<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117499</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 11:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 11:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แอมเนสตี้ฯออกเคมเปญนับถอยหลัง100วัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย.2564 - แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดรายงานฉบับใหม่ชื่อ &amp;ldquo;ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงวัคซีนเข็มสอง: บริษัทยาและวิกฤติด้านวัคซีนโควิด-19&amp;rdquo; (A Double Dose of Inequality: Pharma companies and the Covid-19 vaccine crisis) ซึ่งแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้ทำการประเมินหกบริษัทที่เป็นผู้กุมชะตากรรมของประชาชนหลายพันล้านคน ได้แก่ แอสตร้าเซนเนก้า จำกัด (มหาชน) ไบออนเทค เอสอี จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน โมเดอร์นา อิงค์ โนวาแวกซ์ อิงค์ และไฟเซอร์ อิงค์ ทำให้เห็นภาพที่เลวร้ายของอุตสาหกรรมที่ไม่เคารพสิทธิมนุษยชนอย่างสิ้นเชิง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แอกเนส คาลามาร์ด เลขาธิการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่ลแนลเผยว่า การฉีดวัคซีนให้ประชากรทั่วโลกเป็นหนทางเดียวที่จะสามารถหลุดพ้นจากวิกฤตินี้ได้ ถึงเวลาที่ควรยกย่องบริษัทเหล่านี้ในฐานะวีรบุรุษ ที่สามารถพัฒนาวัคซีนได้อย่างรวดเร็ว แต่ในทางตรงกันข้าม เป็นเรื่องที่น่าละอายและเป็นความเศร้าสลดของคนจำนวนมากที่บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ กลับขัดขวางการถ่ายทอดความรู้ และมุ่งทำสัญญาขายวัคซีนให้กับประเทศร่ำรวย ส่งผลให้เกิดความขาดแคลนวัคซีนตามที่คาดการณ์ไว้ และสร้างความเสียหายร้ายแรงให้กับประเทศอื่น ๆ อีกมากมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลายประเทศในแถบละตินอเมริกา แอฟริกาและเอเชีย ต้องประสบกับวิกฤติครั้งใหม่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบสุขภาพที่อ่อนแออยู่แล้วให้ถึงจุดต่ำที่สุด ก่อให้เกิดการเสียชีวิตที่ควรจะป้องกันได้ของคนจำนวนหลายหมื่นคนในทุกสัปดาห์ ในหลายประเทศที่มีรายได้ต่ำแม้แต่บุคลากรทางการแพทย์และประชาชนกลุ่มเสี่ยงก็ยังไม่ได้รับและเข้าถึงวัคซีน&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ท่ามกลางความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงเหล่านี้ ไบออนเทค โมเดอร์นา และไฟเซอร์ น่าจะมีรายได้รวมกัน 130 พันล้านเหรียญภายในสิ้นปี 2565 ผลกำไรไม่ควรสำคัญเหนือกว่าชีวิตคน&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้เปิดตัวรายงานพร้อมกับเริ่มแคมเปญรณรงค์ระดับโลก ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์การอนามัยโลก และข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เพื่อตรวจสอบรัฐและบรรษัทยายักษ์ใหญ่ แคมเปญนับถอยหลัง 100 วัน: วัคซีนโควิด-19 จำนวน 2 พันล้านโดส ในตอนนี้! เป็นการเรียกร้องตามเป้าหมายขององค์การอนามัยโลก ที่จะฉีดวัคซีนให้กับ 40% ของประชากรในประเทศรายได้ต่ำและรายได้ปานกลางระดับต่ำภายในสิ้นปีนี้ เราเรียกร้องให้รัฐต่าง ๆ จัดสรรวัคซีนที่เกินความจำเป็นหลายร้อยล้านโดส ซึ่งปัจจุบันถูกเก็บไว้เฉย ๆ และให้บริษัทผลิตวัคซีนดำเนินการเพื่อส่งมอบอย่างน้อย 50% ของวัคซีนที่ผลิตได้ให้กับประเทศรายได้ต่ำเหล่านี้ หากรัฐและบริษัทยายังคงดำเนินการตามทิศทางในปัจจุบัน เราย่อมมองไม่เห็นทางที่จะหลุดพ้นจากปัญหาโรคโควิด-19 ได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;วันนี้เป็นการเริ่มต้นนับถอยหลัง 100 วันก่อนสิ้นปี เราเรียกร้องรัฐต่าง ๆ และบริษัทยาดังกล่าว ให้เปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานอย่างจริงจัง และดำเนินการทุกอย่างที่จำเป็น เพื่อส่งมอบวัคซีนจำนวน 2 พันล้านโดสให้กับประเทศรายได้ต่ำและรายได้ปานกลางระดับต่ำ โดยให้เริ่มตั้งแต่ตอนนี้ เราไม่ควรปล่อยให้ใครต้องทนทุกข์ทรมาน และอยู่กับความหวาดกลัวต่อไปอีกหนึ่งปี&amp;rdquo; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บริษัทยาได้รับเงินอุดหนุนจากภาษีของประชาชนหลายพันล้านเหรียญ และยังได้รับความช่วยเหลือทางวิชาการจากสถาบันวิจัยต่าง ๆ จนทำให้พวกเขากลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาวัคซีนที่สามารถช่วยชีวิตคนได้ แต่ตอนนี้ พวกเขาต้องดำเนินการส่งมอบวัคซีนหลายพันล้านโดสให้กับประชาชนโดยทันที เพื่อให้มีคนได้รับการฉีดวัคซีนจำนวนมากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการจัดสรรวัคซีนที่เป็นธรรมและรวดเร็ว บริษัทผู้ผลิตวัคซีนต้องให้ความสำคัญกับการส่งมอบให้กับประเทศที่ต้องการใช้วัคซีนมากสุด และต้องระงับการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ต้องถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยี และอบรมให้ผู้ผลิตที่มีคุณสมบัติสามารถช่วยเร่งการผลิตวัคซีนโควิด-19 ได้&amp;rdquo; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ประธานาธิบดีไบเดนเตรียมประกาศพันธกิจใหม่ในที่ประชุมสุดยอดที่เกิดขึ้นวันนี้ เพื่อต่อสู้กับการระบาดใหญ่ของโคโรนาไวรัส รวมทั้งการฉีดวัคซีนให้กับ 70% ของประชากรโลกภายในเดือนกันยายนปีหน้า แอกเนส คาลามาร์ดกล่าวว่า &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราต้องจัดสรรวัคซีนโควิด-19 และทำให้เกิดการเข้าถึงอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและบริษัทยาที่จะทำเรื่องนี้ให้เป็นจริงขึ้นมาได้ เราต้องการผู้นำอย่างประธานาธิบดีไบเดน เพื่อระดมวัคซีนหลายพันล้านโดส และเพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ไม่เช่นนั้นแล้วก็จะเป็นเพียงคำสัญญาที่ว่างเปล่าและเราอาจต้องสูญเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง&amp;rdquo; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลยังเรียกร้องให้รัฐต่าง ๆ ประกันว่า บุคคลทุกคนต้องสามารถเข้าถึงสถานพยาบาลและยารักษาโรคในปริมาณที่มากพอ เข้าถึงได้ ยอมรับได้ และมีคุณภาพ โดยต้องมีการออกกฎหมายและนโยบายเพื่อประกันว่าบริษัทยาจะปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้เขียนจดหมายถึงแต่ละบริษัท ก่อนจะเปิดตัวรายงานฉบับนี้ และได้รับจดหมายตอบกลับจากห้าบริษัท ได้แก่ แอสตร้าเซนเนก้า โมเดอร์นา ไฟเซอร์ ไบออนเทคและจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน บริษัทเหล่านี้ยอมรับถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการจัดสรรวัคซีนที่เป็นธรรมและเท่าเทียม โดยเฉพาะสำหรับประเทศรายได้ต่ำ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถปฏิบัติตามอุดมการณ์และความรับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชนได้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117499</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความเหลื่อมล้ำ, บริษัทยา, วัคซีนเข็มสอง, แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210922/image_big_614aab803ea71.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109443</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/07/2021 13:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/07/2021 13:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย่าทำให้คนโง่! &#039;นิพิฏฐ์&#039;ข้องใจอ้างทฤษฎีความเหลื่อมล้ำสกัดวัคซีนทางเลือก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.ค. 64 - นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;quot;ทฤษฎีความเหลื่อมล้ำ กับ วัคซีนทางเลือก&amp;quot; โดยระบุว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมใช้เวลาหลายวันหาคำอธิบายเหตุผลที่รัฐบาล ไม่ต้องการให้เอกชนนำเข้าวัคซีนทางเลือก เพราะกลัว&amp;quot;ความเหลื่อมล้ำ&amp;quot; จนวันนี้ผมยังหาเหตุผลทางทฤษฎีมาอธิบายไม่ได้ว่า มันจะเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำได้อย่างไร อย่าลืมว่า เราปกครองในระบอบ&amp;quot;ประชาธิปไตย&amp;quot; แต่เราใช้ระบบเศรษฐกิจแบบ&amp;quot;ทุนนิยม&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเหลื่อมล้ำมันเป็นถ้อยคำทางรัฐศาสตร์ ยกตัวอย่าง ว่า หากมีรถไฟจากกรุงเทพฯไปสุไหงโก-ลก ในขบวนรถมีทั้งตู้โดยสารชั้น 3 ที่ประชาชนโดยสารฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย และมีตู้โดยสารชั้น 1 ที่ต้องเสียค่าโดยสาร เมื่อถึงปลายทาง ผู้โดยสารลงที่สุไหงโก-ลกพร้อมกันด้วยความปลอดภัย ในทฤษฎีประชาธิปไตยและทฤษฎีเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมันจะอธิบายเรื่องความเหลื่อมล้ำยังไง? เกินสติปัญญาผมจริงๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่าใช้&amp;quot;ความเหลื่อมล้ำ&amp;quot; มาอธิบายเรื่อง&amp;quot;วัคซีนทางเลือก&amp;quot; เลยครับ มันจะทำให้คนโง่เปล่าๆ เว้นแต่..เราต้องการให้คนโง่แล้วปกครอง อย่างนี้ก็มีเหตุผลทางทฤษฎีอธิบายได้ครับ&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109443</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความเหลื่อมล้ำ, ทุนนิยม, นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ, วัคซีนทางเลือก, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210712/image_big_60ebe23032071.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92068</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/02/2021 11:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/02/2021 11:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เหลื่อมล้ำ!&#039;จิรายุ&#039;โวยจ่ายเงินประกันสังคมม.33ยังลีลาห้ามคนออมเงินเกิน5แสนได้รับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5 ก.พ.64 - นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ประธานคณะกรรมาธิการกิจการศาลองค์กรอิสระองค์กรอัยการรัฐวิสาหกิจองค์การมหาชนและกองทุน สภาผู้แทนราษฎรกล่าวว่า จะเร่งตรวจสอบ กองทุนประกันสังคม ว่าเหตุใดจึงเกิดความล่าช้า และสร้างเงื่อนไข ให้วุ่นวายในการคืนเงินของผู้ประกันตน ทำให้ประชาชนเห็นว่า ยิ่งรัฐบาลนี้อยู่นานมากเท่าไหร่คนไทยก็จะติดอันดับมากที่สุดในโลก เช่นเกิดความเหลื่อมล้ำ ความยากจน ถือว่าความเหลื่อมล้ำที่รัฐบาลนี้ทำให้เกิดขึ้น คืออาชญากรทางสังคม ทางเศรษฐกิจ ทำให้การเข้าถึงโอกาสของประชาชนได้น้อยลงทุกวัน แม้กระทั่งการเรียกร้องให้กองทุนประกันสังคมจ่ายเงินตามสิทธิ์ที่พวกเขาควรได้รับก็ยังเกิดความเหลื่อมล้ำล่าช้าอย่างน่าตกใจแถมคนคิดวิธีการจ่ายเงินของรัฐบาลตาม ม.33 ของผู้ประกันสังคม ยังคิดได้โดยเฉพาะเงื่อนไขที่ห้ามคนมีเงินฝากเกิน 500,000 บาทได้รับสิทธิ์ตรงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ไม่รู้ว่าใครใช้อะไรคิดหรือสมองส่วนไหนทำงาน เพราะถ้าคนทำประกันตนตามมาตรา 33 เป็นคนอดออม ประหยัดมัธยัสถ์เพียงแค่เดือนละ 2,500 บาท เก็บมา20 ปีมีเงินเก็บไว้ดูแลยามเจ็บไข้ได้ป่วย เกิน 5 แสนบาท ก็จะไม่ได้เงิน ประกันสังคมของเขาตรงนี้ หากเป็นตนมีเงินเก็บก็ฝาก บัญชีเมีย แต่เมียที่เป็นผู้ประกันม.33 กลับไม่ได้ เลยอยากถามว่ารัฐมนตรีคนไหนใช้อะไรคิด นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน จะออกมาบอกว่าเกณฑ์การใช้เป็นเรื่องของกระทรวงการคลัง ขอฝากบอกไปยังนายสุชาติ เวลาโดนด่าคนด่าไปที่รัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจิรายุ กล่าวอีกว่า นายกรัฐมนตรีจะต้องรับ ชยันโต ม.33 ไปเต็มๆ และแม้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะได้รับฉายาว่านักกู้แห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาบิดาแห่งความเหลื่อมล้ำ วันนี้ประชาชนยังรู้สึกว่านอกจากกู้เงินเก่งแล้ว แต่กลับใช้เงินไม่เป็น เพิ่มความเหลื่อมล้ำให้กับสังคมไทยอีกด้วย&amp;nbsp; จึงขอฝากไปยังนายกรัฐมนตรีอย่าซ้ำเติมประชาชน ด้วยวิสัยทัศน์เช่นนี้อีกเลยในช่วงภาระโควิด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92068</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความเหลื่อมล้ำ, จิรายุ ห่วงทรัพย์, ประกันสังคม, มาตรา33</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200701/image_big_5efc3b9de9d93.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87947</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/12/2020 09:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/12/2020 09:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ก.ยุติธรรมมอบของขวัญปีใหม่ลดความเหลื่อมล้ำเพื่อประโยชน์ประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
25 ธ.ค.63 - นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี​ (ครม.)​เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.63 ได้รับทราบถึงโครงการ/กิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ ปี 2564 มอบให้แก่ประชาชน ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีซึ่งเน้นให้ส่วนราชการต่าง ๆ เร่งดำเนินกิจรรม/โครงการในการดูแลช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ในส่วนของการอำนวยความสะดวกความยุติธรรม และลดความเหลื่อมล้ำเพื่อประโยชนต่อประชาชนนั้น รัฐบาลโดยกระทรวงยุติธรรม ได้ดำเนินโครงและกิจกรรมที่สำคัญเพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่สำหรับประชาชน ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. การลดภาระค่าใช้จ่ายและช่วยเหลือประชาชนให้เข้าถึงความยุติธรรม เช่น เปิดศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชน ครอบคลุมพื้นที่ 50 เขต (ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 64)&amp;nbsp; ไกล่เกลี่ยทั่วไทย สุขใจปีใหม่ (เริ่มตั้งแต่วันที่ 21 ธ.ค.63-15 ม.ค.64 ณ ส่วนกลางและภูมิภาคที่กำหนด)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. การให้บริการความรู้และความเข้าใจด้านกฎหมาย เช่น โครงการป้องกัน ระวังภัย จับไต๋แชร์ลูกโซ่ จัดกิจกรรมเชิงรุกเพื่อส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับแชร์ลูกโซ่&amp;nbsp; ( ดำเนินการ 29 ธ.ค. 63 ณ สำนักงานเขตคลองเตย กทม.) โครงการสร้างการรับรู้ในการป้องกันปัญหายาเสพติด (ดำเนินการ 21 ธ.ค. 63 &amp;ndash; 4 ม.ค.64 ณ สถานีขนส่ง กทม. และสถานีขนส่งในจังหวัดที่กำหนด) โครงการส่งความรู้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมในเทศกาลปีใหม่ รวบรวมช่องทางเข้าถึงและสื่อความรู้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเผยแพร่ผ่านช่องทาง Online​&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. การบริการงานยุติธรรมช่วงเทศกาลปีใหม่ เช่น โครงการป้องกันและเฝ้าระวังผู้กระทำผิดในความดูแลของกรมคุมประพฤติ (ดำเนินการ 29 ธ.ค.63 &amp;ndash; 4 ม.ค. 64 ณ ศูนย์ EMCC และสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดทั่วประเทศ) กิจกรรมญาติเยี่ยมพิเศษโดยผู้ปกครองสามารถขอรับบริการญาติเยี่ยมได้ทุกวัน (ดำเนินการ 25 ธ.ค. 63 &amp;ndash; 10 ม.ค. 64) ณ สถานพินิจฯและศูนย์ฝึกฯ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โครงการยุติธรรมสร้างสุข ส่งสุขปีใหม่ ออกหน่วยประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาท ภารกิจ และการให้บริการงานของกระทรวงยุติธรรม (ดำเนินการ 21 ธ.ค.63 &amp;ndash; 15 ม.ค. 64 ณ สถานีขนส่ง สถานีรถไฟ และตลาดทั่วประเทศ) โครงการคืนคนดี สร้างสังคมปลอดภัย เป็นของขวัญปีใหม่ เป็นการนำผู้ถูกคุมความประพฤติสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการให้บริการประชาชน ณ จุดบริการประชาชน ด่านชุมชน และด่านตรวจค้นบริเวณทางสายรอง พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำศาลในวันที่ศาลเปิดทำการ (ดำเนินการ 29 ธ.ค.63 &amp;ndash; 4 ม.ค.64)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. การบริการงานยุติธรรมผ่านระบบเทคโนโลยี เช่น แอปพลิเคชัน &amp;ldquo;รู้ทัน: Roo Than&amp;rdquo; มุ่งให้ผู้ใช้งาน รู้ทันภัยไซเบอร์ รู้ป้องกันภัยไซเบอร์ และแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับภัยทางไซเบอร์ (ดำเนินการตั้งแต่ 1 ม.ค.64 บริการผ่าน Online ผ่าน Application)&amp;nbsp; โครงการการให้บริการระบบงานอิเล็กทรอนิกส์ โดยประกาศใช้ระบบตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 เป็นต้นไป จำนวน 2 ระบบ ได้แก่ 1) ระบบ e-Filing ทั่วประเทศเฉพาะสำนวนอายัดใหม่ และ 2) การยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายแบบ Online และโครงการเยี่ยมเด็กและเยาวชนทางไกล ผ่านระบบ VDO Conference ตั้งแต่เวลา 09.00 &amp;ndash; 15.30 น. (ดำเนินการ 28 ธ.ค.63 &amp;ndash; 1 ม.ค.64) เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87947</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงยุติธรรม, ความเหลื่อมล้ำ, นายอนุชา บูรพชัยศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201224/image_big_5fe4a4011c0e9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73695</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2020 11:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2020 11:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เศรษฐีหมื่นล้านเดินตลาดสด ตะลึง!คนจน คนหาเช้ากินค่ำ อยู่คนละโลกกับคนรวย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ส.ค.63 - นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ &amp;nbsp;ประธานคณะก้าวหน้า โพสต์รูปภาพขณะเดินตลาดสด พร้อมข้อความลงบนเฟซบุ๊กโดยมีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ความจริงของสภาพเศรษฐกิจ : ตลาดสด vs ตลาดหุ้น&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผักผลไม้ราคาแพงขึ้น แต่พี่ขึ้นราคาไม่ได้ เดี๋ยวลูกค้าจะหนีไป ลูกค้าน้อยลงเยอะ แค่นี้ก็แย่อยู่แล้ว&amp;rdquo; แม่ค้าแผงผักผลไม้บอกกับผม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หมูราคาขึ้น เป็ดราคาก็ขึ้น ผมพยายามขึ้นราคาให้น้อยที่สุด โรงงานที่ไปรับมาเขาบอกว่ายอดขายเขาน้อยลง เลยต้องขึ้นราคา&amp;rdquo; เสียงบอกเล่าจากพ่อค้าเนื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อยู่ไม่ไหวแล้ว ถึงเวลาจ่ายค่าห้อง ค่าแผงทีไรเหนื่อยใจทุกที ราคาไข่ก็ขึ้น เราขึ้นราคาเต็มก็ไม่ได้ ลูกค้าประจำทั้งนั้น ลูกสาวที่มาช่วยขาย บางทีนั่งร้องไห้ ไม่รู้จะไปยังไงต่อ เมื่อก่อนมีข้าวของขายเต็มแผง วันนี้แผงมีของวางไม่ถึงครึ่ง เงินหมุนลดลงทุกวัน ไม่มีทุนไปซื้อของมาวาง&amp;rdquo; แม่ค้าขายไข่และของชำเล่าให้ผมฟังด้วยแววตาเศร้าๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมขายเสื้อผ้ามาสิบปี แต่ก่อนขายได้เดือนละแสนกว่า เดี๋ยวนี้เหลือห้าหมื่น เพิ่งส่งลูกกลับไปเรียนต่างจังหวัดที่บ้าน รับผิดชอบค่าเรียนในเมืองไม่ไหว กำลังจะขายโละร้าน เอาเงินไปจ่ายหนี้ แล้วกลับบ้านที่ใต้ โชคยังมี ที่บ้านยังมีสวนปาล์มอยู่&amp;rdquo; พ่อค้าแผงเสื้อผ้าบอกกับผมด้วยน้ำเสียงที่ข่มขื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในรอบเดือนที่ผ่านมา ผมไปเดินพบปะพี่น้องประชาชนในตลาดสดหลายแห่งทั่วประเทศไทย เสียงบอกเล่าและเรื่องราวต่างๆ ที่ได้รับฟังปัญหาความทุกข์ของพี่น้องประชาชนมันช่างน่าหดหู่ ยิ่งตอกย้ำความเป็นจริงว่าเศรษฐกิจปัจจุบันเลวร้ายกว่าตัวเลขจีดีพีที่เห็นมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่หลายสำนักประมาณการเศรษฐกิจติดลบ 7-10 % ความเห็นส่วนใหญ่ของพ่อค้าแม่ขายในตลาดสดที่ผมพบเจอบอกว่ายอดขายพวกเขาลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง พวกเขามีลูกต้องเลี้ยงดู, ห้องต้องเช่า, ค่าน้ำค่าไฟต้องจ่าย ขณะที่ราคาข้าวของแพงขึ้นทุกวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตั้งแต่เกิดการรัฐประหารปี 2557 สถานการณ์มีแต่เลวร้ายลง และตกต่ำสุดเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนประชาชนหมดหวัง มองไม่เห็นทางที่จะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัดภาพกลับไปที่ตลาดหุ้น ดัชนีตลาดหุ้นไทยเริ่มต้นปีด้วยดัชนี 1,575 จุด ปัจจุบันยืนอยู่ที่ 1,342 จุด หรือลดลง 14.8 % ตลาดหุ้นไทยตื่นตระหนกกับสถานการณ์โควิดเพียงสั้นๆ ช่วงครึ่งหลังของเดือนมีนาคมที่ดัชนีตกลงเหลือ 1,000 จุดก่อนจะค่อยๆ ไต่ระดับมาถึงปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อตลาดตื่นตระหนก รัฐบาลได้ออกมาตรการในรูปแบบพระราชกำหนดมาสองฉบับ ฉบับแรกเพื่อพยุงเสถียรภาพตลาดหุ้นกู้ และฉบับที่สองเพื่อให้เอสเอ็มอีเข้าถึงเงินกู้เพิ่มเติมได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลออกมาตรการตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพตลาดหุ้นกู้ หรือที่เรียกว่า Bond Stabilization Fund เป็นจำนวน 4 แสนล้านบาท ตลาดหุ้นกู้ทั้งหมดมีมูลค่า 3.8 ล้านล้านบาท หุ้นกู้ที่เข้าข่ายได้รับการสนับสนุนจากมาตรการนี้ 8.9 แสนล้านบาท จาก 8.9 แสนล้านบาทของหุ้นกู้ที่เข้าข่ายได้รับการสนับสนุน เป็นหุ้นกู้ของบริษัทขนาดใหญ่ 4 บริษัทถึง 42 เปอร์เซนต์ ได้แก่ ไทยเบฟ, ซีพี, เอสซีจี และ ช.การช่าง

ขณะที่กองทุนเงินกู้สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดมีขนาด 5 แสนล้านบาท สินเชื่อทั้งหมดในระบบธนาคารมีมูลค่า 15.3 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้ สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและเล็กมีมูลค่า 5.1 ล้านล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองทุนเงินกู้ให้กับธุรกิจขนาดกลางและเล็กมีขนาดเพียง 10 เปอรเซนต์เมื่อเทียบกับสินเชื่อเอสเอ็มอีในระบบธนาคาร ขณะที่กองทุนพยุงหุ้นกู้มีขนาด 45 เปอร์เซนต์ของหุ้นกู้ที่เข้าเงื่อนไข ตลาดหุ้นกู้ได้รับการพยุงเป็นสัดส่วนมากกว่าตลาดเงินกู้เอสเอ็มอีอย่างมีนัยยะสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองทุนเงินกู้เอสเอ็มอียังให้เฉพาะธุรกิจที่มีสินเชื่อกับธนาคารอยู่แล้ว ธุรกิจขนาดเล็กส่วนใหญ่ที่ลำบากจริงๆ และไม่มีเงินกู้อยู่กับธนาคารเข้าไม่ถึงกองทุนนี้ นอกจากนี้รัฐยังรับประกันเงินต้นให้กับธนาคารในกรณีที่เอสเอ็มอีไม่สามาถจ่ายคืนได้ถึงร้อยละ 70 ประชาชนจึงสงสัยว่ากองทุนนี้ตั้งขึ้นมาเพื่ออุ้มธนาคารหรืออุ้มเอสเอ็มอีกันแน่?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สองมาตรการนี้ บวกกับการกู้ฉุกเฉิน 1 ล้านล้านบาท ทำให้ตลาดหุ้นสามารถรักษาระดับดัชนีปัจจุบันประมาณ 1,300-1,400 จุดได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่มันแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เงินส่วนหนึ่งที่ถูกอัดฉีดเข้ามา ในระบบเศรษฐกิจที่ผูกขาด ย้อนกลับไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนขนาดใหญ่เพียงไม่กี่กลุ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เงินอีกส่วนหายไปเพราะการเปิดรับการเข้ามาของจีนอย่างไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ของประเทศ เงินไหลจากตลาดจริงสู่ตลาดออนไลน์, จากข้าวของในประเทศสู่ข้าวของจากจีน, จากภาคที่จ่ายภาษีสู่ภาคที่ไม่จ่ายภาษี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เงินอีกส่วนหายจากภาคการผลิตจริงสู่ตลาดทุน ต่างชาติขายหุ้นไทยสุทธิ 2.3 แสนล้านบาทจากต้นปีจนถึงปัจจุบัน นักลงทุนทั่วไปและนักลงทุนสถาบันเข้าซื้อในจำนวนเท่ากัน เมื่อไม่มีโอกาสทางธุรกิจให้ลงทุนเพิ่ม เงินจึงไหลเข้าซื้อทรัพย์สินทางการเงิน พยุงราคาของหุ้นไว้ไม่ให้ตกลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อนำปัจจัยต่างๆ เหล่านี้มารวมกัน ความเป็นจริงของตลาดสดจึงหดหู่กว่าความเป็นจริงของตลาดหุ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิกฤตโควิด-19 ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจกับคนจนมากกว่าคนรวย แต่มาตรการที่ออกมาอุ้มคนจนน้อยเกินไป ช้าเกินไป และกระมิดกระเมี้ยนเกินไป ไม่สมสัดส่วนความเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่มาตราการที่ออกเพื่อกลุ่มทุนรวดเร็วฉับไว เสมือนหนึ่งพวกเขาประกอบธุรกิจโดยไม่มีความเสี่ยงเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยลดค่าเช่าและค่าสัมปทานให้กับ บริษัท คิงเพาเวอร์ ทำให้รายได้ที่รัฐสามารถนำไปช่วยเหลือประชาชนได้ลดลงไปอีก กองทัพยังซื้ออาวุธต่อไปไม่หยุด ไม่มีความพยายามใดๆ จากรัฐบาลที่จะดึงเงินสดที่เหลืออยู่มากในรัฐวิสาหกิจและกองทุนต่างๆ ภายใต้การดูแลของรัฐบาลส่งคืนกลับรัฐเพิ่มขึ้น ทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงที่เงินเยียวยาประชาชนก้อนสุดท้ายกำลังหมดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสังคมเดียวกัน คนรวยและคนมีอำนาจดูเหมือนอยู่คนละโลกกับคนจนที่หาเช้ากินค่ำ วันที่ประชาชนกู่ร้องก้องตะโกนถึงความลำบากของพวกเขา รัฐบาลกลับบอกให้พวกเขาทำตามกฏหมาย ข่มขู่ คุกคามด้วยคดีความ ประชาชนตัวเล็กตัวน้อยมีภาระชีวิตที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย หนี้สินที่ต้องแบกรับไปจนสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่คนรวยและคนมีอำนาจ ได้รับสิทธิประโยชน์ ได้รับการชดเชยเยียวยา ก่อนใคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเจ็บปวด ความไม่พอใจของประชาชนที่ส่งเสียงออกมา ไม่ใช่เพราะใครอื่น นอกจากการกระทำของรัฐบาลประยุทธ์เอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73695</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะก้าวหน้า, ความเหลื่อมล้ำ, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200807/image_big_5f2cd16368a40.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73184</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2020 14:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2020 14:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุสรณ์&#039;ชี้โศกนาฏกรรมระบบยุติธรรมซ้ำเติม&#039;เหลื่อมล้ำ-วิกฤติเศรษฐกิจ&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ส.ค.63-นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการศูนย์พัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม (ศูนย์คุณธรรม) สำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรณีขับรถชนตำรวจเสียชีวิตและไม่มีการส่งฟ้องคดีก็ดี กรณีบอส อยู่วิทยา พยานสำคัญเสียชีวิตกระทันหัน หรือ กรณีอื่นที่เกิดขึ้นและไม่เป็นข่าว ก็ดี กรณีโจ โลว์ ผู้ต้องหาคดีกองทุน 1MDB เข้าออกและอาศัยในไทยในช่วงก่อนหน้านี้ก็ดี หรือการตัดสินคดีแบบหลายมาตรฐานของศาลยุติธรรมก็ดี การอุ้มฆ่าอุ้มหายก็ดี การฉีกกฎหมายสูงสุดหรือรัฐธรรมนูญด้วยการรัฐประหารก็ดี ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของระบบและกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย รวมทั้งปัญหาระบบนิติรัฐนิติธรรมในประเทศนี้ หากไม่มีการแก้ไขปัญหาและมีการปฏิรูปครั้งใหญ่อย่างแท้จริง ใช้วิธีการซื้อเวลาด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการต่างๆเพียงเพื่อแก้ไขภาพลักษณ์จะยังไม่ใช่การแก้ปัญหาอย่างแท้จริง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ระบบยุติธรรมไทยถูกตั้งคำถามมาอย่างต่อเนื่องถึงความน่าเชื่อถือและความเป็นธรรม กรณีผู้พิพากษายิงตัวตายประท้วงการมีคำสั่งให้ยัดข้อหาผู้บริสุทธิ์ก็ทำให้กระบวนการยุติธรรมตกต่ำมากพออยู่แล้ว เมื่อเจอเข้ากับกรณีบอส อยู่วิทยา ทำให้สังคมไทยและประชาคมโลกเห็นอย่างชัดเจนมากขึ้นว่า ระบบยุติธรรมซื้อได้และถูกแทรกแซงได้โดยผู้มีอำนาจ ผลสะเทือนของสิ่งนี้อาจจะรุนแรงมากกว่าผลกระทบจากโรค Covid-19 และผลเสียหายจะยาวนานกว่าหากไม่รีบแก้ไข ปัญหาโศกนาฏกรรมระบบยุติธรรมไทยซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำและวิกฤติเศรษฐกิจ สังคมไหนก็ตาม ที่คุณสามารถซื้อหาความยุติธรรมได้ เท่ากับว่า ระบบยุติธรรมเป็นสินค้าส่วนบุคคล หรือ อาจเป็นสินค้าร่วม เฉพาะของคนที่มีอำนาจผูกขาดทางการเมืองและเศรษฐกิจ ไม่ใช่สินค้าสาธารณะอีกต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ประชาชนและคนยากจนถูกกีดกันให้ออกไปจากกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ขั้นตำรวจอัยการเช่นนี้แล้ว หากมีผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมที่ทรงคุณธรรมและยึดถือความเป็นธรรม มีความเป็นธรรมมากขนาดไหนก็ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เพราะคดีไม่ถึงศาลยุติธรรม สังคมไทยต้องรีบแก้ไขเรื่องนี้ร่วมกันอย่างเร่งด่วนที่สุดก่อนที่ปัญหาจะลุกลามนำมาสู่ความรุนแรง และเพิ่มความเสี่ยงสู่การเป็นรัฐล้มเหลวในอนาคต สิ่งที่เราต้องการ คือ สังคมที่สงบสันติและเคารพกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจที่รุนแรงอยู่แล้วโดยเฉพาะปัญหาการว่างงานและการเลิกจ้าง ดูได้จากตัวเลขผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคมของเดือน มิ.ย. ปีนี้ จำนวน 395,693 คน มีอัตราการขยายตัวสูงถึง 120.42% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และมีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 19.16 เมื่อเทียบกับเดือน พ.ค. 2563 ที่ผ่านมา&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์กล่าวว่า คนเกือบสี่แสนคนว่างงานในเดือน มิ.ย. รวมเข้ากับการว่างงานนอกระบบและตัวเลขการว่างงานสะสมมาจะทำให้ยอดรวมของคนว่างงานสูงเป็นประวัติการณ์และตัวเลขยังปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาการว่างงานและการถูกเลิกจ้างจำนวนมากซ้ำเติมปัญหาสังคมอยู่แล้ว อย่าได้ทำให้ความไม่มีนิติรัฐเพิ่มความไม่พอใจของผู้คนที่เดือดร้อนทางเศรษฐกิจจะดีที่สุด นอกจากนี้ ปัญหาหนี้นอกระบบจะมีปัญหารุนแรงขึ้นเพราะคนว่างงานและขาดรายได้ โดยมีทั้งรูปแบบวิธีการเอารัดเอาเปรียบทางด้านกฎหมาย การทำสัญญาเอาเปรียบทางด้านกระบวนการยุติธรรม การฉ้อโกง และการทวงหนี้ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี ปัญหาหนี้นอกระบบ เป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจ ด้านกฎหมาย การเข้าถึงความเป็นธรรม ด้านสังคมและการศึกษา เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนที่ต้องทำให้ &amp;ldquo;ลูกหนี้นอกระบบ&amp;rdquo; ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมต้องสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ และ ส่งเสริมให้ ลูกหนี้นอกระบบ เข้าร่วมโครงการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ &amp;nbsp;กล่าวว่า ระบบยุติธรรมที่มีปัญหาจะนำมาสู่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมที่มากขึ้น เราต้องยอมรับความจริงว่า คนยากจนและคนที่ไม่มีเส้นสายและลูกหลานของพวกเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมและเลือกปฏิบัติอยู่แล้วในระดับหนึ่ง กฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมจะมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาความเหลื่อล้ำลงได้บ้าง คนยากจนจำนวนไม่น้อยเข้าไม่ถึงสวัสดิการพื้นฐานของรัฐบางอยู่แล้วแต่มีแนวโน้มดีขึ้นหลังปี พ.ศ. 2546 เป็นต้นมา โดยนโยบายของรัฐให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมทางสังคมและเศรษฐกิจมากขึ้น ความล้มเหลวของกลไกตลาด ในการทำให้เกิดโศกนาฏกรรมของสาธารณสมบัติ และปัญหาการฉกฉวยโอกาสโดยไม่ต้องลงแรงอะไร ของระบบสวัสดิการพื้นฐานเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจได้รับการแก้ไขด้วยการเพิ่มบทบาทของรัฐผ่านระบบต่างๆ เช่น หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ระบบประกันสังคม ระบบเรียนฟรี 12 ปี ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมและการเข้าถึงทรัพยากร เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การจัดการสินค้าสาธารณะและสาธารณสมบัติเหล่านี้โดยภาครัฐบางช่วงเวลาก็มีประสิทธิภาพ บางช่วงก็ไม่มีประสิทธิภาพ แต่ที่สำคัญส่วนใหญ่ไม่เป็นธรรมและไม่เท่าเทียม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การเข้าถึงระบบการศึกษาที่มีคุณภาพและระบบยุติธรรมอ่อนแอลงอย่างชัดเจน คนจำนวนมากถูกจับติดคุกโดยไม่มีความผิดหรือมีความผิดเพียงเล็กน้อย ในขณะที่ คนมีอำนาจรัฐมีเงินล้วนหนีคดี แต่ที่ร้ายกว่านั้น คือ กระทำความผิดแจ้งชัดแต่กระบวนการยุติธรรมของไทยไม่สามารถแม้นกระทั่งนำบุคคลเหล่านี้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมหรือสั่งไม่ฟ้องด้วยการสร้างหลักฐานหรือบิดเบือนความจริง รวมทั้ง องค์กรอิสระอย่าง ปปช ไม่ชี้มูล&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ระบบยุติธรรม ต้องเป็น สินค้าสาธารณะเช่นเดียวกับ การป้องกันประเทศ และ ความมั่นคงแห่งรัฐ หากทำให้ระบบยุติธรรมเป็นสินค้าส่วนบุคคลที่ซื้อหากันได้ นี่คือจุดเริ่มต้นของรัฐที่ล้มเหลวและระบบตลาดที่ล้มเหลว ซึ่งต้องอาศัยอำนาจรัฐที่ทรงคุณธรรมและดำรงความยุติธรรมเข้ามาแก้ไขกลไกตลาดและรัฐที่ล้มเหลวนี้ และ ที่มาของอำนาจรัฐนี้ต้องมาจากประชาชน ทางออกและจุดเริ่มต้นกระบวนการปฏิรูประบบยุติธรรมและปฏิรูปประเทศนั้นต้องดำเนินการโดยการแก้ไขมาตรา 256 ของรัฐธรรมนูญปี 2560 เปิดทางให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับโดย สสร ที่มาจากประชาชน ตามที่คณะกรรมาธิการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญเสนอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในเบื้องต้น รัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐ ต้องทำให้เกิดความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม และ ระบบการปกครองโดยกฎหมายเกิดขึ้นจริงในสังคมไทย คือ เป็นประเทศที่มีระบบนิติรัฐนิติธรรม อันเข้มแข็ง ไม่เช่นนั้นแล้ว โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่อาศัยการลงทุนจากต่างชาติจะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาก็จะมีแต่ นักลงทุนอีแร้ง ไม่ยึดถือธรรมาภิบาล มาใช้ช่องโหว่ของกฎหมาย และ ความยุติธรรมที่ซื้อหาได้ นักลงทุนเหล่านี้ก็จะแสวงหาผลกำไรสูงสุดโดยไม่มีจริยธรรมและไม่เป็นไปตามกฎหมาย แล้วหนีจากประเทศไทยไปเมื่อวิกฤติหรือไม่มีอะไรให้ตักตวงแล้ว หากเราทำให้ระบบยุติธรรมมีความน่าเชื่อถือและบังคับใช้กฎหมายได้ นักลงทุนที่ยึดถือความเป็นธรรม ยีดถือหลักการที่เป็นมาตรฐานสากลจะหลั่งไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โครงการลงทุนขนาดใหญ่ต่างๆก็จะมีการเปิดเผยและโปร่งใสเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นธรรมระหว่างนักลงทุนและผลประโยชน์โดยรวมของประเทศ การลงทุนที่มีคุณภาพเหล่านี้ย่อมเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติโดยรวมมากกว่า&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์กล่าวว่า กรณีการทุจริตอื้อฉาวระดับโลกกรณีกองทุน 1MDB ของมาเลเซีย ไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากขบวนการนี้ผู้กระทำการไม่มีอำนาจรัฐ เป็นขบวนการสมคบคิดกันระหว่างประเทศกับนักลงทุนต่างชาติและสถาบันการเงินบางส่วน เรื่องนี้ต้องเป็น บทเรียนที่ดีของประเทศไทย เพราะประชาชนมาเลเซียผู้เสียภาษีต้องแบกรับภาระไปอีก 20-30 ปีจากหนี้สินของกองทุนแห่งนี้ หากกระบวนการยุติธรรมของมาเลเซียไม่สามารถหาทางออกด้วยการตัดสินอย่างเป็นธรรมแล้วนำเอาผู้กระทำผิดมาลงโทษได้แล้ว มาเลเซียน่าจะถอยหลังไปอีก 20-30 ปีเช่นเดียวกับไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73184</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความเหลื่อมล้ำ, ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ, ระบบยุติธรรมไทย, วิกฤติเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180422/image_big_5adc0266adb57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56874</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/02/2020 14:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/02/2020 14:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จตุพร&#039;แนะล้อมคอกปัญหาความเหลื่อมล้ำในกองทัพ มากกว่าการมานั่งร่ำไห้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.พ.63- ที่เรือนจำพิเศษพัทยา นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)นายยศวริศ ชูกล่อม นายสุริยา ชินพันธ์ แกนนำนปช. และคณะเข้าเยี่ยม นายวรชัย เหมะ นายสำเริง ประจำเรือ นายสิงห์ทอง บัวชุม นายศักดา นพสิทธิ์ และนายพงษ์พิเชฐ สุขจินดาทอง ส่วนนาย พายัพ ปั้นเกตุ ย้ายไปเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ที่ต้องโทษคดีการเมืองจากคำพิพากษาศาลฎีกากรณีร่วมกันชุมนุมและขัดขวางการประชุมอาเซียนซัมมิท ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เมื่อปี 2552&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจตุพรกล่าวภายหลังเข้าเยี่ยมว่า มาให้กำลังใจหมู่มิตรพร้อมทั้งเล่า สถานการณ์ของบ้านเมืองเพื่อให้มีความหวังระหว่างกัน เวลาติดคุกจริงๆคนที่ติดคุกร่วมด้วยคือ ครอบครัว ลูกเมีย พี่น้องที่ร่วมต่อสู้กันมา ดังนั้นต้องมาให้กำลังใจ และเป็นความหวังว่า อีกไม่นานจะได้รับอิสรภาพ ซึ่งตนและคณะได้ผ่านจุดนี้มาแล้ว จากการพูดคุยทั้งหมดก็สุขภาพดี ยกเว้นนายพงษ์พิเชฐ สุขจินดาทอง ที่เจ็บป่วยมาก่อนหน้านี้แล้ว โดยทางเรือนจำได้ประสานไปยังสถานพยาบาลเพื่อไปรักษาตัวและคาดว่าอีกไม่นานจะได้ย้ายไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ เพื่อรักษาตัวที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจตุพรยังกล่าวถึงเหตุการณ์กราดยิงที่จังหวัดนครราชสีมา ที่มีผู้เสียชีวิต 30 รายและมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ว่า เมื่อสถานการณ์มาถึงจุดนี้ สิ่งที่อธิบายกับสังคมไทยอย่างชัดเจนคือ คนไทยต่างอยู่ในจุดที่มีความอดทนขั้นต่ำสุดและ ไม่พร้อมที่จะอดทนต่อเรื่องใด จากภายใต้สิ่งที่กดทับโดยเฉพาะความทุกข์ร้อนเรื่องเศรษฐกิจที่แสนสาหัส เชื่อว่าไม่มีใครคาดคิดว่า จะมีเหตุการณ์ที่คนคนหนึ่งจะมีความบ้าคลั่งลุกขึ้นมาฆ่าคนถึง 29 ศพ จนสุดท้ายผู้ก่อเหตุก็เสียชีวิตลงเป็นศพที่ 30 และบาดเจ็บอีก 58 คน ทั้งที่ความจริงแล้วมีผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เพียง 3 คน จากเหตุการณ์เหล่านี้ที่มากกว่าจะมาประณามกันคือ การร่วมกันคิดหาทางออก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงคลี่คลายและทรงแสดงความห่วงใย โดยส่งบรรดาองคมนตรีและบุคคลที่เกี่ยวข้องให้ความอนุเคราะห์ทุกศพไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน สร้างความปลื้มปิติให้กับประชาชน &amp;nbsp;อย่างน้อยที่สุดในความสูญเสียของทุกครอบครัว เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินก็ทรงพระเมตตาห่วงใย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการแสดงออกของบุคคลที่เกี่ยวข้อง จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่านายกรัฐมนตรีที่แสดงออกในช่วงที่คนกำลังสูญเสีย หากมีอะไรไปกระทบกระเทือนเพียงเล็กน้อยนั้นเป็นเสมือนเส้นด้ายบางๆที่พร้อมจะระเบิดกันได้ทุกเมื่อ ดังนั้นจึงเป็นอุทาหรณ์ให้ได้คิดว่า วันนั้นหากนายกรัฐมนตรีปรับวิธีการเเสดงออก ให้ผู้บัญชาการเหตุการณ์พูดในรายละเอียด และนายกรัฐมนตรีพูดเหมือนผู้นำทั้งโลกเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ต้องกล่าวสุนทรพจน์ถึงความสูญเสีย ชวนคนไทยร่วมไว้อาลัยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จะทำให้บรรยากาศของบ้านเมืองเกิดความอบอุ่นขึ้นมากกว่านี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจตุพรกล่าวว่า สำหรับความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ส่วนตัวมองว่าประเทศไทยไม่มีวัฒนธรรมในเชิงความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชา เหมือนนานาประเทศ แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องทำมากกว่าความรับผิดชอบคือการป้องกันและป้องปรามเหตุที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง หรือเหมือนไฟไหม้ฟาง ล่าสุดได้ฟังผู้บัญชาการทหารบก แถลงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น &amp;nbsp;แต่ต้องเข้าใจว่าทั้งหมดนั้น รากเหงาของปัญหามาจากความเหลื่อมล้ำ ระหว่างผู้ใต้บังคับบัญชากับผู้บังคับบัญชาลุกลามมาจนกระทั่งทำให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องด้วย ต้องบาดเจ็บและสูญเสีย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นการไปรื้อและแก้ไขในสังคมทหารก็ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า จะเรียกวัวหายล้อมคอกก็ได้ แต่ต้องล้อมคอก เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเดิมขึ้นอีก เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในกองทัพบก ผู้บัญชาการทหารบกต้องกล้าตรวจสอบและต้องกล้าพูดว่า ผู้ใต้บังคับบัญชาคนใด ไม่ได้รับความยุติธรรมหรือหาความเป็นธรรมในหน่วยงานไม่ได้ ก็สามารถเข้าพบ ผู้บัญชาการทหารบกได้ตลอดเวลา มากกว่าการมานั่งร่ำไห้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56874</URL_LINK>
                <HASHTAG>กราดยิงโคราช, ความเหลื่อมล้ำ, จตุพร พรพมพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200211/image_big_5e4253d5c3261.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
