ่มากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:44.1pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อัลสเตอร์กลายเป็นฐานของโปรเตสแตนต์ในดินแดนคาทอลิก ซึ่งฝ่ายไอริชคาทอลิกมองว่าเป็นชาวต่างชาติผู้บุกรุก ก่อเกิดเป็นลัทธิชาตินิยมและความขัดแย้งทางศาสนา ภายในไม่กี่ช่วงอายุคน ลูกหลานของชาวโปรเตสแตนต์ที่บรรพบุรุษย้ายถิ่นฐานมาจากเกาะบริเตนใหญ่ ถือว่าพวกเขาเป็นชาวไอริชเหมือนเช่นไอริชที่อยู่มาก่อน พวกเขาจำนวนมากไม่เคยเดินทางข้ามไปอังกฤษ แต่พึ่งพาการปกป้องคุ้มกันจากอังกฤษสำหรับสิทธิพิเศษต่างๆ โดยเฉพาะสิทธิในที่ดิน ในขณะที่ความต้องการทรัพยากรของฝ่ายคาทอลิกมีมากกว่า เพราะพวกเขาเป็นประชากรหลักและอยู่มาก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:44.1pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การก่อกบฏเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องหลายร้อยปี ทุกครั้งฝ่ายอังกฤษปราบได้หมด แต่มีจุดเปลี่ยนสำคัญในปี ค.ศ.1798 ซึ่งได้อิทธิพลมาจากการปฏิวัติที่สำเร็จของสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศสในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน มีกองกำลังของฝรั่งเศสได้เข้ามาช่วยฝ่ายไอร์แลนด์ด้วย พวกเขาทำได้ดีในช่วงแรก ชนะในบางสมรภูมิ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ในสงคราม และผลจากความปราชัยก็ทำให้ถูกอังกฤษรวมสภาแห่งไอร์แลนด์เข้ากับสภาของสหราชอาณาจักร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:44.1pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหตุการณ์ครั้งสำคัญครั้งถัดมาคือ Easter Rising หรือ &amp;ldquo;การลุกฮือเทศกาลอีสเตอร์&amp;rdquo; เมษายน ค.ศ.1916 ช่วงเวลานี้สหราชอาณาจักรกำลังโรมรันอยู่ในสงครามโลกครั้งที่ 1 กบฏไอริชรวมตัวกันหลายกลุ่มก้อน เข้ายึดอาคารสำคัญๆ ในกรุงดับลิน และประกาศตั้งสาธารณรัฐไอริช อังกฤษส่งเรือปืนเข้ามา ทหารข้ามทะเลมา 16,000 นายพร้อมปืนใหญ่ ฝ่ายกองกำลังไอริชต้านอยู่ได้ไม่กี่วันก็ถูกกองทัพอังกฤษ และตำรวจไอร์แลนด์สยบการก่อกบฏลงได้ ทหารและพลเรือนเสียชีวิตรวมกันทั้ง 2 ฝ่าย 485 คน กบฏชาวไอริชหลายพันกลายเป็นนักโทษ ผู้ก่อการจำนวน 16 คนถูกประหารชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:44.1pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม การลุกฮือครั้งนี้ได้ปลุกให้ชาวไอริชเพรียกหาอิสรภาพยิ่งกว่าเดิม และรู้สึกได้ว่าควรเอาการใช้กำลังมานำหน้าการเมือง เพราะการต่อสู้ด้วยความเป็นชาตินิยมภายใต้กฎหมายที่ผ่านมา 50 ปีก่อนหน้านั้นไม่ได้ผล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:44.1pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การเลือกตั้งเดือนธันวาคม ปี ค.ศ.1918 พรรคสหภาพนิยมของโปรเตสแตนต์ที่มีฐานทางเหนือของประเทศได้จำนวนที่นั่งในสภาไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก แต่พรรคชาตินิยมสายกลางที่เคยครองเสียงข้างมากเกือบสูญพันธุ์ ขณะที่พรรคชาตินิยมสุดโต่ง คือ &amp;ldquo;พรรคชินเฟน&amp;rdquo; (แปลว่า &amp;ldquo;พวกเราเอง&amp;rdquo;) ชนะอย่างถล่มทลาย ได้จำนวน ส.ส. 73 ที่นั่ง จากทั้งหมด 105 ที่นั่ง ในสภาไอร์แลนด์ (ทั้งหมดเข้าไปเป็นผู้แทนในสภาสหราชอาณาจักรด้วย มี ส.ส. รวม 707 คน) ในการประชุมสภาไอร์แลนด์ครั้งแรกเดือนมกราคม ค.ศ.1919 พวกเขาก็ประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ และตั้งรัฐบาลแยกออกมา จึงได้นำไปสู่ &amp;ldquo;สงครามแองโกล-ไอริช&amp;rdquo; ระหว่าง ค.ศ.1919-1921&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:44.1pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สงครามนี้เรียกอีกชื่อว่า &amp;ldquo;สงครามไอริชเพื่ออิสรภาพ&amp;rdquo; นำโดยกองกำลังสาธารณรัฐไอริช (Irish Republican Army) หรือ &amp;ldquo;ไออาร์เอ&amp;rdquo; (ตั้งขึ้นปี ค.ศ.1913) สู้กับกองทัพบกอังกฤษ ตำรวจรอยัลไอริช หน่วยกำลังเสริม และกำลังรบกึ่งทหารจากภูมิภาคอัลสเตอร์ ฝั่งไออาร์เอเน้นการรบแบบกองโจร ฝ่ายอังกฤษสูญเสียไม่น้อย โดยเฉพาะในดับลินและคอร์ก แต่ในเบลฟาสต์ชาวโปรเตสแตนต์ที่เป็นสหภาพนิยมและกลุ่มผู้ภักดีตั้งกองตำรวจพิเศษขึ้นโจมตีชุมชนคาทอลิกที่มีจำนวนน้อยกว่าเพื่อตอบโต้การกระทำของไออาร์เอ โดยรวมแล้วในสงครามเกือบ 3 ปี มีผู้เสียชีวิตไปราวๆ 2,000 คน ฝ่ายอังกฤษตายไปมากกว่า แต่ในภูมิภาคทางเหนือ โดยเฉพาะเบลฟาสต์ที่มีผู้เสียชีวิตถึงราว 500 คน ส่วนใหญ่นับถือคาทอลิก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:44.1pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พฤษภาคม ค.ศ.1921 ไอร์แลนด์ก็ถูกแบ่งออกภายใต้พระราชบัญญัติรัฐบาลไอร์แลนด์ (ของอังกฤษ) เกิด &amp;ldquo;ไอร์แลนด์ใต้&amp;rdquo; ซึ่งเป็นการรวม 26 เคาน์ตี จากทั้งหมด 32 เคาน์ตีของไอร์แลนด์ ที่เหลือ 6 เคาน์ตีคือ &amp;ldquo;ไอร์แลนด์เหนือ&amp;rdquo; มีการหยุดยิงในเดือนกรกฎาคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:44.1pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การเจรจาจบลงที่ &amp;ldquo;สนธิสัญญาแองโกล-ไอริช&amp;rdquo; ในเดือนธันวาคม 1921 จากนั้นไอร์แลนด์ก็เกิดขึ้นในชื่อ &amp;ldquo;เสรีรัฐไอริช&amp;rdquo; (Irish Free State) ในปลายปี 1922 พวกเขามีอำนาจปกครองตนเอง แต่ยังเป็นชาติในเครือจักรภพเหมือนเช่นแคนาดา ส่วนไอร์แลนด์เหนือยังคงเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:44.1pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลุ่มไออาร์เอส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับสนธิสัญญาดังกล่าว เพราะต้องการให้แผ่นดินไอร์แลนด์ทั้งหมดเป็นเอกราชจากอังกฤษ กลุ่มที่เห็นด้วยกับสนธิสัญญาแยกไปตั้ง Irish National Army หรือ &amp;ldquo;ไอเอ็นเอ&amp;rdquo; สนับสนุน &amp;ldquo;เสรีรัฐไอริช&amp;rdquo; จากนั้นพวกเขาสู้กันเองในสงครามกลางเมืองไอร์แลนด์ ระหว่างปี 1922-1923 ฝ่ายเสรีรัฐไอริชได้รับการสนับสนุนจากอังกฤษด้วย ทำให้ไออาร์เอพ่ายแพ้ในสงครามกลางเมือง แต่พวกเขาก็ยังคงมีตัวตนต่อไป มุ่งหมายจะล้มทั้งเสรีรัฐไอริชและไอร์แลนด์เหนือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:44.1pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต่อมา &amp;ldquo;เสรีรัฐไอริช&amp;rdquo; ออกรัฐธรรมนูญเองและผ่านการลงประชามติในปี 1937 มีชื่อเรียกประเทศใหม่ว่า &amp;ldquo;ไอร์แลนด์&amp;rdquo; กลายเป็นสาธารณรัฐ ก่อนจะมีกฎหมายออกมาในปี 1948 ใช้ชื่อ &amp;ldquo;สาธารณรัฐไอร์แลนด์&amp;rdquo; เป็นชาติเอกราชเด็ดขาดในปี 1949 และเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติในปี 1955&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:44.1pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฝ่ายไออาร์เอยังคงเคลื่อนไหวต่อ แยกออกไปหลายกลุ่ม แต่ที่ยังฮาร์ดคอร์กว่าใครก็คือ Provisional Irish Republican Army (ไออาร์เอภูมิภาค) ตั้งขึ้นในปี 1969 หรือที่เรารู้จักกันในนาม &amp;ldquo;ขบวนการไออาร์เอ&amp;rdquo; ปฏิบัติการในไอร์แลนด์เหนือ ได้รับการสนับสนุนหลักๆ จากชาวไอริชในอเมริกา และ &amp;ldquo;มูอัมมาร์ กัดดาฟี&amp;rdquo; ผู้นำลิเบีย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:44.1pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขบวนการไออาร์เอคอยซุ่มโจมตีด้วยอาวุธหนักและก่อจลาจลในไอร์แลนด์เหนือ อีกทั้งก่อวินาศกรรมมุ่งทำลายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของอังกฤษบนเกาะบริเตนและภาคพื้นทวีปยุโรป ก่อนจะประกาศหยุดยิงในปี 1997 หลังจากพรรคชินเฟน ซึ่งเป็นปีกการเมืองของพวกเขาได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมในการเจรจาและลงเลือกตั้งในไอร์แลนด์เหนือได้ และในวัน &amp;ldquo;ศุกร์ประเสริฐ&amp;rdquo; ก่อนวันอีสเตอร์ ปี 1998 ก็เกิด &amp;ldquo;ข้อตกลงกูดฟรายเดย์&amp;rdquo; ขึ้น เป็นอันสิ้นสุดยุคสมัยที่เรียกว่า The Troubles นำไปสู่ความสงบแบบที่ยังอึมครึม เกิดกำแพงแห่งสันติ (Peace Lines) กั้นชุมชนคาทอลิกและโปรเตสแตนต์นับร้อยแห่ง ยาวรวมกันประมาณ 35 กิโลเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:44.1pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่กลุ่มไออาร์เอก็ไม่เคยตาย มีการแยกตัวออกไปอีก เช่น กลุ่ม Real Irish Republican Army หรือ &amp;ldquo;ไออาร์เอของแท้&amp;rdquo; พวกเขาไม่เห็นด้วยกับการหยุดยิง.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:44.1pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:44.1pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;**********************&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:44.1pt; margin-bottom:0cm; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99779</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความวุ่นวายที่ไอร์แลนด์เหนือ, วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ, เบื้องหน้าที่ปรากฎ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088baf5c3e6.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
