<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>95075</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2021 10:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2021 10:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วิษณุ&#039;ชี้​มัวรอฟังคำวินิจฉัยศาลรธน.ไม่ได้​ต้องเปิดประชุมสมัยวิสามัญ​ก่อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5 มี.ค.64- ​ ที่ทำเนียบรัฐบาล​ นายวิษณุ​ เครืองาม​ รองนายก​รัฐมนตรี​ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีรัฐสภามีหนังสือถึงรัฐบาลเพื่อขอให้ออกพระราชกฤษฎีกาเปิดและปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ​ ว่า​ ภายใน 1-2 วันนี้ รัฐสภาและรัฐบาลจะต้องมีการหารือกัน เพื่อให้ได้ข้อสรุปก่อนวันที่ 11 มี.ค.ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยออกมา เพื่อประสานกับทางสภาว่าจะยืนยันที่จะขอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญระหว่างวันที่ 17-18​ มี.ค.อยู่หรือไม่ แต่ถึงอย่างไรเชื่อว่าวันเปิดประชุมสภา สมัยวิสามัญจะเป็นวันที่ 17-18 มี.ค. แต่วันปิดประชุมจะต้องชัดเจน ว่าเป็นวันที่ 18 หรือ 19 มี.ค.เพราะหากรอวันที่ 11 มี.ค.เพื่อให้ศาลมีคำวินิจฉัยออกมาก่อนคงไม่ทัน จึงต้องประสานให้ชัดเจนก่อนว่าสภาจะเอาอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า วันที่ 11 มี.ค. ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย จะถูกนำมาเป็นเงื่อนไขในการขอเปิดและปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญหรือไม่ นายวิษณุ​ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน ถึงอย่างไรก็ต้องขอเปิดไว้ก่อน เพราะถ้ารอเกรงว่าจะไม่ทัน
เมื่อถามถึงกรณีมี​ ส.ว. ออกมาแสดงท่าทีว่าจะคว่ำการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3​ อย่างนี้ถือว่าผิดหรือไม่ นายวิษณุ​ กล่าวว่า เห็นมีพูดเป็นบางคน แต่คนก็มีตั้ง 250 คน ยังต้องดูกันต่อไป การแสดงท่าทีเช่นนี้ไม่ได้ถือว่าเป็นความผิดแต่อย่างใด สื่อไปถามท่านก็ต้องพูด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า หากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกคว่ำจะมีผลต่อรัฐบาลอย่างไร นายวิษณุ​ กล่าวว่า ไม่ทราบ​ เพราะยังไม่เห็นว่าจะกระทบอะไรโดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า​ หากจะต้องกลับมาแก้ไขกันเป็นรายมาตราจะต้องเริ่มอย่างไร นายวิษณุ​ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ยาก แค่ไปตกลงกันให้ได้ว่าจะแก้มาตราไหนเท่านั้น แล้วให้ฝ่ายกฎหมายคือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ช่วยยกร่างให้ แต่จะเป็นรายมาตรา​ก็ไม่ควรที่เป็น มาตราที่จะนำไปสู่การลงประชามติ เพื่อที่จะได้เร็ว ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีการพูดคุยกันแล้วว่าควรจะเป็นมาตราไหนอยู่ 2-3 มาตรา ส่วนจะเป็นมาตราไหนบ้างจะต้องพูดคุยกันอีกทีเพื่อให้ได้ข้อยุติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า​​ หากจะต้องแก้ในมาตราที่ต้องทำประชามติ​ จะเสร็จทันในอายุรัฐบาลหรือไม่​ นายวิษณุ​ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวอะไรกับอายุรัฐบาล แต่ข้อสำคัญ ถ้าจะต้องทำประชามติเราก็ต้องเข็นกฎหมายประชามติออกมาให้ได้ก่อน ดังนั้น​ ตนจึงบอกว่าในที่สุดการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญก็ต้องมีขึ้นอยู่ดีเพื่อพิจารณากฎหมายประชามติ เพราะเผื่อจะต้องทำประชามติจะได้ใช้กฎหมายดังกล่าวได้ ไม่เช่นนั้นมัวแต่รอไปรอมา หากจะต้องทำประชามติแล้วไม่มีกฎหมายประชามติ จะเสียเวลาหนักเข้าไปอีก&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95075</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแก้ไขรัฐธรรมนูญ, คำวิินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ, นายวิษณุ เครืองาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210305/image_big_6041aa56b1979.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33667</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/04/2019 12:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/04/2019 12:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อัยการธนกฤต&#039;เปิด 4 เเนวทางคำวินิจฉัยศาลรธน.ปมสูตรคำนวณส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 เม.ย.62- ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสุงสุด โพสต์เฟซบุ๊กความเห็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่อาจเป็นไปได้ กรณี กกต. ขอให้วินิจฉัยวิธีคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ มีเนื้อหาว่า ตามที่ กกต.มีมติเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2562 ให้ส่งเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่า หาก กกต.จะคำนวณหา ส.ส.บัญชีรายชื่อตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พรป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 มาตรา 128 (5) ซึ่งจะทำให้พรรคการเมืองที่มีจำนวน ส.ส. ที่จะพึงมีต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ ส.ส.พึงมี 1 คน ได้จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน การดำเนินการดังกล่าว ของ กกต. จะชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมขอให้ความเห็นส่วนตัวทางวิชาการในเรื่องนี้ว่า แนวทางคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่อาจจะเป็นไปได้ในกรณีนี้ น่าจะเป็นอย่างไรบ้าง แต่ทั้งนี้เป็นเพียงการให้ความเห็นทางวิชาการในประเด็นข้อกฎหมาย โดยไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะสนับสนุนหรือไม่เห็นด้วยกับพรรคการเมืองหรือฝ่ายการเมืองใดทั้งสิ้น และเป็นการให้ความเห็นโดยอ้างอิงจากมติ กกต. ดังกล่าว โดยที่ยังไม่ทราบถึงเนื้อหาของหนังสือที่ กกต. จะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าจะมีเนื้อหาอย่างไร และประการที่สำคัญ เป็นเพียงการคาดการณ์แนวทางคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่อาจเป็นไปได้โดยอ้างอิงบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้องเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;(การยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในกรณีนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ (พรป.วิ.ศาลรัฐธรรมนูญ) พ.ศ. 2561 &amp;nbsp;มาตรา 41 วรรคสอง (4) ประกอบมาตรา 43 กำหนดให้ทำเป็นหนังสือ ไม่ใช่ทำเป็นคำร้องเหมือนกรณีทั่วไป)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.แนวทางคำวินิจฉัยที่ 1 ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับเรื่องไว้พิจารณา ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจดุลพินิจที่จะรับเรื่องไว้พิจารณาหรือไม่รับ ตาม พรป.วิ.ศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 โดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่รับเรื่องไว้พิจารณา อาจมี 2 แนว ดังนี้ แนวที่ 1 ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับเรื่องไว้พิจารณา โดยอ้าง พรป.วิ.ศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 44 ที่กำหนดให้การยื่นขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยคดีตาม พรป. วิ.ศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 (2) อันเป็นคดีเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ กกต. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ จะต้องเป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ซึ่งเกิดขึ้นแล้วเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่กรณีนี้ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ กกต. ยังไม่เกิดขึ้น เนื่องจาก กกต.ยังไม่ได้มีมติที่แน่นอนชัดเจนว่าจะใช้วิธีการคำนวณ ส.ส. บัญชีรายชื่อแบบใด และจำนวนพรรคการเมืองที่จะมีส.ส.บัญชีรายชื่อยังไม่แน่ชัดว่าจะมีจำนวนเท่าใด ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจึงเป็นเพียงแค่การแสดงความคิดเห็น การโต้แย้ง และการอภิปรายถกเถียงถึงแนวทางของวิธีการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อที่ กกต.จะนำมาใช้เท่านั้น และเมื่อ กกต. ยังไม่มีมติที่แน่ชัดว่าจะเลือกใช้วิธีการคำนวณแบบใด จึงยังไม่มีพรรคการเมืองใดหรือบุคคลใดโต้แย้งหรือคัดค้านมติของ กกต. ในเรื่องนี้ตามกระบวนการและขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ กรณีนี้จึงยังถือไม่ได้ว่า ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ กกต. ได้เกิดขึ้นแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวที่ 2 ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับเรื่องไว้พิจารณา โดยอ้าง (1) อำนาจของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 (1) และ พรป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 มาตรา 11 (1) และ (2) ว่าเป็นอำนาจของ กกต.ในการจัดให้มีเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตและดำเนินการให้ได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อ และ (2) อำนาจของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 ประกอบ พรป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 ในการคำนวณหาจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อ ว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. ในการคำนวณหาจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อให้ได้ครบจำนวน 150 คน ภายใต้หลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณที่รัฐธรรมนูญและพรป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. กำหนดไว้ จึงเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของ กกต. ที่จะต้องพิจารณากำหนดวิธีการคำนวณจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น จึงไม่มีประเด็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ กกต. ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องรับไว้พิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.แนวทางคำวินิจฉัยที่ 2 ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องไว้พิจารณา และมีคำวินิจฉัยว่าคดีไม่มีประเด็นปัญหาในเรื่องอำนาจหน้าที่ของ กกต. โดยเหตุผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นไปตามแนวที่ 1 และหรือแนวที่ 2 ดังกล่าวไว้แล้วในแนวทางคำวินิจฉัยที่ 1&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.แนวทางคำวินิจฉัยที่ 3 ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องไว้พิจารณา และมีคำวินิจฉัยว่า กกต. มีอำนาจหน้าที่ในการคำนวณหาจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณที่รัฐธรรมนูญและ พรป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. กำหนด โดย กกต. ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎหมาย แต่ไม่ได้วินิจฉัยรับรองวิธีการคำนวณที่ กกต.จะนำมาใช้ในการคำนวณหา ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่จะทำให้พรรคการเมืองที่มีจำนวน ส.ส.ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ ส.ส.พึงมี 1 คน ได้จำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน ว่าเป็นวิธีการที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของ กกต. เป็นการเฉพาะ ที่จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณที่กฎหมายกำหนดไว้อยู่แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่ก้าวล่วงไปวินิจฉัยเพื่อรับรองอำนาจหน้าที่และวิธีการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อของ กกต. ในกรณีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.แนวทางคำวินิจฉัยที่ 4 ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องไว้พิจารณา และมีคำวินิจฉัยในแนวทางว่า เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. ที่จะต้องคำนวณจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อให้ได้ครบ 150 คนภายใต้หลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐธรรมนูญและ พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. กำหนดไว้ พร้อมทั้งมีคำวินิจฉัยรับรองอำนาจหน้าที่และวิธีการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อที่ กกต. เสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาดังกล่าวมา ว่าเป็นไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 และและ พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. มาตรา 128&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีข้อสังเกตสำหรับแนวทางคำวินิจฉัยที่ 4 นี้ว่า ถ้าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยในแนวทางนี้ จะเป็นการที่ศาลรัฐธรรมนูญเข้าไปรับรองความถูกต้องของวิธีการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อของ กกต. ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของ กกต. ที่จะต้องรับผิดชอบคำนวณจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อให้ถูกต้องและให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณที่กฎหมายกำหนดไว้อยู่แล้ว และหากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในแนวทางนี้ก็จะทำให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันวิธีการคำนวณ ส.ส. บัญชีรายชื่อในการเลือกตั้ง ส.ส. ในครั้งต่อ ๆ ไปด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในแนวทางที่ 4 นี้ จะส่งผลโดยตรงต่อจำนวน ส.ส.ของพรรคการเมืองและทิศทางในการจัดตั้งรัฐบาล และน่าจะเป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อ กกต. มากที่สุด โดยทำให้ กกต.อยู่ในเขตปลอดภัย หรือ Safety Zone หาก กกต.มีมติเลือกที่จะใช้วิธีการคำนวณจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อแบบที่กล่าวมานี้&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33667</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกต., การเลือกตั้ง, คำวิินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ, ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล, สูตรคำนวณส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190218/image_big_5c6a2b8c2fbeb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31412</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2019 13:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2019 13:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยังไม่จบ!&#039;เรืองไกร&#039;ยื่นกกต.แย้งผู้ตรวจฯยกคดีศาลรธน.เคยวินิจฉัย&#039;บิ๊กตู่&#039;มีรัฏฐาธิปัตย์แค่ช่วงยึดอำนาจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
15 มี.ค.62-ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)​ &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยรักษาชาติ &amp;nbsp;เดินทางมายื่นหนังสือถึง กกต. เพื่อคัดค้านการนำคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินมาประกอบการพิจารณากรณีตนเคยมายื่นร้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)​ เข้าข่ายเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐหรือไม่ &amp;nbsp;
โดยนายเรืองไกร &amp;nbsp; กล่าวว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ใช่ผู้ตีความกฎหมาย &amp;nbsp;จึงจะวินิจฉัยกรณีดังกล่าวไม่ได้ ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ตีความ &amp;nbsp; โดยตนมีหลักฐานคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2562 &amp;nbsp; กรณีนายรังสิมันต์ &amp;nbsp;โรม ขัดคำสั่ง คมช. โดยไม่ยอมพิมพ์ลายนิ้วมือ ที่นายรังสิมันโต้แย้งว่า &amp;nbsp;คำสั่งของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ขัดแย้งรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลได้วินิจฉัยว่า คำสั่งของ คมช.ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ &amp;nbsp;หลังจากที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 &amp;nbsp; ซึ่งกรณีนี้เป็นข้อพิสูจน์ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินอาจไม่ได้นำมาประกอบการพิจารณา &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;quot;ในความเห็นของผม พล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;มีอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ เพียงแค่ 2 เดือน &amp;nbsp;คือ 22 พ.ค. 2557 ถึง &amp;nbsp;22 ก.ค.2557 &amp;nbsp;เท่านั้น &amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะมีรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาบังคับใช้ และให้อำนาจพล.อ.ประยุทธ์ในการใช้มาตรา &amp;nbsp;44 &amp;nbsp;โดยต้องรายงานประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)​และคณะรัฐมนตรี &amp;nbsp; ซึ่งในประเด็นนี้จะโต้แย้งคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ&amp;quot; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
นายเรืองไกร &amp;nbsp; ยังเห็นว่าการที่ผู้ตรวจฯนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/43 &amp;nbsp;ที่วินิจฉัยเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ไม่สามารถลงสมัคร ส.ว.ได้มาวินิจฉัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เข้าลักษณะ 4 ประการ การเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ &amp;nbsp;ตามคำวินิจฉัยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งเอามาเฉพาะบางส่วนเท่านั้น &amp;nbsp; ข้อเท็จจริงได้มีการวินิจฉัยถึงบางตำแหน่งที่ยังไม่ได้มีการกำหนดเอาไว้ตามกฎหมาย &amp;nbsp; ว่าเข้าข่ายว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ &amp;nbsp; เรื่องนี้ตนไม่อยากแย้งผู้ตรวจฯ เพราะผู้ตรวจฯ ไม่มีอำนาจที่จะวินิจฉัยเรื่องนี้ &amp;nbsp;แต่ค้านที่ กกต.จะนำคำวินิจฉัยของผู้ตรวจฯมาวินิจฉัยประเด็นที่ตนยื่น &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;quot;นอกจากนี้ก็ยังมีคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องนายสมบัติ บุญงานอนงค์ ที่ไม่ไดไปรายตัวตามคำสั่งหัวหน้า คสช. แล้วนายสมบัติ แย้งว่า ตนเองไม่ต้องไปรายงานตัว เพราะ คสช.ไม่ใช่เจ้าพนักงานของรัฐนั้น &amp;nbsp;ศาลฎีกาก็วินิจฉัยว่าหัวหน้า คสช.เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ &amp;nbsp; ดังนั้นผมจึงนำคำพิพากษาของศาลมาให้ กกต.พิจารณา&amp;quot;นายเรืองไกร กล่าว &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31412</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำวิินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ, นายสมบัติ บุญงามอนงค์, ประยุทธ์-เจ้าหน้าที่รัฐ, รัฏฐาธิปัตย์, เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190315/image_big_5c8b43c3bd158.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
