<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114472</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2021 11:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2021 11:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ : มุมมองจากชนบท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo; ชาวอเมริกันส่วนใหญ่เชื่อในคุณธรรมที่ว่าความมั่งคั่งและการเลื่อนสถานะทางสังคมมาจากการทำงานหนัก ไม่ใช่มาจากอภิสิทธิ์ แต่ความไม่เท่าเทียมกันของโอกาสกลับเป็นข้อจำกัดของการขยับฐานะทางสังคม&amp;rdquo; (AMY FONTINELLE , 2020) &amp;nbsp;ดังนั้นโอกาสจึงเป็นสาเหตุสำคัญของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะในอาณาบริเวณที่ระดับการพัฒนาเศรษฐกิจต่ำกว่าบริเวณอื่น ๆ คงไม่ใช่ความผิดของประชากรที่เกิดในเขตที่การพัฒนาเศรษฐกิจมีไม่มาก พ่อแม่ของเขาก็ไม่ได้ทำอะไรผิด เพียงแต่ความเหลื่อมล้ำของโอกาสนำไปสู่จุดที่เขาเป็นอยู่ทุกวันนี้ แต่สำหรับเมืองที่มีความเติบโตสูง มีความมั่งคั่งต่อเนื่องมาหลายรุ่น ทำให้ประชากรอีกส่วนหนึ่งเติบโตขึ้นมาในพื้นที่ที่ดีพร้อม มีโรงเรียนที่มีคุณภาพ เด็ก ๆ ได้ประโยชน์จากการเข้าถึงโรงเรียนที่มีคุณภาพดีและประกอบอาชีพในองค์กรที่ให้ค่าตอบแทนและผลประโยชน์ที่ดี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเหลี่อมล้ำทางเศรษฐกิจหลักการจะหมายถึงความไม่เท่าเทียมกันในการกระจายรายได้ ความเหลื่อมล้ำในความมั่นคั่งหรือทรัพย์สิน และความเหลื่อมล้ำในโอกาสของคนในสังคม ในฐานะของคนที่คลุกคลีและอาศัยในชนบท เห็นว่าความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจยังขึ้นกับนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจจังหวัดและภาคของรัฐบาล &amp;nbsp;จังหวัดและภาคที่อยู่ในยุทธศาสตร์การพัฒนาของรัฐบาล ก็จะมีงบประมาณมาลงทุนจำนวนมาก และดึงดูดการลงทุนต่อเนื่องจากภาคเอกชน และทำให้ภูมิภาคนั้นมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่าภาคอื่น ๆ &amp;nbsp;และทำให้ธุรกิจและครัวเรือนในภูมิภาคดังกล่าวมีรายได้ ความมั่งคั่งและโอกาสต่าง ๆ ดีกว่าประชากรในภาคอื่น นอกจากนั้นความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีด้านดิจิทัลก็จะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในอนาคต และคนที่ขาดทักษะด้านดิจิทัลจะเป็นคนจนรุ่นใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาเหตุของความเหลื่อมล้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในแง่รายได้หากพิจารณารายได้ของเกษตรกร (ผู้ผลิตต้นน้ำ) ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศพบว่าช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ราคาสินค้าที่เกษตรกรจำหน่ายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.0 ต่อปี โดยราคาพืชผลเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.8 ต่อปี สูงกว่าราคาปศุสัตว์ที่เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 2.0 ต่อปี (ตารางที่ 1) สำหรับค่าจ้างแรงงานในภาคอุตสาหกรรม (การผลิตกลางน้ำ) ก็พบว่าช่วง 2537-2563 อัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 6.0 ต่อปี สูงกว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเล็กน้อย และมีระบบด้านสวัสดิการระหว่างทำงานและหลังจากออกจากงาน ดีกว่ากลุ่มเกษตรกรซึ่งยังต้องเผชิญความผันผวนของผลผลิตจากดินฟ้าอากาศ จึงเป็นกลุ่มที่ยากลำบากที่สุด ขณะที่กลุ่มคนซึ่งเป็นผู้ประกอบการ (หน่วยผลิตปลายน้ำ) ซึ่งเป็นเจ้าของทุน รายได้ส่วนใหญ่จะมาจากการลงทุนและผลตอบแทนจากการลงทุน จากการเก็บตัวเลขกำไรของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบว่ากำไรในช่วงปี 2552-2560 เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 15.0 ต่อปี &amp;nbsp;สูงกว่าค่าจ้างแรงงานและรายได้ของเกษตรกร &amp;nbsp;ข้อเท็จจริงนี้นำไปสู่อัตราการเพิ่มของรายได้ของคนสามกลุ่มที่จะแตกต่างกันไปเรื่อย ๆ และถ้าความแตกต่างสะสมมากขึ้น ความเหลื่อมล้ำก็ยิ่งมากขึ้น &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมาก็มีส่วนสร้างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาคและจังหวัดโดยมิได้ตั้งใจ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;โครงการ Eastern Seaboard Development Program: ESB &amp;nbsp;ที่เริ่มเมื่อปี 2525 ดึงดูดภาคเอกชนลงทุนตาม GRP ภาคตะวันออกขยายตัวสูงสุด &amp;nbsp;สำหรับภาคกลาง ได้รับประโยชน์จากนโนบายส่งเสริมการลงทุน เพราะอยู่ใกล้ท่าเรือ ทำให้ GRP ภาคกลาง ขยายตัวสูงเป็นลำดับสองรองจากภาคตะวันออก สำหรับภาคอื่น ๆ การลงทุนของภาครัฐบาลเน้นขยายบำรุงรักษาถนน ก่อสร้างอาคารสถานศึกษา หรือโครงการเฉพาะของภาค &amp;nbsp;โครงการขนาดกลางและใหญ่ของรัฐบาลแทบไม่มี ทั้งนี้ภูมิภาคที่ GRP ขยายตัวต่ำสุดช่วงปี &amp;nbsp;2525-2558 คือภาคเหนือ รองลงมาเป็น ภาคตะวันตก สำหรับปี 2559-2562 ภูมิภาคที่เติบโตต่ำสุดเป็นภาคตะวันตก รองลงมา ได้แก่ภาคเหนือ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่คนหนุ่มสาวในภูมิภาคหลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยจะไปทำงานในองค์กรที่ให้ค่าตอบแทนและผลประโยชน์ดีซึ่งส่วนใหญ่อยู่ใน กทม.และปริมณฑล หรือหัวเมืองใหญ่ของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ข้อเสนอในการแก้ไข
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าพิจารณาความเหลื่อมล้ำในมิติจังหวัดที่มีคนจนมากและรายได้ต่อหัวต่ำ เช่น แม่ฮ่องสอน นราธิวาส ปัตตานี กาฬสิน และนครพนม ทั้ง 5 จังหวัดคล้ายกันในโครงสร้าง คือ แรงงานประมาณร้อยละ 43 &amp;ndash; 55 อยู่ในภาคเกษตร แต่ผลิตภัณฑ์ภาคเกษตรมีสัดส่วนต่ำร้อยละ 20 &amp;nbsp;ลักษณะทางภูมิศาสตร์เดินทางลำบาก เช่น จังหวัดแม่ฮ่องสอน พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา เป็นที่สูง เดินทางลำบาก ได้ประโยชน์จากการลงทุนของภาครัฐและเอกชนไม่มาก ยังขาดโอกาสการเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่สำคัญคือ กรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกิน การศึกษาที่มีคุณภาพ สินเชื่อจากระบบสถาบันการเงิน &amp;nbsp;รูปแบบการแก้ไขผ่านงบจังหวัด &amp;nbsp;(Area) ที่ดำเนินการอยู่ขณะนี้คือการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีของจังหวัด ซึ่งมีองค์ประกอบให้งบประมาณตามสัดส่วนคนจน 10% ผกผันรายได้ครัวเรือน 25% (พ.ค.2563) แต่ตามเกณฑ์นี้จังหวัดที่ยากจนเรื้อรัง ยังได้รับงบประมาณพัฒนาจังหวัดไม่มาก &amp;nbsp;
&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การพัฒนาเศรษฐกิจควรให้ความสำคัญกับกระจายการลงทุนสู่ภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างภาคและภาระด้านการคลังในการช่วยผู้มีรายได้ต่ำ สำหรับการแก้ปัญหาความยากจนระดับพื้นที่ (Area) ใช้เกณฑ์สัมประสิทธิ์จีนี ( Gini coefficient) รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนต่อคนต่อปี ครัวเรือนที่ตกเกณฑ์มาตรฐานความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) เป็นตัวชี้วัด กำหนดสถานที่ดำเนินการ และนำผู้เชี่ยวชาญ เช่น เกษตร ปศุสัตว์ พาณิชยกรรม ท่องเที่ยว โยธาธิการ อุตสาหกรรม เป็นต้น ร่วมออกแบบ เช่น ด้านคุณภาพชีวิต น้ำกิน น้ำใช้ แหล่งน้ำ คลองส่งน้ำ ยกระดับการผลิต สนับสนุนการตลาดให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่ เช่น ปลูกหญ้าเนเปีย เลี้ยงสัตว์ เกษตรปลอดภัย ปลูกไม้ยืนต้น ศูนย์กระจายสินค้า เป็นต้น &amp;nbsp;ในเบื้องต้นรัฐบาลจัดทำโครงการ sandbox สำหรับจังหวัดยากจนภาคละ 1 จังหวัด และมีการติดตามโครงการอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ&amp;nbsp;
สมศักดิ์ วงศ์ปัญญาถาวร กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114472</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ : มุมมองจากชนบท, คอลัมน์เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ, สมศักดิ์ วงศ์ปัญญาถาวร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210825/image_big_6125ccba61afc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108154</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2021 13:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2021 13:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ภูเก็ตแซนด์บ๊อกซ์..ทำได้-ดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปฏิกิริยาของรัฐบาลในการถือฤกษ์งามยามดีพฤหัสบดีที่ 1 กรกฏาคม 2564 กดปุ่มเดินหน้าโครงการภูเก็ตแซนด์บ๊อกซ์เต็มตัว เพื่อปูทางไปสู่การเปิดประเทศเต็มรูปแบบภายใน 120 วันนับจากวันที่นายกรัฐมนตรีแถลงอย่างเป็นทางการผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2564 นับเป็นการส่งสัญญาณการเดินหน้าประเทศไทย ฝ่าวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โควิด-19 ที่กล้าหาญอย่างยิ่ง และน่าชื่นชมอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการสำรวจความเห็นประชาชนล่าสุดระหว่างวันที่ 17-19 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยสำนักวิจัยซูเปอร์โพลล์ ซึ่งระบุชัดเจนว่าประชาชนกว่าร้อยละ 90 เห็นด้วยกับการตัดสินใจเปิดประเทศของรัฐบาล &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามภายใต้ความเห็นสนับสนุนการเปิดประเทศของรัฐบาล ประชาชนได้สะท้อนข้อห่วงกังวลผ่านการสำรวจของสำนักวิจัยซูเปอร์โพลล์เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อห่วงกังวลว่าด้วยคุณภาพและประสิทธิภาพการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยิ่งไปกว่านั้นในการสำรวจดังกล่าวของสำนักวิจัยซูเปอร์โพลล์ ยังพบด้วยว่าประชาชนส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 90 ต้องการให้รัฐบาลปรับปรุงแก้ไขกระบวนการสื่อสารข้อมูลแก่ประชาชนให้มีความชัดเจน และตรงไปตรงมา เพื่อยุติความสับสน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรณีโครงการนำร่อง &amp;ldquo;ภูเก็ตแซนด์บ๊อกซ์&amp;rdquo; ซึ่งถูกปักหมุดไว้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม 2564 เป็นต้นไป แม้เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากการคิดดี มุ่งดีของรัฐบาล เพื่อขับเคลื่อนการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมบริการการท่องเที่ยว ตลอดจนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในจังหวัดภูเก็ตที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ซึ่งซบเซาอย่างรุนแรงจากภัยคุกคามของโควิด-19 นับจากต้นปี 2563 เป็นต้นมา แต่ก็จำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลรายละเอียดที่เกี่ยวข้องให้รอบคอบ และรอบด้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชีพจรเศรษฐกิจจังหวัดภูเก็ตซึมเซาลงอย่างรุนแรงในปี 2563 และเรื้อรังมาถึงตอนนี้ คือรายได้จากการท่องเที่ยวที่เคยไหลบ่าเข้าไปที่ภูเก็ตปีละกว่า 4 แสนล้านบาทในช่วงก่อนหน้าการระบาดของโควิด-19 ได้ทรุดฮวบลงเหลือเพียงหลัก 1 แสนล้านบาทเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นั่นหมายถึงในห้วงปี 2563 รายได้จากการท่องเที่ยวที่หล่อเลี้ยงความมีชีวิตชีวาแก่ภูเก็ต ถูกพิษภัยของโควิด-19 ทำให้อันตรธานหายไปถึงกว่าร้อยละ 75 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มูลเหตุหลักที่ทำละลายรายได้จากการท่องเที่ยวของภูเก็ตให้หายวับไปถึงกว่าร้อยละ 75 คือจำนวนนักท่องเที่ยวที่เคยเข้าไปจับจ่ายใช้เงินในภูเก็ตเมื่อปี 2563 หดตัวลงจากช่วงก่อนหน้าการระบาดของโควิด-19 ถึงกว่าร้อยละ 70&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถิติจำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมที่เข้าไปดื่มด่ำบรรยากาศในภูเก็ตปี 2562 ก่อนหน้าการแพร่ระบาดของโควิด-19 มีจำนวน 18.4 ล้านคน แต่ได้ลดวูบลงเหลือเพียง 5.5 ล้านคนเมื่อปี 2563 อันเนื่องมาจากผลพวงการแพร่ระบาดของโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความพยายามพลิกฟื้นคืนความสดใสมีชีวิตชีวาให้ภูเก็ต ด้วยโครงการภูเก็ตแซนด์บ๊อกซ์ ก่อนที่จะค่อยๆขยายผลไปสู่สุราษฏร์ธานี-พังงา-กระบี่-ประจวบคีรีขันธ์-เพชรบุรี-ชลบุรี-บุรีรัมย์-เชียงใหม่ และกรุงเทพมหานคร โดยลำดับ ก่อนที่จะจุดพลุเปิดประเทศภายใน 120 วันตามสัญญาที่นายกรัฐมนตรีลั่นวาจาเอาไว้เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ซึ่งจะตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 14 ตุลาคม 2564 พอดิบพอดี ต้องนับเป็นความพยายามที่ท้าทายขีดความสามารถของรัฐบาล ในการบริหารจัดการสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงหลากหลายมิติ&amp;hellip;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเสี่ยงอันดับแรก...ความเสี่ยงในการปลุกการท่องเที่ยวของภูเก็ตให้ฟื้นตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จับจังหวะที่ตีฆ้องของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งขานรับข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีในการเตรียมความพร้อมเปิดภูเก็ตแซนด์บ๊อกซ์ ดูจะให้ความสนใจเพ่งเล็งไปที่ปัจจัยเพียง 2 ประการคือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1).อัตราส่วนประชากรภูเก็ตที่ได้รับการฉีดวัคซีนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 หรือคิดเป็นจำนวนคนประมาณ 3 แสนคน เพื่อหวังว่านั่นเพียงพอที่จะก่อเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ขึ้นในภูเก็ต และมีพลังมากพอที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้กลับเข้าไปจับจ่ายใช้เงินในภูเก็ต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2).ปฏิกิริยาความพร้อมของภาคธุรกิจบริการท่องเที่ยว ที่ไชโยโห่ร้องต้อนรับ แสดงความยินดีกับโครงการภูเก็ตแซนด์บ๊อกซ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ทั่วโลก และรัฐบาลหลายประเทศยังคงไม่ส่งเสริม หรือสนับสนุนให้ประชากรของตัวเองเดินทางออกไปท่องเที่ยวนอกประเทศอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ จึงถือเป็นปัจจัยเสี่ยง ซึ่งจะมีผล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างมากต่อความสำเร็จของภูเก็ตแซนด์บ๊อกซ์ ที่พึงต้องตระหนักไว้ให้ดี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเสี่ยงอันดับสอง...ความเสี่ยงในการควบคุมการแพร่ระบาด อันเนื่องมาจากการเดินหน้าภูเก็ตแซนด์บ๊อกซ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาล จะมีหลักประกันความมั่นใจอย่างไร เพื่อสร้างความไว้วางใจแก่ทั้งประชาชนที่มีถิ่นพำนักในภูเก็ต รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวที่ภูเก็ต ให้สามารถใช้ชีวิตในภูเก็ตได้อย่างสบายใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในทางกลับกันรัฐบาล ได้เตรียมทางหนีทีไล่ไว้อย่างไร ในกรณีมีเหตุสุดวิสัย เกิดการระบาดระลอกใหม่ขึ้นในภูเก็ต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 เคยแถลงแนวทางการบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19(ศบค.) กรณีภูเก็ตแซนด์บ๊อกซ์ ทำนองว่า&amp;rdquo;เปิดได้ ก็ปิดได้&amp;rdquo; หากวินิจฉัยแล้วมีองค์ประกอบสถานการณ์การแพร่ระบาด 3 ประการได้แก่มีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่สะสมไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 90 คน หรือมีการระบาดใหม่ตั้งแต่ 3 คลัสเตอร์ขึ้นไป หรือมีอัตราครองเตียงของผู้ป่วยในโรงพยาบาลเกินกว่าร้อยละ 80 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวทางการบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 ตามที่โฆษก ศบค.แถลง แม้จะเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่ก็ซ่อนความเสี่ยงอันเกิดจากความไม่แน่นอนเอาไว้ สำหรับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเสี่ยงอันดับสาม...ความเสี่ยงในการบริหารจัดการหนี้สิน-ทรัพย์สิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระบวนการเตรียมความพร้อมก่อนเดินหน้าโครงการภูเก็ตแซนด์บ๊อกซ์ ดูจะละเลยประเด็นการบริหารจัดการหนี้สิน-ทรัพย์สินของผู้ประกอบการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กว่า 1 ขวบปีที่โควิด-19 ระบาดคุกคามลมหายใจของชีวิต และลมหายใจของธุรกิจ ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจจำนวนมาก ครอบคลุมภาคธุรกิจที่หลากหลาย มีสถานะเป็น&amp;rdquo;หนี้เสีย&amp;rdquo;ของสถาบันการเงิน และมีสถานะถูกขึ้นบัญชีดำของบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือ&amp;rdquo;เครดิตบูโร&amp;rdquo; กระทั่งขาดทุนทรัพย์ที่จะไปใช้สำหรับการบูรณะฟื้นฟูกิจการ ให้พร้อมรับกับการเปิดภูเก็ตแซนด์บ๊อกซ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย ควรต้องประสานความร่วมมือกันในการกำหนดมาตรการทางการเงินที่มีความผ่อนปรนที่สุด มีความสอดคล้องกับปัญหาและสถานการณ์ที่เป็นอยู่จริงตอนนี้ แล้วเร่งรัดผลักดันเดินหน้ามาตรการ เพื่อต่อลมหายใจแก่ผู้ประกอบการ และฟื้นฟูผู้ประกอบการให้พร้อมรับกับภูเก็ตแซนด์บ๊อกซ์ รวมไปถึงการเปิดประเทศโดยเร็วที่สุด โดยนำทรัพยากรทางการเงินจาก พ.ร.ก.สินเชื่อฟื้นฟูและพักทรัพย์-พักหนี้ จำนวน 3.5 แสนล้านบาท และจากงบฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ภายใต้พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาทและพ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาอย่างคุ้มค่า และทันสถานการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้และทั้งนั้น ก็เพื่อสนับสนุนให้ภูเก็ตแซนด์บ๊อกซ์ และการเปิดประเทศ สามารถบรรลุตามวัตถุประสงค์ของการการคิดดี-มุ่งดี-ทำดี เพื่อเดินหน้าประเทศ และคืนความสุขแก่คนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;&amp;hellip;...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์เวทีเวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ&amp;nbsp;
นาย วุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108154</URL_LINK>
                <HASHTAG>คอลัมน์เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ, ภูเก็ตแซนด์บ๊อกซ์, วุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210622/image_big_60d1a8d787090.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106532</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/06/2021 09:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/06/2021 09:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชาวไทยเชื้อสายเวียดนามในอีสานกับนโยบายชาวเวียดนามโพ้นทะเลของรัฐบาลเวียดนาม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงต้นปี 2564 เป็นห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญในเวียดนามเนื่องจากเป็นฤดูแห่งการผลัดใบของผู้นำทางการเมืองทั้งในระดับพรรคคอมมิวนิสต์และรัฐบาลเวียดนาม &amp;nbsp;การประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์ฯ ที่จัดขึ้นในรอบ 5 ปี ในปลายเดือนมกราคม 2564 มีมติให้ นายเหงียน ฝู จ่อง ดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่ของพรรคฯ ต่อไปอีกหนึ่งวาระ โดยเขาได้กล่าวอย่างมั่นใจในพิธีเปิดการประชุมว่า &amp;ldquo;ประเทศของเรากำลังยืนอยู่ในจุดที่เต็มเปี่ยมไปด้วยศักยภาพ ความเชื่อมัน และความน่าเชื่อถือในระดับสากลอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน&amp;rdquo; &amp;nbsp;ในขณะที่การประชุมสภาแห่งชาติสมัยที่ 14 ครั้งที่ 11 ระหว่างวันที่ 24 มีนาคม - 5 เมษายน 2564 มีมติให้นายฝ่าม มิง จิ๋ง ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่แทนที่นายเหงียน ซวน ฟุ๊ก ที่ก้าวขื้นสู่ตำแหน่งประธานประเทศ ท่ามกลางปัญหาเชื้อไวรัสโควิด 19 ที่กำลังโจมตีอย่างหนักหน่วงทั่วโลก &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเวียดนามได้ถือโอกาสนี้ประกาศความสำเร็จในสิ่งที่รัฐบาลเรียกว่า &amp;ldquo;เป้าหมายคู่&amp;rdquo; อันหมายถึงความสำเร็จในการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด 19 ไปพร้อมๆ กับความสำเร็จในการฟื้นฟูเศรษฐกิจท่ามกลางภาวะปกติใหม่ &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในปี 2563 อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามอยู่ที่ระดับ 2.9% ท่ามกลางประเทศเพื่อนบ้านที่ระดับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจติดลบกันอย่างถ้วนหน้า&amp;nbsp; 

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หากย้อนกลับไปทบทวนถึงความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจของเวียดนามนับตั้งแต่การประกาศนโยบายการปฏิรูป &amp;ldquo;โด่ยเหมย&amp;rdquo; ในปี 2529 เป็นต้นมาจะพบว่า เวียดนามมิเพียงแต่จะให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์จำนวนกว่า 90 ล้านคนที่อาศัยอยู่ภายในประเทศเพียงเท่านั้น หากแต่กลุ่มประชากรเชื้อสายเวียดนามที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศหรือที่ในภาษาเวียดนามเรียกว่า &amp;ldquo;เกี่ยวบ่าว&amp;rdquo; จำนวนกว่า 4.5 ล้านคนในกว่า 110 ประเทศ ยังเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญในการรณรงค์ให้พวกเขาได้หวนกลับไปมีปฏิสัมพันธ์กับแผ่นดินแม่ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของรัฐ &amp;nbsp;ทั้งนี้ นโยบายเกี่ยวกับชาวเวียดนามโพ้นทะเลได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญภายหลังการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งที่ 6&amp;nbsp;ในเดือนธันวาคม 2529 เป็นต้นมา &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม การที่จะดึงเกี่ยวบ่าวในต่างแดนกลับไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศนั้นอาจจะต้องประสบปัญหาบางประการ โดยเฉพาะปัญหาด้านความแตกต่างทางการเมืองที่เกิดจากสงครามเวียดนามจนส่งผลให้เกิดการอพยพครั้งใหญ่นับตั้งแต่ปี 2518 &amp;nbsp;ด้วยเหตุนี้ ในเดือนพฤศจิกายน 2536 พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามจึงได้เผยให้เห็นความพยายามในการสร้างความสมานฉันท์ทางชาติพันธุ์ โดยการปรับเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อมวลชนเกี่ยวบ่าวในต่างแดนผ่านคำขวัญเชิงวาทกรรมว่า &amp;ldquo;ชาวเวียดนามในต่างแดนถือเป็นองคาพยพที่ไม่สามารถแยกออกไปจากชุมชนชาติพันธุ์เวียดนามได้&amp;rdquo; &amp;nbsp;จากนั้น ในเดือนพฤศจิกายน 2538 ก็ได้มีการจัดตั้งให้ &amp;ldquo;คณะกรรมการกิจการชาวเวียดนามโพ้นทะเล&amp;rdquo; ให้เป็นองค์กรในกำกับของกระทรวงการต่างประเทศ &amp;nbsp;อีกทั้งยังได้กำหนดให้กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนชาวเวียดนามโพ้นทะเลเป็น 1 ใน 4 พันธกิจหลักทางด้านการต่างประเทศ

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กล่าวได้ว่า การเปลี่ยนแปลงแนวคิดและนโยบายที่มีต่อชาวเวียดนามโพ้นทะเลได้ส่งผลลัพธ์ในแง่บวกต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจภายในประเทศเวียดนามอยู่ไม่น้อย &amp;nbsp;ข้อมูลจากพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามระบุว่า เกี่ยวบ่าวในต่างแดนกว่า 500,000 คน จาก 4.5 ล้านคน เป็นผู้ที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีขึ้นไปจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก&amp;nbsp; หลายคนยังเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี&amp;nbsp; เศรษฐกิจ และการเงินในระดับโลก &amp;nbsp;ทั้งนี้ รัฐบาลเวียดนามได้แต่งตั้งเกี่ยวบ่าวในต่างแดนจำนวน 5 คน ให้เป็นที่ปรึกษาทางด้านเศรษฐกิจของอดีตนายกรัฐมนตรีเหงียน ซวน ฟุ๊ก &amp;nbsp;นอกจากนั้น การที่รัฐบาลได้ปรับปรุงกฎหมายการลงทุนและหยิบยื่นสิทธิพิเศษให้แก่นักธุรกิจเชื้อสายเวียดนามยังส่งผลให้เกี่ยวบ่าวจำนวนมากหันกลับไปลงทุนในเวียดนามจนเกิดแบรนด์ธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น Techcombank และ Vpbank บริษัท Eurowindow ผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้างรายใหญ่ บริษัท Masan Consumer ผู้ประกอบการทางด้านสินค้าอุปโภคและบริโภค บริษัท Sun Group Vietnam ผู้ลงทุนทางด้านอสังหาริมทรัพย์ โดยโครงการที่มีชื่อเสียง เช่น InterContinental Danang Sun Peninsula Resort, Novotel Danang Premier Han River หรือ Ba Na Hills Mountain Resort ฯลฯ บริษัท Vingroup Joint Stock Company ที่ดำเนินธุรกิจทางด้านอสังหาริมทรัพย์ และยังเป็นผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเวียดนามรายแรกภายใต้แบรนด์ Vinfast &amp;nbsp;ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าจะเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจอันสืบเนื่องมาจากไข้หวัดโควิด 19 แต่มูลค่าโดยรวมของเงินที่ถูกส่งกลับสู่ประเทศเวียดนาม (remittance) โดยเกี่ยวบ่าวในต่างแดนในปีที่ผ่านมายังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 3% เมื่อเทียบกับปี 2562 คิดเป็นมูลค่า 17.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ และอยู่ในอันดับ 3 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รองจากจีน และฟิลิปปินส์

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับในประเทศไทย ในปัจจุบันคาดว่าจะมีประชากรเชื้อสายเวียดนาม หรือ &amp;ldquo;เกี่ยวบ่าวถายลาน&amp;rdquo; จำนวนประมาณ 100,000 คน อาศัยอยู่ในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดนไทย-ลาวในภาคอีสาน &amp;nbsp;ในอดีต หน่วยงานของรัฐมักจะแบ่งชาวเวียดนามออกเป็นสองกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มชาวเวียดนามเก่า และ กลุ่มชาวเวียดนามใหม่ &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันประชากรเชื้อสายเวียดนามส่วนใหญ่ต่างก็ได้รับสัญชาติและเป็นพลเมืองไทยโดยถูกต้องตามกฎหมาย &amp;nbsp;แต่เดิมชาวไทยเชื้อสายเวียดนามส่วนใหญ่จะประกอบธุรกิจขนาดย่อม เช่น ค้าขาย เปิดอู่ซ่อมรถ รับจ้างทั่วไป รับเหมาก่อสร้าง หรือ เปิดร้านอาหาร &amp;nbsp;จากนั้น เมื่อได้รับสัญชาติไทยแล้ว เกี่ยวบ่าวถายลานก็ได้ประกอบอาชีพที่หลากหลายยิ่งขึ้น &amp;nbsp;หลายคนยังได้พัฒนากิจการของตนให้กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ และกลายเป็นภาคส่วนสำคัญในการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและสังคมในท้องถิ่นที่ตนอาศัยอยู่&amp;nbsp; ในขณะที่รัฐบาลเวียดนามมองว่า กลุ่มชาวไทยเชื้อสายเวียดนามเป็นมวลชนที่มีความใกล้ชิดกับแผ่นดินมาตุภูมิและยังเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างไทย-เวียดนาม&amp;nbsp; ในปี 2550 ประธานประเทศเวียดนามได้มอบเหรียญเชิดชูเกียรติเอกราชชั้นสูงสุดให้แก่ประชาคมเกี่ยวบ่าวในเมืองไทยเพื่อยืนยันถึงสายสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างเกี่ยวบ่าวในเมืองไทยและประเทศเวียดนาม &amp;nbsp;กลุ่มคนเหล่านี้เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการทูตภาคประชาชน โดยการมีส่วนร่วมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างจังหวัดชายแดนของไทยกับจังหวัดในภาคกลางของเวียดนามจนเกิดการจัดตั้งกรอบความร่วมมือในระดับท้องถิ่นข้ามพรมแดนขึ้นหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่ม 9 จังหวัด 3 ประเทศ (ไทย-ลาว-เวียดนาม) ที่ใช้เส้นทางหมายเลข 8 และ 12&amp;nbsp; นอกจากนั้น พวกเขายังมีส่วนร่วมในการกระชับความร่วมมือในระดับพหุภาคีกับจังหวัดต่างๆ ของเวียดนาม เช่น เหงะอาน ห่าติ๋ง และกว่างบิ่ง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชาวไทยเชื้อสายเวียดนามที่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจหลายคนยังได้มีส่วนร่วมทางการค้า การลงทุน การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการสร้างความเชื่อมโยงทางธุรกิจระหว่างไทยและเวียดนาม โดยในปัจจุบันได้มีการจัดตั้งสมาคมนักธุรกิจไทย-เวียดนามขึ้นในจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะในภาคอีสานรวม 13 แห่ง&amp;nbsp; ทั้งนี้ นักธุรกิจชาวไทยเชื้อสายเวียดนามยังได้มีโอกาสพบปะกับนักธุรกิจเชื้อสายเวียดนามจากทั่วโลกในเวทีการสัมมนาเพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีโดยคณะกรรมการกิจการชาวเวียดนามโพ้นทะเล&amp;nbsp; ในปี 2562 สมาคมนักธุรกิจไทย-เวียดนามแห่งประเทศไทยยังได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมส่งเสริมการค้าไทย-เวียดนาม และนานาชาติที่ศูนย์ประชุมวีทีแหนมเนืองคอมมูนิตี้ อันเป็นศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ที่บริหารงานโดยนักธุรกิจชาวไทยเชื้อสายเวียดนามจังหวัดอุดรธานี &amp;nbsp;การประชุมครั้งนี้มีนักธุรกิจชาวไทย-เวียดนามเข้าร่วมประชุมถึงกว่า 600 คน โดยมีตัวแทนจากแนวร่วมปิตุภูมิแห่งชาติเวียดนาม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และองค์กรส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก &amp;nbsp;ในช่วงเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา นักธุรกิจชาวไทยเชื้อสายเวียดนามหลายคนยังได้หวนกลับไปลงทุนในประเทศเวียดนาม อาทิ บริษัทบุญทะพานฟาร์มจำกัด จังหวัดนครพนมที่ได้รับการเชิญชวนให้ไปถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเลี้ยงสุกรในจังหวัดห่าติ๋ง และยังได้เข้าไปลงทุนจัดตั้งฟาร์มเลี้ยงสุกรขนาดใหญ่อีกหลายแห่งในประเทศเวียดนาม &amp;nbsp;นอกจากนั้น ยังมีนักธุรกิจเชื้อสายเวียดนามจากภาคอีสานอีกหลายคนที่ได้กลับไปทำการค้าการลงทุนในประเทศเวียดนามโดยอาศัยความรู้ความเข้าใจทางด้านภาษา วัฒนธรรม สิทธิประโยชน์ของการมีเชื้อสายเวียดนาม และศักยภาพของการเชื่อมโยงตามระเบียงเศรษฐกิจ และเส้นทางคมนาคมระหว่างประเทศที่ได้รับการยกระดับขึ้นเป็นอย่างมากในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กล่าวโดยสรุปได้ว่า การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของพรรคคอมมิวนิสต์และรัฐบาลเวียดนามที่มีต่อชาวเวียดนามโพ้นทะเลจากการให้ความสำคัญทางด้านการเมือง และความมั่นคง ไปสู่การให้ความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจได้ส่งผลในแง่บวกต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจของเวียดนามเป็นอย่างสูง&amp;nbsp; สำหรับในเมืองไทย กลุ่มชาวไทยเชื้อสายเวียดนามโดยเฉพาะในภาคอีสานที่นับวันจะมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจมากขึ้นก็ได้กลายเป็นขุมกำลังสำคัญในการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจในท้องถิ่นที่ตนอาศัย&amp;nbsp; นอกจากนั้น กลุ่มชาวไทยเชื้อสายเวียดนามที่มีความรู้ความเข้าใจในภาษา วัฒนธรรม อุปนิสัย รวมถึงรสนิยมในการบริโภคของชาวเวียดนามอาจจะเป็นหนึ่งในสะพานที่เชื่อมโยงไปสู่ตลาดการค้าการลงทุนในเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศที่กำลังมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;อีกทั้งยังเป็นตลาดการค้าขนาดใหญ่ที่มีประชาการกว่า 90 ล้านคน&amp;nbsp; สำหรับประเทศไทยนั้น อาจถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องหันมาให้ความสำคัญกับทรัพยากรชาวไทยในต่างแดนซึ่งมีจำนวนประมาณ 1.5 ล้านคน รวมถึงการให้ความสำคัญกับพลเมืองไทยที่มีเชื้อสายจากประเทศต่างๆ ให้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการทูตภาคประชาชน และการทูตเชิงเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพต่อไปในอนาคต

บทความคอลัมน์ เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ

ดร.สุริยา คำหว่าน อาจารย์ประจำสาขามานุษยวิทยาวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว คณะศิลปะศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106532</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล, คอลัมน์เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201218/image_big_5fdc7dbc2ce77.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101874</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/05/2021 18:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/05/2021 18:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>SEAMEO Congress 2021: การปรับตัวของอุดมศึกษาในยุคดิจิตอล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;องค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asian Ministers of Education Organization) ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ประเทศไทย ได้จัดประชุมสมัชชาการศึกษา The SEAMEO Congress 2021 ระหว่างวันที่ 28-29 เมษายน 2564 ภายใต้หัวเรื่อง &amp;ldquo;การเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุคดิจิตอล&amp;rdquo; (Transforming Southeast Asian Education, Science and Culture in the Digital Age) โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้ออกแบบนโยบายด้านการศึกษา นักการศึกษา นักวิจัย ภาคีด้านการศึกษา ผู้แทนองค์การสหประชาชาติเข้าร่วมงานกว่า 15,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่าด้วยการอุดมศึกษาและการพัฒนาของซีมิโอ (SEAMEO Regional Centre for Higher Education and Development: RIHED) จัดให้ถกแถลงในประเด็น &amp;ldquo;การปรับตัวของอุดมศึกษาในยุคดิจิตอล&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(Transforming Higher Education in the Digital Era) ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอุดมศึกษาจาก 3 ทวีป ได้แก่ ทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกา กล่าวคือศาสตราจารย์ เมลินดา เดลา เพนยา บันดาลาเรีย อธิการบดี มหาวิทยาลัยเปิดของมหาวิทยาลัยแห่งฟิลิปปินส์ และประธานอธิการบดีเครือข่ายมหาวิทยาลัยเปิดแห่งเอเชีย รองศาสตราจารย์ สมพร พุทธาพิทักษ์ผล รักษาการรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ประเทศไทย คุณเฮเลน บัลเดอร์รามา รองผู้อำนวยการ โครงการความร่วมมือนานาชาติ และ ศาสตราจารย์ โดมินิก ชัฟเฟล ดูนองด์ หัวหน้าฝ่ายวิชาการ โครงการการเรียนรู้ผ่านเครือข่ายโลก (Globally Networked Learning) มหาวิทยาลัยยอร์ก แคนาดา คุณซิลวี บอนิชอน ผู้เชี่ยวชาญ EURASHE เบลเยี่ยม และ ดร.รันเดล มาร์ติน ผู้อำนวยการ สภาบริติชโคลัมเบียเพื่อการศึกษานานาชาติ (British Columbia Council for International Education) ประเทศแคนาดา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 5 ท่านชี้ให้เห็นว่าการปรับเปลี่ยนในภาคอุดมศึกษาเป็นเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วน เพราะการศึกษาคือสินค้าสาธารณะ (public goods) และสถาบันอุดมศึกษาคือวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social enterprise) ที่ต้องตอบสนองต่อความต้องการของสังคม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณ ปัจจุบัน สังคมกับเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตที่ทำให้โลกพลิกผัน (Disruptions) หลายประการ เช่น ภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาทางการเมืองภายในประเทศในหลายจุดทั่วโลก วาระการพัฒนาของโลกที่ทุกฝ่ายมุ่งให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเสมอภาค อาทิ วาระการศึกษาของโลก 2030 (Education Agenda 2030) เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals) กระทบต่อการอุดมศึกษาโดยตรงเพราะเป็นทั้งแหล่งผลิตความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ซึ่งจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการอย่างมีคุณภาพ เพื่อสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืน การทำหน้าที่ดังกล่าวรวมถึงภารกิจสำคัญที่จะต้องเตรียมความพร้อมให้กับผู้เรียนที่จะต้องออกไปใช้ชีวิตและทำงานในโลกการทำงานแห่งอนาคต จึงต้องการการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่อุดมศึกษาเผชิญกับภาวะ VUCA คือ V- Volatility ความผันผวน U- Uncertainty ความไม่แน่นอน C- Complexity ความซับซ้อนของปัญหาที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน A- Ambiguity ความคลุมเครือไม่ชัดเจนในหนทางการแก้ปัญหา ดังนั้น การระบาดของไวรัสโควิด-19 และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการสื่อสาร จึงกลายเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้สถาบันอุดมศึกษาใช้เทคโนโลยีดิจิตอลเป็นเครื่องมือที่ไม่เพียงแต่ทำให้ได้ปรับตัว และต้องเป็นการปรับตัวที่ล้มแล้วลุกเร็ว (Resilience) &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วพลิกผัน (Disruptions) เช่น การระบาดของไวรัสโควิด-19 นั้น สถาบันอุดมศึกษาต้องปรับตัวโดยมีแผนรองรับเพื่อให้ภารกิจของตนเองสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง (Continuation Plan) ศาสตราจารย์ บันดาลาเรีย มองว่าการปรับตัวของอุดมศึกษาต้องมีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เน้นคุณภาพการศึกษา และดำเนินการด้วยการมองสู่อนาคต สถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งเร่งปรับตัวด้วยการเปลี่ยนสื่อกลางในการเรียนการสอนโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยี แต่การปรับเพียงเรื่องสื่อกลางการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีไม่ได้เป็นหลักประกันถึงคุณภาพของการศึกษาเพราะอาจจะไม่ได้กำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ไม่มีการออกแบบการเรียนรู้ที่ดีพอ และการประเมินการเรียนรู้ที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังคงต้องเผชิญกับปัญหาท้าทายของการเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีสำหรับผู้เรียนบางกลุ่ม&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาสตราจารย์ โดมินิก ชัฟเฟล ดูนองด์ หัวหน้าฝ่ายวิชาการ โครงการการเรียนรู้ผ่านเครือข่ายโลก (Globally Networked Learning) มหาวิทยาลัยยอร์ก แคนาดา ได้ทำการศึกษาถึงผลกระทบจากการเรียนรู้ผ่านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีดิจิตอลต่อผู้เรียนภาษาฝรั่งเศสในฐานะภาษาที่ 2 ซึ่งพบว่า แม้ผู้เรียนจะสามารถเรียนรู้เนื้อหา องค์ความรู้ และทักษะทางภาษาผ่านเทคโนโลยีดิจิตอลได้ แต่สมรรถนะและความสามารถในการทำงานหรือการประสานความร่วมมือ (Cooperation) ตลอดจนการร่วมสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ (Co-creation) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ความสามารถในการทำงานเป็นทีมข้ามศาสตร์หรือการทำงานร่วมกันของผู้ที่มีทักษะที่แตกต่างเป็นพื้นฐานสำคัญในการที่จะสร้างนวัตกรรมใหม่ที่จะตอบสนองต่อโจทย์ที่ซับซ้อนพัวพันกันของโลกปัจจุบัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักวิชาการได้สรุปถึงประโยชน์ของการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากรภายใต้กลยุทธ์การสร้างความเป็นนานาชาติว่ามีส่วนทำให้ผู้เข้าโครงการฯ มีทักษะที่จะเรียนรู้และอยู่อาศัยในบริบทสังคมข้ามวัฒนธรรม มีความเห็นอกเห็นใจผู้ที่มีภูมิหลังแตกต่าง มีความเป็นพลเมืองโลก และมีความเป็นนานาชาติ นักวิชาการพบว่าคุณสมบัติเหล่านี้มีผลโดยตรงและเอื้อให้เกิดความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาที่ยากและซับซ้อนของโลกได้ และแม้การระบาดของไวรัสโควิด-19 และมาตรการจำกัดการเดินทางจะทำให้โครงการแลกเปลี่ยนเชิงกายภาพหยุดชะงัก แต่ประสบการณ์ของมหาวิทยาลัยยอร์ก แคนาดา กลับพบว่าการออกแบบการเรียนรู้ผ่านเครือข่ายมหาวิทยาลัยความร่วมมือในต่างประเทศที่ดี ทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เรื่องราวในต่างประเทศที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น เช่น การจัดชั้นเรียนออนไลน์โดยกำหนดให้ผู้เรียนในแคนาดาทำงานคู่กับผู้เรียนในค่ายผู้ลี้ภัย หรือมีกิจกรรมที่ให้คิดและทำร่วมกัน ซึ่งถ้าหากเป็นการแลกเปลี่ยนแบบกายภาพในสภาวะปกติแล้ว นักศึกษาแคนาดาจะไม่สามารถเข้าไปในค่ายผู้ลี้ภัยได้ เนื่องจากเป็นพื้นที่เฉพาะ หมายความว่า แม้การแลกเปลี่ยนที่ถูกมองว่าได้รับผลกระทบโดยตรง ก็สามารถออกแบบให้มีการดำเนินงานที่ส่งผลดีกับผู้เรียนได้อย่างต่อเนื่องและอาจจะมีบางมิติที่ดีกว่าได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยภาพรวม แม้ผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดจะเห็นพ้องว่าการปรับเปลี่ยนของอุดมศึกษาด้วยการผนวกร่วมเทคโนโลยีมาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนเป็นสิ่งที่ต้องทำ เพราะสามารถส่งเสริมให้การเรียนรู้ขยายไปได้กว้างไกลขึ้น ต้นทุนน้อยลง รวดเร็ว แต่ท้ายที่สุดแล้ว ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้การปรับเปลี่ยนของอุดมศึกษาประสบความสำเร็จเพียงใดขึ้นอยู่กับผู้บริหารอุดมศึกษาและนโยบายที่ชัดเจน กลไกในการส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ทั้งนี้ ผู้เรียนในที่นี้ไม่ได้หมายถึงนักศึกษาเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงบุคลากรทุกคนในสถาบันอุดมศึกษา และประชาชนที่เป็นผู้เรียนตลอดชีวิต ประเด็นสำคัญอีกเรื่องอยู่ที่ผู้ออกแบบการเรียนรู้ซึ่งจำเป็นต้องทำให้การเรียนรู้มีสมดุลทั้งองค์ความรู้ ทักษะทางวิชาชีพ โลกทัศน์ต่อโลกที่เห็นประโยชน์ของสังคมส่วนรวมในฐานะพลเมืองโลก และทักษะทางสังคมที่สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นที่มีพื้นฐานที่แตกต่าง เห็นอกเห็นใจผู้อื่น (empathy) และมีความใคร่รู้ (inquisitive mindset) พร้อมที่จะเรียนรู้และปรับตัวตลอดชีวิต &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กล่าวโดยสรุปคือ สถาบันอุดมศึกษาในยุคดิจิตอลต้องปรับตัวเร็ว (agile and flexible) ตอบสนองต่อความจำเป็นของผู้เรียนและสังคม สถาบันอุดมศึกษาควรจะมองเทคโนโลยีดิจิตอลว่าเป็นโอกาสและใช้ในฐานะเครื่องมือของผู้ออกแบบการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงอย่างเสมอภาค ส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนและร่วมมือของผู้คนที่มีความแตกต่างเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในสังคม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร ร่มเย็น โกไศยกานนท์
ผู้อำนวยการศูนย์ภูมิภาคว่าด้วยการอุดมศึกษาและการพัฒนา&amp;nbsp; (SEAMEO RIHED)
อาจารย์ สำนักวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมภิบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101874</URL_LINK>
                <HASHTAG>การปรับตัวของอุดมศึกษา, คอลัมน์เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ, ร่มเย็น โกไศยกานนท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210505/image_big_60928007bcd5d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
