<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114517</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2021 16:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2021 16:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รองปธน.สหรัฐอ้อนเวียดนามร่วมมือกดดันจีน เสนอวัคซีนไฟเซอร์เพิ่มล้านโดส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รองประธานาธิบดีคามาลา แฮร์ริส ของสหรัฐ เข้าพบบรรดาผู้นำเวียดนามในวันพุธ หลังจากไฟลต์จากสิงคโปร์ต้องเลื่อนหลายชั่วโมงเพราะความวิตกอาการฮาวานาที่สถานทูตอเมริกัน โดยเธอเสนอให้ความสนับสนุนด้านความมั่นคงทางทะเลเพื่อคัดง้างการอ้างสิทธิของจีน และจะมอบวัคซีนไฟเซอร์เพิ่มอีก 1 ล้านโดส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ รองประธานาธิบดีคามาลา แฮร์ริส ของสหรัฐ (Photo by Chen Mengtong/China News Service via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานรอยเตอร์เมื่อวันพุธที่ 25 สิงหาคม อ้างเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวว่า รองประธานาธิบดีแฮร์ริสได้พบหารือกับประธานาธิบดีเหงียน ซวน ฟุก, รองประธานาธิบดีหวอ ถิ อันห์ ซวน และนายกรัฐมนตรีฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ ที่กรุงฮานอยในวันพุธ ระหว่างการพบกับประธานาธิบดีเวียดนาม แฮร์ริสกล่าวถึงความจำเป็นที่ต้องเพิ่มแรงกดดันจีน กรณีการอ้างสิทธิของจีนเหนือทะเลจีนใต้เกือบทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราจำเป็นต้องหาวิธีกดดัน, เพิ่มแรงกดดัน ให้ปักกิ่งปฏิบัติตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล และเพื่อท้าทายการระรานและการอ้างสิทธิทางทะเลเกินขอบเขตของจีน&amp;quot; รองประธานาธิบดีสหรัฐกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ ระหว่างเยือนสิงคโปร์นาน 2 วัน แฮร์ริสก็โจมตีจีนในลักษณะเดียวกัน โดยระบุว่าจีนใช้การบีบบังคับและขู่ขวัญเพื่อสนับสนุนการอ้างสิทธิโดยมิชอบด้วยกฎหมายของจีนเหนือพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้ แต่รัฐบาลจีนปฏิเสธคำกล่าวของเธอ และตอบโต้กลับว่า สหรัฐพยายามตอกลิ่มสร้างความแตกแยกระหว่างจีนกับเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงหลายปีมานี้ จีนมีความขัดแย้งกับหลายประเทศกรณีการอ้างสิทธิเหนือทะเลจีนใต้ ซึ่งทับซ้อนกับบรูไน, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, ไต้หวัน และเวียดนาม โดยจีนได้วางกำลังยุทโธปกรณ์รวมถึงมิสไซล์ต่อต้านเรือและมิสไซล์ชนิดยิงจากพื้นสู่อากาศไว้ตามด่านนอกที่จีนถมสร้างเป็นเกาะเทียมขึ้นตามแนวพืดปะการังและหินโสโครก ทั้งยังเมินคำตัดสินของคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเมื่อปี 2559 ที่ปฏิเสธการอ้างสิทธิของจีนเหนือทะเลจีนใต้เกือบทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวรายเดิมกล่าวว่า แฮร์ริสได้เสนอให้การสนับสนุนด้านความมั่นคงทางทะเลแก่เวียดนาม รวมถึงการส่งเรือของกองทัพเรือและเรือบรรทุกเครื่องบินมาเยือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ รองประธานาธิบดีสหรัฐยังเสนอส่งวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของไฟเซอร์ให้แก่เวียดนามเพิ่มอีก 1 ล้านโดส ทำให้ยอดวัคซีนที่สหรัฐบริจาคให้เวียดนามเพิ่มเป็น 6 ล้านโดส ทั้งยังจะให้เงินอีก 23 ล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนความพยายามของเวียดนามในการต่อสู้กับโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แฮร์ริสเดินทางมาถึงเวียดนามเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา ล่าช้ากว่ากำหนดเดิมราว 3 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่กล่าวกันว่าเป็นเพราะสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำเวียดนามกล่าวว่าตรวจพบ &amp;quot;เหตุการณ์ผิดปกติด้านสุขภาพ&amp;quot; ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มอาการฮาวานาที่ยังเป็นปริศนาจนถึงขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาการเจ็บป่วยดังกล่าวเกิดกับเจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐในหลายประเทศรวมถึงจีนและรัสเซีย โดยยังสรุปสาเหตุไม่ได้ แต่สหรัฐกล่าวหาว่าเป็นฝีมือของรัสเซียหรือประเทศอื่นๆ ใช้อุปกรณ์โซนิกหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ความเข้มสูงเป็นเครื่องมือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระหว่างที่เที่ยวบินของแฮร์ริสดีเลย์ นายกฯ ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ ของเวียดนามและเอกอัครราชทูตจีนประจำเวียดนามได้พบปะกันโดยไม่ประกาศกำหนดการล่วงหน้า โดยนายกรัฐมนตรีเวียดนามย้ำว่าเวียดนาม &amp;quot;จะไม่เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด&amp;quot; ส่วนทูตจีนเผยว่า จีนจะบริจาควัคซีนแก่เวียดนาม 2 ล้านโดส.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114517</URL_LINK>
                <HASHTAG>กดดันจีน, คามาลา แฮร์ริส, ทะเลจีนใต้, บริจาควัคซีนไฟเซอร์, รองประธานาธิบดีสหรัฐ, เยือนเวียดนาม, เวียดนาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210825/image_big_61260f3306390.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114279</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2021 19:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2021 19:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รองประธานาธิบดีสหรัฐเยือนอาเซียน ย้ำยึดมั่นสัมพันธ์ยืนนาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รับรองไม่เหมือนอัฟกานิสถาน รองประธานาธิบดีคามาลา แฮร์ริส ของสหรัฐให้คำมั่นระหว่างเยือนสิงคโปร์เมื่อวันจันทร์ว่า การเกี่ยวพันของสหรัฐกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นจะยืนยาว ส่วนความล่มสลายของอัฟกานิสถานเวลานี้ สหรัฐกำลังง่วนกับการอพยพ ยังมีเวลาเหลือเฟือที่จะวิเคราะห์บริบทที่เกิดหลังจากสหรัฐถอนทหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ คามาลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐ (Photo by Anna Moneymaker/Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองประธานาธิบดีหญิงของสหรัฐเดินทางมาเยือนสิงคโปร์และเวียดนามในสัปดาห์นี้ ตามกำหนดการที่วางไว้ล่วงหน้านานแล้ว ด้วยเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์กับหุ้นส่วนความร่วมมือของสหรัฐในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามต้านทานอิทธิพลทางเศรษฐกิจและความมั่นคงที่เพิ่มขึ้นของจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี การเดินทางเยือนต่างแดนในช่วงเวลาเดียวกับที่กองทัพสหรัฐกำลังรีบเร่งอพยพชาวอเมริกันและชาวอัฟกันที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐและครอบครัวของพวกเขาออกจากอัฟกานิสถานภายหลังตอลิบันยึดครองประเทศนี้ได้ ทำให้เธอตกเป็นเป้าวิจารณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แฮร์ริสเริ่มการเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการในวันจันทร์ โดยได้พบหารือกับนายกฯ ลี เซียนลุง และประธานาธิบดีฮาลิมาห์ ยาค็อบ ต่อมาแฮร์ริสและลีได้แถลงข่าวร่วมกัน ตอนหนึ่งเธอเน้นย้ำถึงความยึดมั่นที่สหรัฐมีต่อภูมิภาคนี้ หลังจากสิ่งที่เกิดขึ้นในอัฟกานิสถานส่งผลต่อความเชื่อถือและความพึ่งพาได้ของสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;รัฐบาลของเรามุ่งมั่นที่จะเกี่ยวพันอย่างยืนนานในสิงคโปร์, ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก&amp;quot; แฮร์ริสกล่าวขณะแถลงข่าวร่วมกับผู้นำสิงคโปร์ &amp;quot;เหตุผลที่ดิฉันมาที่นี่เป็นเพราะสหรัฐคือผู้นำโลก และเรายึดถือบทบาทนี้อย่างจริงจัง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แฮร์ริสเลี่ยงที่จะตอบคำถามว่า ความน่าเชื่อถือของสหรัฐได้รับความเสียหายจากความล่มสลายของอัฟกานิสถานหรือไม่ โดยเธอกล่าวเพียงว่า ยังมีเวลาเหลือเฟือที่จะวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นและบริบทที่เกิดจากการถอนตัวออกจากอัฟกานิสถาน แต่ขณะนี้รัฐบาลสหรัฐมุ่งเน้นกับการอพยพพลเมืองอเมริกัน, ชาวอัฟกันที่เคยทำงานให้สหรัฐ และชาวอัฟกันที่อ่อนแอ ซึ่งรวมถึงผู้หญิงและเด็ก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ ลี ยินดีกับคำมั่นของรองประธานาธิบดีสหรัฐต่อภูมิภาคนี้ และบอกว่าสิงคโปร์เสนอส่งเครื่องบินทหารลำหนึ่งไปช่วยการอพยพที่สนามบินคาบูลด้วย &amp;quot;เราหวังว่าอัฟกานิสถานจะไม่กลายเป็นศูนย์กลางของการก่อการร้ายอีกครั้ง&amp;quot; ลีกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิกฤติในอัฟกานิสถานถูกนำไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ไซ่ง่อนแตกเมื่อปี 2518 คราวนั้นสหรัฐต้องใช้เฮลิคอปเตอร์หลายลำอพยพคนชุดท้ายจากดาดฟ้าสถานทูตสหรัฐเมื่อทหารเวียดกงรุกคืบเข้ามา แฮร์ริสจะออกเดินทางจากสิงคโปร์ช่วงเย็นวันอังคารเพื่อไปเยือนเวียดนามต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการแถลงข่าวครั้งนี้ แฮร์ริสตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐที่จะทำงานร่วมกับประเทศพันธมิตรและหุ้นส่วนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เพื่อรักษาระเบียบระหว่างประเทศที่อิงตามกฎกติกาและเสรีภาพในการเดินเรือ รวมถึงในทะเลจีนใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลสหรัฐและสิงคโปร์ยังบรรลุข้อตกลงหลายด้านด้วยในวันจันทร์ โดยมีการลงนามข้อตกลงว่าด้วยการต่อสู้กับภัยคุกคามทางไซเบอร์, การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก และการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอกสารการประชุมที่ทำเนียบขาวเผยแพร่ระบุด้วยว่า สองประเทศยังบรรลุข้อตกลงด้านความมั่นคงที่จะยืนยันการแสดงตนของสหรัฐในภูมิภาคนี้ ผ่านการสับเปลี่ยนวางกำลังของเครื่องบินพี-8 ของกองทัพสหรัฐและเรือรบชายฝั่งที่สิงคโปร์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114279</URL_LINK>
                <HASHTAG>คามาลา แฮร์ริส, ยึดมั่นความสัมพันธ์ยืนนาน, รองประธานาธิบดีสหรัฐ, สิงคโปร์, อัฟกานิสถานล่มสลาย, เยือนอาเซียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210823/image_big_61238d943dbe0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90512</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/01/2021 00:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/01/2021 00:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;โจ ไบเดน&#039;สาบานตน ลั่นเป็นประธานาธิบดีของอเมริกันทุกคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;โจ ไบเดน ทำพิธีสาบานตนเป็นประธานาธิบดีคนที่ 46 ของสหรัฐอย่างเป็นทางการเมื่อวันพุธ ประกาศลั่นสหรัฐอเมริกาเริ่มต้นวันใหม่ นี่คือวันแห่งประชาธิปไตยและวันแห่งความหวัง ให้คำมั่นจะเป็นประธานาธิบดีของชาวอเมริกันทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไบเดน ในวัย 78 ปี เป็นประธานาธิบดีที่อายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐและเป็นผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกคนที่ 2 ที่ดำรงตำแหน่งนี้ ในพิธีสาบานตนที่จัดขึ้นอย่างเรียบง่ายที่ด้านหน้าอาคารรัฐสภาสหรัฐเมื่อวันพุธที่ 20 มกราคม 2564 สถานที่เดียวกับที่ผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บุกก่อจลาจลเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ไบเดนกล่าวคำสาบานตนต่อประธานศาลฎีกาจอห์น โรเบิร์ตส์ พร้อมวางมือข้างหนึ่งบนพระคัมภีร์ไบเบิลของครอบครัว ว่าเขาจะ &amp;quot;พิทักษ์รักษาและปกป้องรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่กี่นาทีก่อนหน้านั้น คามาลา แฮร์ริส ได้กล่าวคำสาบานตนในตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐ โดยเธอเป็นสตรีคนแรกที่รับตำแหน่งนี้ และเป็นรองประธานาธิบดีผิวสีเชื้อสายเอเชียคนแรกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิธีสาบานตนครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้ข้อจำกัดของการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนาโดยทหารจากกองกำลังเนชันแนลการ์ดมากกว่า 25,000 นาย ประชาชนทั่วไปไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมชมพิธี พื้นที่อุทยานเนชันแนลมอลล์ที่ปกติจะมีผู้คนเรือนแสนร่วมงานถูกแทนที่ด้วยธง 200,000 ผืน ส่วนแขกที่เข้าร่วมถูกจำกัดไว้เพียง 2,000 คน โดยอดีตรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ เป็นตัวแทนจากรัฐบาลที่พ้นตำแหน่ง ขณะที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับฟลอริดาไปก่อนหน้านั้นแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นี่คือวันของอเมริกา นี่คือวันของประชาธิปไตย วันแห่งประวัติศาสตร์และความหวัง&amp;quot; ไบเดนกล่าวสุนทรพจน์ภายหลังสาบานตน ที่เขาประกาศว่า จะเป็นประธานาธิบดีสำหรับชาวอเมริกันทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงยามที่สหรัฐกำลังเผชิญกับวิกฤติไวรัสโคโรนาระบาดที่คร่าชีวิตผู้คนในสหรัฐแล้วมากกว่า 400,000 คน และความแตกแยกทางการเมืองอย่างร้าวลึกในประเทศ ไบเดนเตือนด้วยว่า เพื่อเอาชนะปัญหาท้าทายทั้งหลาย สหรัฐจำเป็นต้องมีสิ่งอื่นที่มากกว่าคำพูด สหรัฐต้องการสิ่งที่หายากยิ่งที่สุดในระบอบประชาธิปไตยนั่นก็คือความเป็นเอกภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไบเดนยังขอให้ทุกคนพร้อมใจกันสงบนิ่งไว้อาลัยแด่ชาวอเมริกันที่เสียชีวิตเพราะโควิด-19 และเตือนว่าสหรัฐอาจกำลังเข้าสู่ระยะการแพร่ระบาดที่อาจมีผู้คนล้มตายจำนวนมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาให้คำมั่นด้วยว่า สหรัฐจะเอาชนะลัทธิคตินิยมสุดโต่งทางการเมือง พวกที่นิยมลัทธิคนขาวเป็นใหญ่ และการก่อการร้ายภายในประเทศ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90512</URL_LINK>
                <HASHTAG>คามาลา แฮร์ริส, ประธานาธิบดีคนที่ 46, พิธีสาบานตนรับตำแหน่ง, โจ ไบเดน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210121/image_big_60086c54992d7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83115</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไบเดน&#039;มั่นใจคว่ำ&#039;ทรัมป์&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นับคะแนนมา 4 วันแล้วยังฟันธงไม่ได้ใครจะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนต่อไป แต่ &amp;quot;โจ ไบเดน&amp;quot; แถลงมั่นใจจะเป็นผู้ชนะ ขณะ &amp;quot;โดนัลด์ ทรัมป์&amp;quot; ไม่มีท่าทียอมรับความพ่ายแพ้ เตือนไบเดนอย่าได้ประกาศชัยชนะโดยมิชอบ แม้ผลคะแนนชี้ไบเดนนำใน 4 จาก 5 รัฐสมรภูมิที่ยังนับบัตรไม่ครบ รีพับลิกันเรียกระดมทุน 60 ล้านดอลลาร์ใช้ต่อสู้ทางกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาไม่เคยใช้เวลาในการสรุปผลนานเท่านี้มาก่อนนับตั้งแต่ปี 2543 ที่อดีตรองประธานาธิบดีอัล กอร์ จากพรรคเดโมแครต ชิงกับจอร์จ ดับเบิลยู. บุช จากพรรครีพับลิกัน ที่ฝ่ายหลังเป็นผู้ชนะหลังจากศาลฎีกาสั่งยุติการนับบัตรใหม่ในรัฐฟลอริดาที่คะแนนสูสีกันมาก โดยผลคะแนนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อวันอังคารที่นับบัตรถึงช่วงค่ำวันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายนของไทย ยังเหลือคะแนนจาก 5 รัฐที่ไม่สามารถสรุปผลชี้ขาดได้เนื่องจากผลต่างคะแนนน้อยแต่ยังเหลือบัตรไม่ได้นับอีกมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของสื่อกระแสหลักระบุว่า อดีตรองประธานาธิบดีไบเดนวัย 77 ปี มีจำนวนคณะผู้เลือกตั้งนำทรัมป์อยู่ที่ 253 ต่อ 214 คน ขออีกเพียง 17 คนเขาก็จะเป็นผู้ชนะ โดยคะแนนล่าสุดนั้น ไบเดนนำทรัมป์ในรัฐเพนซิลเวเนีย (มีคณะผู้เลือกตั้ง 20 คน), จอร์เจีย (16 คน), เนวาดา (6 คน) และแอริโซนา (11 คน) ส่วนคะแนนรวมทั้งประเทศนั้น ไบเดนได้คะแนนมากกว่าแล้ว 4.1 ล้านคน จากผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่มากเป็นประวัติการณ์ถึง 147 ล้านคน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข่าวรอยเตอร์กล่าวว่า การนับคะแนนถึงเช้ามืดวันเสาร์ตามเวลาสหรัฐหรือช่วงค่ำของไทย ที่รัฐจอร์เจีย ไบเดนนำทรัมป์ 7,248 คะแนน จากบัตรที่นับไปแล้ว 99%, รัฐเพนซิลเวเนีย ไบเดนนำทรัมป์ 27,130 คะแนน นับแล้ว 96%, รัฐเนวาดา ไบเดนนำทรัมป์ 22,657 คะแนน นับแล้ว 93% ส่วนรัฐแอริโซนา คะแนนที่ไบเดนนำทรัมป์ลดลงเหลือ 29,861 คะแนน นับแล้ว 97% แต่รัฐนอร์ทแคโรไลนานั้น ทรัมป์นำห่างเกิน 76,000 คะแนน นับไปแล้วกว่า 98%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คะแนนของเพนซิลเวเนียซึ่งต่างกันไม่ถึง 0.5% อาจต้องนับคะแนนใหม่โดยอัตโนมัติตามกฎหมายของรัฐ กระนั้นรัฐนี้ยังมีบัตรเลือกตั้งที่ยังไม่ได้นับอีกมากจากเมืองฟิลาเดลเฟียและบัตรจากกองทัพกับบัตรเลือกตั้งเฉพาะกาล ที่ทำให้การนับคะแนนอาจต้องรออีกหลายวันจึงจะสรุปได้ คล้ายกับที่รัฐจอร์เจียซึ่งคะแนนที่ชนะกันไม่กี่พันคะแนนอาจทำให้ต้องนับคะแนนใหม่เช่นกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนรัฐแอริโซนา ยังเหลือบัตรที่ไม่ได้นับอีกราว 173,000 ใบ สำนักงานเลขาธิการรัฐเผยว่า การนับคะแนนอาจล่าช้าถึงวันพุธหน้า ขณะที่รัฐเนวาดาก็ยังเหลือบัตรจากเมืองใหญ่อย่างลาสเวกัสและบัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์อีกจำนวนมากที่จะต้องนับในวันอาทิตย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชัยชนะในรัฐเพนซิลเวเนียเพียงรัฐเดียวเพียงพอที่จะทำให้ไบเดนชนะเนื่องจากมีผู้เลือกตั้งถึง 20 เสียง แต่พรรครีพับลิกันพยายามถึงที่สุดเพื่อขัดขวาง ในวันศุกร์พวกเขายื่นคำร้องต่อผู้พิพากษาซามูเอล อาลีโต ตุลาการศาลฎีกา เพื่อขอให้ระงับการตรวจนับบัตรหลังจากคะแนนของไบเดนพลิกแซงนำทรัมป์ในช่วงท้าย แต่ตุลาการหัวอนุรักษนิยมท่านนี้ปฏิเสธการสั่งหยุดนับคะแนน โดยบอกว่าตุลาการเต็มคณะจะพิจารณาอีกทีในวันเสาร์ พร้อมกันนั้นได้มีคำสั่งให้รัฐแยกบัตรที่มาถึงหลังวันเลือกตั้งไว้ต่างหาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงดึกของวันศุกร์ ไบเดน พร้อมด้วยนางคามาลา แฮร์ริส คู่หูของเขาในตำแหน่งรองประธานาธิบดี แถลงจากเมืองวิลมิงตัน รัฐเดลาแวร์ บ้านของเขา กล่าวย้ำว่า เขาเชื่อมั่นว่าจะเป็นผู้ชนะเลือกตั้ง แต่ก็จะรอจนกว่ากระบวนการเสร็จสมบูรณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ตัวเลขบอกเราว่า เป็นเรื่องราวที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือ เราจะชนะการแข่งขันนี้&amp;quot; อดีตรองประธานาธิบดีในรัฐบาลบารัก โอบามา กล่าว และว่า คนอเมริกันมอบอำนาจให้เขาจัดการกับโรคระบาดโควิด-19, แก้ปัญหาเศรษฐกิจ, ภาวะโลกร้อน และการเหยียดผิวอย่างเป็นระบบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พวกเขาแสดงความชัดเจนว่า พวกเขาต้องการให้ประเทศนี้รวมตัวกัน ไม่แยกจากกันอีกต่อไป&amp;quot; ไบเดนกล่าวถึงความเป็นเอกภาพชาวอเมริกัน ที่แตกแยกอย่างรุนแรงในยุคของทรัมป์ &amp;nbsp;&amp;quot;ความรับผิดชอบของผมในฐานะประธานาธิบดีคือการเป็นตัวแทนของคนทั้งประเทศ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไบเดนกล่าวด้วยว่า เขาจะเริ่มดำเนินแผนควบคุมไวรัสโควิดทันทีในวันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง แม้จะไม่สามารถรักษาชีวิตที่สูญเสียไปแล้ว แต่ก็จะช่วยรักษาชีวิตคนได้อีกมากในหลายเดือนข้างหน้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ โรคโควิด-19 คร่าชีวิตคนอเมริกันแล้วมากกว่า 236,000 คน และในช่วงสามวันหลังจากวันเลือกตั้ง มีผู้ติดเชื้อรายใหม่วันละมากกว่า 100,000 ราย โดยในวันศุกร์นั้นมีผู้ติดเชื้อมากเป็นสถิติใหม่ 127,000 คน และมีรายงานด้วยว่า มาร์ก มีโดวส์ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว เป็นคนใกล้ชิดของทรัมป์รายล่าสุดที่ติดเชื้อไวรัสนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของเอเอฟพีกล่าวว่า หลังจากทีมงานของไบเดนประกาศว่าเขาจะแถลงต่อชาวอเมริกันในคืนวันศุกร์ ก็มีการคาดเดาว่าเขาจะประกาศชัยชนะอย่างเป็นทางการ แต่ดูเหมือนว่าไบเดนจะเปลี่ยนท่าทีหลังจากเครือข่ายโทรทัศน์ช่องต่างๆ และองค์กรที่ทำนายผลเลือกตั้งไม่ฟันธงว่าเขาเป็นผู้ชนะ เขามีแผนจะแถลงต่อคนอเมริกันอีกครั้งในวันเสาร์ตามเวลาสหรัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ไม่มีทีท่าว่าเขาพร้อมจะยอมรับความพ่ายแพ้ โดยปฏิเสธที่จะยอมรับผลคะแนนที่ชี้ว่าไบเดนนำ ทีมงานของเขาได้ยื่นฟ้องเพื่อต่อสู้ทางกฎหมายในหลายรัฐ แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวกันว่าคงไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ได้ ข้อความที่ทรัมป์โพสต์ทางทวิตเตอร์เมื่อวันศุกร์ ทรัมป์เตือนว่า โจ ไบเดน ไม่ควรอ้างว่าเป็นผู้ชนะตำแหน่งประธานาธิบดีเองโดยมิชอบ เพราะตัวเขาก็อ้างได้เช่นกัน กระบวนการต่อสู้ทางกฎหมายเพิ่งเริ่มต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทวีตอีกข้อความ ทรัมป์โอดครวญว่า ในคืนวันเลือกตั้งนั้น เขามีคะแนนนำห่าง แต่คะแนนที่เคยนำกลับหายวับไปอย่างอัศจรรย์ในไม่กี่วันถัดมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีสหรัฐวัย 74 ปีผู้นี้กล่าวโจมตีความซื่อสัตย์สุจริตของการเลือกตั้งโดยอ้างผิดๆ หลายครั้งว่าเขาถูกขโมยคะแนนและบัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์นั้นถูกออกแบบมาเพื่อให้ไบเดนชนะ ผู้สนับสนุนของเขา ซึ่งจำนวนมากพกอาวุธปืนหรา ยังพากันออกมาชุมนุมด้านนอกศูนย์ตรวจนับคะแนนในหลายเมือง เช่นที่ฟินิกซ์และดีทรอยต์ กล่าวหาว่ามีการขโมยผลเลือกตั้ง ทั้งที่ไม่มีหลักฐานของการกระทำความผิด ผู้สนับสนุนเขามีแผนชุมนุมในหลายสิบเมืองในวันเสาร์ภายใต้หัวข้อว่า &amp;quot;หยุดการขโมย&amp;quot;.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83115</URL_LINK>
                <HASHTAG>คามาลา แฮร์ริส, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อัล กอร์, โควิด-19, โจ ไบเดน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201107/image_big_5fa6995a94dc7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79901</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2020 21:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2020 21:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีเบตคู่ชิงรองปธน. แฮร์ริสจวกทรัมป์เหลวคุมโควิด เพนซ์โดนแมลงวันขโมยซีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ และ ส.ว.คามาลา แฮร์ริส ขึ้นเวทีประชันวิสัยทัศน์เมื่อวันพุธ ถกกันด้วยนโยบายและเนื้อหาเน้นๆ แบบมีอารยะ ส.ว.หญิงโจมตีการรับมือโรคระบาดโควิด-19 ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่วนเพนซ์โดนแมลงวันเกาะผมขโมยซีนกลายเป็นเทรนด์ฮิตทางโซเชียลมีเดีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีว่า การอภิปรายโต้วาทีระหว่างคู่ชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยยูทาห์ในเมืองซอลต์เลคซิตีเมื่อวันพุธที่ 8 ตุลาคม 2563 มีซูซาน เพจ จากยูเอสเอทูเดย์เป็นผู้ดำเนินรายการ ผู้สมัครทั้งสองคนเว้นระยะห่างกัน 12 ฟุตและมีแผ่นกระจกกั้น ย้ำเตือนถึงวิกฤติสาธารณสุขครั้งใหญ่สุดในรอบศตวรรษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส.ว.แฮร์ริสโจมตีการรับมือโควิด-19 ของประธานาธิบดีทรัมป์ว่า เป็นความล้มเหลวแห่งประวัติศาสตร์ที่ทำให้เขาขาดคุณสมบัติที่จะกลับมาเป็นประธานาธิบดี ในขณะที่เพนซ์พยายามวาดภาพแฮร์ริสว่าเป็นพวกซ้ายสุดโต่งยิ่งกว่าเบอร์นีย์ แซนเดอร์ส ส.ว.ร่วมพรรคเดโมแครตของเธอที่ประกาศตัวเป็นนักสังคมนิยม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โควิด-19 คร่าชีวิตผู้ป่วยในสหรัฐแล้วมากกว่า 210,000 คน และมีผู้ติดเชื้อสะสมมากกว่า 7.55 ล้านคน หนึ่งในนั้นคือประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งถูกส่งเข้าโรงพยาบาลทหารเมื่อวันศุกร์และกลับทำเนียบขาวในวันจันทร์ที่ผ่านมา ทรัมป์ถ่ายวิดีโออีกชิ้นเผยแพร่เมื่อวันพุธ บอกว่า เขารู้สึก &amp;quot;เพอร์เฟ็กต์&amp;quot; และกล่าวถึงการติดเชื้อไวรัสนี้ว่าเป็น &amp;quot;พรจากพระเจ้า&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส.ว.หญิงเชื้อสายจาเมกา-อินเดียวัย 55 ปี ซึ่งจะเป็นสตรีที่ครองตำแหน่งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐและเป็นคนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันและเอเชียคนแรกที่นั่งเก้าอี้รองประธานาธิบดีด้วย หากไบเดนชนะเลือกตั้ง&amp;nbsp; กล่าวว่า คนอเมริกันได้เป็นประจักษ์พยานความล้มเหลวครั้งใหญ่ที่สุดของการบริหารประเทศของประธานาธิบดีในประวัติศาสตร์ของสหรัฐ ทรัมป์เคยพูดถึงโควิดว่าเป็นเรื่องหลอกลวง พวกเขาลดความร้ายแรงของโรคนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การโต้วาทีระหว่างแฮร์ริสกับเพนซ์แตกต่างสิ้นเชิงจากการโต้วาทีระหว่างไบเดนกับทรัมป์เมื่อ 8 วันก่อน ซึ่งทรัมป์พูดแทรกไบเดนตลอดเวลา และทั้งสองด่าทอกันอย่างรุนแรง เพนซ์พูดแทรกแฮร์ริสบ้างเช่นกัน แต่โดนเธอตอกว่า &amp;quot;ท่านรองประธานาธิบดี ดิฉันกำลังพูดอยู่&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพนซ์แก้ตัวแทนทรัมป์เรื่องโควิดว่า ทรัมป์ให้ความสำคัญต่อสุขภาพของคนอเมริกันตั้งแต่วันแรก ด้วยการสั่งห้ามการเดินทางจากจีนเข้าสหรัฐเมื่อวันที่ 31 มกราคม หรือ 1 เดือนหลังจากจีนพบผู้ป่วยคนแรกที่เมืองอู่ฮั่น จีนเป็นต้นเหตุของไวรัสโคโรนาและประธานาธิบดีทรัมป์ไม่แฮปปี้เรื่องนี้ เขายังแขวะไปถึงเรื่องอื้อฉาวของไบเดนในการหาเสียงชิงแคนดิเดตประธานาธิบดีของพรรคเมื่อปี 2531 ว่าแผนโควิดของเดโมแครตดูคล้ายกับการลอกผลงานคนอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งคู่ยังประชันวิสัยทัศน์กันประเด็นอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องการเหยียดสีผิว ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่ทั้งสองเถียงกันรุนแรง เพนซ์อ้างว่าไบเดนเชื่อว่าผู้รักษากฎหมายอคติต่อคนผิวสีที่เป็นชนส่วนน้อย และโทษสื่อว่ารายงานคำพูดของทรัมป์ผิดๆ โดยยืนกรานว่าทรัมป์ประณามกลุ่มคนขาวสุดโต่ง แต่แฮร์ริสซึ่งเคยเป็นอัยการรัฐแคลิฟอร์เนีย ย้อนว่าเธอไม่จำเป็นต้องฟังคำบรรยายจากเพนซ์เรื่องการบังคับใช้กฎหมาย และเธอเป็นคนเดียวบนเวทีนี้ที่เคยดำเนินคดีทุกประเภท ตั้งแต่การล่วงละเมิดเด็กไปจนถึงการฆ่าคนตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงหนึ่งระหว่างที่เพนซ์แสดงวิสัยทัศน์อยู่นั้น มีแมลงวันตัวหนึ่งบินมาเกาะบนผมสีขาวเรียบแปล้ของเขาโดยไม่ขยับเขยื้อนอยู่นานราว 2 นาที แมลงวันตัวนี้กลายเป็นดาราโด่งดังในโซเชียลมีเดีย ที่ทำให้เกิดแฮชแท็กยอดนิยม ทีมของไบเดนยังนำมาล้อเล่นด้วยการขายไม้ตีแมลงวันทางออนไลน์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79901</URL_LINK>
                <HASHTAG>คามารา แฮร์ริส, คามาลา แฮร์ริส, ดีเบตรองประธานาธิบดี, ไมค์ เพนซ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201008/image_big_5f7f14a75d2b6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74362</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2020 21:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2020 20:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คู่หู&#039;ไบเดน-แฮร์ริส&#039;ชูสร้างอเมริกาใหม่หลังยุคทรัมป์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ส.ว.คามาลา แฮร์ริส ขึ้นเวทีคู่โจ ไบเดน ครั้งแรกในฐานะคู่หูท้าชิงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเลือกตั้งปลายปีนี้ ชี้คนอเมริกันโหยหาผู้นำที่จะเอาชนะวิกฤติโควิด, เศรษฐกิจและความอยุติธรรมด้านสีผิว ด้านไบเดนชูคำขวัญ &amp;quot;สร้างอเมริกาขึ้นใหม่&amp;quot; หลังยุคทรัมป์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน (ซ้ายสุด) พร้อม ดร.จิล ไบเดน ภรรยา กับ ส.ว.คามาลา แฮร์ริส (ขวาสุด) ในการขึ้นเวทีปราศรัยร่วมกันครั้งแรกนับแต่ไบเดนเลือกแฮร์ริสเป็นคู่หูในตำแหน่งรองประธานาธิบดี ที่โรงเรียนอเล็กซิสดูพอนต์ เมื่อวันที่ 12 ส.ค.2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีตรองประธานาธิบดีไบเดนประกาศเมื่อวันอังคารว่า เขาเลือก ส.ว.หญิงจากแคลิฟอร์เนียวัย 55 ปี เป็นรองประธานาธิบดีของเขาหากสามารถเอาชนะโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ในการเลือกตั้งวันที่ 3 พฤศจิกายนปีนี้ ไบเดนและแฮร์ริสควงคู่กันขึ้นเวทีปราศรัยที่โรงเรียนมัธยมปลายในเมืองวิลมิงตัน รัฐเดลาแวร์ เมื่อวันพุธโดยมีเพียงทีมงานและผู้สื่อข่าวร่วมฟังเท่านั้น เนื่องจากความกังวลเรื่องโรคระบาด ทั้งสองต่างให้คำมั่นว่าจะเอาชนะทรัมป์ และ &amp;quot;สร้างประเทศนี้ขึ้นใหม่&amp;quot; ตามคำขวัญของไบเดน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แฮร์ริสซึ่งมีพ่อเป็นชาวจาเมกาและแม่เป็นชาวอินเดียที่ย้ายมาตั้งรกรากในสหรัฐ สร้างประวัติศาสตร์เป็นหญิงผิวสีคนแรกที่ได้รับการเสนอชื่อจากพรรคการเมืองใหญ่ในตำแหน่งนี้ เธอกล่าวว่า สหรัฐอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ แต่ทรัมป์ไร้ความสามารถในตำแหน่งประธานาธิบดีและทำให้ประเทศนี้ขาดวิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อเมริกากำลังโหยหาผู้นำ ทว่าเรากลับมีประธานาธิบดีที่ห่วงตัวเองมากกว่าประชาชนที่เลือกเขามา&amp;quot; ส.ว.แฮร์ริสกล่าว โดยโจมตีทรัมป์ว่าเป็นผู้นำที่ล้มเหลวทั้งในการควบคุมโรคระบาด, ประคับประคองเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมโรค รวมไปถึงปัญหาการใช้ความรุนแรงของตำรวจและความเหลื่อมล้ำทางสีผิว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้จะไม่สามารถจัดปราศรัยและเดินสายหาเสียงได้ตามปกติ แต่โพลระดับชาติส่วนใหญ่ชี้ว่าไบเดนมีคะแนนนำทรัมป์ รวมถึงในรัฐที่คะแนนพลิกผันได้ เช่น ฟลอริดาและวิสคอนซิน การเปิดตัวแฮร์ริสเป็นคู่หูในตำแหน่งรองประธานาธิบดียังเพิ่มความสดใหม่และดึงคะแนนในกลุ่มคนหนุ่มสาวและสตรีได้ด้วย ไบเดนเผยว่าพวกเขาระดมทุนสนับสนุนได้ถึง 26 ล้านดอลลาร์ในเวลา 24 ชั่วโมงนับแต่ประกาศข่าวเลือกแฮร์ริส ซึ่งเป็นสถิติใหม่สำหรับยอดบริจาครายวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไบเดนยังตอบโต้ที่ทรัมป์แขวะแฮร์ริสว่าเป็นคนน่ารังเกียจ ด้วยการตอกทรัมป์กลับว่า ทรัมป์ดีแต่คร่ำครวญว่าแฮร์ริสใจร้ายกับคนที่ทรัมป์แต่งตั้ง แต่ไม่น่าประหลาดใจเพราะการคร่ำครวญคือสิ่งที่ทรัมป์ทำได้ดีกว่าประธานาธิบดีคนใดในประวัติศาสตร์ และคงไม่มีใครประหลาดใจที่ทรัมป์มีปัญหากับผู้หญิงแกร่ง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74362</URL_LINK>
                <HASHTAG>คามาลา แฮร์ริส, พรรคเดโมแครต, เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ, โจ ไบเดน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200813/image_big_5f35491761d16.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74195</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/08/2020 11:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/08/2020 11:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไบเดน&#039;เลือก ส.ว.หญิง &#039;คามาลา แฮร์ริส&#039; เป็นคู่สมัครรองปธน.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;โจ ไบเดน ตัวแทนพรรคเดโมแครตลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีกับโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจเลือก &amp;quot;ส.ว.คามาลา แฮร์ริส&amp;quot; เป็นคู่สมัครของเขาในตำแหน่งรองประธานาธิบดี สร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้สมัครหญิงผิวสีคนแรกในตำแหน่งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อดีตรองประธานาธิบดีไบเดนประกาศการตัดสินใจของเขาทางโซเชียลมีเดียเมื่อวันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2563 โดยตามกำหนดการทั้งคู่จะกล่าวสุนทรพจน์จากเมืองวิลมิงตัน รัฐเดลาแวร์ เพื่อเริ่มต้นการผนึกกำลังกันช่วงชิงเก้าอี้จากทรัมป์และรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ในการเลือกตั้งวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเสนอชื่อแฮร์ริส ซึ่งเป็นอดีตคู่แข่งร่วมพรรคของเขา ทำให้เธอเป็นสตรีอเมริกันผิวสีคนแรกในประวัติศาสตร์สหรัฐที่ได้รับเสนอชื่อเป็นคู่สมัครในตำแหน่งรองประธานาธิบดี และหากไบเดนชนะทรัมป์ได้ เธอก็จะเป็นรองประธานาธิบดีหญิงคนแรกและรองประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของสหรัฐด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้เคยมีผู้หญิงได้รับการเสนอชื่อโดยพรรคการเมืองใหญ่ในตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐเพียง 2 คน ได้แก่ เจอรัลดีน เฟอร์ราโร ของพรรคเดโมแครตเมื่อปี 2527 และซาราห์ เพลิน ของพรรครีพับลิกันเมื่อปี 2551 ส่วนเก้าอี้ประธานาธิบดีนั้น นางฮิลลารี คลินตัน เคยสร้างประวัติศาสตร์เป็นสตรีที่ได้รับการเสนอชื่อชิงตำแหน่งคนแรก แต่ก็พ่ายแพ้ต่อทรัมป์ในการเลือกตั้งปี 2559&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไบเดนวัย 77 ปี กล่าวถึงแฮร์ริส ซึ่งอ่อนกว่าเขาถึง 2 รอบว่า เป็นนักต่อสู้ที่กล้าหาญ เป็นหนึ่งในผู้รับใช้ประชาชนที่ดีที่สุดของประเทศ เขาภูมิใจที่ได้เธอเป็นคู่หูในการเลือกตั้งครั้งนี้ ส่วนแฮร์ริสบอกว่าเธอรู้สึกเป็นเกียรติและจะทุ่มเทเต็มที่เพื่อช่วยให้ไบเดนชนะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส.ว.หญิงวัย 55 ปี น่าจะเป็นตัวเลือกที่ช่วยดึงดูดคะแนนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นคนหนุ่มสาวและผู้หญิง โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงแถบชานเมืองที่ไม่ชื่นชอบทรัมป์ นอกจากนี้หากไบเดนชนะทรัมป์ได้ ซึ่งจะทำให้เขาเป็นประธานาธิบดีอายุมากที่สุดของสหรัฐ ก็มีความเป็นไปได้ที่เขาจะดำรงตำแหน่งเพียงแค่สมัยเดียว และจะเปิดโอกาสให้เธอเป็นตัวเต็งในฐานะตัวแทนพรรคเดโมแครตชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีคนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แฮร์ริสมีพ่อเป็นชาวจาเมกาและแม่เป็นชาวอินเดียที่ย้ายมาตั้งรกรากในสหรัฐ เธอเป็นสตรีผิวดำคนแรกที่ได้รับเลือกเป็นอัยการสูงสุดของรัฐแคลิฟอร์เนีย และเป็นสตรีผิวดำคนที่ 2 และเป็นผู้ที่มีเชื้อสายเอเชียใต้คนแรกที่ชนะเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เธอเคยแจ้งเกิดในการโต้อภิปรายของพรรคเดโมแครตรอบแรกเมื่อปีที่แล้ว แต่ยังไม่สามารถระดมเสียงสนับสนุนได้มากพอจึงถอนตัวในเดือนธันวาคม และมาประกาศสนับสนุนไบเดนเมื่อเดือนมีนาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แฮร์ริสเอาชนะคู่แข่งที่เป็นสตรีนับสิบคนในตำแหน่งรองประธานาธิบดีของไบเดน ซึ่งรวมถึงซูซาน ไรซ์ อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ซึ่งเป็นสตรีผิวสีเช่นกัน, ส.ว.แทมมี ดักเวิร์ธ เชื้อสายไทย-อเมริกัน, มิเชล ลูฮาน กริแชม ผู้ว่าการรัฐนิวเม็กซิโก ซึ่งมีเชื้อสายลาติน และสตรีผิวขาวอีกหลายคน รวมถึงเมแกน วิตเมอร์ ผู้ว่าการรัฐมิชิแกน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74195</URL_LINK>
                <HASHTAG>คามาลา แฮร์ริส, รองประธานาธิบดีสหรัฐ, เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ, โจ ไบเดน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200812/image_big_5f3371f072e38.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
