<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>67892</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2020 13:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2020 13:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แอลกอฮอล์วอช&#039;จี้สธ.จัดหนักเพจชวนเมาขายเหล้าเบียร์ออนไลน์ส่งดิลิเวอร์รี่ถึงหน้าบ้าน ระบาดหนักช่วงโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 มิ.ย.63 - เมื่อเวลา 10.00 น. ที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นายคำรณ ชูเดชา ผู้ประสานงานเครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา (Alcohol Watch) พร้อมด้วย นายธีรภัทร์ คหะวงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่และเครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ จำนวน 15คน เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เรียกร้องให้ออกประกาศกำหนดห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในลักษณะออนไลน์ หรือ เดลิเวอรี่ ตามพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551มาตรา 30(6) เนื่องจากเป็นการมอมเมาเด็ก เยาวชน ประชาชน ให้เข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ง่าย ไร้ข้อจำกัดเรื่องอายุ และเวลา มุ่งหวังเพียงรายได้ทางธุรกิจ ไม่สนกฎหมาย ทั้งนี้เครือข่ายฯ ได้นำหลักฐานมามอบให้กระทรวงด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธีรภัทร์ คหะวงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่&amp;nbsp; กล่าวว่า ช่วงสถานการณ์โควิด-19 ทุกภาคส่วนช่วยกันป้องกันแก้ไขปัญหาอย่างเต็มกำลัง ทุกจังหวัดได้ออกคำสั่งห้ามไม่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วประเทศ เพื่อยับยั้งป้องกัน ลดความรุนแรง รวมทั้งลดแหล่งมั่วสุมของประชาชนเพื่อลดการติดเชื้อการแพร่ระบาด แต่เหตุใดช่วงเวลาวิกฤตแบบนี้ กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จึงหาช่องทางหลบเลี่ยงกฎหมาย ไม่ให้ความร่วมมือ ทำการตลาดขายเหล้าเบียร์ในรูปแบบออนไลน์ แฝงโฆษณาทั้งทางตรงและทางอ้อม จากการเก็บข้อมูลช่วงโควิด พบว่า ธุรกิจเหล้าเบียร์แทบทุกค่ายรุกทำการตลาดส่งเสริมการขายอย่างหนักระบาดตามช่องทางเพจออนไลน์ เดลิเวอร์รี่ส่งตรงถึงหน้าบ้านในช่วงโควิด&amp;ndash;19 แม้จะทำเหมือนมีการตรวจสอบอายุผู้ซื้อ หมายเลขโทรศัพท์ แต่ในความเป็นจริง ผู้ซื้อที่อาจจะเป็นเด็กสามารถใช้เบอร์โทรปลอมๆของคนที่อายุมากหน่อย ก็ซื้อเบียร์มาดื่มได้แล้ว จุดนี้น่าเป็นห่วงอย่างมาก เพราะเด็กและเยาวชนจะเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้มากขึ้นแน่นอน ก่อนหน้าโควิดมาเราก็พบว่าร้านเหล้าผับบาร์หลายแห่งเริ่มทำระบบสมาชิก ให้นักศึกษาสามารถสั่งเหล้าเบียร์ส่งถึงหอพักกันบ้างแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบันมีเพจ เว็บไซต์ต่างๆที่ทั้งโฆษณาและขายเหล้าเบียร์ออนไลน์มากมาย อาจเข้าข่ายละเมิดกฎหมายตามพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ในหลายประเด็น เช่น ขายนอกเหนือเวลาที่กฎหมายกำหนด เพราะจ่ายเงิน รับส่งสินค้า เป็นคนละช่วงเวลา ตามประกาศสำนัก นายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดเวลาห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2558 หรือ ไม่สามารถตรวจสอบอายุของผู้ซื้อได้ ตามมาตรา29(1) ห้ามขายให้ผู้ที่อายุต่ำกว่า 20ปี อีกทั้ง พบว่า มีการแสดงภาพขวดหรือบรรจุภัณฑ์อย่างโจ่งแจ้ง ผิดตาม มาตรา32 ซึ่งเป็นการพยายามตีความหลบเลี่ยง&amp;nbsp; ท้าทายกฎหมาย เพื่อให้ได้ขายสิ้นค้าทำกำไรอย่างน่าละอายในช่วงวิกฤต เพื่อหยุดปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องมีกฎหมายลูกมาควบคุมให้ชัดเจนไปเลย&amp;rdquo; นายธีรภัทร์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายคำรณ ชูเดชา ผู้ประสานงานเครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา (Alcohol Watch)&amp;nbsp; กล่าวว่า เพื่อเป็นการป้องกัน เด็กเยาวชนและประชาชน จากปัจจัยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์&amp;nbsp; เครือข่ายฯ จึงขอแสดงจุดยืนและมีข้อเสนอ ดังนี้1.ขอให้ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับบรรดาเพจ เว็บไซต์ต่างๆ ที่มีการโฆษณา ทำการตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทางออนไลน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม 2.เพื่อป้องกันการตีความเข้าข้างตัวเองเพื่อผลประโยชน์ในทางธุรกิจ ขอให้เร่งออกมาตรการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยวิธีหรือลักษณะการขายแบบออนไลน์ เป็นประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี อาศัยอำนาจตาม พระราชบัญญัติควบคุมแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 มาตรา30 (6) 3.ขอคัดค้านความพยายามครั้งล่าสุดของสมาพันธ์ผู้ประกอบการผลิตและจำหน่ายสุราแห่งประเทศไทยที่กำลังล่ารายชื่อกดดันให้มีการยกเลิกมาตรา32ของพระราชบัญญัติควบคุมแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 เพียงเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ และขอเรียกร้องให้กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทบทวนตัวเองว่าที่ผ่านมาได้รับผิดชอบสังคมในการลดผลกระทบจากนำเมาอย่างไรบ้าง และได้ทำการตลาดภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างถูกต้องแล้วหรือไม่ และ4.เครือข่ายฯพร้อมที่จะเดินหน้าอย่างเต็มที่ในการเฝ้าระวัง การกระทำที่ผิดกฎหมายของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในทุกรูปแบบ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้บรรลุตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หวังว่าข้อเสนอดังกล่าว จะช่วยป้องกันการเข้าถึงของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อเด็กเยาวชน&amp;nbsp; และลดช่องว่างทางกฎหมาย ที่ทำให้เกิดการตีความเข้าข้างตัวเองของฝ่ายธุรกิจและเป็นปัญหาในการบังคับใช้ และเครือข่ายฯขอเป็นกำลังใจให้รมว..สธและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเพื่อคุ้มครองสุขภาพประชาชน ลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และป้องกันนักดื่มหน้าใหม่&amp;rdquo; นายคำรณ กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67892</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออนไลน์, คำรณ ชูเดชา, ธีรภัทร์ คหะวงศ์, นายอนุทิน ชาญวีรกูล, เครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200605/image_big_5ed9e36bc2cbe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>55877</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/01/2020 13:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/01/2020 13:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลุ่มหน้ากากขาวจี้ลงโทษร้านเหล้าร้อยเอ็ดปล่อยเด็ก 216 คนมั่วสุม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ม.ค.63 -&amp;nbsp;นายคำรณ ชูเดชา ผู้ประสานงานเครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา นายชูวิทย์&amp;nbsp;จันทรส ผู้ประสานงานเครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ นำกลุ่มเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ เครือข่ายนักกฎหมายเพื่อเด็กและเยาวชน และนักศึกษากว่า30 คน สวมหน้ากากขาว เข้ายื่นหนังสือถึงพลเอกประยุทธ์&amp;nbsp;จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านทางนายสมพาส นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp;เพื่อเรียกร้องให้บังคับใช้กฎหมายสถานหนัก ต่อผู้ประกอบการร้านเหล้าชื่อดังกลางเมืองร้อยเอ็ด ที่ทำผิดกฎหมาย และขอให้ตรวจสอบ เอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องฐานปล่อยปละละเลย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชูวิทย์ กล่าวว่าจากกรณีเจ้าพนักงานชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง สำนักการสอบสวนและนิติการ&amp;nbsp;กระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่สถานบริการ 2 แห่ง ได้แก่ ร้านบูซเซอร์ (BOOZER)&amp;nbsp;และร้านโดรน คลับ (DRONE CLUB)&amp;nbsp;ตั้งอยู่ ต.เหนือเมือง อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา พบการกระทำผิดกฎหมาย ปล่อยให้เด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าใช้บริการทั้งสองร้านมากถึง 216 คน&amp;nbsp;มีการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี และพบยาเสพติด รวมถึงเปิดเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด ถือเป็นการกระทำผิดของผู้ประกอบการสถานบริการอย่างชัดเจน และกรณีนี้อาจมีเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลสถานบริการให้เป็นไปตามกฎหมาย ปล่อยปละละเลยให้มีการกระทำความผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เป็นการทำผิด ไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง ฝ่าฝืนกฎหมายหลายฉบับ&amp;nbsp;ไม่คำนึงต่อผลกระทบทางสังคมโดยเฉพาะเด็กและเยาวชน หวังเพียงผลประโยชน์ทางธุรกิจ กรณีนี้ถือว่าทำผิด ต่างกรรมต่างวาระ เหมารวมว่าเป็นกรรมเดียววาระเดียวไม่ได้&amp;nbsp;ผู้ประกอบการมีความผิดตามพ.ร.บ.ความคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 และคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่&amp;nbsp;22/2558 ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องอาจเข้าข่ายปล่อยปละละเลยให้มีการกระทำความผิด&amp;nbsp;ซึ่งจะต้องถูกดำเนินการตาม คําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 69/2557 ซึ่งเราทราบว่าทั้งสองร้านเป็นของบิ๊กเนมในจังหวัด ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่ไม้กล้าทำอะไร&amp;nbsp;จนเป็นเหตุให้ส่วนกลางต้องลงไปจัดการ&amp;rdquo; นายชูวิทย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายคำรณ กล่าวว่า เป็นที่น่าสังเกตว่า หลายเดือนที่ผ่านมาบรรดาร้านเหล้าผับบาร์ ทำผิดกฎหมายกันมากขึ้น คำสั่ง คสช.ที่&amp;nbsp;22/2558&amp;nbsp;ดูเหมือนจะอ่อนลง&amp;nbsp;และเราพบว่ามีการปล่อยข่าวถึงขนาดว่ากฎหมายฉบับนี้ถูกยกเลิกไปแล้วก็มี&amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งไม่เป็นความจริง กระทรวงยุติธรรมซึ่งเป็นแม่งานหลักของคำสั่งนี้คงต้องเร่งขันน๊อตการทำงานและประชาสัมพันธ์ให้หนักขึ้น เพราะคำสั่งฉบับนี้ถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของท่านนายกประยุทธ์ ที่สังคมรับรู้และพึงพอใจ ซึ่งในกรณีนี้หากพบว่าทั้งสองร้านอยู่ในพื้นที่โซนนิ่งก็ต้องถูกสั่งปิดเป็นการถาวร แต่หากอยู่นอกพื้นที่โซนนิ่งก็จะถูกสั่งปิด&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปี &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เครือข่ายฯ มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงขอแสดงจุดยืนและมีข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ดังนี้ 1.ขอให้ดำเนินคดีสถานบริการทั้งสองแห่ง โดยลงโทษเรียงกระทงความผิดไป และลงโทษสถานหนักเพื่อมิให้ผู้ประกอบการสถานบริการรายอื่นเอาเยี่ยงอย่าง 2.ตรวจสอบและเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ว่ามีการปล่อยปละละเลย&amp;nbsp;&amp;nbsp;หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ 3.ขอให้นากรัฐมนตรีมีคำสั่งถึงผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะประธานคณะกรรมการคุ้มครองเด็กจังหวัด&amp;nbsp;และประธานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จังหวัด&amp;nbsp;ให้มีมาตรการเชิงรุกป้องกันแก้ไขปัญหานี้อย่างเฉียบขาดและรวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;มิใช่แค่จัดประชุมเพียงปีละครั้งพอเป็นพิธี ไม่สนองตอบนโยบายของรัฐบาลในการปกป้องเด็กและเยาวชน และ4.ขอบคุณรัฐบาล และให้กำลังใจการทำงานชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp;&amp;nbsp;ที่มีการปฏิบัติงานอย่างเข้มงวดและจริงจัง&amp;rdquo; นายคำรณ&amp;nbsp;กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55877</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่, คำรณ ชูเดชา, ร้านเหล้าจังหวัดร้อยเอ็ด, เครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200130/image_big_5e327ac30e9f6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40112</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ต้นตอดื่มเบียร์ดับ จัดแข่งในโรงแรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เครือข่ายต้านเหล้ายื่นหนังสือถึง รมว.สาธารณสุขจัดการเด็ดขาดจัดแข่งดื่มเบียร์จนมีคนตาย ผลสอบพบบริษัทผู้ตายจ้างบริษัทจัดเลี้ยงจัดงานสังสรรค์ในโรงแรม ทั้งคู่ส่อรับผิดทางอาญาฐานประมาทเลินเล่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข วันที่ 3 กรกฎาคมนี้ นายคำรณ ชูเดชา ผู้ประสานงานเครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจแอลกอฮอล์ Alcohol Watch พร้อมด้วยเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ ยื่นหนังสือต่อ นพ.กิตติศักดิ์ กลับดี ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เรียกร้องให้กระทรวงบังคับใช้กฎหมายกับสถานประกอบการที่จัดกิจกรรมแข่งขันดื่มเบียร์ จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.ที่ผ่านมา &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคำรณกล่าวว่า กิจกรรมแข่งขันดื่มเหล้า-เบียร์นี้กำลังได้รับความนิยมในสถานบันเทิง และในกิจกรรมงานเลี้ยง ซึ่งความคึกคะนองอาจทำให้เสียชีวิตได้ ขณะเดียวกันการแข่งขันประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการขายในลักษณะของการชิงรางวัล เข้าข่ายลักษณะความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอลฮอล์ พ.ศ.2551 จึงอยากให้กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะมีหน้าที่โดยตรงเร่งติดตามเรื่องนี้ เพราะเข้าข่ายละเมิด พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาตรา 30 (4) มาตรา 30 (5) ว่าด้วยการห้ามส่งเสริมการขาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 29 (2) ว่าด้วยการห้ามขายให้คนเมาครองสติไม่ได้ และความผิดอื่นๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ อยากเรียกร้องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมาดูแลเรื่องนี้อยากจริงจัง เนื่องจากมีผู้เสียชีวิต และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างความเข้าใจ เพราะหากต่อไปพฤติกรรมการแข่งขันดื่มแบบนี้ระบาดไปในกลุ่มเด็กและเยาวชนจะอันตรายอย่างยิ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.กิตติศักดิ์กล่าวว่า ปกติร่างกายของคนเรามีการตอบสนองไม่เหมือนกัน โดยสามารถทนต่อฤทธิ์แอลกอฮอล์ได้ประมาณ 300 มิลลิกรัม แต่กรณีที่เกิดขึ้นพบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์มากถึง 400 มิลลกรัม และเป็นการดื่มอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้แอลกอฮอล์ไปกดการหายใจ ทำให้หยุดหายใจ เรื่องนี้ต้องมีการตรวจสอบแน่นอน และขอเตือนเยาวชน การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ว่ามากน้อยมีผลต่อสุขภาพ ยิ่งช่วงนี้มีกิจกรรมรับน้องของสถานศึกษา ต้องระมัดระวัง และยิ่งใกล้เทศกาลเข้าพรรษา การไม่ดื่มแอลกอฮอล์จะยิ่งดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.พงษ์ธร ชาติพิทักษ์ รอง ผอ.สำนักควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบในพื้นที่ พบว่าผู้ตายเป็นพนักงานของบริษัทแห่งหนึ่ง โดยมีการจัดกิจกรรมจัดเลี้ยงสังสรรค์ในโรงแรม เป็นการว่าจ้างบริษัทจัดเลี้ยงมาดำเนินการ และมีการจัดแข่งขันดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งผู้ตายระหว่างดื่มไม่รู้สติตั้งแต่อยู่ในที่เกิดเหตุ ก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล เพราะหายใจเองไม่ได้ ทางโรงพยาบาลได้ใส่ท่อช่วยหายใจ แต่ปัญหามีสิ่งกีดขวางทางเดินหายใจ จึงได้ดูดออก พบเศษอาหารและเบียร์ ดังนั้นจึงมองว่ากรณีนี้มีอยู่ 2 สาเหตุ คือ 1.เกิดจากการสำลัก อุดหลอดลม และ 2.ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่ส่งผลให้เสียชีวิต จึงต้องมีการพิสูจน์สาเหตุ คาดว่าใช้ระยะเวลาประมาณ 1 เดือน แต่ทั้งนี้ แอลกอฮอล์ล้วนเกี่ยวข้องและเป็นสาเหตุทั้งสิ้น และต้องดูว่าบริษัทรับจัดเลี้ยงและบริษัทที่ทำงานของผู้เสียชีวิต อาจมีความผิดทางอาญา ฐานประมาทเลินเล่อ แต่ไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40112</URL_LINK>
                <HASHTAG>Alcohol Watch, คำรณ ชูเดชา, นพ.พงษ์ธร ชาติพิทักษ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190703/image_big_5d1cab7657e71.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24232</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนุนโซนนิงร้านเหล้า สถานศึกษาปลอดภัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เปลี่ยนร้านเหล้า...เจ้าปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เป็นร้านหนังสือรอบมหา&amp;#39;ลัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบันการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ขยายเข้าสู่กลุ่มเด็กและเยาวชนมากขึ้นจากปัจจัยหลายด้านที่ขาดการควบคุมจากภาครัฐอย่างจริงจัง ตลอดจนกลยุทธ์ของธุรกิจสุราที่พยายามรุกเข้าหาสถานศึกษาในรูปแบบต่างๆ ส่งผลกระทบกับอนาคตของชาติในด้านการเรียน คุณภาพชีวิต รวมทั้งก่อให้เกิดอุบัติเหตุ สูญเสียชีวิตจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องดังกล่าว จึงสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ สร้างสังคมปลอดจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อมุ่งไปสู่การสร้างสังคมสุขภาวะให้เกิดขึ้นในสถานศึกษา โดยมีสถาบันที่เข้าร่วมโครงการ 70 สถาบันทั่วประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ล่าสุด เครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา ร่วมกับมหาวิทยาลัยปลอดเหล้าทั้ง 70 แห่ง และ สสส. จัดกิจกรรม &amp;ldquo;คุมโซนนิงร้านเหล้ารอบสถานศึกษา พัฒนาให้ยั่งยืนได้อย่างไร&amp;rdquo; ภายในงานมีการแสดงละครชุด &amp;ldquo;ปกป้องเยาวชนจากภัยน้ำเมา&amp;rdquo; พร้อมทั้งโชว์แบบสำรวจความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ และภูมิภาค ต่อกรณีโซนนิงควบคุมร้านเหล้ารอบสถานศึกษา ตามคำสั่ง คสช.ที่ 22/2558 ที่สำรวจระหว่างวันที่ 25-30 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา จำนวน 1,500 คน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากผลสำรวจพบกลุ่มตัวอย่าง 1 ใน 3 หรือร้อยละ 32.56 เท่านั้นที่รับรู้กฎหมายโซนนิงควบคุมร้านเหล้าตามคำสั่ง คสช. โดยส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่า คือการห้ามมีร้านเหล้ารอบสถานศึกษา นอกจากนี้ ร้อยละ 65.39 ยังระบุว่า การมีคำสั่ง คสช.ทำให้ร้านเหล้าลดลง ที่น่าห่วงคือ กลุ่มตัวอย่างเกินครึ่ง ร้อยละ 52.39 ชี้ว่า ยังไม่เคยพบเห็นเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาตรวจร้านเหล้ารอบสถานศึกษาเลย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่เมื่อถามว่า เคยทราบหรือพบเห็นร้านเหล้าทำผิดกฎหมายแล้วสั่งปิดหรือไม่ กว่าร้อยละ 67.03 ตอบว่า เคยทราบและพบเห็น นอกจากนี้ 1ใน 4 ยังทราบอีกว่า หลายแห่งถูกสั่งปิดไปแล้ว ยังกลับมาเปิดใหม่ได้ แค่เปลี่ยนชื่อร้าน ย้ายที่ตั้ง เปลี่ยนเจ้าของ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(คำรณ ชูเดชา)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายคำรณ ชูเดชา ผู้ประสานงานเครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา กล่าวว่า จากผลสำรวจสะท้อนชัดเจนว่าผลกระทบที่เกิดจากร้านเหล้ารอบสถานศึกษา คือเสียงดัง ทะเลาะวิวาท จราจรติดขัด อาชญากรรม อุบัติเหตุ การล่วงละเมิดทางเพศ ยาเสพติด และเมื่อมีกฎหมายนี้ ทำให้ร้านเหล้าลดลงจริง ข้อสำคัญคือร้านรายใหม่ก็จะมาเปิดในพื้นที่นี้ไม่ได้ ปัญหาต่างๆ โดยรวมมีแนวโน้มลดลง ส่งผลดีขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้ร้านนม ร้านอาหาร ร้านหนังสือ เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เครือข่ายต้องการเห็นความยั่งยืนของคำสั่งนี้ด้วยการสนับสนุนให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้ ในกระทรวงยุติธรรมมีสถานะความเป็นเจ้าภาพที่ชัดเจน มีความเข้มแข็ง มีงบประมาณและคนทำงานที่มากขึ้น เพื่อรับมือกับภารกิจสำคัญนี้ ซึ่งเป็นการจัดการกับปัญหาที่ต้นน้ำ ไม่ใช่จัดการแค่คนที่ทำผิดมาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่นักศึกษาชั้นปีที่ 2 นายสนธยา เขียวแก้ง มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ระบุว่า เห็นด้วยและชื่นชมอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับมาตรการโซนนิงควบคุมร้านเหล้ารอบสถานศึกษา เพราะมันส่งผลให้สถานศึกษาหลายแห่งปลอดภัยจากร้านเหล้า อบายมุข จากแต่ก่อนที่มักเห็นกลุ่มเพื่อนนักศึกษาหลายคน ตกเย็นหลังเลิกเรียนชวนกันไปตั้งวงดื่มเหล้าในร้านเหล้า ยิ่งเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ยิ่งแน่นร้าน แต่พอมีการจัดระเบียบทำให้รู้สึกว่าปลอดภัย ไม่ต้องไปหมกมุ่นอยู่กับร้านเหล้า&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ผมว่าคำสั่งหัวหน้า คสช.ช่วยจัดระเบียบได้มาก ปัญหาต่างๆ ลดลงเยอะ แทนที่วันศุกร์นักศึกษาจะไปดื่มเหล้า ตอนนี้ก็เอาเวลาไปทบทวนอ่านหนังสือ อยู่ครอบครัว หรือทำกิจกรรมทดแทนการดื่ม เช่น จัดปาร์ตี้หมูกระทะ สังสรรค์อย่างอื่นที่ไม่ใช่การดื่มเหล้า&amp;rdquo; นายสนธยาทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(พีระพงศ์ สวัสดิ์โกมล)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านนายพีระพงศ์ สวัสดิ์โกมล นักศึกษาชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ก็ตรงกับเป้าหมายที่มหาวิทยาลัยวางแนวทางไว้ให้ปฏิบัติตาม การสั่งปิดร้านเหล้าเป็นการตอบสนองคำสั่ง คสช. และช่วยให้เป้าหมายของมหาวิทยาลัยบรรลุผล เป็นการช่วยเด็ก ช่วยชุมชน เมื่อก่อนมีการร้องเรียนมาก เสียงดัง ทะเลาะวิวาท มีร้านติดหอพัก เดี๋ยวนี้ไม่เกิดขึ้นเลย ลดภาวะความตึงเครียดได้มาก อยากให้ช่วยกันรณรงค์และสร้างการรับรู้ ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ กิจกรรมดีๆ แบบนี้ควรจัดขึ้นเรื่อยๆ เพื่อนำมาแลกเปลี่ยนและนำความรู้มาปรับใช้จนเกิดประโยชน์สูงสุด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ปิยวัชน์ คงอินทร์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นายปิยวัชน์ คงอินทร์ อาจารย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กล่าวว่า การควบคุมโซนนิงร้านเหล้ารอบสถานศึกษาตามคำสั่ง คสช.22/2558 ถือเป็นเครื่องมือสำคัญ สามารถคุมร้านเหล้าให้อยู่ในที่ในทาง ร้านใหม่ไม่เพิ่ม ร้านเดิมทำตามกฎหมาย ที่ผ่านมาทางมหาวิทยาลัยได้ให้ความร่วมมือสอดส่องเฝ้าระวัง ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสรรพสามิต เจ้าหน้าที่ตำรวจ และกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้ออกตรวจย้ำเตือนผู้ประกอบการห้ามทำผิดกฎหมาย หยุดธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่จัดโปรโมชั่น โฆษณากระตุ้นยอดขายด้วย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เราต่อสู้กับค่านิยมนี้มานานมาก และคงต้องทำอย่างต่อเนื่อง เน้นกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ เชียร์ ชื่นชม ให้กำลังใจร้านนม ร้านอาหารที่เข้ามาทดแทนร้านเหล้า สื่อสารสร้างการรับรู้ให้กับผู้บริหารในมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั้งนี้ ใกล้ถึงช่วงเลือกตั้งจึงอยากเรียกร้องให้พรรคการเมืองต่างๆ ที่กำลังหาเสียงอยู่ขณะนี้เสนอนโยบายที่ชัดเจน เน้นปกป้องคุ้มครองเด็กเยาวชนจากปัญหาอบายมุข ของมึนเมา และหากเข้ามาทำหน้าที่จะต้องกล้าหาญต่อสู้กับกลุ่มทุนที่มีอิทธิพลที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ เพราะทุกวันนี้กลุ่มทุนได้ครอบงำสังคมไปมากแล้ว&amp;rdquo; นายปิยวัชน์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(สุภาภรณ์ ชมชัย)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่นางสาวสุภาภรณ์ ชมชัย เลขาฯ คณะกรรมการศูนย์อำนวยการกำกับติดตามผลการดำเนินงานตามคำสั่ง คสช.ที่ 22/2558 (ศอกต.) กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้การบังคับใช้กฎหมายโซนนิงควบคุมร้านเหล้ารอบสถานศึกษา ประสบความสำเร็จได้ผลยั่งยืนนั้น มาจากปัจจัยหลายส่วน ทั้งต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือของชุมชน ภาคประชาสังคม สถานศึกษา นักเรียน ช่วยดูแลสอดส่อง คอยแจ้งเหตุ ทำให้ปัญหาอบายมุขรอบสถานศึกษาทั้งกว่า 3 หมื่นแห่งลดลงอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ล่าสุด ศอกต.ได้ประชุมหารือและวางกรอบแนวทางไว้ว่าต้องมีการทบทวนปรับปรุงมาตรการกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้ง พ.ร.บ.สุรา ของกรมสรรพสามิต พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ร.บ.สถานประกอบการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายให้ยั่งยืน กำหนดคำนิยามให้ครอบคลุมทุกสถานประกอบการ เนื่องจากในอนาคตหลังเลือกตั้ง ถ้าหากไม่มีคำสั่ง คสช.ที่ 22/2558 แล้ว มาตรการทางกฎหมาย รูปแบบนโยบายการดำเนินงานต่างๆ ต้องสานต่อ เพื่อไม่ให้ปัญหาเดิมกลับมาอีก ขณะเดียวกัน ศอกต.ยังเปิดรับการแจ้งเหตุร้องเรียนการทำผิดกฎหมายของสถานประกอบการได้ที่เบอร์ 0-2141-6501&amp;rdquo; นางสาวสุภาภรณ์กล่าวทิ้งท้าย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เชื่อว่าเสียงสะท้อนของคำสั่งที่เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมเช่นนี้ จะดังไปถึงรัฐบาลชุดใหม่ให้สานต่อการปกป้องเยาวชนจากภัยของสุราอย่างแน่นอน. &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24232</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำรณ ชูเดชา, ปิยวัชน์ คงอินทร์, พีระพงศ์ สวัสดิ์โกมล, สสส., สุภาภรณ์ ชมชัย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เครือข่ายมหาวิทยาลัยปลอดเหล้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181214/image_big_5c138877e3490.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22828</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/11/2018 18:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/11/2018 18:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอ็นจีโอ โวย กิจกรรม&quot;หมอชวนวิ่ง&quot;มีบูธคล้ายขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26พ.ย.61-NGO&amp;nbsp;จะเดินทางเพื่อยื่นหนังสือถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ถึงกรณีงานกิจกรรม &amp;ldquo;หมอชวนวิ่ง&amp;rdquo;ปล่อยให้มีบูธเครื่องดื่ม ซึ่งมีโลโก้เสมือนของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยี่ห้อดังอย่างชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคำรณ ชูเดชา&amp;nbsp;ผู้ประสานงานเครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา กล่าวว่า ในวันที่&amp;nbsp;27&amp;nbsp;พ.ย. ทางเครือข่ายฯ พร้อมด้วยเครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์&amp;nbsp;และเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่จะเดินทางเพื่อยื่นหนังสือถึง ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ถึงกรณีงานกิจกรรม &amp;ldquo;หมอชวนวิ่ง&amp;rdquo; ซึ่งเป็นโครงการที่ดีจัดกันทั่วประเทศ และปิดงานที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เมื่อวันที่&amp;nbsp;25&amp;nbsp;พฤศจิกายนที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่าในงาน กลับปล่อยให้มีบูธเครื่องดื่ม ซึ่งมีโลโก้เสมือนของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยี่ห้อดังอย่างชัดเจน และยังระบุในแก้วน้ำว่า เครื่องดื่มตรา.... ซึ่งไม่สามารถทำได้ เนื่องจากที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขเคยฟ้องร้องประเด็นนี้ เพราะการใช้ลักษณะดังกล่าว จะรวมถึงเครื่องดื่มทุกชนิดของยี่ห้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยี่ห้อนี้ ซึ่งศาลก็มีการพิจารณาไปแล้ว เข้าใจว่าน่าจะหลุดออกมา แต่ถ้าเป็นงานอีเว้นท์ใหญ่จะไม่พบเห็นอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคำรณ กล่าวว่า ประเด็นคือ กระทรวงสาธารณสุข เป็นกระทรวงสุขภาพ การจะปล่อยให้มีสปอนเซอร์ หรือผู้สนับสนุนในลักษณะนี้ไม่ควรเกิดขึ้น เพราะเราเป็นตัวอย่างสร้างเสริมสุขภาพแก่ประชาชนไม่ใช่หรืออย่างไร ซึ่งผมยังเชื่อว่า เรื่องนี้ รัฐมนตรีฯ หรือผู้บริหารระดับสูงคงไม่ทราบเรื่อง จึงไม่แน่ใจว่า เป็นความรู้เท่าไม่ถึงการ ของผู้ปฏิบัติหรือไม่ แต่ไม่ว่าอย่างไรเสียเรื่องนี้ ทางเครือข่ายฯมองว่า ก็ต้องมีการตรวจสอบให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นก็อาจเกิดปัญหาซ้ำๆอี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22828</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิจกรรมหมอชวนวิ่่ง, คำรณ ชูเดชา, เครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์, เครื่องดื่มชูกำลัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20181126/image_mid_5bfbcffce9fa7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19045</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขี้ยากระอักซ้ำขึ้นภาษียาเส้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขี้ยากระอักอีก &amp;ldquo;สรรพสามิต&amp;rdquo; จ่อทบทวนภาษียาเส้นใหม่ อ้างอัตราต่ำกว่าบุหรี่ซอง แต่หวั่นกระทบชาวบ้านต้องรอบคอบ &amp;ldquo;เอ็นจีโอ&amp;rdquo; ข้องใจไม่แตะน้ำเมา ซัด 2 มาตรฐานเอื้อทุนประชารัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธ ยังคงมีความต่อเนื่องกรณีกระทรวงการคลังเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดเก็บเงินสมทบเพื่อสนับสนุนการจัดบริการสาธารณสุขของหน่วยงานบริการภาครัฐในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่จะเรียกเก็บเงินจากการขายบุหรี่เพิ่มซองละ 2 บาท เพื่อมาสมทบในกองทุนบัตรทอง โดยรอเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัตินั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิตกล่าวว่า กรมอยู่ระหว่างการทบทวนโครงสร้างภาษีสูบในภาพรวม โดยเฉพาะภาษียาเส้น ซึ่งปัจจุบันมีการจัดเก็บในอัตราที่ต่ำมาก แม้ว่าจะปรับอัตราใหม่ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย.2560 โดยทำให้ราคายาเส้นต่ำกว่าบุหรี่แบบซอง ผู้บริโภคจึงหันไปสูบยาเส้นมากขึ้น แม้ว่ายาเส้นทำลายสุขภาพมากกว่า แต่การขึ้นภาษียาเส้นต้องคิดให้รอบคอบ เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่น อาจกระทบกับชาวบ้านได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ภาษียาเส้นเคยปรับอัตรามาแล้ว ซึ่งตอนนั้นมีการคิดแบบ 2 เทียร์ แต่โครงสร้างใหม่เหลือเทียร์เดียว เช่น ยาเส้นปรุงเก็บ 10% ของมูลค่า และกรัมละ 1.20 บาท ซึ่งต่ำกว่าการเก็บภาษีบุหรี่ที่ 20-40% ตามมูลค่าและมวนละ 1.20 บาท ทำให้คนไปสูบยาเส้นมากขึ้น ซึ่งกรมอยู่ระหว่างพิจารณาในภาพรวม&amp;rdquo; นายพชรย้ำ และว่า ส่วนกรณีการเก็บเงินเพิ่มบุหรี่ซองละ 2 บาทนั้น ยังไม่ได้มีการเสนอเรื่องนี้มาที่กรม แต่หากเป็นนโยบายรัฐบาล กรมก็พร้อมดำเนินการเรียกเก็บเงินเพื่อสมทบเข้ากองทุนดังกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) กล่าวถึงกฎหมายเก็บเงินสมทบจากบุหรี่ 2 บาทเข้ากองทุนบัตรทองว่าเหตุใดจึงเลือกปฏิบัติ 2 มาตรฐาน เก็บเฉพาะบุหรี่ประเภทเดียว แต่ไม่รวมสินค้าบาป สุรา เบียร์ และยาเส้น เหมือนการเก็บเงินภาษีเข้ากองทุนอื่นที่ตั้งขึ้นมาก่อนหน้านี้ ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง ทั้งๆ ที่น้ำเมาสร้างปัญหาให้สังคมในหลากหลายมิติมากกว่าบุหรี่ด้วยซ้ำ&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ถ้ารัฐบาลอยากเพิ่มงบประมาณเพื่อการรักษาโรคของประชาชน ก็ไม่ควรละเว้นการเก็บภาษีเพิ่มจากน้ำเมาด้วย ได้ทั้งภาษี และลดปัญหาจากน้ำเมาตามแนวทางองค์การอนามัยโลกด้วย&amp;rdquo; ภก.สงกรานต์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคำรณ ชูเดชา ผู้ประสานงานเครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา มองเช่นกันว่า การเสนอจัดเก็บภาษีเพิ่มจากบุหรี่ซองเพียงอย่างเดียว ทำให้ข้อครหาที่ประชาชนเคลือบแคลงสงสัยว่ารัฐบาลเกรงใจนายทุนน้ำเมาใกล้ความจริงมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะการที่ทุนเข้าไปแทรกซึมอยู่ในทุกกลไกรัฐในนามประชารัฐ &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ถ้าจะเก็บภาษีบุหรี่ ก็ไม่ควรเว้นการเก็บภาษีเครื่องดื่มแฮลกอฮอล์ เนื่องจากสุราเป็นสินค้าที่ทำลายสุขภาพเหมือนบุหรี่ หากเก็บเฉพาะบุหรี่ก็เท่ากับหาความชอบธรรมใดๆ ไม่ได้เลย&amp;rdquo; นายคำรณกล่าว &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.ศรัณญา เบญจกุล อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มาตรการควบคุมการบริโภคยาสูบที่ดีที่สุดที่องค์การอนามัยโลกแนะนำคือ มาตรการภาษี ซึ่งจำเป็นต้องขึ้นภาษีต่อเนื่องตามอัตราเงินเฟ้อ เพราะหากปล่อยให้ราคาคงเดิมจะเท่ากับราคาบุหรี่ลดลงทุกปี หรือหมายถึงบุหรี่มีราคาถูกลง เมื่อเปรียบเทียบกับอำนาจซื้อ ทั้งนี้ มาตรการภาษีไม่สามารถใช้เพียงลำพังได้ เพราะเมื่อบุหรี่ราคาแพงขึ้นคนจะชะงัก และมองหาบุหรี่ที่ราคาถูกกว่ามาสูบแทน จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการทางกฎหมายควบคุม อาทิ ควบคุมไม่ให้มีการแบ่งมวนขาย หรือควบคุมไม่ให้มีบุหรี่เถื่อน โดยเฉพาะการแบ่งมวนขายจะทำให้คนไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการสูบ เพราะยังสามารถหาบุหรี่ราคาถูกได้
&amp;ldquo;ภาษีถือเป็นมาตรการที่ได้ผลที่สุดในการควบคุมการบริโภคยาสูบ เพราะจะทำให้นักสูบเปลี่ยนพฤติกรรมทันที แต่หากจะทำให้การควบคุมยาสูบได้ผลดียิ่งขึ้น ต้องทำควบคู่กับมาตรการอื่นๆ โดยเฉพาะ 1-2 เดือนแรก หลังใช้มาตรการทางภาษีต้องเร่งให้ความรู้ประชาชนถึงพิษภัยของบุหรี่ สนับสนุนการช่วยเลิกบุหรี่ และเฝ้าระวังการโฆษณาและส่งเสริมการขายบุหรี่ เพื่อให้สามารถเลิกบุหรี่ได้อย่างถาวร&amp;rdquo; ดร.ศรัณญากล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานการณ์การควบคุมยาสูบของไทย โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนนั้น ดร.ศรัณญากล่าวว่า จากการสำรวจสถานการณ์เด็กและเยาวชนสูบบุหรี่ในปี 2560 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าผลจากทำงานป้องกันนักสูบหน้าใหม่ของภาคส่วนต่างๆ สามารถลดสัดส่วนการสูบบุหรี่ของเด็กและเยาวชนลง เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2557 โดยเด็กที่เริ่มสูบบุหรี่อายุต่ำกว่า 12 ปีลดลงได้ครึ่งหนึ่ง นักสูบอายุ 13-15 ปี ลดลงได้ 10% ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี นอกจากนี้ยังพบว่าอายุเฉลี่ยของเยาวชนที่เริ่มสูบบุหรี่ครั้งแรก เพิ่มสูงขึ้นจากเดิมเฉลี่ยที่ 18.03 ปี เพิ่มเป็นอายุเฉลี่ย 18.14 ปี ในปี 2560 ส่วนจำนวนเยาวชนอายุ 15-19 ปีที่สูบบุหรี่ ก็ลดลงเช่นกัน จากปี 2557 จำนวน 5.48 แสนคน ลดลงเหลือ 4.47 แสนคน ในปี 2660
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.ดร.ลักขณา เติมศิริกุลชัย ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาศักยภาพภาคีด้านการสร้างเสริมสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า มาตรการควบคุมการบริโภคยาสูบที่ไทยใช้ ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบของ WHO อย่างครอบคลุม คือใช้ทั้งมาตรการทางภาษี มาตรการบังคับใช้กฎหมาย และมาตรการการรณรงค์เพื่อให้ความรู้ประชาชน ซึ่งพบว่าประชากรในเขตเมืองเริ่มมีอัตราการสูบบุหรี่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องกระจายมาตรการเหล่านี้ไม่ให้กระจุกตัวในเมือง เพื่อทำให้เกิดการเลิกบุหรี่อย่างครอบคลุม ทำให้มาตรการควบคุมยาสูบมีความเข้มข้นและได้ผลดียิ่งขึ้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19045</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำรณ ชูเดชา, ดร.ศรัณญา เบญจกุล, ผศ.ดร.ลักขณา เติมศิริกุลชัย, พชร อนันตศิลป์, สรรพสามิต, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เภสัชกรสงกรานต์ ภาคโชคดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181003/image_big_5bb4d38f4f1e3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16667</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ร้อง&#039;ประจิน&#039;สอบ น้ำเมาในที่ราชการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุราร้อง &amp;ldquo;บิ๊กจิน&amp;rdquo; และเลขาฯ สำนักงานศาลฯ เอาผิดผู้เกี่ยวข้อง จัดงานเลี้ยงดื่มเหล้า-เบียร์ในสถานที่ราชการ เผยคนในกระบวนการยุติธรรมตบเท้าร่วมงานเพียบ &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 2 กันยายนนี้ นายคำรณ ชูเดชา ผู้ประสานงานเครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้เครือข่ายฯ ได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังพลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รวมถึงนายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เพื่อให้ตรวจสอบการกระทำผิดกฎหมาย พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551ในงานวันรพี ที่สนามหน้าศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากสถานที่จัดงาน เจ้าภาพจัดในลักษณะงานเลี้ยงรื่นเริง มีเวทีกลางเพื่อร้องเพลงคาราโอเกะ และมีผู้เข้าร่วมงานช่วงกลางคืนเป็นจำนวนมาก ทั้งผู้พิพากษา พนักงานอัยการ เจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นต้น ที่สำคัญในงานเลี้ยงได้จัดให้มีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งพื้นที่บริเวณศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นสถานที่ราชการตามกฎหมาย มาตรา 31 (3) ห้ามมีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และมาตรา 42 ระบุว่า หากผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 31 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เรื่องนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ซึ่งเครือข่ายฯ ได้ทำหนังสือร้องเรียนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และได้ทำเรื่องขอเข้าพบเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม แต่เรื่องยังเงียบอยู่ ไร้การตอบรับ ไม่มีความคืบหน้าหรือสั่งการใดๆ อย่าลืมว่าศาลเป็นหน่วยงานราชการที่ต้องบังคับใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เพื่อผดุงความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมและเคร่งครัด แต่ครั้งนี้กลับฝ่าฝืนกฎหมายของหน่วยงานราชการที่บังคับใช้กฎหมาย หากสำนักงานศาลฯ กระทำผิดเสียเองแบบนี้ ประชาชนผู้เดือดร้อนจะหันหน้าไปพึ่งใครได้ และทราบมาว่าพื้นที่นี้ทำแบบเดียวกันนี้มาทุกปี แต่เจ้าหน้าที่ไม่กล้าบังคับใช้กฎหมายเพราะมีความเกรงใจ&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคำรณกล่าวว่า การอ้างว่างานนี้เป็นการจัดเลี้ยงตามประเพณี เป็นข้อยกเว้นตามกฎหมายนั้น ต้องไปดูแนวการตีความของสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่กำหนดยกเว้นให้เพียงงานแต่งงาน และพิธีการทางการทูตเท่านั้น ดังนั้นขอให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ในฐานะที่เกี่ยวข้องโดยตรง เร่งตรวจสอบและกำชับให้หน่วยงานในสังกัดไม่ทำผิด รวมทั้งบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16667</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำรณ ชูเดชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180902/image_big_5b8be72b2b7a0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
