<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>95708</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2021 11:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2021 11:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลอดแล้วกฎใหม่!กำหนดอัตราความเร็วของรถบนทางหลวงแผ่นดิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มี.ค.64 - เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่กฎกระทรวงกำหนดอัตราความเร็วของยานพาหนะบนทางหลวงแผ่นดินหรือทางหลวงชนบทที่กำหนด พ.ศ.2564 ที่ลงนามโดยนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยมีสาระสำคัญ อาทิ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(1) รถบรรทุกที่มีน้ำหนักรถเกินสองพันสองร้อยกิโลกรัม หรือรถบรรทุกคนโดยสารที่มีที่นั่ง คนโดยสารเกินสิบห้าคน ให้ใช้ความเร็วไม่เกินเก้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(2) รถขณะที่ลากจูงรถอื่น รถยนต์สี่ล้อเล็ก หรือรถยนต์สามล้อ ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน หกสิบห้ากิโลเมตรต่อชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(3) รถจักรยานยนต์ ให้ใช้ความเร็วไม่เกินแปดสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง เว้นแต่รถจักรยานยนต์ ที่มีกำลังเครื่องยนต์ตั้งแต่สามสิบห้ากิโลวัตต์ขึ้นไปหรือมีขนาดความจุของกระบอกสูบรวมกันตั้งแต่สี่ร้อยลูกบาศก์เชนติเมตรขึ้นไป ให้ใช้ความเร็วไม่เกินหนึ่งร้อยสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(4) รถโรงเรียน หรือรถรับส่งนักเรียน ให้ใช้ความเร็วไม่เกินแปดสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(5) รถบรรทุกคนโดยสารที่มีที่นั่งคนโดยสาร เกินเจ็ดคนแต่ไม่เกินสิบห้าคน ให้ใช้ความเร็ว ไม่เกินหนึ่งร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(6) รถแทรกเตอร์ รถบดถนน หรือรถใช้งานเกษตรกรรม ให้ใช้ความเร็วไม่เกินสี่สิบห้ากิโลเมตรต่อชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(7) รถอื่นนอกจำกัด (1) (2) (3) (4) (5) และ (6) ให้ใช้ความเร็วไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งนี้ หากรถดังกล่าวอยู่ในช่องเดินรถช่องขวาสุด ต้องใช้ความเร็วไม่ต่ำกว่ำหนึ่งร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง เว้นแต่ในกรณีที่ช่องเดินรถนั้นมีข้อจำกัดด้านการจราจรหรือทัศนวิสัย มีสิ่งกีดขวาง หรือมีเหตุขัดข้องอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95708</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมทางหลวง, คมนาคม, ความเร็วรถ, ราชกิจจานุเบกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210307/image_big_60449eb034253.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85629</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/12/2020 16:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/12/2020 16:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับแน่ขับช้าแช่ขวา! ครม.ไฟเขียวร่างกฎกระทรวงกำหนดความเร็วรถ ช่องขวาสุดไม่ต่ำกว่า100กม./ชม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ธ.ค.63 - น.ส.ไตรศุลี&amp;nbsp;ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดความเร็วของยานพาหนะ ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอและให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปตามขั้นตอน ซึ่งร่างกฎกระทรวงฉบับนี้เป็นการกำหนดความเร็วในการขับรถในทางหลวงแผ่นดิน ทางหลวงชนบท ที่มีทางเดินรถแบบจัดแบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ตั้งแต่ 2 ช่องเดินรถ มีเกาะกลางถนนเฉพาะแบบกำแพงกั้น(Barrier Median) และไม่มีจุดกลับรถเสมอระดับถนน รวมทั้งการกำหนดความเร็วขั้นต่ำ สำหรับการขับรถในช่องเดินรถช่องทางขวาสุดในทางหลวง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อภาคการขนส่งและจราจรของประเทศ สามารถแก้ไขปัญหาจราจรให้มีความคล่องตัวมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรายละเอียดการกำหนดความเร็วในร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมีดังนี้ คือ ในส่วนของการกำหนดความเร็วในการขับรถในทางหลวงแผ่นดิน ทางหลวงชนบท ที่มีทางเดินรถแบบจัดแบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันไว้ตั้งแต่ 2 ช่องเดินรถ มีเกาะกลางถนนเฉพาะแบบกำแพงกั้นและไม่มีจุดกลับรถเสมอระดับถนน กำหนดให้ใช้ความเร็วไม่เกินตามประเภทของรถ ประกอบด้วย รถบรรทุกที่มีน้ำหนักเกิน 2,200 กิโลกรัม รถบรรทุกคนโดยสารเกิน 15 คน ให้ใช้ความเร็วได้ไม่เกิน 90กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถบรรถทุกคนโดยสารเกิน 7 คน แต่ไม่เกิน 15 คน ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนรถในขณะที่ชักจูงรถอื่น รถยนต์สี่ล้อเล็ก หรือรถยนต์สามล้อ ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่รถจักรยานยนต์ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 80กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือรถจักรยานยนต์ที่มีกำลังเครื่องยนต์ตั้งแต่ 35 กิโลวัตต์ขึ้นไป หรือมีขนาดความจุของกระบอกสูบรวมกันตั้งแต่ 400 ลูกบาศก์เซนติเมตรขึ้นไปให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถโรงเรียนหรือรถรับส่งนักเรียน ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 80กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนรถยนต์อื่นที่ไม่อยู่ในข่ายข้างต้นให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะเดียวกันได้กำหนดความเร็วขั้นต่ำสำหรับช่องขวาสุดของทางเดินรถในทางหลวง ซึ่งแบ่งช่องเดินรถในทิศทางเดียวกันตั้งแต่ 2 ช่องทางขึ้นไปไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 100กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนเขตทางที่มีป้ายหรือเครื่องหมายจราจรแสดงว่าเป็นเขตอันตราย หรือเขตให้ขับรถช้าๆ ให้ลดความเร็วลงและเพิ่มความระมัดระวังขึ้นตามสมควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในกรณีที่มีเครื่องหมายจราจรกำหนดอัตราความเร็วขั้นสูงต่ำกว่าที่กำหนดไว้ข้างต้น ไม่ว่าตลอดทางเดินรถหรือช่วงใดช่วงหนึ่ง ให้ผู้ขับขี่รถทุกประเภทขับไม่เกินอัตราความเร็วขั้นสูงที่กำหนดไว้ในเครื่องหมายจราจรนั้น&amp;nbsp; ยกเว้นในกรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติได้เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องปริมาณรถ หรือเหตุขัดข้องอื่นอันมีเหตุผลสมควรแก่กรณี ซึ่งการกำหนดเครื่องหมายจราจรนั้นต้องแสดงให้ผู้ขับขี่เห็นได้ชัดเจนก่อนถึงทางเดินรถหรือช่วงที่กำหนด ในระยะเพียงพอที่ผู้ขับขี่จะสามารถลดความเร็วเพื่อปฏิบัติตามเครื่องหมายจราจรนั้นได้ และต้องแสดงเครื่องหมายเป็นระยะตลอดจนสิ้นสุดทาง หรือช่วงที่กำหนด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85629</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงคมนาคม, ความเร็วรถ, ไตรศุลี ไตรสรณกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201201/image_big_5fc60d68a2687.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74319</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2020 16:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2020 16:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตำรวจพิสูจน์หลักฐานรับคำนวณความเร็วพลาด เชื่อ &#039;อ.สายประสิทธิ์&#039; ยันไม่มีวิ่งเต้นคดีบอส </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ส.ค.63 - ที่ห้องประชุม 414 รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ เป็นประธาน ร่วมกับ กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชน และกองทุน ที่มีนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน ร่วมกันเป็นประธานการประชุม ที่ประชุมได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องในการสั่งไม่ฟ้องคดี นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส มาชี้แจงต่อกมธ.เป็นครั้งที่ 3 หลังจาก 2ครั้งแรก ผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีนี้โดยตรงไม่ได้มาชี้แจงด้วยตัวเอง ทำให้มีการเรียกเป็นครั้งที่ 3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยตอนหนึ่งของการประชุม หลังจากนายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด ได้ชี้แจงและตอบข้อซักถามต่อ กมธ.กฎหมาย เสร็จสิ้นแล้ว ในส่วนของ&amp;nbsp;พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ แตงจั่น นักวิทยาศาสตร์ สบ. 4 กลุ่มงานตรวจเคมีฟิสิกส์ ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 1 สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ชี้แจงและยอมรับว่า การคำนวณความเร็วรถครั้งแรกได้ 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ที่ในสำนวนเป็น 79.2 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะเชื่อการคำนวณของ อาจารย์สายประสิทธิ์ เกิดนิยม หัวหน้าศูนย์วิจัยเฉพาะทางวิศวกรรมการประเมินและความปลอดภัยยานยนต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เพราะเห็นว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญและมีชื่อเสียง ประกอบกับมีเวลาในการพิจารณาสำนวนน้อย จึงเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่หลังจากนั้น ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้สั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาไปตรวจสอบ และพบว่าคลาดเคลื่อน ร้อยละ 46 ต่อมาได้รายงานผู้บังคับบัญชาใหม่ว่าความเร็วอยู่ที่ 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตั้งแต่ปี 2559 จึงไม่ได้กลับคำให้การ แต่มาพบว่า ไม่ปรากฎในสำนวน ประกอบกับเข้าใจผิดว่าข้อหานี้ขาดอายุความแล้วจึงไม่ได้ตามเรื่อง และไม่เคยชี้แจงต่อกรรมาธิการของสนช. ขอยืนยันว่า ตนไม่เคยได้รับคำสั่งจากใครให้วิ่งเต้นคดีนี้ ยินดีพร้อมให้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน การทำคดีให้ประชาชนทำด้วยความยุติธรรมด้วยความทุ่มเทตลอดมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้แจงว่าที่มาของความเร็ว 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มาจากการที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับ กองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ มีข้อตกลงร่วมกันในการตรวจพิสูจน์คดีที่ได้รับความสนใจจากประชาชน โดยเมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2555 ตนได้ร่วมตรวจสอบสถานที่เพื่อวัดความเร็วของรถเฟอร์รารี่ เพื่อต้องการวัดความเร็วให้แม่นยำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเลือกกำหนดจุดจากกล้องวงจรปิดตัวเดียวกันกับที่บันทึกภาพได้ โดยให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน 2 คน ไปอยู่คนละจุดกัน คนหนึ่งอยู่ในตำแหน่งที่รถยนต์เฟอร์รารี่เต็มคันเข้ามาในเฟรมของภาพ คนที่ 2 ยืนอยู่จุดที่รถยนต์เฟอร์รารี่ออกจากเฟรมของกล้องจนถึงขอบซ้ายสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นทำการวัดระยะทางที่รถเคลื่อนที่จริงบนถนนที่เกิดเหตุจริง ในวันนั้นเราได้ระยะทาง 3 กม. ซึ่งเมื่อพิจารณาจากกล้องวงจรปิดพบว่ารถคันนี้วิ่งเร็วกว่าคันอื่นที่อยู่บนถนนในวันเดียวกันโดยวิ่งเร็วกว่า 2 เท่า ซึ่งเป็นความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด และเมื่อพิจารณาจากช่วงเวลาที่ผ่านหน้ากล้องวงจรปิดจะมีเวลาผ่านหน้ากล้องไม่ถึง 1 วินาที ดังนั้น ในวันที่ 6 ก.ย. 2555 เราได้ความเร็วรถโดยประมาณแล้วว่ารถยนต์คันนี้เคลื่อนที่ด้วยระยะทาง 30 เมตร ในเวลาไม่ถึง 1 วินาที ซึ่งเมื่อคำนวณเป็นอัตราความเร็วกิโลเมตรต่อชั่วโมงแล้วพบว่ามีความเร็ว 108 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเราแน่ใจแล้วว่ารถยนต์เฟอร์รารี่คันนี้วิ่งเร็วกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน หลังจากนั้นในวันที่ 7 ก.ย. 2555 ได้รับคลิปบันทึกภาพกล้องวงจรปิดจากพนักงานสอบสวน จึงได้นำมาวิเคราะห์เพิ่มเติม โดยใช้โปรแกรม ฮีโร่ เวกเตอร์ &amp;nbsp;โดยนำภาพจากกล้องวงจรปิดมาแสดงทีละภาพ เพื่อพิจารณาว่าภาพรถเฟอร์รารี่ที่อยู่ด้านขวามือสุดเต็มคันจนถึงด้านซ้ายมือสุดเต็มคันทีระยะห่างเท่าใด ซึ่งวัดได้เป็นช่วงเวลาคือ 0.63 วินาที หรือน้อยกว่า 1 วินาที ซึ่งสมการที่คำนวณความเร็วคือสมการคงที่เป็นสมการเดียวโดยมีอัตราเฉลี่ยคือ ระยะทางในการเคลื่อนที่ หารด้วย เวลา เราจึงนำ 31 เมตร หารด้วยเวลา คือ 0.63 วินาที ได้ผลลัพท์มาคือ 49 เมตรต่อวินาที เมื่อเปลี่ยนเป็นความเร็วจะได้เท่ากับ 177&amp;nbsp;กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเมื่อคำนวณได้ก็ทำบันทึกส่งไปที่สำนักงานพิสูจน์หลักฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสาเหตุที่ไม่สามารถส่งความเห็นตรงถึงพนักงานสอบสวนได้ เพราะตนเองอยู่ในฐานะที่ปรึกษาของกองพิสูจน์หลักฐานกลาง จึงต้องส่งเรื่องตามขั้นตอน ซึ่งได้ระบุในบันทึกว่า รถเฟอร์รารี่คันนี้เคลื่อนที่ด้วยความเร็วระหว่าง 160-184กิโลเมตรต่อชั่วโมง&amp;nbsp;ทั้งนี้ ขอยืนยันความมั่นใจในตัวเลขความเร็วที่ได้ทำการพิสูจน์และไม่ทราบถึงสาเหตุที่ตำรวจได้ทำการพิสูจน์ความเร็วของรถใหม่โดยไม่ได้มีการนำผลการพิสูจน์ของคณะวิทยาศาสตร์ฯ จุฬาฯ เข้าบรรจุในสำนวนการสอบสวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณรงค์ โพธิเกตุ ทันตแพทย์ ผู้ทำการรักษาฟันให้นายวรยุทธ ชี้แจงว่า นายวรยุทธ เข้ามาเป็นคนไข้ของตนเองเมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2554 มาปรึกษาเรื่องการทำฟันเพื่อทดแทนฟันที่สูญเสียไป ครั้งสุดท้ายที่มาพบตนเองคือวันที่ 29 ส.ค. 2555 ซึ่งบริเวณที่นายวรยุทธได้ทำการครอบฟันไว้มีการขยับ ทำให้มีอาการอักเสบและบวมแดง จึงได้ทำการรักษาและจ่ายยา คือยาอะม็อกซีซิลลินในปริมาณ 500 มิลลิกรัม เพื่อให้รับประทานทุกๆ 8 ชั่วโมง เป็นเวลา 5 วัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74319</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.กฎหมาย, คดีบอส กระทิงแดง, ความเร็วรถ, บอส อยู่วิทยา, พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ แตงจั่น, สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์, อัยการสั่งไม่ฟ้อง, เนตร นาคสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200813/image_big_5f3503b9867f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73447</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2020 08:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2020 08:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตีแสกหน้า!นิพิฏฐ์บอกความเร็วรถ177กม./ชม.ไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;05 ส.ค.2563 - &amp;nbsp;นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊กสั้นๆว่า ผมขอชวนนักกฎหมายคุยครับ ว่า ในคดีทายาทกระทิงแดง ความเร็วรถ 177 กม./ชม.เป็นพยานหลักฐานใหม่หรือไม่ (ผมว่าไม่ใช่)
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73447</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความเร็วรถ, นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ, บอส, ปชป., พรรคประชาธิปัตย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200805/image_big_5f2a0caa955d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73432</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อัยการเคลียร์‘คดีบอส’ขึงพืดตร.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัยการแถลงอุ้ม &amp;ldquo;เนตร นาคสุข&amp;rdquo; สั่งไม่ฟ้องคดี &amp;quot;บอส&amp;quot; ตามพยานหลักฐานที่เห็นในสำนวนถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบ ทิ้งบอมบ์ ตร. ไม่ปรากฏเรื่องความเร็วรถ 170 กม./ชม. ของ &amp;quot;ดร.สธน&amp;quot; ในสำนวน พฐ.มีกระดาษแผ่นเดียว ผลตรวจโคเคนในเลือดก็ไม่แจ้งข้อหา ถือเป็นพยานหลักฐานใหม่เสนอ อสส.แจ้ง พงส.ดำเนินคดีต่อไป นายกฯ ขอให้ใจเย็น รอผลสอบ กก.ทั้ง 3 ชุด &amp;quot;ปกรณ์&amp;quot; ชี้หากอัยการ-ตร.ใช้สำนวนชุดเดียวกัน ผลสอบต้องตรงกัน ย้ำดึง ปปง.สอบเส้นทางการเงินทุจริตด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 4 สิงหาคม ที่ห้องประชุม 120 ปี ชั้น 1 สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการฯ ถ.แจ้งวัฒนะ คณะทำงานตรวจสอบการพิจารณาสั่งคดีกรณีไม่ฟ้องคดีนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ทายาทเครื่องดื่มชูกำลังกระทิงแดง ขับรถเฟอร์รารีชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ตำรวจ สน.ทองหล่อเสียชีวิต แถลงข่าวผลการตรวจสอบพิจารณา โดยผู้แถลงประกอบด้วย นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ในฐานะผู้ช่วยเลขานุการคณะทำงาน, นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญาธนบุรี คณะทำงาน, นายอิทธิพร แก้วทิพย์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา เลขานุการคณะทำงาน, นายชาญชัย ชลานนท์นิวัฒน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา คณะทำงาน และ น.ส.เสฏฐา เธียรพิลากุล อัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนตอบคำถามสื่อต่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายประยุทธกล่าวว่า คณะทำงานพิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวน จากนั้นได้พิจารณาความเห็นและคำสั่งของนายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด แล้วมีความเห็นว่านายเนตรได้มีความเห็นและคำสั่งคดีนี้ไปตามพยานหลักฐานที่พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนและสอบสวนเพิ่มเติมซึ่งปรากฏอยู่ในสำนวน ไม่ได้นำพยานหลักฐานนอกสำนวนหรือที่ไม่ได้ปรากฏในสำนวนการสอบสวนมาสั่งคดี หรือเป็นการใช้ดุลพินิจสั่งคดีไปตามอำเภอใจ รวมทั้งมีเหตุผลประกอบตามสมควร และภายหลังที่มีคำสั่งไม่ฟ้องแล้ว ได้มีการเสนอสำนวนให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพื่อพิจารณา อันเป็นการตรวจสอบและถ่วงดุลการสั่งคดีของพนักงานอัยการ ต่อมา ผช.ผบ.ตร.ได้มีความเห็นไม่แย้งคำสั่งไม่ฟ้องดังกล่าว คณะทำงานเห็นว่าการสั่งคดีของนายเนตรเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แม้คดีนี้จะมีคำสั่งเสร็จเด็ดขาดไม่ฟ้องนายวรยุทธในข้อหาขับรถโดยประมาทเฉี่ยวชนผู้อื่นถึงแก่ความตายแล้วก็ตาม แต่มิได้หมายความว่าจะไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้ว คณะทำงานฯ พบว่าคดียังไม่ถึงที่สุด กล่าวคือ เมื่อมีพยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดี ซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหานั้นได้ ก็สามารถสอบสวนต่อไปได้ โดยคณะทำงานมีความเห็นว่าคณะทำงานตรวจพบในสำนวนสอบสวนมีการตรวจเลือดของนายวรยุทธ ผู้ต้องหาที่ 1 ในวันเกิดเหตุ และพบสารประเภทโคเคนในเลือด แต่พนักงานสอบสวนยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาและสอบสวนผู้ต้องหาที่ 1 ในข้อหาเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคเคน) ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 58 ประกอบกับมาตรา 91 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุก 6 เดือนถึง 3 ปี (อายุความ 10 ปี)&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; รองโฆษก อสส.กล่าวอีกว่า ในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย แม้พนักงานอัยการจะมีคำสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ ผู้ต้องหาที่ 1 และ ผบ.ตร.ไม่แย้งคำสั่งไม่ฟ้องดังกล่าว อันเป็นผลให้คำสั่งไม่ฟ้องเสร็จเด็ดขาดตามกฎหมาย และห้ามมิให้ทำการสอบสวนอีกก็ตาม แต่ปรากฏพยานหลักฐานสำคัญ คือ ดร.สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ได้ให้ข้อเท็จจริงผ่านสื่อ ว่าขณะเกิดเหตุ ดร.สธนทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านวิชาการให้กับกองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อเกิดเหตุคดีนี้ได้รับการประสานงานจาก พ.ต.ท.ธนสิทธิ แตงจั่น ให้ไปร่วมตรวจที่เกิดเหตุ และดูกล้องวงจรปิด วัตถุพยาน ที่บันทึกภาพรถของผู้ต้องหาที่ 1 พร้อมกับคิดคำนวณความเร็วของรถที่แล่นไปขณะเกิดเหตุ โดย ดร.สธนได้ทำรายงานการคิดคำนวณส่งให้กับกองพิสูจน์หลักฐานเพื่อใช้ประกอบคดี โดยยืนยันว่าขณะเกิดเหตุรถของผู้ต้องหาที่ 1 แล่นไปด้วยความเร็วประมาณ 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ปรากฏในสำนวนการสอบสวน &amp;nbsp;
ชงสอบเพิ่มความเร็ว-โคเคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;นอกจากนี้ยังปรากฏข้อเท็จจริงผ่านสื่อจากการให้สัมภาษณ์ของ ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ ให้ข้อเท็จจริงผ่านสื่อว่าเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านคิด คำนวณหาความเร็วของรถ และตนได้คิด คำนวณ พร้อมกับให้ความเห็นทางวิชาการว่า ขณะเกิดเหตุ รถที่ผู้ต้องหาขับขี่ไปน่าจะมีความเร็วไม่ต่ำกว่า 126 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งข้อมูลดังกล่าวถือเป็นพยานหลักฐานใหม่ และเป็นพยานสำคัญที่จะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหาที่ 1 ได้ ตามบทบัญญัติ ป.อาญา มาตรา 147 ทั้งสองประเด็นดังกล่าวคณะทำงานจึงมีความเห็นและนำกราบเรียนอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาแจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีนายวรยุทธต่อไป&amp;rdquo; นายประยุทธกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่นายชาญชัยกล่าวว่า การสั่งคดีของอัยการเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวน เรื่องความเร็วของรถ นายเนตรสั่งเนื่องจากพยานให้การความเร็วรถไม่เกิน 80 กม./ชม. โดยพยานผู้เชี่ยวชาญครั้งแรกให้การความเร็วรถที่ 177 กม./ชม. แต่ภายหลังพยานคนเดียวกันอ้างว่าไม่สมบูรณ์ ไม่ชัดเจน เมื่อทดสอบใหม่แล้วไม่เกิน 80 กม./ชม. เมื่อไม่ปรากฏเรื่องความเร็วเกิน ย่อมถือได้ว่าข้อเท็จจริงเปลี่ยน และพยานทุกคนบอกความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม. รวมถึงนายจารุชาติ มาดทอง พยานผู้ขับรถปิกอัพในกล้องวงจรปิด ก็ระบุว่าตนขับรถมาด้วยความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม. การสั่งคดีทำได้แค่ข้อเท็จจริงในสำนวน ส่วนการหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมต่อไป ไม่ใช่เรียกว่าการรื้อฟื้นคดี แต่เป็นพยานหลักฐานใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายชาญชัยกล่าวถึงกรณีนายวรยุทธเสพโคเคนและเมาหรือไม่ ว่าขณะตรวจวัดแอลกอฮอล์ ผู้ต้องหาที่ 1 ตรวจเลือดพบมีปริมาณแอลกอฮอล์ 69 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เมื่อพยานแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคำนวณอัตราแอลกอฮอล์ที่ลดลง 15 เปอร์เซ็นต์ต่อชั่วโมง ย้อนไปเวลาขณะเกิดเหตุจะได้ 389 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมาจนไม่มีสติขับรถได้ แต่ในชั้นพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการไม่มีพยานหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าขับรถในขณะเมาสุรา ส่วนประเด็นสารที่พบในเลือดมาจากการที่ร่างกายได้รับโคเคนนั้น จะเกิดจากการที่เสพยาเสพติดหรือเกิดจากกรณีอื่นก็ได้ ยืนยัน 100 เปอร์เซ็นต์ไม่ได้ เมื่อพนักงานสอบสวนสอบทันตแพทย์ระบุว่าได้ให้ยาผู้ต้องหารักษาฟัน จึงไม่ดำเนินคดีข้อหาเสพยาเสพติด ซึ่งคณะทำงานไม่เห็นด้วย จึงขอให้สอบสวนว่าสารดังกล่าวมาจากการเสพโคเคนหรือยาปฏิชีวนะ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรื่องนี้ถือเป็นโอกาสดีที่ได้เห็นปัญหาเชิงระบบจากดุลพินิจของพนักงานสอบสวนฝ่ายเดียว เราควรจะร่วมกันเข้าไปสอบสวนอย่างทันท่วงที ส่วนการร้องขอความเป็นธรรมนั้น สำนักงานอัยการสูงสุดควรจะมีกรอบระยะเวลาให้ยุติได้ด้วยความเป็นธรรม ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการให้ร้องครั้งเดียว และกรณีความเห็นของพยานผู้เชี่ยวชาญที่แตกต่างกันแต่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ ควรให้มีการตรวจพิสูจน์กันในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง จะต้องเช็กบาลานซ์กันอย่างไร&amp;quot; นายชาญชัยกล่าว
พฐ.ส่งกระดาษใบเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอิทธิพรกล่าวว่า คณะทำงานไม่มีอำนาจพิจารณาในส่วนของตัวบุคคล เราจึงมีความเห็นเสนอไปยัง อสส.พิจารณาดำเนินตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการฯ พ.ศ.2553 ว่าเรื่องนี้จะมีความบกพร่องหรือไม่ ซึ่งถือเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ อสส.ต้องดำเนินการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อถามว่า การพิจารณาดำเนินคดีจะต้องใช้พยานหลักฐานเรื่องความเร็วและเรื่องโคเคน นำไปให้ตำรวจสอบสวนใหม่ใช่หรือไม่ และเมื่อสอบสวนแล้วจะนำมาพิจารณาสั่งฟ้องผู้ต้องหาใหม่ได้หรือไม่ นายอิทธิพรกล่าวว่า พนักงานสอบสวนจากกองพิสูจน์หลักฐานมีเพียงกระดาษใบเดียว ไม่มีวิธีคิดหรืออธิบายสูตรความเร็ว เหมือนตอนที่คิดและเปิดเผยสูตรต่อสื่อมวลชน แต่ปรากฏว่าภายหลัง ดร.สธนอธิบายโดยมีตัวเลขพร้อมหลักฐานการคิดคำนวณแต่ไม่มีในสำนวน ถ้ามีเรื่องนี้ในสำนวนอย่างที่สื่อมวลชนลง และ ดร.สธนจะช่วยงานในเรื่องความเร็วต่อในคดีนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายปรเมศวร์ตอบคำถามเรื่องการร้องขอความเป็นธรรมเป็นช่องทางการประวิงเวลา จะเป็นปัญหาในกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ ว่าในการร้องขอความเป็นธรรม มีการร้องเข้ามาจนอัยการไม่รับ ฝ่ายผู้ต้องหาก็ไปร้อง กมธ.ที่สภา นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้น และ กมธ.ก็ส่งเรื่องกลับมาอัยการ แต่อัยการก็ยังไม่เชื่อและสั่งสอบสวน พยานที่ร้องในชั้น กมธ.เป็นพยานเก่าเกือบทั้งหมด มีพยานปากใหม่เป็นทหารอากาศ 2 นายที่เพิ่มเข้ามา มีเพียงพยานปากนายจารุชาติที่เป็นพยานปากเดิมหลังจากเกิดเหตุ 5 วัน ว่ารถของผู้ตายขับอยู่ด้านหน้าและเบียดไปช่องทางเดียวกับรถเฟอร์รารี แต่ตอนแรกที่ให้การไม่ได้แจ้งความเร็ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงประเด็นการเพิกถอนหมายจับนายวรยุทธ นายปรเมศวร์กล่าวว่า ตามขั้นตอนของกฎหมายแล้ว พนักงานสอบสวนสามารถไปยื่นเรื่องขอเพิกถอนหมายจับนายวรยุทธต่อศาลได้ แต่หากว่าอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องเรื่อง พ.ร.บ.ยาเสพติด และข้อหาขับรถโดยประมาทจากพยานหลักฐานใหม่ พนักงานสอบสวนก็สามารถยื่นขออนุมัติหมายจับจากศาลได้ใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านนายสมศักดิ์ ติยะวานิช รองอัยการสูงสุด หัวหน้าคณะทำงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้จะมีการเสนอให้ อสส.มีคำสั่งในประเด็นที่ปรากฏจากสื่อถึงการเชื่อมโยงความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับคดีตามที่ปรากฏหน้าสื่อมวลชน ก็ต้องอยู่ที่ อสส.พิจารณาว่าจะตั้งคณะทำงานหรือสั่งพนักงานสอบสวนดำเนินการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวว่า ต้องรอฟังการสอบสวนของอัยการ ตำรวจ และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มีนายวิชา มหาคุณ เป็นประธาน ว่าจะพิจารณาดำเนินการตรงไหนได้บ้าง เพราะเป็นอำนาจ 3 ฝ่าย คือ บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ โดยขอให้ใจเย็นสักนิดหนึ่ง คณะกรรมการชุดนายวิชาได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาหลายคณะ ก็จะตรวจสอบตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง เพื่อหาความบกพร่องว่าอยู่ตรงไหร เพื่อจะได้หาวิธีปฏิบัติต่อไป
ขอปปง.สอบเส้นทางการเงิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบด้านกฎหมายฯ&amp;nbsp; เปิดเผยว่า คณะทำงานชุดนี้จะแยกกันในส่วนข้อเท็จจริงกับข้อกฎหมาย ขณะที่ข้อเท็จจริงคณะกรรมการฯ ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูเรื่องของอัยการ ตำรวจ และผู้เกี่ยวข้อง ส่วนคณะทำงานของตนจะดูข้อกฎหมายมาประกอบ เพื่อดูว่ามีช่องโหว่อย่างไร ซึ่งจะต้องดูทุกสำนวนของคดีประกอบกัน เมื่อได้ข้อเท็จจริงแล้วถึงจะเข้าการสู่พิจารณาในข้อกฎหมาย โดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาอยู่ระหว่างการพิจารณากฎหมาย 2 ฉบับอยู่แล้ว คือ ร่างพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.... และร่าง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีอาญา พ.ศ.... ซึ่งก่อนหน้านี้มีการพูดแค่พนักงานสอบสวน จากนี้ต้องมาดูว่าอาจจะขยายข้อกฎหมายเพิ่มไปถึงการสั่งคดีของอัยการหรือไม่ ส่วนการแถลงผลการตรวจสอบของอัยการนั้นตนยังไม่เห็น แต่ว่าไปตามหลักการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า หากสุดท้ายแล้วผลการตรวจสอบของอัยการและผลการตรวจสอบของตำรวจออกมาไม่ตรงกันจะทำอย่างไร นายปกรณ์กล่าวว่า จริงๆ แล้วถ้าใช้สำนวนชุดเดียวกันก็ต้องตรงกัน แต่ถ้ามาไม่เหมือนกัน เรามีหน้าที่ไปดูว่า คนนี้ว่าอย่างไร และอีกคนว่าอย่างไร ส่วนการตรวจสอบเส้นทางการเงินด้วยนั้น คงจะต้องตรวจสอบทั้งหมดว่ามีกระบวนการเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือไม่ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าจะมีการตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงอัยการและตำรวจด้วยใช่หรือไม่ นายปกรณ์กล่าวว่า ใช่ ทั้งหมดเลย นายวิชาจะขอความร่วมมือจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ต่อไป ทั้งนี้ ตนไม่มีธง ไม่กดดัน เพราะข้อเท็จจริงคือข้อเท็จจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ในการประชุม กมธ.วันที่ 5 ส.ค.นี้ ได้เชิญหลายฝ่ายมาชี้แจงให้ข้อมูลเพิ่ม เช่น กมธ.การกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.), อัยการ, ตำรวจ ซึ่งตรเชื่อว่าทุกฝ่ายจะให้ความร่วมมือกับ กมธ.กฎหมาย เพราะการดำเนินการในครั้งนี้ กำลังสร้างบรรทัดฐานของกระบวนการยุติธรรมให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งในคดีนี้และคดีต่างๆ ในอนาคต เชื่อมั่นใน กมธ.กฎหมายว่าจะเป็นแกนหลักในการหาคำตอบเรื่องนี้ให้กับสังคมและประชาชน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73432</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความเร็วรถ, ตามพยานหลักฐาน, บอสกระทิงแดง, พยานหลักฐานใหม่, สั่งไม่ฟ้องคดี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อัยการ, อัยการสูงสุด, โคเคนในเลือด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200804/image_big_5f2973a634346.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
