<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97480</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/03/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ความเป็นครูวันวานกับความเป็นครูในวันนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เห็นพฤติกรรมของคนเป็นครูบาอาจารย์ในเวลานี้ทำให้ต้องหันไปทบทวนความเป็นครูในอดีต เพื่อเปรียบเทียบกับความเป็นครูของคนที่มีอาชีพเป็นครูบาอาจารย์กันในปัจจุบัน โดยขอย้อนไปตั้งแต่สมัยที่เป็นลูกศิษย์จนกระทั่งมาเป็นครูด้วยตนเอง ขอบอกตั้งแต่ตอนนี้เลยว่า การเป็นครูของเรานั้นเป็นด้วยความตั้งใจ ไม่ใช่เป็นเพราะไม่มีทางไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;จำได้ว่าในสมัยที่ตัวเองเรียนระดับประถมนั้น ครูที่สอนให้เราอ่านออกเขียนได้ มีความรู้ทางวิชาการ มีวิธีคิด วิธีปฏิบัติให้เราเป็นคนดีนั้น ส่วนใหญ่ท่านจบประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา (ปกศ.) หรือ ปกศ.สูงเท่านั้น ส่วนใหญ่เป็นคนเรียนเก่งในพื้นที่ และสามารถสอบชิงทุนไปเรียนในโรงเรียนฝึกหัดครู บางคนอาจจะมีการสอบได้ประกาศนียบัตรของความเป็นครูเพิ่มเติมที่เรียกว่า ป.ม. และ พ.ม. พวกเขาสอนหนังสือเก่ง และยังมีบทบาทในการสอนศีลธรรมจริยธรรมให้แก่นักเรียนอีกด้วย ส่วนใหญ่ไม่ได้จบปริญญาตรี แต่มีความสามารถในการให้ความรู้แก่ลูกศิษย์ เพราะท่านเป็นคนเก่ง ในสมัยก่อนนั้นมีคำกล่าวว่า &amp;ldquo;ถ้าไม่เก่ง ไม่มีใครให้เป็นครู&amp;rdquo; ดังนั้น แม้ว่าครูที่สอนในระดับประถมศึกษาจะไม่ได้จบปริญญาตรี แต่พวกเขาก็สอนลูกศิษย์ได้ดีทั้งเรื่องวิชาการและเรื่องศีลธรรมจริยธรรมของความเป็นคน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;เมื่อมาเรียนสมัยมัธยมศึกษา ครูที่สอนก็จบแค่ปริญญาตรี มีความรู้เพิ่มขึ้นมากกว่าครูที่สอนระดับประถมศึกษา ส่วนใหญ่ก็เป็นครู เพราะเลือกที่จะเป็น ไม่ใช่ไม่รู้จะไปทำอะไร หรือทำอะไรไม่ได้ก็เลยมาเป็นครู แม้จะจบเพียงปริญญาตรี พวกท่านทั้งหลายเหล่านั้นก็สั่งสอนเราให้มีความรู้ที่เรียกว่า &amp;ldquo;แน่น&amp;rdquo; ทำให้เราได้มีความรู้ในการทำหน้าที่การงานต่อมาในอนาคต และการอบรมสั่งสอนลูกศิษย์ด้านศีลธรรมจริยธรรมก็ยังคงมีอยู่เหมือนเดิม ครูในอดีตไม่ได้สอนหนังสือที่เป็นวิชาความรู้เท่านั้น แต่ท่านจะรักและเอ็นดูลูกศิษย์เหมือนลูกเหมือนหลาน ตั้งใจที่จะให้ความรู้แก่ศิษย์เต็มความสามารถ ยอมทำงานหนักสมกับคำว่า &amp;ldquo;ครุ&amp;rdquo; ที่แปลว่า &amp;ldquo;หนัก&amp;rdquo; ทำให้ทั้งพ่อแม่ ผู้ปกครอง และนักเรียนมีความเคารพและศรัทธาคนที่เป็นครูได้ด้วยความเต็มใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;เมื่อมาเรียนมหาวิทยาลัย ครูส่วนใหญ่จบปริญญาโท คนที่จบปริญญาเอกมีน้อยมาก ถึงแม้ว่าท่านเหล่านั้นจะจบเพียงปริญญาโท แต่ความรู้ท่านแน่นมาก เพราะท่านเป็นคนเรียนเก่งจึงได้เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เมื่อย้อนไปดูประวัติการเรียนของพวกท่านจะพบว่าท่านเหล่านั้นเรียนเก่งตั้งแต่ระดับมัธยม มีคะแนนเป็นที่หนึ่งหรือที่ต้นๆ ของรุ่น และเมื่อจบปริญญาตรี พวกท่านก็เป็นผู้ที่จบการศึกษาด้วยเกียรตินิยม และการเรียนต่อต่างประเทศเพื่อให้ได้ปริญญาโทนั้นก็มักจะเป็นการไปเรียนด้วยการได้รับทุนการศึกษา เมื่อจบแล้วท่านก็กลับมาสอนในประเทศไทย การเป็นคนเก่งเป็นมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ต่อเนื่องมาถึงสมัยเรียนปริญญาตรี และปริญญาโท ดังนั้นท่านจึงมีความรู้ที่แน่น สามารถนำมาถ่ายทอดให้แก่ลูกศิษย์ได้อย่างมีคุณภาพ เพราะท่านทั้งหลายนั้นเป็นครูด้วยความสมัครใจ เต็มใจที่จะยึดอาชีพครู เพราะในยุคนั้น ใครที่ได้สอนในมหาวิทยาลัยจะได้รับความชื่นชมว่าเป็นคนเก่ง เพราะส่วนใหญ่เป็นบัณฑิตเกียรตินิยมกันทั้งนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;การเป็นครูในอดีตไม่ได้มีเครื่องมือที่เป็นอุปกรณ์การสอนมากมายอะไร มีชอล์กกับกระดานดำเท่านั้น ต่อมาก็มีเครื่องฉายแผ่นใสมาช่วยบ้าง ดังนั้นการเป็นครูจึงต้องมีความรู้ที่แม่นยำ สามารถอธิบายปากเปล่าได้โดยไม่มีอุปกรณ์ช่วยความจำเหมือนในสมัยปัจจุบันที่มีการใช้ Power Point เป็นอุปกรณ์ในการสอน เป็นเครื่องมือช่วยความจำ ดังนั้นแม้ว่าความรู้จะไม่แม่น แต่ก็สอนได้โดยคล่องแคล่ว ไม่ติดขัด เพราะความแม่นในความรู้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ครูสมัยนี้แม้แต่ครูระดับประถม มัธยมก็จบปริญญาโท ปริญญาเอกกันเป็นจำนวนมาก เพราะการศึกษาเปิดกว้าง ทำให้คนสามารถเรียนจบปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอกกันได้เป็นจำนวนมาก หลายคนเมื่อย้อนกลับไปดูประวัติการเรียนในอดีตก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรมากนัก บางคนอยู่ในข่ายที่เรียนจบเอาตัวรอดมาได้ก็นับว่าเก่งแล้ว แต่ด้วยการที่มีสถานศึกษาเกิดขึ้นมากมายทั้งของรัฐและของเอกชน ทำให้บุคคลที่ต้องการเป็นอาจารย์ทั้งคนที่เก่งจริง เก่งกลางๆ และไม่ค่อยจะเก่งสามารถที่จะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยได้ ดังนั้นอาจารย์บางคนก็มีความรู้ดีที่จะถ่ายทอดให้ลูกศิษย์ บางคนก็สอนได้แบบกระท่อนกระแท่น ลูกศิษย์ไม่ได้ความรู้ที่ดีพอ เพราะครูที่สอนก็ไม่ได้มีความรู้ที่ดีขนาดที่จะเป็นครูสอนคนอื่นได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ความไม่เก่งจริงของอาจารย์ในยุคปัจจุบันบางคนนับว่าเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงแล้ว ที่น่าเป็นห่วงมากกว่าก็คืออาจารย์บางคนมีทัศนคติที่เป็นลบต่อประเทศชาติ และสถาบันหลักของประเทศชาติ และอาศัยสถานะของความเป็นอาจารย์ เป็นนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ ใส่ชุดข้อมูลที่ผิดและบิดเบือนเกี่ยวกับความเป็นชาติและสถาบันหลักของประเทศ ทำให้ลูกศิษย์หลงผิด มีทัศนคติที่ไม่เหมาะสมกับความเป็นไทย รวมทั้งความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เป็นสถาบันสำคัญสำหรับความมั่นคงของประเทศ สร้างความขัดแย้งในสังคม อาจารย์พวกนี้จึงเป็นอาชญากรทางวิชาการที่ทำร้ายลูกศิษย์อย่างอำมหิต และไม่น่าให้อภัย ประเทศไทยมีอาจารย์แบบนี้ น่าเป็นห่วงความมั่นคงของประเทศจริงๆ นะ. &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97480</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความเป็นครูวันวานกับความเป็นครูในวันนี้, คิดเหนือกระแส, ดร.เสรี วงษ์มณฑา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e089fe009ecd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
