<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>79907</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปัดยึดดาบสภาเรียกแจงได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ชวน&amp;quot; ขอเวลาตรวจสอบคณะ กมธ.ใดใช้ พ.ร.บ.คำสั่งเรียกฯ บ้าง หลังศาล รธน.วินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ ด้าน &amp;quot;วิษณุ&amp;quot; ยืนยันไม่ได้เป็นการยึดดาบสภา เพราะทุกครั้งที่ กมธ.สภาเรียกไปชี้แจงรัฐบาลไปทุกครั้งไม่เคยขาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ พ.ร.บ.คําสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ.2554 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ว่ายังไม่เห็นรายละเอียดในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันกับรัฐสภาแล้ว ดังนั้น จากนี้ขอเวลาดูว่าจะมีผลต่อการทำงานกรรมาธิการอย่างไรบ้าง และต้องไปตรวจสอบอีกว่าคณะกรรมาธิการกี่ชุดที่ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะไม่ทำกลไกการของรัฐสภาลดน้อยลง เพราะเวลาที่คณะกรรมาธิการเรียกให้ไปรัฐบาลก็ไปทุกครั้ง ไม่เคยไม่ส่งเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะเป็นการถูกยึดดาบลดอำนาจหรือไม่&amp;nbsp; รองนายกฯ ตอบว่า ต้องไปถามเขา มาถามอะไรผม ยืนยันว่าหากกรรมาธิการเรียกไปชี้แจงก็จะไปทุกครั้ง ยกตัวอย่างผม หากไปได้ก็จะไป หากไปไม่ได้ก็จะส่งตัวแทนไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คำตอบของคนอื่นก็เหมือนผมนั่นแหละ ผมต้องรับผิดชอบอยู่แล้วไม่เกิดปัญหา เพราะอำนาจการเรียกของกรรมาธิการมีอยู่แล้วตามรัฐธรรมนูญ 60 เพียงแต่พระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดโทษทางอาญาสำหรับคนที่ไม่ไปเท่านั้น ดังนั้นการเรียกบุคคลมาชี้แจงยังทำได้เช่นเดิม แต่ไม่สามารถดำเนินคดีทางอาญาได้เท่านั้น&amp;quot; นายวิษณุกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะผู้ยื่นเรื่องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาพระราชบัญญัติคำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาขัดต่อรัฐธรรมนูญ 60 เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ ยืนยันว่า กมธ.ของสภาและ ส.ว.ยังเรียกบุคคลและเอกสารมาชี้แจงได้ตามเดิม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 129 แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปคือจะไม่สามารถออกคำสั่งเรียก ถ้าไม่มาจะมีโทษอาญาได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 60 ไม่ให้อำนาจไว้ เพราะกฎหมายดังกล่าวเป็นการออกตามรัฐธรรมนูญ 50 ที่ถูกยกเลิกไปแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนันต์ ผลอำนวย ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ ใฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ว่า ตามรัฐธรรมนูญและระเบียบของสภาฯ กำหนดหน้าที่ของ กมธ. ไว้เพียงการศึกษาและสอบข้อเท็จจริง ดังนั้นเนื้อหาของการทำงานไม่ใช่การชี้ผิดหรือชี้ถูก ดังนั้นการกำหนดบทบัญญัติลักษณะเชิงบังคับไว้ใน พ.ร.บ.คำสั่งเรียก ถือเป็นคนละเรื่อง อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญอาจมองว่ากลไกของ กมธ.ตามบทบัญญัติดังกล่าว ไม่ควรใช้เพื่อทำร้ายกันทางการเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนันต์กล่าวว่า 3 มาตราที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีปัญหากับรัฐธรรมนูญ ถือว่าไม่สามารถใช้บังคับได้ แต่มาตราอื่นๆ ใน พ.ร.บ.คำสั่งเรียกฯ จะยังมีผลต่อไปหรือไม่นั้น ยอมรับว่า กมธ.กิจการสภาฯ ไม่เคยหารือในเรื่องดังกล่าว และไม่เคยนำ พ.ร.บ.คำสั่งเรียกฯ พิจารณาอย่างจริงจัง ดังนั้นตนจะหารือกับคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล), ฝ่ายกฎหมายของ กมธ. และฝ่ายกฎหมายของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ เพื่อให้ได้คำตอบและแนวทางปฏิบัติของการทำงานใน กมธ.ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และหัวหน้าทีมทนายความ กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะนัดพิจารณาและอ่านคำวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับหุ้นสื่อ ส.ส. ในวันที่ 28 ต.ค.2563 ว่าในฐานะที่รับผิดชอบเรื่องนี้ร่วมกับคณะทนายความ และมีนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ประธานที่ปรึกษาร่วมในการต่อสู้คดี ทีมทนายความมั่นใจในคุณสมบัติของ ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ ว่าไม่มีใครเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ได้นำเสนอพยานหลักฐานครบถ้วนเพื่อชี้ให้เห็นว่าบริษัทของ ส.ส.แต่ละคนไม่ได้ทำกิจการดังที่กล่าว หลักฐานเริ่มต้นชัดเจนในการจดจัดตั้งบริษัทใน สสช.1 และเป็นแบบฟอร์มพื้นฐาน อีกทั้งไม่เคยขออนุญาตจดทะเบียนทำสื่อใด สินทรัพย์ บัญชีรายรับ รายจ่าย ไม่มีสินทรัพย์ใดที่เกี่ยวกับกิจการสื่อ และรายละเอียดอื่นๆ ได้ส่งศาลรัฐธรรมนูญไปครบถ้วนสมบูรณ์ ข้อเท็จจริงจึงสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมาตรา 98 (4) ที่ต้องการป้องกันในเรื่องการเข้าไปแทรกแซงการทำหน้าที่ของสื่อสารมวลชนและเพื่อป้องกันความได้เปรียบเสียเปรียบกันในขณะลงสมัครรับเลือกตั้ง และในขณะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นสาระสำคัญแห่งเจตนารมณ์คือต้องเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดที่ได้ประกอบกิจการดังกล่าวอย่างแท้จริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายราเมศกล่าวอีกว่า ด้วยข้อเท็จจริงที่ได้นำเสนอไปอย่างครบถ้วน จึงไม่มีความกังวลใจ ท้ายที่สุดอยู่ที่ดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ เคารพในผลของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ บ้านเมืองมีกฎหมาย เมื่อมีการร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ถูกร้องก็แก้ข้อกล่าวหา ผลเป็นอย่างไรก็ต้องพร้อมยอมรับในกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ ในวันที่ 28 ต.ค. ส.ส.ทุกคนที่เป็นผู้ถูกร้องจะร่วมเดินทางไปรับฟังคำวินิจฉัยด้วยตนเอง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79907</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันกับรัฐสภา, คําสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา, พ.ร.บ.คำสั่งเรียก, สภาผู้แทนราษฎร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201008/image_big_5f7f19f3142f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
