<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108748</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2021 22:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปลื้มฟิตช์!คงความเชื่อมั่น นํ้ามันแพงเงินเฟ้อเพิ่ม1.25</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ พอใจสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Fitch ให้ไทย BBB+ อยู่ในระดับมีเสถียรภาพ &amp;nbsp;สะท้อนภาพความเชื่อมั่นนักลงทุนทั่วโลก ขณะที่เงินเฟ้อเดือน มิ.ย.64 เพิ่ม 1.25% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 แต่มีอัตราชะลอตัวลง น้ำมันยังเป็นปัจจัยหลัก คาดครึ่งปีหลังยังขยับเพิ่มต่อ พร้อมปรับสมมติฐานคำนวณเงินเฟ้อใหม่ แต่เป้ายังอยู่ที่ 0.7-1.7% ค่ากลาง 1.2% &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 5 กรกฎาคม นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยข้อมูลจาก &amp;nbsp;Fitch Ratings (Fitch) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่สะท้อนความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน ที่ได้รายงานไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ &amp;nbsp;BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย &amp;nbsp;(Outlook) อยู่ในระดับมีเสถียรภาพ (Stable &amp;nbsp;Outlook) สะท้อนภาพความเชื่อมั่นนักลงทุนทั่วโลก และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การจัดอันดับของ Fitch Rating มีตัวชี้วัดจาก1.ภาคการคลังสาธารณะ (Public Finance) ซึ่งสะท้อนภาพความแข็งแกร่งของการบริหารจัดการทางการคลังอย่างรอบคอบ และเป็นไปตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 เพื่อรักษาวินัยทางการคลัง &amp;nbsp;ซึ่งแม้ว่าหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นจากการกู้เงินเพื่อสนับสนุนการดำเนินมาตรการทางการคลังเพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 และ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ภาคการเงินต่างประเทศ (External &amp;nbsp;Finance) ที่ยังคงมีความเข้มแข็ง และส่งผลต่อการจัดอันดับความเชื่อถือของประเทศไทย โดยมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลและทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง &amp;nbsp;เพียงพอสำหรับใช้จ่ายถึง 10.8 เดือน ขณะที่กลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับเดียวกัน (Peers) มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 9.3 เดือน นอกจากนี้คาดว่าในปี 2564 ดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศไทยจะยังคงเกินดุลที่ร้อยละ &amp;nbsp;0.5 ต่อ GDP และจะเกินดุลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชากล่าวว่า Fitch ยังแสดงความเชื่อมั่นว่า &amp;nbsp;รัฐบาลไทยจะสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีกลยุทธ์การบริหารหนี้สาธารณะภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่เข้มแข็ง &amp;nbsp;สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศไทยในไตรมาสที่ 2 &amp;nbsp;ของปี 2564 Fitch เชื่อมั่นว่าน่าจะเริ่มฟื้นตัวเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของการส่งออกสินค้าและการเร่งรัดการเบิกจ่ายโครงการลงทุนของภาครัฐ อีกทั้งคาดว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2565 จะขยายตัวที่ร้อยละ 4.2 เนื่องจากการขยายตัวของอุปสงค์ภายนอกประเทศ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และการเริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งนี้เมื่อสถานการณ์การระบาดคลี่คลาย เศรษฐกิจฟื้นตัวและรายได้ของรัฐบาลเพิ่มขึ้น จะทำให้รัฐบาลจัดทำงบประมาณขาดดุลลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;รัฐบาลพึงพอใจกับการจัดอันดับและเสนอมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว และพยายามเร่งการฉีดวัคซีนให้ประชาชนอย่างกว้างขวางครอบคลุม รวมถึงการเปิดจังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดนำร่อง (Phuket &amp;nbsp;Sandbox) ไปแล้ว เพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว จากประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำและปานกลางตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุขเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย และจะเริ่มเปิดพื้นที่อื่นๆ ที่มีความพร้อมต่อไป เช่น เกาะสมุย, เกาะพะงัน, &amp;nbsp;เกาะเต่า ในกลางเดือนกรกฎาคมนี้ตามนโยบายเปิดประเทศภายใน 120 วันของนายกรัฐมนตรี&amp;rdquo; นายอนุชากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิชานัน นิวาตจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า &amp;nbsp;ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือน มิ.ย.64 เท่ากับ &amp;nbsp;99.93 เทียบกับเดือน พ.ค.64 เพิ่มขึ้น 0.38% &amp;nbsp;เทียบกับ มิ.ย.63 เพิ่มขึ้น 1.25% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 แต่เพิ่มในอัตราที่ชะลอตัวลง ส่วนเงินเฟ้อเฉลี่ย 6 เดือนของปี 2564 (ม.ค.-มิ.ย.) เพิ่มขึ้น 0.89% &amp;nbsp;ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน ที่หักอาหารสดและพลังงานที่มีความผันผวนด้านราคาออก พบว่าดัชนีอยู่ที่ 100.47 เพิ่มขึ้น &amp;nbsp;0.02% เมื่อเทียบกับเดือน พ.ค.64 และเพิ่มขึ้น 0.52% เมื่อเทียบกับเดือน มิ.ย.63 และเฉลี่ย 6 เดือนเพิ่มขึ้น 0.27%&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อยังคงขยายตัวสูงขึ้น มาจากการสูงขึ้นของราคาพลังงาน 8.95% โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นสูงถึง 27.60% และยังมีการสูงขึ้นของสินค้าในกลุ่มอาหารสด เช่น เนื้อสุกร เพราะเกิดโรคระบาด, ไข่ไก่ มีการปลดแม่ไก่, ผลไม้สด มีความต้องการเพิ่มทั้งในและต่างประเทศ, เครื่องประกอบอาหาร และน้ำมันพืชที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่ได้รับผลดีจากมาตรการลดค่าครองชีพของรัฐบาล ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา และการลดลงของอาหารสดบางประเภท เช่น ข้าวสารเจ้า ข้าวสารเหนียว และผักสด ที่เป็นปัจจัยทอนให้เงินเฟ้อในเดือนนี้ชะลอตัวและไม่เพิ่มสูงเร็วเกินไป ขณะที่สินค้าในหมวดอื่นๆ ยังเคลื่อนไหวในทิศทางปกติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในเดือน มิ.ย.64 มีสินค้าที่ราคาเพิ่มสูงขึ้น 226 &amp;nbsp;รายการ เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง, ค่าน้ำประปา, เนื้อสุกร, ไข่ไก่, &amp;nbsp;น้ำมันพืช, ข้าวราดแกง, เงาะ, ไก่ย่าง, ถั่วฝักยาว, ลดลง &amp;nbsp;135 รายการ เช่น ค่ากระแสไฟฟ้า, ข้าวสารเจ้า, ข้าวสารเหนียว, ผักชี, พริกสด, หอมแดง, ต้นหอม, ฟักทอง, ชะอม &amp;nbsp;เป็นต้น และไม่เปลี่ยนแปลง 69 รายการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิชานันกล่าวว่า แนวโน้มเงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีหลัง &amp;nbsp;2564 คาดว่าไตรมาส 3 จะขยายตัว 2.13% ไตรมาส 4 ขยายตัว 2.37% เพราะยังคงได้รับอิทธิพลจากราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกมีสัญญาณฟื้นตัวในหลายประเทศ ส่งผลดีต่อการส่งออกและภาคการผลิตที่ต่อเนื่องกับการส่งออก ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อในช่วงที่เหลือของปียังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ก็จะไม่ขยายตัวมากเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศยังเป็นข้อจำกัดที่ชะลอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ ผลจากการที่สมมติฐานเปลี่ยนไป กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับสมมติฐานประมาณการเงินเฟ้อปี 2564 ใหม่ โดยคาดว่าทั้งปีจะอยู่ที่ 0.7-1.7% ค่ากลาง 1.2% มีปัจจัยสนับสนุนจากอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) 1.5-2.5% จากเดิม 2.5-3.5% น้ำมันดิบดูไบ 60-70 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล &amp;nbsp;จากเดิม 55-65 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยน 30-32 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ จากเดิม 29-31 &amp;nbsp;บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108748</URL_LINK>
                <HASHTAG>คาดครึ่งปีหลังยังขยับเพิ่มต่อ, น้ำมันยังเป็นปัจจัยหลัก, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์มมเงินเฟ้อเดือน มิ.ย.64 เพิ่ม 1.25%</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210629/image_big_60dae5d55112a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
