<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91477</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/01/2021 14:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/01/2021 14:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คะแนนความโปร่งใสไทยคงที่! &#039;บิ๊กตู่&#039; สั่งศึกษา-ทบทวนการปฏิบัติงานใหม่ให้ดีขึ้น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ม.ค.64 - นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ประเทศไทยมีคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต หรือ CPI ประจำปี 2020 อยู่ในอันดับ 104 ของโลกจาก 180 ประเทศ ตามประกาศขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (TI) ว่า ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา อันดับของไทยถูกปรับขึ้นลงตามปัจจัยที่ผันแปรในแต่ละปี เช่น แหล่งข้อมูลที่สำรวจ หรือจำนวนประเทศ เป็นต้น แม้ว่าปีนี้เราจะขยับลงไป 3 อันดับ แต่ไทยยังคงรักษาคะแนนรวมไว้ได้ตลอด 3 ปี ตั้งแต่ปี 2018-2020 ที่ 36 คะแนน นอกจากนี้ อันดับของไทยในกลุ่มเอเชียแปซิฟิกอยู่ที่ 19 จาก 31 ประเทศ ส่วนอันดับในอาเซียนดีขึ้นจากอันดับ 6 เป็นอันดับ 5&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุชา กล่าวว่า เมื่อพิจารณาคะแนนจากแหล่งข้อมูล 9 แหล่ง พบว่าไทยมีคะแนนไม่เปลี่ยนแปลงทั้งหมด 8 แหล่ง มีเพียงข้อมูลจากการสำรวจของ IMD เท่านั้น ที่คะแนนลดลงจาก 45 เหลือ 41 โดยก่อนหน้านี้พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ออกคำสั่งตั้งคณะกรรมการติดตามแก้ไขปัญหาเรื่องการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับบ่อนการพนันและแรงงานลักลอบเข้าเมือง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหลักของคะแนนที่ลดลงจากแหล่งข้อมูลนี้ อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีได้สั่งกำชับให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดอย่างเด็ดขาด ตลอดจนบังคับใช้กฎหมายต่าง ๆ อย่างจริงจัง และเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อภาคธุรกิจและประชาชน เช่น พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีรับทราบผลคะแนนดัชนีดังกล่าวแล้ว และได้สั่งการให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องไปศึกษารายละเอียด และทบทวนการปฏิบัติงานใหม่ โดยสิ่งใดที่เป็นข้อแนะนำของ TI เช่น การสร้างความเข้มแข็งให้กับหน่วยงานตรวจสอบ การสร้างความเชื่อมั่นเกี่ยวกับการเปิดเผยและความโปร่งใสในการได้รับสัญญา นั้น จะต้องได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น ไม่ให้เกิดปัญหาเดิมซ้ำ ๆ อีกต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91477</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความเชื่อมั่น, อนุชา บูรพชัยศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210126/image_big_600fe4d76e3d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89988</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/01/2021 07:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/01/2021 07:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สวนดุสิตโพล ระบุ ประชาชน &#039;เชื่อมั่นครูไทย&#039; ดีขึ้นกว่าเดิม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ม.ค. 64 - &amp;quot;สวนดุสิตโพล&amp;quot;&amp;nbsp;มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้จัดทำดัชนี &amp;ldquo;ความเชื่อมั่นครูไทย&amp;rdquo; ปี 2563 โดยสำรวจความคิดเห็นจากประชาชน ทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 4,147 คน ระหว่างวันที่ 11-15 มกราคม 2564 โดยเน้นตัวชี้วัด 30 ประเด็นที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นต่อ ครูไทยทั้งในด้านส่วนตัว ชุมชนและการพัฒนาวิชาชีพตลอดจนการพัฒนาประเทศในรอบปี 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งแต่ละตัวชี้วัดจะมีคะแนน เต็ม 10 สรุปเรียงลำดับจากความเชื่อมั่นสูงสุดไปถึงต่ำสุด ได้ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ประชาชนให้คะแนนความเชื่อมั่น &amp;ldquo;ดัชนีครูไทย&amp;rdquo; ปี 2563 ดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว ภาพรวมคะแนนเต็ม 10 ได้ 7.35 คะแนน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ประชาชนให้คะแนน 30 ตัวชี้วัด &amp;ldquo;ดัชนีครูไทย&amp;rdquo; โดยคะแนนเต็ม 10 เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89988</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความเชื่อมั่น, ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน, วันครู, สวนดุสิตโพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210116/image_big_6002360620f7f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89338</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/01/2021 12:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/01/2021 12:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซูเปอร์โพลเผยประชาชนเชื่อมั่นพล.อ.ประยุทธ์พาประเทศรอดพ้นโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ม.ค. 2564 นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง เที่ยวปลอดภัย อยู่พ้น โควิด กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,839 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 6 &amp;ndash; 9 มกราคม ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงความเชื่อมั่นของประชาชนต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถือธงนำใช้ท่องเที่ยวปลอดภัย รอดพ้นโควิด แก้วิกฤตเศรษฐกิจ เพิ่มเงินในกระเป๋าของประชาชน พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 87.0 เชื่อมั่น ในขณะที่ ร้อยละ 13.0 ไม่เชื่อมั่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.4 เห็นด้วยกับ วิถีปกติใหม่ (New Normal) เช่น เดินทาง ทำมาหากินได้ ค้าขาย ท่องเที่ยว เข้มงวดปลอดภัย ห่างไกลโควิด ดีกว่า ล็อกดาวน์ ปิดเมือง เศรษฐกิจตายสนิท ไม่มีจะกิน ทุกข์หนักกว่าโควิด ในขณะที่ร้อยละ 2.6 ไม่เห็นด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณาคือ ความคิดเห็นต่อ มาตรการโครงการของรัฐบาล แก้วิกฤตบ้านเมือง ชนะโควิด เพิ่มเงินในกระเป๋าของประชาชน พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.2 ส่งเสริม ท่องเที่ยวปลอดภัย ตามวิถีปกติใหม่ ห่างไกลโควิดเข้มงวด เช่น ล่องเรือสิริมหรรณพแม่น้ำเจ้าพระยา เที่ยวเมืองประวัติศาสตร์ทุกภาค ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ ท่องเที่ยวช้อปแหล่งการค้า ท่องเที่ยวเชิงธรรมะ ศูนย์ปฏิบัติธรรมห่างไกลโควิด เป็นต้น รองลงมาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 92.7 ต้องการให้เชื่อมโยงโครงการคนละครึ่งกับโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ครอบคลุมทั้งประเทศ ร้อยละ 83.4 ต้องการ โครงการคนละครึ่ง พักชำระหนี้สถาบันการเงิน ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ผ่อนอื่น ๆ ร้อยละ 83.0 ต้องการ โครงการคนละครึ่ง ค่าเทอม ค่าอุปกรณ์การเรียน ด้านการศึกษา และร้อยละ 82.3 ต้องการ โครงการคนละครึ่ง ค่าอาหาร ที่พัก ค่าเดินทาง เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ แนวโน้มจุดยืนการเมืองของประชาชนตั้งแต่ เมษายน 2563 ถึง เดือนมกราคม 2564 พบว่า ฐานสนับสนุนรัฐบาลเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 35.7 ในช่วงปลายปี 2563 มาอยู่ที่ร้อยละ 53.6 ในช่วงต้นเดือนมกราคม 2564 ในบรรยากาศที่ยังไม่มีตัวเลือกที่ดีกว่าของการแก้วิกฤตโควิดและเศรษฐกิจชาติ อย่างไรก็ตาม กลุ่มพลังเงียบเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน จากร้อยละ 32.9 มาอยู่ที่ร้อยละ 39.0 แต่ ฐานไม่สนับสนุนรัฐบาลลดต่ำลงจากร้อยละ 31.4 เหลือร้อยละ 7.4 ในการสำรวจครั้งล่าสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลโพลนี้ชี้ให้เห็นว่า ประชาชนเชื่อมั่นในตัวนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะนำพาประเทศชาติพ้นวิกฤตโควิดและเศรษฐกิจได้ ในการถือธงนำ &amp;ldquo;ท่องเที่ยวปลอดภัย&amp;rdquo; สอดคล้องกับการยอมรับ วิถีปกติใหม่ (New Normal) มาใช้ในชีวิตประจำวันที่มีการคัดกรองโควิดเข้มงวด ดังนั้น การออกแบบบริหารจัดการที่ดีรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ในสภาวะวิกฤตชาติจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่นายกรัฐมนตรีและทีมงานนายกรัฐมนตรีควรทำทุกทางให้ประชาชนเกิดความมั่นใจในการ &amp;ldquo;ท่องเที่ยวปลอดภัย อยู่พ้นโควิด&amp;rdquo; โดยกระจายอำนาจและทรัพยากรความปลอดภัยไประดับพื้นที่ของแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ เสริมสร้างความเชื่อมั่นและการสนับสนุนของสาธารณชนผ่านพ้นวิกฤตชาติครั้งนี้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89338</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความเชื่อมั่น, ซูเปอร์โพล, ท่องเที่ยวปลอดภัย, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210110/image_big_5ffa91569f2fa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46023</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2019 09:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2019 09:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ภูมิธรรม&#039;ขย่ม&#039;บิ๊กตู่&#039;แก้ศก.เหลว บี้ไขก๊อกคืนความเชื่อมั่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.ย. 62 - นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้าน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;คืนความเชื่อมั่นในการฟื้นเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีต้องลาออก&amp;rdquo; ว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล หากมาจากรากฐานสำคัญของกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งอำนาจเป็นของประชาชน&amp;nbsp; อาจมิต้องห่วงกังวลกับเสถียรภาพของรัฐบาล หรือ คำถามว่า รัฐบาลจะไปรอดไหม จะอยู่ได้นานแค่ใด เพราะรัฐบาลนั้นมาจากพลังเสียงอำนาจของประชาชนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง ประชาชนย่อมเป็นฐานที่แข็งแกร่ง คอยโอบอุ้มรัฐบาล แต่สำหรับรัฐบาลปัจจุบัน&amp;nbsp; ที่ก้าวขึ้นมาจากการต่อท่ออำนาจ ของการรัฐประหาร และ ปฏิเสธมิได้ว่าเป็น กระบวนการที่เชื่อมต่อกันมาตั้งแต่ การปฏิวัติเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549&amp;nbsp; เพื่อโค่นล้มรัฐบาลประชาธิปไตย ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
แม้รัฐบาลชุดนี้จะป่าวประกาศว่าเข้าสู่บรรยากาศประชาธิปไตยทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นผู้กำหนดและออกแบบกติการัฐธรรมนูญ ที่มีคนในรัฐบาลบอกว่า ออกแบบมาเพื่อพวกเรา ทำให้สาธารณชนเกิดความคลางแคลงใจ ตั้งคำถามถึงการยอมรับและความไม่เชื่อมั่นต่อความชอบธรรมที่รัฐบาลมีอยู่ ดังนั้น นับตั้งแต่เริ่มต้น ต้องถือว่ารัฐบาลสอบตกเรื่องความเชื่อมั่น โดยมีผลโพลจากหลายสำนักเป็นประจักษ์พยาน ความไม่เชื่อมั่นนี้มิได้ดำรงอยู่แค่ในประเทศ แต่กระจายไปถึงนักลงทุนจากต่างประเทศ&amp;nbsp; โดยเฉพาะเมื่อมีการบิดเบือนหลักกฎหมายเพื่อหาทางออกให้กับตนเองและพวกพ้อง&amp;nbsp; การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญของผู้นำรัฐบาล จนนำมาสู่ การอภิปรายทั่วไป ตามมาตรา152 ซึ่งล้วนเป็นภาพสะท้อน รัฐบาลไม้หลัก ปักเลน ที่มีการกระทำขัดต่อหลักนิติรัฐ นิติธรรม ตามแบบอย่างของประเทศประชาธิปไตยทั่วไป
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
อาจกล่าวได้ว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่เคยสร้างความเชื่อมั่น และ ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นได้&amp;nbsp; มิหนำซ้ำยังทำลายความเชื่อมั่นของตัวเองลงตลอดเวลา จากรัฐมนตรีที่ถูกกล่าวหาว่าพัวพันคดียาเสพติด จากการบริหารจัดการปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งที่ไม่มีประสิทธิภาพของนายกรัฐมนตรี จากความไม่สามารถจัดลำดับให้ความสำคัญของการบริหารราชการแผ่นดินว่าสิ่งใดควรทำก่อน สิ่งใดควรเร่งรีบในการจัดการปัญหาความทุกข์ยากเดือดร้อนที่คุกคามประชาชนอยู่ หรือกระทั่งคำถามถึงศักยภาพและความสามารถของ&amp;rdquo;ผู้นำ&amp;rdquo;ที่บริหารจัดการ ควบคุมประเทศที่ล้มเหลวมาตลอด เวลากว่า 5 ปี ภายใต้อำนาจที่เบ็ดเสร็จ และเด็ดขาดที่ตนมีอยู่ เหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องสะท้อนและยืนยันผลงานความไร้ประสิทธิภาพและการไร้ความสามารถของรัฐบาลและผู้นำรัฐบาล ที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
มาถึงวันนี้สังคมไทยน่าจะเห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้นแล้วว่ารัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหารทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องในการนำพาประเทศเดินไปข้างหน้า แต่กลับเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการมีชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน รัฐบาลนี้ยึดติดในอำนาจและพวกพ้อง กระทำการทุกวิถีทางเพื่อรักษาอำนาจของตนโดยมิได้คำนึงถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นต่อสังคมไทย และยังได้สร้างวัฒนธรรมใหม่ที่ยึดถืออำนาจโดยมิได้หวั่นเกรงต่อกระบวนการตรวจสอบ เมินเฉยต่อความคิดเห็นและความรู้สึกของประชาชนซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการได้มาซึ่งอำนาจ&amp;nbsp; กลไกกติกาที่สร้างขึ้นมาเพื่อรักษาอำนาจนั้น มิได้ยึดโยงกับอำนาจของประชาชน ดังนั้น ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลจึงไม่เกิด และส่งผลต่อเนื่องถึงการแก้ปัญหาต่างๆ ของประเทศ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
เราจึงได้เห็นภาพเปรียบเทียบ ถึงนายกฯ ในความทรงจำ ที่มาจากคะแนนเสียงของประชาชนซึ่งเข้าใจทุกข์สุขของพี่น้องประชาชนทำให้ประชาชนเชื่อมั่น และมีความหวัง กับภาพของนายกฯ ที่มาจากคะแนนเสียงทางลัด ที่ตนเองออกแบบขึ้นเพื่อการสืบต่ออำนาจในสภาฯ ซึ่งไม่มีวันที่จะเข้าใจทุกข์สุขของประชาชนอย่างถ่องแท้ เพราะถือตัวเป็นนายของประชาชนมากกว่า ผู้รับใช้ประชาชน เมื่อไม่มีความเชื่อมั่นปัญหาเศรษฐกิจก็แก้ไม่ได้ เมื่อไม่มีความเชื่อมั่นปัญหาความเดือดร้อนปากท้องของพี่น้องประชาชนก็แก้ไม่ได้ สรุปได้ว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่เคยสร้างและไม่มีความสามารถรวมทั้งไม่มีศักยภาพเพียงพอ ที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับประเทศ ประเทศจึงต้องเผชิญกับภาวะวิกฤติซ้ำซาก หาทางออกจากวิกฤติไม่ได้ ประชาชนขาดความหวัง ประเทศขาดอนาคต ถึงเวลาแลัว ที่นายกรัฐมนตรีต้องกล้าตัดสินใจแสดงความรับผิดชอบ ให้โอกาสกับประเทศ นายกรัฐมนตรีต้องลาออก&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46023</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความเชื่อมั่น, นายกฯ, บิ๊กตู่, พท., ภูมิธรรม, ลาออก, เศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190805/image_big_5d478ea56f72f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
