<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>44448</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จัดสัมมนาเท็จ&#039; หญิงเป็ดรอดคุก รอลงอาญา&#039;2ปี&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หญิงเป็ด&amp;quot; รอดคุก! ศาลฎีกาพิพากษาแก้โทษจำคุก 9 เดือน รอลงอาญา 2 ปี ปรับ 1.5 หมื่น ฐานเบิกจ่ายงบสัมมนามิชอบ ทำให้ &amp;quot;สตง.&amp;quot; เสียหาย แต่มีคุณงามความดีและเป็นความผิดครั้งแรก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี เมื่อวันที่&amp;nbsp;27&amp;nbsp;สิงหาคม ศาลอ่านคำพิพากษาฎีกา คดีหมายเลขดำ&amp;nbsp;2054/2559&amp;nbsp;ที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อายุ&amp;nbsp;73&amp;nbsp;ปี อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และนายคัมภีร์ สมใจ อายุ&amp;nbsp;73&amp;nbsp;ปี อดีตผู้อำนวยการสำนักบริหารงานและทรัพยากรบุคคล สตง. เป็นจำเลยที่&amp;nbsp;1-2&amp;nbsp;ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา&amp;nbsp;157&amp;nbsp;กรณีที่จัดให้มีการสัมมนา ที่ จ.น่าน วันที่&amp;nbsp;31&amp;nbsp;ต.ค.2546&amp;nbsp;ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีการสัมมนากันจริง แต่จัดสัมมนาเพื่อให้ข้าราชการที่มีรายชื่อเข้ารับการสัมมนานั้น ได้ไปร่วมงานถวายผ้าพระกฐินพระราชทานที่จัดขึ้นในวันเดียวกัน แล้วให้เบิกค่าเดินทาง &amp;nbsp;ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายต่างๆ ในงบเดียวกัน&amp;nbsp;294,440&amp;nbsp;บาท ทำให้ สตง.เสียหาย ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)&amp;nbsp;ได้ชี้มูลความผิดคุณหญิงจารุวรรณและนายคัมภีร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่&amp;nbsp;30&amp;nbsp;พ.ย. 2558&amp;nbsp;ว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามมาตรา&amp;nbsp;157&amp;nbsp;ให้จำคุกคนละ&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ปี โดยไม่รอการลงโทษ ขณะที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่&amp;nbsp;23&amp;nbsp;ก.พ.2560&amp;nbsp;แก้โทษให้จำคุกเหลือคนละ&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ปี แต่กรณีไม่สมควรรอลงการลงโทษ ต่อมาระหว่างฎีกา คุณหญิงจารุวรรณและนายคัมภีร์ได้ประกันตัวคนละ&amp;nbsp;200,000&amp;nbsp;บาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล ซึ่งก่อนหน้านี้มีการเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกามาแล้ว&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ครั้ง เมื่อวันที่&amp;nbsp;30&amp;nbsp;ม.ค.2562&amp;nbsp;และวันที่&amp;nbsp;22&amp;nbsp;เม.ย.2562&amp;nbsp;เนื่องจากนายคัมภีร์ จำเลยที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;มีอาการภาวะหัวใจล้มเหลว เสียชีวิตเมื่อวันที่ 26&amp;nbsp;มี.ค.2562&amp;nbsp;ด้วยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้ (27 ส.ค.) คุณหญิงจารุวรรณ จำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;มาศาล ซึ่งมีญาติ&amp;nbsp;คนใกล้ชิด และนายไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป เดินทางมาให้กำลังใจร่วมลุ้นผลคำพิพากษาด้วย ส่วนนายคัมภีร์ จำเลยที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;เมื่อจำเลยเสียชีวิตแล้ว ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ได้กระทำความผิดในมาตรา&amp;nbsp;157&amp;nbsp;ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ ซึ่งจำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ฎีกาสู้ว่า การจัดสัมมนาเรื่อง &amp;ldquo;สตง.ในความคิดเห็นของสมาชิกวุฒิสภา&amp;rdquo; ไม่ได้จัดขึ้นเพื่อให้ผู้เข้าร่วมพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานที่วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร กับวัดพญาภู จ.น่าน และผ้ากฐินสามัคคีวัดศรีพันต้น จ.น่าน ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าที่พักในการไปร่วมงานถวายผ้าพระกฐินฯ แต่เป็นการจัดสัมมนาที่แท้จริง เพื่อประโยชน์ต่อการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของ สตง. ซึ่งสามารถเบิกจ่ายได้ตามระเบียบกระทรวงการคลัง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พฤติการณ์ตามทางนำสืบ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับทราบอยู่แล้ว ว่าการจัดสัมมนานั้นเป็นเวลาทับซ้อนกับช่วงเวลาที่จะเดินทางไปถวายผ้าพระกฐินพระราชทานและผ้ากฐินสามัคคีที่วัดในจังหวัดน่าน 3 แห่ง โดยที่การจัดสัมมนานั้นจัดในสถานที่และสิ่งแวดล้อมที่ไม่ได้เป็นไปตามคำนิยามของการสัมมนาทางวิชาการตามระเบียบกระทรวงการคลัง ที่จะมีสิทธิเบิก จึงไม่มีทางที่จะทำให้ สตง.ได้รับประโยชน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่จำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ฎีกาด้วยว่าการนำเงินงบประมาณแผ่นดินไปใช้จัดสัมมนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมพิธีถวายผ้าพระกฐินฯ เพิ่มมากขึ้น และยังมีเงินเหลือจากงบประมาณจัดสัมมนาคืนแก่ทางราชการนับแสนบาทนั้น เห็นว่าการกระทำดังกล่าวนั้นไม่มีระเบียบหรือกฎหมายเปิดช่องให้กระทำได้ ต้องถือว่าเป็นการกระทำโดยมิชอบ ส่วนที่อ้างเงินเหลือคืนนั้น เมื่อเป็นเงินงบประมาณที่ทางราชการไม่จำเป็นต้องจ่าย การที่มีเงินเหลือคืนไม่ว่าจะมากเพียงใดย่อมไม่อาจลบล้างความผิดของจำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ทำเรื่องเสนอจำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;อนุมัติโครงการสัมมนาในวันที่&amp;nbsp;31&amp;nbsp;ต.ค.2546&amp;nbsp;เพื่อให้ข้าราชการและลูกจ้าง สตง. ไปร่วมงานถวายผ้าพระกฐินฯ&amp;nbsp;3&amp;nbsp;แห่ง ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าที่พัก รวมทั้งได้รับเบี้ยเลี้ยงในการร่วมงานถวายผ้าพระกฐินฯ ที่เป็นการเบิกจ่ายงบประมาณโดยไม่มีสิทธิ หลังจากนั้นมีการจัดเลี้ยงอาหารเย็นไปพร้อมกับการบรรยายของนายสันติภาพ อินทรพัฒน์ ส.ว.น่าน ซึ่งไม่ใช่การสัมมนาอย่างแท้จริง แต่เพื่ออำพรางนำเงินงบประมาณโครงการจัดสัมมนาจำนวน&amp;nbsp;294,440&amp;nbsp;บาท ไปใช้เพื่อประโยชน์ดังกล่าว เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ สตง. จำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;จึงมีความผิดตามมาตรา&amp;nbsp;157&amp;nbsp;ฎีกาของจำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ฟังไม่ขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่จำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ปฏิบัติหน้าที่ใน สตง. ตั้งแต่เริ่มรับราชการจนเกษียณ ไม่ปรากฏว่าเคยมีประวัติถูกดำเนินการทางวินัย ถือได้ว่ามีคุณงามความดีมาก่อน ประกอบกับการกระทำของจำเลยแม้เป็นความผิดต่อกฎหมายและจริยธรรมของผู้ปฏิบัติในองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบการจ่ายเงินงบประมาณของหน่วยงานรัฐ แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ได้รับประโยชน์เป็นการส่วนตัวในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่น อีกทั้งเป็นการกระทำความผิดครั้งแรก มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนเงินไม่มากนัก เห็นสมควรให้โอกาสแก่จำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;โดยให้รอการลงโทษจำคุก แต่เพื่อให้จำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;หลาบจำ เห็นควรลงโทษปรับเป็นเงิน&amp;nbsp;20,000&amp;nbsp;บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิพากษาแก้เป็นว่า คำให้การของจำเลยที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ใน 4&amp;nbsp;คงจำคุก&amp;nbsp;9&amp;nbsp;เดือน และโทษปรับลดเหลือ&amp;nbsp;15,000&amp;nbsp;บาท โดยโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้เป็นเวลา&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการนั่งฟังคำพิพากษาภายในห้องพิจารณาคดีเป็นเวลาร่วม&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ชั่วโมง คุณหญิงจารุวรรณมีสีหน้าเรียบเฉย โดยนั่งประสานมือบนตัก ขณะที่เมื่อศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จแล้ว ผู้พิพากษาก็ได้อธิบายผลคำพิพากษาให้จำเลยทราบอีกครั้ง ต่อมาหลังคุณหญิงจารุวรรณจ่ายค่าปรับต่อศาลเสร็จสิ้น ก็ได้หลบเลี่ยงที่จะให้สัมภาษณ์ใดๆ ต่อสื่อมวลชน โดยขึ้นรถด้านหลังอาคารศาลกลับทันที.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44448</URL_LINK>
                <HASHTAG>คัมภีร์ สมใจ, คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190827/image_big_5d6536f35542f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
