<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>25881</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลุ่มอาหารโปรตีน-เกลือแร่สูง แหล่งพลังงานที่สำคัญต่อสว.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(ใน 1 วัน ผู้สูงอายุไม่ควรบริโภคข้าวเกิน 6 ทัพพีต่อวัน (จำเป็นต้องได้รับการตรวจวิเคราะห์จากแพทย์และนักโภชนาการอย่างละเอียด) ดังนั้นลองเปลี่ยนมาดูแลสุขภาพของท่านด้วย &amp;ldquo;ข้าวต้มปลากะพง&amp;rdquo; ที่ได้กินทั้งแป้งและปลาที่มีเกลือแร่และโปรตีนสูง จึงช่วยย่อยได้ดี)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;คาร์โบไฮเดรต&amp;rdquo; ถือเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของร่างกายของเด็กและวัยหนุ่มสาวไปจนถึงวัยทำงาน เพราะหากขาดแป้งอาจส่งผลให้น้ำตาลในเลือดต่ำ อีกทั้งโลหิตไม่สามารถพาออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้ จึงทำให้กล้ามเนื้อขาดพลังงาน อีกทั้งรู้สึกอ่อนเปลี้ยไม่มีเรี่ยวแรง รู้สึกใจสั่น เพราะโดยมาตรฐานด้านโภชนาการแล้ว ใน 1 วันควรบริโภคข้าวหรือคาร์โบไฮเดรตไม่เกิน 6 ทัพพี และน้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชา เมื่อแป้งเป็นแหล่งอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายของวัยหนุ่มสาว จึงเกิดเป็นคำถามว่าอันที่จริงแล้ว ผู้สูงอายุควรบริโภคแป้งในปริมาณเท่าใด สารอาหารที่จำเป็นต่อผู้สูงอายุยังมีประเภทใดอีกบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(วิภา เกียรติหนุนทวี)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พี่แป้ง-วิภา เกียรติหนุนทวี พยาบาลวิชาชีพ ชำนาญการด้านผู้สูงอายุ รพ.ปากท่อ กล่าวว่า &amp;ldquo;สำหรับการที่ระบุว่าผู้สูงอายุควรบริโภคคาร์โบไฮเดรตหรือแป้ง โดยหลักของโภชนาการทั่วไป ใน 1 วันไม่ควรบริโภคข้าวหรือแป้งเกิน 6 ทัพพี แต่เนื่องจากมวลร่างกายของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน ดังนั้นหากจะให้ข้อมูลครบถ้วนผู้สูงอายุควรไปตรวจสุขภาพประจำปี และพบแพทย์หรือนักโภชนาการ เพื่อทำการตรวจวิเคราะห์อย่างละเอียด ในการบริโภคแป้งในแต่ละวันที่เหมาะสม และตรงกับดัชนีมวลรวมร่างกายของผู้สูงอายุแต่ละคนอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้บริโภคแป้งมากเกินไป เพราะอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคเบาหวาน หรือถ้าหากคุณตาคุณยายเป็นโรคเบาหวานอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นการบริโภคแป้งจนเกินไปอาจกระตุ้นน้ำตาลในเลือดให้สูงขึ้น จึงควรบริโภคข้าวอย่างพอเหมาะ และไขมันก็ต้องไม่บริโภคมากเกินไปเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(&amp;ldquo;ปลาจะละเม็ดนึ่งซีอิ๊ว&amp;rdquo; กินร้อนๆ ช่วยเจริญอาหารและไขมันต่ำเหมาะกับผู้สูงอายุ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ทว่ากลุ่มสารอาหารที่สำคัญมาก และผู้สูงอายุควรบริโภคเป็นหลัก คือ &amp;ldquo;กลุ่มของโปรตีน&amp;rdquo; เนื่องจากเป็นแหล่งอาหารที่ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และเป็นกลุ่มพลังงาน ที่เหมาะกับกายภาพของผู้สูงอายุที่อาจจะเคลื่อนไหวน้อยลง โดยเฉพาะ &amp;ldquo;เมนูจากปลาเนื้อขาว&amp;rdquo; เนื่องจากมีไขมันชนิดดีต่อร่างกาย เช่น ปลากะพง ซึ่งเป็นปลาเนื้อขาวที่อยู่ในทะเลที่มีแร่ธาตุไอโอดีน ซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญสำหรับผู้สูงวัยอีกเช่นกัน รวมถึงปลาช่อนนา, ปลานิล, ปลาตะเพียน, ปลาเนื้ออ่อน, ปลาสำลี, ปลาจะละเม็ด, ปลาคัง ซึ่งเมนูที่ทำจากปลาเพื่อผู้สูงอายุให้เน้นนึ่ง, ต้ม, ตุ๋น เช่น เมนู &amp;ldquo;ปลากะพงนึ่งซีอิ๊ว&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ต้มยำปลาช่อนเผ็ดน้อย&amp;rdquo; ที่ผู้สูงอายุจะได้รับประทานทั้งเนื้อปลาและซดน้ำแกง เพื่อป้องกันร่างกายขาดน้ำ หรือ เพื่อให้เข้ากับช่วงอากาศหนาวๆ ต้นปี &amp;ldquo;ข้าวต้มปลากะพง&amp;rdquo; ก็ถือเป็นอาหารที่ย่อยง่ายและมีโปรตีนสูง ดีต่อสุขภาพผู้สูงวัย หรือลูกหลานจะปรุง &amp;ldquo;ต้มแซ่บปลาคัง&amp;rdquo; ให้ผู้สูงอายุรับประทาน หรือ &amp;ldquo;ปลาจะละเม็ดนึ่งซีอิ๊ว&amp;rdquo; ที่ยิ่งรับประทานร้อนๆ ก็จะช่วยเจริญอาหารในผู้สูงวัยได้เช่นกัน เนื่องจากวัยนี้จะค่อนข้างเบื่ออาหารได้ง่าย จึงควรดัดแปลงเมนูจากปลาที่ตรงกับความชอบของผู้สูงอายุ เช่น &amp;ldquo;ห่อหมกปลาเนื้ออ่อน&amp;rdquo; แทนที่จะปรุงปลาเนื้ออ่อนราดพริกหรือทอดกระเทียม เป็นต้น นอกจากนี้กลุ่มอาหารที่จำเป็นสำหรับผู้สูงอายุคือ &amp;ldquo;เกลือแร่&amp;rdquo; ที่ได้จากผักผลไม้สดและปลอดสารเคมี เพราะเกลือแร่จะช่วยป้องกันภาวะอ่อนเพลีย และไม่มีเรี่ยวแรงให้กับคุณตาคุณยายได้ดี ที่สำคัญให้บริโภคอย่างสม่ำเสมอ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25881</URL_LINK>
                <HASHTAG>คาร์โบไฮเดรต, คุณภาพชีวิต, วิภา เกียรติหนุนทวี, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190106/image_big_5c31ff4ca95c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15876</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>12 สารอาหารที่ผู้สูงอายุไม่ควรขาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาด้านโภชนาการในผู้สูงอายุเป็นปัญหาที่พบบ่อย และส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างชัดเจน เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรงและลีบ กระดูกบางพรุน โลหิตจาง น้ำหนักลด ความจำเสื่อม อารมณ์แปรปรวน เป็นต้น พลังงานที่ผู้สูงอายุควรได้รับ ผู้สูงอายุควรได้รับพลังงานอย่างเพียงพอ คือ วันละ 1,500-2,000 กิโลแคลอรี จากการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ วันละ 3 มื้อ พอประมาณ และมีอาหารว่าง 2 มื้อ โดยทุกมื้อควรมีผัก ผลไม้ เพื่อเพิ่มกากอาหาร สารอาหารสำหรับผู้สูงอายุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พญ.ลิลลี่ ชัยสมพงษ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ คลินิกสุขภาพผู้สูงอายุนิวไลฟ์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสารอาหารที่ผู้สูงอายุไม่ควรขาดว่า มีอยู่ 12 ชนิดที่ลูกหลานหรือผู้ดูแลไม่ควรมองข้าม ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โปรตีน ผู้สูงอายุมีความต้องการโปรตีนประมาณ 1 กรัม/น้ำหนักตัว (กิโลกรัม)/วัน เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ป้องกันภาวะกล้ามเนื้อลีบ และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีน้ำหนัก 60 กิโลกรัม ควรได้รับโปรตีนวันละ 60 กรัม โดยเลือกรับประทานโปรตีนคุณภาพดี เช่น เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน ไข่ดาว ดื่มนมพร่องมันเนย และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองเป็นประจำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คาร์โบไฮเดรต ควรรับประทานอาหารกลุ่มนี้ให้เพียงพอ เพื่อรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม และควรเลือกรับประทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ลูกเดือย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไขมัน ผู้สูงอายุต้องการพลังงานจากไขมันเพียงเล็กน้อย เพื่อให้ร่างกายได้รับกรดไขมันจำเป็นและวิตามินที่ละลายในไขมันเพียงพอ ควรลดหรือจำกัดการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ไขมันจากสัตว์ เนย น้ำมัน กะทิ ครีมเข้มข้น เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แคลเซียม แคลเซียมช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนและสร้างมวลกระดูกให้มีความหนาแน่น ผู้สูงอายุต้องการแคลเซียมอย่างน้อยวันละ 1,000 มิลลิกรัม อาหารที่เป็นแหล่งของแคลเซียม ได้แก่ นมถั่วเหลืองเพิ่มแคลเซียม นมสด ผลิตภัณฑ์จากนม (เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยวไม่หวานจัด) ถั่วเหลือง ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง (เช่น ฟองเต้าหู้) ปลาตัวเล็กที่รับประทานได้ทั้งกระดูก (เช่น ปลาข้าวสาร) ผักใบเขียวเข้ม ผักสีส้ม (เช่น คะน้า กวางตุ้ง ตำลึง ใบยอ ฟักทอง แครอต)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ธาตุเหล็ก ธาตุเหล็กจะช่วยป้องกันภาวะซีด โลหิตจาง และอาการเหนื่อยง่าย อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ได้แก่ เนื้อสัตว์สีแดง (เช่น สันในหมู เนื้อวัว) ผักใบเขียว กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ ถั่วเขียว ถั่วแดง งาดำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิตามินซี ช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหาร ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน และทำให้แผลหายเร็วขึ้น อาหารที่มีวิตามินซีสูง ได้แก่ บร็อกโคลี มันฝรั่ง พริกหวาน ผักโขม มะละกอ มะม่วง สตรอว์เบอร์รี ฝรั่ง ส้ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โพแทสเซียม ทำหน้าที่รักษาระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ช่วยให้ระบบกล้ามเนื้อและระบบประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รักษาสมดุลของของเหลวในร่างกายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม แหล่งอาหารที่มีโพแทสเซียม ได้แก่ กล้วย ส้ม ฝรั่ง ผลไม้แห้ง มะเขือเทศ กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ บร็อกโคลี ผักโขม ข้าวโอ๊ต ข้าวซ้อมมือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิตามีนบี 12 เป็นวิตามินที่มีความสำคัญมากต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง และเซลล์ระบบสมองและเส้นประสาท ถ้าขาดวิตามินบี 12 เป็นเวลานานอาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจางและมีความเสี่ยงต่อภาวะความจำเสื่อม อาหารที่เป็นแหล่งของวิตามินบี 12 ได้แก่ เนื้อสัตว์ทุกชนิด (เช่น เนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้อหมู) ไข่ทั้งฟอง ปลา โยเกิร์ต เนยแข็ง นม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แมกนีเซียม เป็นแร่ธาตุที่มีความจำเป็นต่อกระบวนการทำงานภายในร่างกายหลายระบบ เช่น ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบประสาท กล้ามเนื้อ หัวใจ กระดูก แมกนีเซียมพบมากในเนื้อปลา ผักใบเขียว กล้วย และถั่วต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิตามินเอ ช่วยรักษาสายตาของผู้สูงวัยไม่ให้เสื่อมสภาพเร็ว ช่วยการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย แหล่งของวิตามินเอในอาหาร ได้แก่ ผักโขม แครอต มันเทศ ฟักทอง มะละกอ มะม่วงสุก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิตามินดี ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและป้องกันโรคที่เกี่ยวกับกระดูก โดยปกติร่างกายสามารถสังเคราะห์วิตามินดีได้เมื่อได้รับแสงแดด สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่ได้รับแสงแดด ร่างกายอาจสร้างวิตามินดีได้ไม่เพียงพอ ควรรับประทานอาหารประเภทธัญพืช เห็ด และดื่มนมที่เสริมวิตามินดีเป็นประจำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิตามินอี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี ช่วยป้องกันเซลล์ในร่างกายไม่ให้ถูกทำลาย วิตามินอีพบมากในอะโวคาโด ถั่วต่างๆ เมล็ดทานตะวัน เนยถั่ว งา และน้ำมันสำหรับปรุงอาหารทุกชนิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สังกะสี ช่วยให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดอาการเบื่ออาหาร แหล่งอาหารที่มีสังกะสี ได้แก่ เนื้อสัตว์ อาหารทะเล ไข่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เส้นใยอาหาร ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ตามปกติ และป้องกันปัญหาเกี่ยวกับลำไส้ที่อาจเกิดขึ้นได้ การบริโภคเส้นใยอาหารที่เหมาะสมจะช่วยป้องกันร่างกายจากโรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็งบางชนิด ซึ่งอาหารที่มีเส้นใยสูงมักพบได้ในผัก ผลไม้ และถั่วเปลือกแข็ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น้ำ ผู้สูงอายุควรดื่มน้ำสะอาดหรือเลือกดื่มน้ำสมุนไพรไม่หวานจัดสลับกับน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว น้ำช่วยนำสารอาหารต่างๆ ไปยังอวัยวะภายในร่างกายและช่วยขับถ่ายของเสีย ทำให้รู้สึกสดชื่น ป้องกันอาการท้องผูก ทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น ควรดื่มน้ำก่อนที่รู้สึกกระหาย ควรจำกัดปริมาณเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เช่น กาแฟ ชา ไม่เกิน 1 แก้วต่อวัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15876</URL_LINK>
                <HASHTAG>คาร์โบไฮเดรต, คุณภาพชีวิต, ผู้สูงอายุ, พญ.ลิลลี่ ชัยสมพงษ์, แคลเซียม, โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180821/image_big_5b7c0c4836bf2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9339</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข้าวกินแต่พอดี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาหารประเภทแป้ง หรือคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว ก๋วยเตี๋ยว เผือก มันสำปะหลัง ผู้สูงอายุควรรับประทานลดลง เนื่องจากความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อลดลง ควรรับประทานอาหารกลุ่มนี้แต่พออิ่ม ไม่มากจนเกินไป เพราะส่วนที่เกินจะถูกเปลี่ยนไปเป็นไขมันสะสมตามที่ต่างๆ อันจะเป็นผลเสียต่อระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่ม มีผลต่อข้อเข่า ทำให้เสื่อมเร็วขึ้นและปวดเข่าเวลาเดินในภายหลัง สำหรับข้าวนั้นสามารถรับประทานได้มื้อละ 1 จาน หรือปริมาณ 2 ทัพพีจะดีที่สุดค่ะ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9339</URL_LINK>
                <HASHTAG>คาร์โบไฮเดรต, ผู้สูงอายุ, ระบบไหลเวียนโลหิต, อาหารประเภทแป้ง, เล็กๆน้อยๆ, ไขมันสะสม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/5a3767e7341e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
