<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>66876</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2020 14:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2020 14:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดคำร้องฝากขังบรรยายพฤติกรรมสุดเหี้ยม&#039;แม่ปุ๊ก&#039;วางยาฆ่าลูก!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 พ.ค. 63 - ผู้สื่อข่าวรายงานถึงกรณีที่พนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้ยื่นคำร้องฝากขัง น.ส.นิษฐา วงวาล หรือแม่ปุ๊ก ผู้ต้องหาคดีถูกกล่าวหาว่าวางยาลูก 2 คน จนเสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัส โดยอ้างลูกเป็นโรคประหลาดเพื่อเรียกร้องรับเงินบริจาค ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องฝากขังต่อศาลเมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2563 เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น พนักงานสอบสวนยังต้องสอบปากคำพยานอีก 10 ปาก&amp;nbsp; รอผลตรวจของกลางและผลตรวจสอบการพิมพ์มือของผู้ต้องหา&amp;nbsp; ด้วยความจำเป็นจึงขอฝากขังผู้ต้องหาไว้ มีกำหนด 12 วัน นับตั้งแต่วันที่ 20 - 31 พ.ค. นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำร้องฝากขังระบุพฤติการณ์สรุปได้ว่า เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2563 พนักงานสอบสวนกองปราบปราม ได้รับตัว น.ส.นิษฐา วงวาล อายุ 29 ปี เพื่อดำเนินคดี โดยกล่าวหาว่า รับไว้ซึ่งเด็กโดยมีความมุ่งหมายเพื่อเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ, พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย, ฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น และฉ้อโกงประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พฤติการณ์คือ&amp;nbsp; เมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2563 น.ส.เอมอัชนา (มารดาแท้ๆ ของน้องยิ้ม) ซึ่งเป็นผู้กล่าวหา ได้มาร้องทุกข์ที่กองบังคับการปราบปราม ให้ดำเนินคดีกับ น.ส.นิษฐา โดยแจ้งว่าเมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2558 ได้ถูกผู้ต้องหาหลอกลวงว่าจะขอรับอุปการะเลี้ยงดูบุตรของ น.ส.เอมอัชนา ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ โดยหลอกลวงให้หลงเชื่อว่าผู้ต้องหาเป็นผู้มีฐานะดี มีอาชีพการงานที่มั่นคง โดยอ้างว่าเป็นเภสัชกรเมื่อ น.ส.เอมอัชนา คลอดบุตรแล้วชื่อว่าน้องยิ้ม&amp;nbsp; ผู้ต้องหาได้มารับตัวน้องน้องยิ้มที่โรงพยาบาลนครสวรรค์ประชารักษ์ เพื่อไปดูแล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาผู้ต้องหาได้แจ้งว่าน้องยิ้มมีอาการป่วย จำเป็นต้องทำประกันสุขภาพ จึงหลอกลวงให้ น.ส.เอมอัชนา ทำการเปิดบัญชีธนาคารทหารไทย จำนวน 1 บัญชี และผู้ต้องหา ได้เปิดบัญชีธนาคารทหารไทย อีกจำนวน 2 บัญชี เป็นชื่อบัญชีของ น.ส.เอมอัชนา ปรากฏว่า ผู้ต้องหาได้นำบัญชีธนาคารดังกล่าวไปใช้ในการแสวงหาประโยชน์โดยอ้างว่าเป็นมารดาของน้องยิ้ม ที่ป่วยด้วยโรค &amp;quot;เรนินโนม่าห์&amp;quot;&amp;nbsp; และใช้เป็นเครื่องมือในการโฆษณารับบริจาคเงินผ่านเว็บไซต์ต่างๆ ทั้งบริจาคเงินโดยตรงและในรูปแบบของการซื้อสิ่งของ เช่น เครื่องมือแพทย์ เครื่องมือวัดไข้ จนมีผู้หลงเชื่อโอนเงินบริจาคเข้าบัญชีธนาคารตามที่กล่าวมาข้างต้นจำนวนมาก ในบางครั้งก็ไม่ส่งสินค้าให้ มีผู้เสียหายหลายรายที่หลงเชื่อโอนเงินค่าสินค้าเข้าบัญชีธนาคารดังกล่าว ผู้เสียหายจำนวนมากได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในท้องที่เกิดเหตุหลายท้องที่ อยู่ระหว่างการดำเนินคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา น.ส.นิษฐา ได้แจ้งกับ น.ส.เอมอัชนา ว่าน้องยิ้มป่วยหนัก เข้าทำการรักษาตัวที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติ และในวันที่ 12 ส.ค. 2562 น้องยิ้มได้เสียชีวิต โดยผู้ต้องหาห้ามไม่ให้ น.ส.เอมอัชนา เข้ามาเยี่ยมดูอาการไข้และไม่ให้ไปร่วมงานศพ โดยอ้างว่าสามารถดูแลได้ และไม่อยากเห็นหน้า น.ส.เอมอัชนา เนื่องจากมีหน้าตาคล้ายกับน้องยิ้ม หากเห็นแล้วจะมีความคิดถึง น.ส.เอมอัชนา หลงเชื่อ จึงไม่ได้ไปเยี่ยมไข้และไม่ได้ไปร่วมงานศพแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสืบสวนพบว่า ผู้ต้องหาได้รับอุปการะเลี้ยงดูน้องยิ้มจริง และอ้างว่ามีบุตรชายอีก 1 คนชื่อ น้องอิ่มบุญ อายุ 2 ขวบเศษ ไม่ปรากฏชื่อของบิดา และมีพฤติกรรมฉ้อโกงหลอกลวงขายสินค้าเครื่องมือแพทย์ กระทำความผิดและมีหมายจับกุมในหลายท้องที่ ได้พบข้อความใน facebook ส่วนตัว ของผู้ต้องหา ปรากฏข้อความขอรับบริจาคเงินหรือขายสินค้า โดยใช้ภาวะอาการเจ็บป่วยทุกข์ทรมานของน้องยิ้มและน้องอิ่มบุญ เป็นเครื่องมือในการโฆษณา จนมีผู้หลงเชื่อโอนเงินเข้ามาในบัญชีธนาคารของ น.ส.เอมอัชนา เป็นจำนวนมาก โดยผู้ต้องหาเป็นผู้ถือบัตรเอทีเอ็มและสมุดบัญชีธนาคาร เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่ามีเงินหมุนเวียนในบัญชีธนาคารดังกล่าวจำนวนถึง 20 ล้านบาท ในช่วงระยะเวลาเพียง 2 ปี โดยเงินดังกล่าวผู้ต้องหาเป็นผู้นำไปใช้ประโยชน์ทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ แพทย์ผู้ทำการรักษาอาการเจ็บป่วยของน้องยิ้มและน้องอิ่มบุญ ปรากฏข้อมูลว่า น้องอิ่มบุญเข้ามาพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตั้งแต่เดือน ม.ค. 2563 และน้องยิ้ม ไม่ได้เจ็บป่วยและเสียชีวิตด้วยโรค &amp;ldquo;โรนินโนม่าห์&amp;rdquo; ตามที่ผู้ต้องหาแสดงข้อความอันเป็นเท็จในการโฆษณาขายสินค้า และรับบริจาคแต่อย่างใด อีกทั้งอาการเจ็บป่วยทั้งของน้องยิ้มและน้องอิ่มบุญไม่ได้เกิดจากโรคที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่เป็นอาการของผู้ที่ได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายด้วยการกินเข้าไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการตรวจสอบชิ้นเนื้อและตรวจสอบร่างกายของเด็กอย่างละเอียดแล้วยังพบว่า ทั้งน้องยิ้มและน้องอิ่มบุญได้รับสารพิษประเภท &amp;ldquo;สารกัดกร่อน&amp;rdquo; ซึ่งเป็นกรดหรือด่างเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งคล้ายคลึงกับผู้ป่วยที่ดื่มสารพิษประเภทน้ำยาล้างห้องน้ำไฮเตอร์ เพื่อฆ่าตัวตาย จากการเฝ้าดูอาการของแพทย์และพยาบาลผู้ทำการรักษาพบว่า&amp;nbsp; เมื่อ น.ส.นิษฐา มาเยี่ยมไข้ ได้นำอาหารมาให้น้องยิ้มและน้องอิ่มบุญกิน จะมีอาการทรุดหนัก ปากบวมมีเลือดออกที่ปาก จมูกและมีอาการข้างเคียงเกิดขึ้นมากมาย โดยทุกครั้งเมื่อเด็กมีอาการเจ็บปวดทุกข์ทรมาน น.ส.นิษฐา จะถ่ายรูป ถ่ายทอดสดเพื่อนำไปโฆษณาแสวงหาประโยชน์เรียกรับเงินบริจาคแก่ผู้มีจิตเมตตาสงสารทุกครั้ง คณะแพทย์พยาบาลจึงได้มีมาตรการควบคุมไม่ให้ น.ส.นิษฐา เข้าเยี่ยม และไม่ให้นำอาหารมาให้เด็กกินอีก ปรากฏว่าอาการกลับดีขึ้นตามลำดับ&amp;nbsp; ผลจากการกระทำของ น.ส.นิษฐาคือ น้องยิ้มได้ถึงแก่ความตาย และน้องอิ่มบุญได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส บาดเจ็บสาหัส หลอดลมและหลอดอาหารเสียหาย มีอาการพิการและได้รับทุกข์ทรมานจากการกลืนอาหารไปตลอดชีวิต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แพทย์ผู้ทำการรักษา ฝ่ายกฎหมาย และนักสังคมสงเคราะห์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ประมวลเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว จึงเชื่อว่า น.ส.นิษฐา เป็นผู้ให้สารพิษประเภทสารกัดกร่อนเข้าสู่ร่างกายด้วยการกิน เพื่อให้น้องยิ้มและน้องอิ่มบุญมีอาการเจ็บป่วยทุกขเวทนาน่าสงสาร เพื่อที่จะลงข้อความผ่านอินเตอร์เน็ต ต่อสาธารณชนขายสินค้าและรับบริจาคแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ผู้ต้องหาเอง การกระทำของผู้ต้องหาที่กระทำต่อน้องยิ้ม เป็นความผิดฐานรับไว้ซึ่งเด็กโดยมีความมุ่งหมายเพื่อเป็นการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ฉ้อโกงในการแสดงตนเป็นคนอื่น ฉ้อโกงประชาชน&amp;nbsp; และการกระทำต่อน้องอิ่มบุญเป็นความผิดฐานรับไว้ซึ่งเด็กโดยมีความมุ่งหมายเพื่อเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น และฉ้อโกงประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาวันที่ 18 พ.ค. 2563 พนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้รวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหา ในข้อหาดังกล่าว ศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับที่ 675/2563 ลงวันที่ 18 พ.ค. 2563 เวลา 14:00 น&amp;nbsp; เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามได้จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับข้างต้นเพื่อนำส่งดำเนินคดี นอกจากนี้ คณะแพทย์โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับผู้ต้องหา ในความผิดทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก มาตรา 40 ที่ สภ.คลองหลวง ตามคดีอาญาที่ 127/2563 จนกว่าคดีจะถึงที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุเกิดที่โรงพยาบาลนครสวรรค์ประชารักษ์ ต.ปากน้ำโพธิ์&amp;nbsp; อ.เมือง จ.นครสวรรค์ เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2558 ต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน ที่บ้านพักของ น.ส.นิษฐา ถ.เทิดราชัน แขวงสีกัน เขตดอนเมือง ตั้งแต่วันที่ 26 เม.ย. 2558 เกี่ยวเนื่องกัน ถึงที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต&amp;nbsp; ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ระหว่างวันที่ 20 ธ.ค. 2561 ถึง 12 ส.ค. 2562 (กรณีน้องยิ้ม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายคำร้อง พนักงานสอบสวนขอคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง หากให้ประกันผู้ต้องหาน่าจะหลบหนี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากการตรวจสอบผู้ต้องหาและพยานซึ่งเป็นบิดาของผู้ต้องหา ได้ให้การว่าผู้ต้องหาเคยเข้ารับการรักษาโรคสุขภาพจิต ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ผลการตรวจสอบพบว่ามีความผิดปกติกับการจัดการความเครียด เมื่อเดือน ก.พ. 2563 แต่ในขณะทำการสอบสวน ผู้ต้องหารับทราบเข้าใจคำถามของพนักงานสอบสวน สามารถตอบคำถามของพนักงานสอบสวนได้ มีสติสัมปชัญญะดี จึงขออนุญาตให้นำส่งผู้ต้องหาไปตรวจสุขภาพจิตอย่างละเอียด เพื่อประกอบสำนวนการสอบสวน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66876</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองปราบ, คดีแม่ปุ๊ก, คำร้อง, ฝากขัง, วางยาฆ่าลูก, ศาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200525/image_big_5ecb7756894ca.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
