<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>9481</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คอร์สพัฒนาเด็กพิเศษ&#039;  ฝึกเยาวชนพึ่งพาตนเอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เด็กเมื่ออยู่ในวัยไหนก็จำเป็นต้องได้รับการศึกษา ยิ่งโดยเฉพาะกลุ่มเด็กพิเศษที่มักมีปัญหาด้านพฤติกรรม อารมณ์ และช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ก็ยิ่งต้องได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อให้เรียนรู้ได้ใกล้เคียงกับเด็กปกติ &amp;ldquo;สถาบัน อ.ปั้น&amp;rdquo; จึงได้เกิดขึ้นมากว่า 10 ปี ในการเปิดคอร์สสอนการพัฒนาเด็กกลุ่มนี้ โดยมีคุณครูผู้สอน 1 คนต่อเด็ก 3 คน ทั้งนี้ เพื่อให้ดูแลใกล้ชิดมากที่สุด ภายใต้นโยบายที่สถาบันมองว่าน้องๆ กลุ่มนี้ไม่ใช่เด็กพิเศษ แต่เป็นเยาวชนที่เรียนรู้ช้า ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของ รร.ที่จะต้องสอนให้เด็กสามารถเรียนรู้ มีพัฒนาการที่ดี และใช้ชีวิตได้เหมือนกันเด็กทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(ฐิติพร แก่นจันทร์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คุณครูแอม-ฐิติพร แก่นจันทร์ บอกให้ฟังว่า ปัจจุบันจำนวนของเด็กพิเศษมีอยู่ราว 9 แสนคนทั่วประเทศ ในแต่ละปีก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และจุดประสงค์หลักนั้นต้องการให้การศึกษา ตลอดจนพัฒนาคุณภาพชีวิตของน้องๆ กลุ่มนี้ในด้านต่างๆ เพื่อให้ได้ใช้ชีวิตใกล้เคียงกับเด็กปกติและอยู่ร่วมกับคนในสังคมได้ จึงได้เปิดการเรียนการสอน &amp;ldquo;คอร์สสำหรับการพัฒนาเด็กพิเศษ&amp;rdquo; มาร่วม 10 ปี โดยที่ไม่ได้โฟกัสว่าเป็นกลุ่มของเด็กพิเศษ แต่หากมองว่าเป็นผู้ที่เรียนรู้ได้ช้ากว่าปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;โดยทั่วไปแล้วผู้ปกครองที่พาเด็กมาเรียนที่ &amp;ldquo;สถาบัน อ.ปั้น&amp;rdquo; ส่วนมากจะเป็นเด็กที่อยู่ในวัยตั้งแต่ 2 ขวบขึ้นไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ (อายุ 20 ปี) ซึ่งมักจะมาด้วยการ ไม่พูด เพราะปกติเด็ก 2 ขวบจะเริ่มพูดได้แล้ว นอกจากนี้ยังมีอาการ ไม่ยอมเข้าสังคม, อ่านและเขียนไม่ได้, ไม่เข้าใจคำสั่ง, ไม่เข้าใจเข้าภาษา (กลุ่มเด็กแอลดี), สมาธิสั้น, ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ซึ่งหน้าที่ของเราคือการสอนให้เด็กกลุ่มนี้สามารถเรียนรู้และช่วยเหลือตัวเองได้ตามเกณฑ์ หรือใกล้เคียงกับเด็กทั่วไป ที่สำคัญเรามองว่าการศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญ ไม่เว้นแต่น้องๆ กลุ่มนี้ โดยใช้สิ่งแวดล้อมเป็นตัวกระตุ้นพฤติกรรมและการเรียนรู้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประโยชน์ที่น้องๆ จะได้จากการมาเรียนคอร์สนี้ อันดับแรกคุณภาพชีวิตดีขึ้นกว่าเดิม ภายในระยะเวลา 3 เดือน เนื่องจากเรามีประสบการณ์มาร่วม 10 ปี โดยคุณพ่อคุณแม่จะเริ่มภาพชัดเจนคือ จะเห็นพัฒนาการของเด็กในทุกๆ ด้าน เริ่มจากเด็กช่วยเหลือตัวเองได้ เริ่มพูดหรือขอในสิ่งที่น้องๆ อยากได้ ที่สำคัญสามารถเขียนหนังสือได้ เหมือนกับเด็กปกติที่อยู่ในวัยเดียวกัน เช่น เด็กอยู่ ป.1 สามารถเขียน ก.ไก่-ฮ.นกฮูกได้ น้องๆ ที่มาเรียนก็จะทำได้ อีกทั้งมีสมาธิมากขึ้น โดยไม่ไวกับสิ่งเร้าภายนอกอย่าง เสียงดัง หรือของเล่นที่น้องๆ ชอบ แต่ทั้งนี้ หากเด็กที่มาเรียนไม่มีการตอบสนองที่ดีขึ้นภายในระยะเวลา 1 เดือนครึ่ง เราจะทำการประเมินพร้อมกับหาสาเหตุร่วมกับผู้ปกครอง และเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนที่เหมาะกับปัญหาของน้องๆ แต่ละคน โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ถึง 6 เดือนของระยะเวลาคอร์ส สิ่งสำคัญเวลาที่กลับไปบ้าน คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้การเรียนการสอนลูกๆ ให้เหมือนกับตอนที่อยู่ รร.เพื่อทำให้เด็กจำและซับซึมพฤติกรรมบวก เพื่อที่จะเด็กจะได้ไม่ลืมสิ่งที่คุณครูสอน พูดง่ายๆ ว่าอย่าตามใจลูก&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ครูแอม บอกอีกว่า การเรียนการสอนคอร์สนี้จะแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ 1.สอนพูด 2.สอนการอ่านและเขียน 3.สอนการเข้าสังคม 4.สอนเรื่องการฝึกสมาธิ แต่ก่อนที่เราจะคัดเลือกให้น้องๆ ให้เรียนตามกลุ่มที่ตรงกับปัญหารายบุคคลนั้น จะต้องการเทสต์เด็กก่อน เช่น หากน้องอายุเท่ากับเด็กที่อยู่ชั้น ป.1 ที่สามารถเขียน ก.ไก่ได้แล้ว หากเมื่อทำการทดสอบแล้วว่าเขียนได้แค่ไหน ก็จะสอนกระทั่งเด็กประสบความสำเร็จในการเขียนตัวอักษรพื้นฐาน หรือพยัญชนะทั้ง 44 ตัวได้ครบ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เราจะจัดคอร์สเรียนที่เหมาะสมให้กับเด็ก โดยครู 1 คน สอนเด็ก 3 คน จากนั้นคุณครูก็จะสอนอักษรที่เด็กยังเขียนไม่ได้ กระทั่งเขียนได้ถึง ฮ.นกฮูก หรือหากทดสอบแล้วว่ากลุ่มเด็กไม่ยอมพูดหรือไม่ขอในสิ่งที่อยากได้ คุณครูก็จะฝึกโดยการใช้วิธีการนำอาหารที่เด็กชอบและไม่ชอบมาวางบนโต๊ะอาหารตรงหน้า คล้ายกับการนั่งกินข้าวอยู่ที่บ้าน เพื่อกระตุ้นให้เด็กพูดหรือขอ กระทั่งทำท่าแบมือที่จะรับประทานอาหารดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการสอนที่ใช้สิ่งแวดล้อมเป็นตัวกระตุ้นพฤติกรรมและการเรียนรู้ ทั้งนี้ ระยะเวลาในการเรียนอยู่ที่สัปดาห์ละ 1 วัน วันละ 2 ชั่วโมง (ยกเว้นบางเคสที่เด็กอายุมากกว่า 5 ขวบ ที่มีปัญหาการพูด จะต้องมาเรียน 3 วันต่อสัปดาห์)&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt; text-align: center;&quot;&gt;(เอมอร ชื่นชอบ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน คุณครูเบลล์-เอมอร ชื่นชอบ อธิบายถึงอัตราค่าใช้จ่ายสำหรับ &amp;ldquo;คอร์สการพัฒนาเด็กพิเศษ&amp;rdquo; ว่าอยู่ที่ประมาณ 3,000-3,500 บาทต่อ 1 เดือน (เรียน 4 ครั้ง ครั้งละ 2 ชั่วโมง) ซึ่งเป็นเรตราคาปกติทั่วไป เนื่องจาก &amp;ldquo;สถาบัน อ.ปั้น&amp;rdquo; ต้องการให้ผู้ปกครองทุกชนชั้นสามารถนำลูกมาเข้ารับการเรียนการสอนเหมือนกับเด็กปกติ เพราะการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าเรื่องอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จริงๆ แล้วราคาดังกล่าวถือว่าไม่แพงมาก และคนที่มีรายได้น้อยก็สามารถพาลูกมาเข้ารับการศึกษาได้ เพราะ รร.ของเราจะสอนเด็กให้เหมือนกับคนปกติ สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ที่ผ่านมีผู้ปกครองบางรายที่มีเงินไม่มาก แต่ก็สามารถพาลูกมาเรียนที่นี่ได้ โดยที่เราจะให้คุณพ่อคุณแม่เป็นผู้บอกกับเราเองว่าเขาจะจ่ายเงินได้แค่ไหน ทางสถาบันไม่ได้บังคับ แต่ต้องพูดคุยปรึกษากันก่อนค่ะ เพราะ อ.ปั้นเองมองว่าการให้การศึกษากับเด็ก ไม่ว่าจะวัยไหนกลุ่มไหน ถือเรื่องสำคัญมากกว่าเงินทอง ซึ่งตอนนี้กลุ่มผู้ปกครองที่พาลูกเรียนที่เรา เรียกได้มาจากหลากหลายกลุ่ม ทั้งคนรวยและคนรายได้น้อยค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;(ตัวอย่างการฝึกพูดและอ่านในกลุ่มเด็กพิเศษที่ต้องอาศัยการปรับสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นตัวกระตุ้นพฤติกรรมเด็กให้เกิดการเรียนรู้ที่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ปกครอง)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับข้อปฏิบัติของผู้ปกครองที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษหรือมีพัฒนาการช้าควรตระหนัก คุณครูเบลล์ ให้หลักคิดว่า &amp;ldquo;ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล&amp;rdquo; เป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะนอกจากพ่อแม่จะต้องพยายามเข้าใจลูกและปรับตัวเข้าหาเด็กแล้ว การสอนแบบมีเงื่อนไขและไม่ตามใจ จะช่วยให้เด็กไม่ลืมเรื่องที่เรียนมา และยังสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในระยะยาว โดยไม่เป็นภาระของผู้ปกครองมากนัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;คำแนะนำสำหรับคุณพ่อคุณแม่ เราต้องไม่คิดมาก หากลูกทำได้แค่ไหนก็ต้องแค่นั้น และต้องพยายามเข้าใจเด็ก โดยเฉพาะหากลูกเป็นเด็กออทิสติก อารมณ์ของเขาก็จะค่อนข้างหุนหันพลันแล่น ขณะที่เด็กดาวน์ซินโดรมก็จะมีอารมณ์ดี ดังนั้นทุกอย่างต้องค่อยเป็นค่อยไป ที่สำคัญหากกลับไปบ้านแล้วน้องมีอารมณ์เกรี้ยวกราดใส่ผู้ปกครอง ก็จะต้องใช้วิธีทำให้เด็กสงบลง โดยการใจแข็งไม่ตามใจเขา เพราะเด็กจะรู้ว่าพ่อแม่จะต้องให้ แต่ทางที่ดีให้อธิบายกับเด็กถึงเหตุผลว่าทำไมถึงทำได้และทำไม่ได้ ที่สำคัญหากลูกทำผิดก็ต้องรู้จักลงโทษ เพราะจะทำให้เด็กกลัวและจำ เช่น หากลูกร้องกรี๊ด หรือขว้างปาข้าวของ ให้ผู้ปกครองทำโทษโดยการไม่พาไปเที่ยวสวนสัตว์ หรือไม่ให้ในสิ่งที่เด็กอยากได้ เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลงโทษด้วยการตี เพราะจะทำให้เด็กก้าวร้าว และเป็นการทำร้ายจิตใจเขามากเกินไป ที่ลืมไม่ได้เมื่อลูกทำความดี ผู้ปกครองจะต้องชมเชยและให้รางวัลค่ะ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ผู้ปกครอง&amp;quot;ตัวช่วย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;แก้ไขเด็กเรียนรู้ช้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;เววิรี อิทธิอนันต์กุล&amp;quot; ได้สรุปคำแนะนำที่พ่อแม่ ผู้ปกครองจะสามารถช่วยเหลือหรือแก้ไขลูกที่มีปัญหาการเรียนรู้ได้อย่างไร? ไว้อย่างน่าสนใจว่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เด็กทุกคนต้องการความรักและกำลังใจ สำหรับเด็กที่มีปัญหาการเรียนรู้ การให้กำลังใจให้เขาเห็นคุณค่าของตัวเอง ให้พวกเขามีความมั่นใจและสู้กับปัญหาเป็นสิ่งสำคัญ สิ่งแรกที่พ่อแม่ต้องทำความเข้าใจคือ หน้าที่ของพ่อแม่ไม่ใช่การรักษาโรคให้ลูก แต่คือการสอนให้ลูกดูแลตัวเองได้ และต้องระลึกเสมอว่าสิ่งที่พ่อแม่กระทำและแสดงออกต่ออุปสรรคต่างๆ ส่งผลอย่างมากต่อลูก จริงอยู่ว่าการมองโลกในแง่ดีไม่ได้ช่วยให้อาการลูกดีขึ้น แต่แน่นอนว่ามันได้ให้ความหวังและความมั่นใจแก่ลูกอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อมันมาจากพ่อแม่ของเขาเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เข้าจัดการกับการศึกษาของลูก สื่อสารกับที่โรงเรียนเกี่ยวกับการเรียนของลูก ศึกษาเกี่ยวกับกฎหมายและการให้บริการจากโรงเรียนในส่วนนี้ให้ดีก่อนที่จะตกลงร่วมกันกับโรงเรียน พ่อแม่หลายคนมีความคิดที่ว่าโรงเรียนต้องสอนเด็กทุกอย่างและมีหน้าที่ดูแลเด็กในทุกแง่ จำไว้เสมอว่าโรงเรียนเป็นแค่ส่วนหนึ่งในชีวิตของลูกและชีวิตครอบครัว ข้อจำกัดของโรงเรียนอาจไม่สามารถตอบโจทย์ที่พ่อแม่ต้องการได้ ลองมองหาตัวช่วยอื่นๆ ให้กับลูก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หาให้เจอว่าลูกถนัดเรียนแบบไหน เด็กแต่ละคนมีวิธีเรียนที่แตกต่างกันไป โดยเฉพาะเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ เด็กบางคนชอบที่จะเรียนจากภาพ เด็กจะเข้าใจได้ดีขึ้นเมื่ออธิบายเป็นกราฟหรือแผนภูมิจากการอ่าน หากเด็กถนัดเรียนจากการฟัง เด็กจะทำได้ดีกับการเรียนในห้องเรียน และมีแนวโน้มจะชอบฟังเพลงหรือเล่นละคร หรือเด็กบางคนจะถนัดเรียนแบบปฏิบัติ พวกเขาจะทำได้ดีในการสร้างสรรค์ผลงาน หรือทำอะไรที่ได้ค้นหา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ให้ความสำคัญกับชีวิตนอกห้องเรียน จำไว้ว่าความสำเร็จไม่ได้หมายถึงการเรียนเสมอไป แต่รวมถึงสุขภาพและความสัมพันธ์กับผู้อื่น พ่อแม่ควรจะให้ความสำคัญกับส่วนนี้ด้วย เหล่านี้คือคำแนะนำที่พ่อแม่ควรจะเริ่มต้นให้ความสนใจ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 0 ควรสอนให้ลูกภูมิใจในตัวเอง โดยให้ลูกรู้ว่าสิ่งที่ลูกชอบและถนัดคืออะไร และส่งเสริมเขาในจุดนั้น ให้กำลังใจลูกเมื่อต้องพูดถึงทักษะที่ตัวเองมีปัญหา ให้เด็กยอมรับและกล้าที่จะขอความช่วยเหลือกับผู้ใหญ่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 0 สอนให้ลูกมั่นใจในการตัดสินใจ พูดคุยกับเกี่ยวกับปัญหาหลายๆ เรื่อง และถามว่าถ้าเป็นเขาจะทำอย่างไร ผลจากการแก้ปัญหาแต่ละแบบเป็นอย่างไร และให้กำลังใจเด็กเวลาจะตัดสินใจ หรือเสนอตัวเลือกให้เขา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 0 สอนให้เด็กมีความพยายาม ให้เขาไม่หลีกหนีจากปัญหา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 0&amp;nbsp;ให้เด็กรู้จักมีเป้าหมายในชีวิต ลองให้เด็กสร้างเป้าหมายเล็กๆ และวิธีที่จะไปให้ถึง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 0 รู้จักที่จะขอความช่วยเหลือและช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งเป็นหลักในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 0 สามารถจัดการความเครียดและควบคุมอารมณ์ของตนเอง โดยสอนให้เขารู้จักกับอารมณ์ในแบบต่างๆ และทำความเข้าใจมัน เพื่อที่เขาจะได้รู้ว่าตัวเองกำลังเครียดอยู่ และสามารถหากิจกรรมที่จะลดความเครียดลงได้ ที่สำคัญ พ่อแม่จะต้องรู้ได้ทันทีว่าเมื่อไหร่ที่ลูกมีความเครียด ดูแลสุขภาพให้ดี แน่นอนว่าสุขภาพที่ดีจะนำมาสู่สุขภาพจิตที่ดี และจะทำให้เด็กมีสมาธิในการเรียนมากขึ้น ง่ายๆ แค่ให้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และพักผ่อนเพียงพอ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่าลืมดูแลตัวเอง พ่อแม่จะไม่สามารถดูแลลูกได้เลยหากว่าตัวเองเหนื่อยหรือเครียด อย่าเก็บเอาทุกอย่างไว้กับตัว มองหาตัวช่วย เช่น เพื่อน ครอบครัว ครู นักจิตวิทยา ที่จะคอยแบ่งเบาปัญหาและช่วยเหลือได้ ที่สำคัญ ลองมองหากลุ่มหรือองค์กรที่ทำงานด้านนี้โดยเฉพาะ เพื่อที่จะสร้างความสัมพันธ์กับพ่อแม่และเด็กคนอื่นๆ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9481</URL_LINK>
                <HASHTAG>คอร์สสำหรับการพัฒนาเด็กพิเศษ, ฐิติพร แก่นจันทร์, สถาบัน อ.ปั้น, สมาธิสั้น, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เด็กออทิสติก, เววิรี อิทธิอนันต์กุล, เอมอร ชื่นชอบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180518/image_big_5afeb2d79a75f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
