<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106596</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/06/2021 17:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/06/2021 17:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>SENAปั้นเรือธง &#039;เสนาคิทท์&#039;ลุยคอนโดต่ำล้านเจาะทำเลใกล้แหล่งงาน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 มิ.ย. 64 - นางสาวเกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงานในปี 2564 ว่า ยังคงมุ่งสู่เป้าหมายตามต้นปีที่ได้ประกาศไว้ ภายใต้มาตรการ &amp;ldquo;SENA Strong&amp;rdquo;&amp;nbsp; ล่าสุดปรับแผนการเปิดโครงการใหม่ จาก 17 โครงการ รวมมูลค่า 15,700&amp;nbsp; ล้านบาท เป็น 18 โครงการ รวมมูลค่า 16,764 ล้านบาท และตั้งเป้ายอดขายเดิมไว้ที่ 11,100 ล้านบาท และเป้ารายได้ที่ 10,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแบรนด์เสนาคิทท์เป็นหนึ่งในแบรนด์ของเสนาที่ขับเคลื่อนแผนธุรกิจในนี้ และตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทในการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงของคนที่มีรายได้จำกัด และต้องการที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง ในราคาที่สามารถจับต้องได้ง่าย มาพร้อมแนวคิดของแบรนด์ &amp;ldquo;เสนาคิทท์ คอนโดของคนช่างคิด&amp;rdquo; นั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันจากการศึกษาคอนซูมเมอร์อินไซด์ของลูกค้าเสนาคิทท์ จะเห็นได้ว่าคอนโดมิเนียมที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้านั้น ต้องเป็นคอนโดที่อยู่บนทำเลใกล้แหล่งงาน เพื่อความสะดวกสบาย และช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้ รวมถึงระดับราคาต้องไม่แพงสามารถจับต้องได้ แต่ได้ของที่คุ้มค่า ส่วนที่อยู่อาศัยถือเป็นปัจจัย 4 มีคนจำนวนมากที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง แต่ฐานรายได้เอื้อมไม่ถึงระดับราคาทาวน์เฮาส์ในทำเลนั้นๆ ทำให้คอนโดฯ ระดับราคาต่ำล้าน จึงเข้ามาตอบโจทย์ให้กับลูกค้าในกลุ่มนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับเรื่องความคิดละเอียดและใส่ใจอย่างต่อเนื่อง โดยการนำอินไซต์ลูกค้ามาปรับใช้ในการพัฒนาสินค้าและการบริการในปีนี้ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายให้ได้มากที่สุด โดยเน้นเจาะทำเลรอบนอกเมือง ใกล้แหล่งงาน เน้นขนาดโครงการไม่ใหญ่มาก ฟังก์ชั่นภายในออกแบบกั้นห้องเป็นสัดส่วน ให้พื้นที่ส่วนกลาง สิ่งอำนวยความสะดวกครบและคุ้ม เพียบพร้อมเหมาะกับการอยู่อาศัย เรียกได้ว่า เสนาคิทท์ ให้ความครบและคุ้ม ดีกว่าที่คิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวเกษรา กล่าวว่า ปัจจุบันมีโครงการแบรนด์เสนาคิทท์อยู่ระหว่างการเปิดขายและเตรียมเปิดตามแผนธุรกิจใหม่รวมทั้งสิ้น 12 โครงการ รวมมูลค่า 5,010 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการที่อยู่ระหว่างการเปิดขาย 4 โครงการ รวมมูลค่า 1,306 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.เสนาคิทท์ เพชรเกษม &amp;ndash; พุทธมณฑล สาย 7 2. เสนาคิทท์ เอ็มอาร์ที &amp;ndash; บางแค 3.เดอะ คิทท์ รังสิต &amp;ndash; ติวานนท์ และ 4. เดอะ คิทท์ พลหโยธิน - คูคต &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนโครงการเปิดใหม่ในปี 2564 อีก 8 โครงการ รวมมูลค่า 3,704 ล้านบาท โดยเปิดไปแล้วช่วงไตรมาส 1/64 จำนวน 1 โครงการคือ เสนาคิทท์ เวสต์เกต &amp;ndash; บางบัวทอง&amp;nbsp; ปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 50% ส่วนอีก 7 โครงการ มีแผนจะเปิดตัวในช่วงไตรมาส 3/64 และไตรมาส 4/64 ตามลำดับ ประกอบด้วย 1. เสนาคิทท์ ฉลองกรุง &amp;ndash; ลาดกระบัง 2.เสนาคิทท์ บางปู 3.เสนาคิทท์ บีทีเอส สะพานใหม่ 4.เสนาคิทท์ รังสิต &amp;ndash; คลอง 4 5.เสนาคิทท์ เอ็มอาร์ที &amp;ndash; บางแค (เฟส 2) 6.เสนาคิทท์ ศรีนครินทร์ - ศรีด่าน และ 7.เสนาคิทท์ ธรรมศาสตร์ &amp;ndash; คลอง 1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดอสังหาฯ จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นของการแพร่ระบาดของโควิด &amp;ndash; 19 นับเป็นวิกฤตที่สร้างความท้าทาย และเป็นโจทย์ยากที่จะกระตุ้นกำลังซื้อผู้บริโภคท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้เร็วและให้ทันในทุกด้าน พร้อมกับมองหากลยุทธ์และตลาดใหม่ๆ เข้ามาปรับใช้ โดยที่เป้าหมายสำคัญไม่ใช่แค่การประคองตัวให้รอดในยุคนี้ แต่ยังต้องสร้างการเติบโตครั้งใหม่ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคในปัจจุบันด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106596</URL_LINK>
                <HASHTAG>คอนโดนิเนียม, ตลาดอสังหาริมทรัพย์, บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)” หรือ SENA</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210616/image_big_60c9cce302238.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25580</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/01/2019 09:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/01/2019 09:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อสังหาริมทรัพย์ปี 2562 ตลาดคอนโดฯอืด ห้องสายสีม่วงเหลือ 30,000 ยูนิต ห่วงสีเขียวเหนือซ้ำรอย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ม.ค.2562 -นายวิทย์ กุลธนวิภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) บริษัท แคปปิตอล วัน เรียลเอสเตท จำกัด ( CAPITAL ONE Real Estate) บริษัทที่ปรึกษาทางด้านอสังหาริมทรัพย์ ชั้นนำในเมืองไทย &amp;nbsp;กล่าวว่า ตลาดอสังหาฯในปี 62 จะมีการชะลอการเติบโตของตลาดคนไทย ซึ่งหมายความว่า การซื้ออสังหาฯในปี 62 &amp;nbsp;ตลาดจะมียอดขายใกล้เคียงกับปี 61 ซึ่งจะต้องดูในรายละเอียดว่าจะมีซัปพลาย(Supply) มาเพิ่มขึ้นในปี62มากน้อยแคไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับลูกค้าชาวต่างชาติ ในกลุ่มชาวจีน คาดว่าจะมีการชะลอตัวลง เนื่องจากผลกระทบอัตราแลกเปลี่ยนและความไม่แน่นอนของการค้าระหว่างประเทศ ทำให้ลูกค้ายังไม่มั่นใจในการลงทุนต่างประเทศ แต่คาดว่าภายใน 6 เดือนสถานการณ์จะกลับมาสู่ปกติในกรณีที่สงครามทางการค้าไม่บานปลาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ตลาดคอนโดฯในปีนี้ มีหลายทำเลที่ต้องเฝ้าติดตาม ได้แก่ คอนโดฯสายสีม่วงที่ยังน่าห่วง ซึ่งหากมาพิจารณาเฉพาะโซนตั้งแต่สถานีเตาปูนจนถึงสถานีกระทรวงสาธารณสุข ก่อนเลี้ยวซ้ายแยกแคราย โซนนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 5 สถานี บรรดาขาใหญ่อสังหาฯที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ขึ้นโครงการกันถ้วนหน้า นับตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา สถานีหนึ่งไม่ต่ำกว่า 6 โครงการ รวมแล้ว 30 โครงการ จำนวนยูนิตประมาณ 50,000 ยูนิต ราคาขายเฉลี่ย 110,000 บาทต่อตารางเมตร(ตร.ม.) โซนนี้จะมีอัตราการดูดซับหรือยอดขายที่ดีกว่าโซนอื่น สามารถระบายสินค้าไปแล้วประมาณ 80% คาดว่าน่าจะเหลือประมาณ 10,000 ยูนิต เวลาผ่านไป 7 ปีสามารถระบายได้ 40,000 ยูนิต เฉลี่ยยอดขาย 15 ยูนิตต่อเดือนของแต่ละโครงการ แต่ตัวเลขนี้เป็นค่าเฉลี่ยเท่านั้น ความจริงแล้วยอดขายของแต่ละบริษัทฯจะไม่เท่ากันบางโครงการสามารถขายได้เพียง 2-3 ยูนิตเท่านั้น ลองประมาณการจำนวนที่เหลือ 10,000 ยูนิต ใน 30 โครงการกับยอดขาย 15 ยูนิตต่อเดือน ก็จะขายหมดภายใน 2 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โซนที่ 2 เริ่มตั้งแต่แยกแครายสถานีศูนย์ราชการจังหวัดนนทบุรี ไปจนถึงสะพานพระนั่งเกล้า รวม &amp;nbsp;4 สถานี โซนนี้เดือดระอุเป็น RED ZONE อย่างแท้จริง แต่ละรายที่ขึ้นคอนโดฯจะป็นขนาดใหญ่ทั้งหมด แต่ละตึกประมาณ 1,000 ยูนิต ผสมกับคอนโดฯโลว์ไรส์ขนาด 8 ชั้น ที่แห่มาผสมโรงเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะเข้าอยู่ในซอย รวมเบ็ดเสร็จโซนนี้จะมีคอนโดรวมราวๆ 40,000 ยูนิต ราคาเฉลี่ย 90,000 บาทต่อตร.ม. ว่ากันว่าโซนนี้ทรัพย์เหลือเป็นจำนวนมากประมาณ 40% หรือ 16,000 ยูนิต ที่สำคัญโซนนี้เปิดการขายมาตั้งแต่ปี 2555 แต่อัตรา(SPEED)การขายจะช้า เฉลี่ยจะขายได้เดือนละ 9 ยูนิต และด้วย SPEED เช่นนี้คงต้องใช้เวลาการขายอีกประมาณ 5 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และโซนที่ 3 ข้ามสะพานพระนั่งเกล้าไปแล้ว มีจำนวนทั้งสิ้น 7 สถานีคือ สถานีไทรม้าถึงสถานีปลายทางคลองบางไผ่ โซนนี้จำนวนโครงการที่เป็นอาคารสูงจะมีอยู่ &amp;nbsp;6 โครงการ ประมาณ 6,000 ยูนิต แต่จะมีคอนโดโลว์ไรส์จำนวนมาก รวมแล้วกว่า 10,000 ยูนิต อัตราเร่งารขายจะช้าสุดเฉลี่ยเดือนหนึ่งประมาณ 4-5 ยูนิต อัตราการดูดซับน้อยมาก สามารถขายได้ประมาณ 50% เท่านั้น สาเหตุหนึ่งก็คือมีสินค้าทดแทนที่เป็นทาวน์เฮาส์ และพฤติกรรมผู้บริโภคยังไม่คุ้นเคยคอนโด จากยอดขายที่เหลือคงต้องใช้เวลาระบายสินค้าอีกหลายปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หากรวมอสังหาฯบนเส้นรถไฟฟ้าสายสีม่วง จะเหลือทรัพย์รอการขายถึง 30,000 ยูนิต ตั้งแต่ต้นทางยันปลายทาง นับSPEED ที่ขายเฉลี่ยทั้งสาย นำมารวมกันจะสามารถขายได้เดือนละ 9.6 ยูนิตต่อเดือน จาก 60 โครงการ คงต้องใช้เวลาระบายสต๊อก 4 ปี&amp;quot; นายวิทย์กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ทำเลในเส้นรถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือ(ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) ก็ต้องเฝ้าติดตาม เนื่องจากมีผู้ประกอบการไปพัฒนาโครงการคอนโดฯเป็นจำนวนมาก ซึ่้งคาดว่าจะมีกำลังซื้อเกิดขึ้น แต่เป็นทำเลที่ต้องระวัง และอาจจะมีประวัติศาสตร์ซ้ำรอยสายสีม่วง และตัวเลขบางอย่างของรถไฟฟ้าสายสีม่วงกับสายสีเขียวเหนือส่วนต่อขยายเหมือนกัน คือ มีจำนวน 16 สถานีเท่ากัน เชื่อมต่อชานเมืองเช่นกัน จำนวนโครงการคอนโดฯเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากเช่นกัน ที่สำคัญกลุ่มผู้ซื้อ หรือ STP (SEGMENTTATION TARGET POSITIONING) อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;เรามองว่าด้วยความเป็นห่วง เนื่องจากซัพพลายไซต์เข้ามาเยอะ ยักษ์ใหญ่และรายเล็กแห่เข้ามา แต่ดีมานด์ไซต์ไม่เติบโตเท่า เนื่องจากราคาต่อตร.ม.ที่สูง เป็นผลมาจากราคาที่ดินที่สูงขึ้น ขณะที่หากเลยสะพานใหม่ไป ก็มีสินค้าทาวน์เฮาส์มาทดแทนอยู่ &amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25580</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายไม่หมด, คอนโดนิเนียม, ชัพพลายล้น, ตลาดอสังหาริมทรัพย์, รถไฟฟ้าสายสีม่วง, รถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190102/image_big_5c2c1eadc8309.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15534</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2018 13:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2018 13:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>AP โชว์แผนจ่อเปิด 30 โครงการใหม่ ดันยอดขายแตะ 33,500 ล้านบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
เอพี ชี้ตลาดอสังหาฯขยายตัวดีต่อเนื่อง เล็งครึ่งหลังปี 61 จ่อเปิดโครงการใหม่เพิ่ม 30 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 49,210 ล้านบาท พร้อมโชว์ผลงาน 7 เดือนแรก กวาดยอดขายรวมกว่า 25,030 ล้านบาท และมีรายได้รวมครึ่งปีแรกที่ 17,910 ล้านบาท โต 48%

16 ส.ค. 61 นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) (AP) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันมีแนวโน้มการเติบโตดีขึ้น โดยมีปัจจัยบวกจากกำลังซื้อในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังมีอยู่มากโดยเฉพาะตลาดระดับกลางบนถึงไฮเอนด์ ซึ่งยอดขายและยอดโอนกรรมสิทธิ์ทั้งสินค้าแนวราบและคอนโดมิเนียม ถือเป็นตัวชี้วัดให้เห็นถึงกำลังซื้อที่ยังคงมีอยู่ของสินค้าระดับกลางบนได้อย่างชัดเจน ขณะที่อายุของผู้ซื้อที่ลดน้อยลงเรื่อยๆ รวมถึงต้นทุนในการสรรหาที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการที่ถือเป็นตัวกรองสำคัญที่ทำให้ผู้เล่นในตลาดเหลือน้อยลง

อย่างไรก็ตามในปี 2561 นี้ บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งสิ้น 38 โครงการมูลค่า 59,580 ล้านบาท โดยเปิดตัวในครึ่งปีหลังจำนวน 30 โครงการ มูลค่า 49,210 ล้านบาท แบ่งเป็นเปิดตัวในไตรมาส 3 จำนวน 12 โครงการ มูลค่า 17,980 ล้านบาท และในไตรมาส 4 จำนวน 18 โครงการ มูลค่า 31,230 ล้านบาท ปัจจุบันบริษัทมีสินค้ารอรับรู้รายได้ มูลค่ามากถึง 49,580 ล้านบาท เป็นโครงการแนวราบมูลค่าราว 6,595 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะรับรู้ทั้งหมดภายในปีนี้ และคอนโดมิเนียมมูลค่า 42,985 ล้านบาท (รวมโครงการร่วมทุน) โดยจะทยอยรับรู้ไปจนถึงปี 2566

สำหรับผลการดำเนินงานในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา บริษัทสามารถสร้างรายได้รวมอยู่ที่ 17,910 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีรายได้รวมเท่ากับ 12,125 ล้านบาท แบ่งเป็น จากโครงการแนวราบ 8,677 ล้านบาท เติบโต 53% และ โครงการคอนโดมิเนียม 8,740 ล้านบาท เติบโต 43% ส่วนยอดขายรวมในช่วง 7 เดือนแรกที่ผ่านมา บริษัทสามารถทำได้แล้วประมาณ 25,030 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถสร้างยอดขายได้แล้วกว่า 75% ของเป้ายอดขายในปี 2561 นี้ที่ตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 33,500 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15534</URL_LINK>
                <HASHTAG>คอนโดนิเนียม, ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, บ้านเดี่ยว, เปิดโครงการใหม่, เอพี, โครงการแนวราบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180816/image_big_5b751f7808ab2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13490</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2018 11:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2018 11:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอพี ผนึก”มิตซูบิชิ เอสเตท”ลุยเปิดตัวโครงการร่วมทุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอพี ผนึก&amp;rdquo;มิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป&amp;rdquo;เดินหน้าเปิดตัวโครงการร่วมทุน 3 โครงการ มูลค่ากว่า 20,400 ล้านบาท ล่าสุดผุด 2 โครงการภายใต้แบรนด์&amp;rdquo;ไลฟ์&amp;rdquo;มูลค่ารวมกว่า 12,100 ล้านบาท พร้อมโชว์ผลงานครึ่งปีแรก กวาดยอดขายรวม 17,300 ล้านบาท มั่นใจสิ้นปีตามเป้า 33,500 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ค. 61 นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) (AP) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมในทำเลติดแนวรถไฟฟ้า มีความต้องการในตลาดคอนโดมิเนียมระดับกลางถึงระดับไฮเอนด์ซึ่งมีมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในย่านใจกลางธุรกิจ เช่นลาดพร้าวและอโศก-พระราม 9 สำหรับภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมระดับกลาง-บน ในทำเลใจกลางเมืองที่เป็นจุดเชื่อมต่อ เช่น พหลโยธิน-อารีย์-ลาดพร้าว และย่านเชื่อมต่ออโศก-พระราม 9-รัชดาภิเษก พบความต้องการในที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนแผนการดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่จำนวน 3 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 20,400 ล้านบาท โดยเป็นโครงการภายใต้การร่วมทุนระหว่าง บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) และ มิตซูบิชิ จิโช เรสซิเดนซ์ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป ได้แก่โครงการ ไลฟ์ ลาดพร้าว วัลเล่ย์ บนพื้นที่กว่า 5 ไร่ สูง 44 ชั้น จำนวน 1,140 ยูนิต มูลค่า 6,400 ล้านบาท ราคาขายเริ่มต้นที่ 3.49 ล้านบาท โดยจะเปิดพรีเซลล์อย่างเป็นทางการในวันที่ 4-5 ส.ค.นี้ โครงการ ไลฟ์ อโศก ไฮป์ เป็นคอนโดมิเนียม สูง 40 ชั้น จำนวน 1,253 ยูนิต มูลค่า 5,700 ล้านบาท และ โครงการ ดิ แอดเดรส สยาม-ราชเทวี มูลค่า 8,300 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2561 ที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายรวม 17,300 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายจากคอนโดมิเนียม 7,370 ล้านบาท และ แนวราบ 9,930 ล้านบาท หรือคิดเป็น 52% ของเป้าหมายยอดขายรวมในปีนี้ที่ตั้งเป้าจะมียอดขายรวมอยู่ที่ 33,500 ล้านบาท อย่างไรก็ตามในปัจจุบันบริษัทมียอดแบล๊กล๊อคโดยมีมูลค่ารวมกว่า 52,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 9,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะรับรู้ในปีนี้ทั้งหมด และ คอนโดมิเนียม มูลค่า 43,000 ล้านบาท โดยจะทยอยรับรู้ภายในปีนี้มูลค่าประมาณ 10,300 ล้านบาท และที่เหลือจะทยอยรับรู้ไปถึงปี 2565&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13490</URL_LINK>
                <HASHTAG>คอนโดนิเนียม, คอนโดแนวรถไฟฟ้า, มิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป, เอพี, ไลฟ์ ลาดพร้าว วัลเล่ย์, ไลฟ์ อโศก ไฮป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180716/image_big_5b4c24d4d4895.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9799</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/05/2018 15:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/05/2018 15:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คอนโดฯย่านสุขุมวิท39-ทองหล่อราคาพุ่ง40%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ เผยผลสำรวจตลาดคอนโดฯเปิดใหม่ช่วง 5 ปี ทำเลสุขุมวิท 39-ทองหล่อ ครองแชมป์ ปรับตัวเพิ่ม 183,000 บาทต่อตร.ม. เป็น 255,000 บาทต่อตร.ม.โต 40% พร้อมคาดแนวโน้มลงทุนอีก 3 ปีข้างหน้าคาดปรับตัวเพิ่มเฉลี่ย 8-10% ต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 พ.ค. 61 นางนลินรัตน์ เจริญสุพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เปิดเผยถึงผลสำรวจตลาดคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ทำเลกรุงเทพชั้นในและโดยรอบในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่า มีการปรับตัวทางด้านราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องด้วยที่ดินเป็นที่ต้องการของนักลงทุนทั้งชาวไทยชาวต่างชาติ อีกทั้งที่ดินที่จะนำมาพัฒนาโครงการเหลือน้อย เมื่อนำมาพัฒนาโครงการจึงได้รับผลตอบแทนสูง ไม่ว่าจะขายหรือให้เช่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยราคาขายในทำเลสุขุมวิท 39 ถึงทองหล่อ ปรับตัวสูงขึ้นมากที่สุดจาก 183,000 บาทต่อตร.ม. เป็น 255,000 บาทต่อตร.ม.หรือปรับเพิ่มสูงถึง 40% ในขณะที่บริเวณรัชดา &amp;ndash; พระรามเก้า ปรับตัวเพิ่มขึ้น 34% และเอกมัย ปรับตัว 30% ทั้งนี้ ราคาคอนโดมิเนียมรอบ ๆ ใจกลางเมือง เช่น พหลโยธินตอนต้น พญาไท และ ธนบุรี ก็มีราคาขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน &amp;nbsp;อยู่ในอัตรา 13-26%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวโน้มการลงทุนในคอนโดมิเนียมในอีก 3 ปีข้างหน้า จากการคาดการณ์ราคาตลาดที่จะปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยประมาณ 8-10% ต่อปี โดยที่คอนโดมินเนียมกลางเมืองจะมีอัตราเพิ่มสูงกว่าที่ 12-15% ทำให้แนวโน้มคอนโดมิเนียมรอบใจกลางเมือง อาจให้ผลตอบแทนระยะสั้นในแง่ของค่าเช่าดีกว่า ในขณะที่ระยะยาวผลตอบแทนโดยรวมคอนโดใจกลางเมืองก็ไม่แตกต่างกันมากนัก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9799</URL_LINK>
                <HASHTAG>คอนโด, คอนโดนิเนียม, ทองหล่อ, นักลงทุน, สุขุมวิท, เน็กซัส, เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180523/image_big_5b0522d1d9de9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9555</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2018 08:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2018 08:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ควอลิตี้เฮ้าส์ เชื่ออสังหาฯปี 61 โตต่อเนื่อง เร่งลงทุน 15 โครงการใหม่ใช้งบ1.5หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ควอลิตี้เฮ้าส์ เล็งอสังหาฯปี 61 โตต่อ เดินหน้าพัฒนา 13-15 โครงการใหม่ มูลค่ารวมกว่า 13,000-15,000 ล้านบาท มุ่งเจาะสินค้าแนวราบเป็นหลัก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.ควอลิตี้ เฮ้าส์ (QH) เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2561 ว่า จะยังมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในช่วงไตรมาสแรกตลาดโดยรวมมีการเติบโต และคาดว่าในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ตลาดยังมีการขยายตัวต่อเนื่องด้วยเช่นกัน ส่วนแผนการดำเนินของของบริษัทมีแผนจะเปิดตัวดครงการใหม่ 13-15 โครงการ มูลค่าประมาณ 13,000-15,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่จะเป็นโครงการแนวราบมากกว่าโครงการคอนโดมิเนียม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งในในไตรมาสแรกของปีนี้ บริษัทฯได้เปิดขายโครงการบ้านใหม่จำนวน 2 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 1,988 ล้านบาท โดยโครงการที่จะเปิดตัวใหม่จะเปิดในทำเลพื้นที่จ.เชียงใหม่ บางนา และกรุงเทพตะวันตก และทำเลดอนเมืองที่มีโครงการรถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ส่วนการเข้าไปลงในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี น่าจะไม่ใช่จังหวะที่เหมาะเข้าไปลงทุน ด้านการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมในปีนี้จะยังไม่เน้นมาก เนื่องจากปัจจุบัน บริษัทมีสินค้ารอขายของโครงการคอนโดมิเนียมคิดเป็นมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 2,929 ล้านบาท ลดลง 206 ล้านบาท หรือลดลง 7% เนื่องจากรายได้จากการขายบ้านพร้อมที่ดินลดลงจำนวน 23 ล้านบาท หรือลดลง 1% และรายได้จากการขายคอนโดมิเนียมลดลงจำนวน 183 ล้านบาท หรือลดลง 45% ขณะที่รายได้จากค่าเช่าและบริการเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 333 ล้านบาท เติบโต 6% ส่วนใหญ่มาจากรายได้จากธุรกิจโรงแรมเพิ่มขึ้นจำนวน 18 ล้านบาท เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของอัตราการเช่าและการปรับเพิ่มอัตราค่าห้อง และรายได้อื่นๆ รวมรายได้ 3,321 ล้านบาท ลดลง 181 ล้านบาท หรือ 5%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9555</URL_LINK>
                <HASHTAG>QH, ควอลิตี้ เฮ้าส์, คอนโดนิเนียม, ชัชชาติ สิทธิพันธุ์, ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, บ้านจัดสรร, อสังหาฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180520/image_big_5b00d40895150.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9142</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2018 13:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2018 13:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>AP สบช่องอสังหาฯโตต่อปรับแผนธุรกิจลุยเปิด 43 โครงการใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอพี เล็งตลาดอสังหาฯไตรมาส 2 โตต่อ สบช่องปรับแผนธุรกิจลุยเปิดโครงการใหม่เพิ่มเป็น 43 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 64,750 ล้านบาท มั่นใจสิ้นปีมียอดขายตามเป้า 33,500 ล้านบาท พร้อมโชว์ผลงานไตรมาสแรกมีรายได้รวม 6,533 ล้านบาท โต 27%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 พ.ค. 61 นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) (AP) เปิดเผยถึงแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ไตรมาส 2 ปี 2561 ว่า ตลาดมีแนวโน้มการเติบโตดีขึ้นจากปัจจัยบวกหลายประการ กำลังซื้อในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังมีอยู่มาก ทั้งนี้บริษัทได้มีการปรับแผนธุรกิจด้วยการเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่มจากเดิม 34 โครงการ เป็น 43 โครงการ มูลค่า 64,750 ล้านบาท แบ่งเป็นทาวน์โฮม 21 โครงการ มูลค่า 18,550 ล้านบาท บ้านเดี่ยว 17 โครงการ มูลค่า 20,800 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 5 โครงการ มูลค่า 25,400 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การปรับเพิ่มแผนการเปิดตัวโครงการ ในปี 2561 จะเป็นปีที่บริษัทเปิดตัวโครงการมากที่สุดตั้งแต่จัดตั้งบริษัทมา โดยมีโครงการใหม่รวมทั้งสิ้น 43 โครงการมูลค่า 64,750 ล้านบาท โดยเปิดตัวไปแล้วจำนวน 7โครงการ คงเหลือเปิดตัวในเดือนมิ.ย.อีก 1 โครงการ และเตรียมเปิดตัวในไตรมาส 3 จำนวน 16 โครงการ มูลค่า 29,000 ล้านบาท และในไตรมาส 4 จำนวน 19 โครงการ มูลค่า 25,380 ล้านบาท ซึ่งบริษัทจะสามารถสร้างยอดขายและยอดรับรู้รายได้เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้อย่างแน่นอน&amp;rdquo;นายอนุพงษ์ กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 บริษัทมีรายได้รวมจากสินค้าแนวราบและคอนโดมิเนียมร่วมทุน อยู่ที่ 6,533 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% ด้านกำไรสุทธิ สูงกว่า 800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47% ขณะที่ไตรมาสแรกบริษัทบริษัทสามารถสร้างยอดขายได้แล้วกว่า 10,000 ล้านบาท โดยสินค้าแนวราบเติบโตสูงถึง 64% หรือเท่ากับ 5,200 ล้านบาท และคอนโดมิเนียมโตกว่า 7 เท่า หรือเท่ากับ 4,800 ล้านบาท &amp;nbsp;ซึ่ง ณ วันที่ 30 เมษายน ที่ผ่านมาบริษัทสามารถสร้างยอดขายได้มูลค่า 12,290 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถสร้างยอดขายได้แล้ว 37% ของเป้ายอดขายปีนี้ที่ตั้งไว้อยู่ที่ 33,500 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9142</URL_LINK>
                <HASHTAG>คอนโด, คอนโดนิเนียม, ทาวน์โฮม, อสังหาริมทรัพย์, อสังหาฯ, อัศวโภคิน, เอพี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180514/image_big_5af92b36cd6b0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
