<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113999</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2021 19:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2021 19:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลปกครอง ยกฟ้องคดีนายกฯ ย้าย &#039;บิ๊กโจ๊ก&#039; กลับ ตร.ล่าช้า ชี้คำสั่ง คสช.ไม่ใช่ทางปกครอง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลปกครองกลาง พิพากษายกฟ้องคดี &amp;quot;บิ๊กโจ๊ก&amp;quot;&amp;nbsp;ยื่นฟ้องนายกฯ&amp;nbsp;และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปมไม่พิจารณาให้กลับไปปฏิบัติหน้าที่ราชการ ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ส.ค.64 - ศาลปกครองกลางอ่านคำพิพากษาในคดีที่พลตำรวจโท สุรเชษฐ์ หักพาล (ผู้ฟ้องคดี) ฟ้องว่า หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 2/2562 ลงวันที่ 9 เมษายน 2562 ให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โอนไปเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา ขณะที่ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือ ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2563 จำนวนสองฉบับ ฉบับแรกทำถึงนายกรัฐมนตรี (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) เพื่อขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ทบทวนและมีคำสั่งใหม่ให้ผู้ฟ้องคดีกลับไปปฏิบัติหน้าที่ราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และฉบับที่สองทำถึงปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2) ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 พิจารณาเสนอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีกลับไปปฏิบัติหน้าที่ราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้พิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีกลับไปปฏิบัติหน้าที่ราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้ยื่นฟ้องต่อศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิจารณาแล้ว คดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยรวมสองประเด็น ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่หนึ่ง ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรในการไม่พิจารณาให้ผู้ฟ้องคดีกลับไปปฏิบัติงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติตามหนังสือของผู้ฟ้องคดี ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2563 และเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีอันเนื่องจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรหรือไม่นั้น เห็นว่า ตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) เป็นตำแหน่งเทียบเท่าตำแหน่งอธิบดีหรือตำแหน่งรองปลัดกระทรวง ซึ่งงานในหน้าที่ราชการของผู้ฟ้องคดีเมื่อครั้งขณะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีลักษณะงานเทียบเท่าผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดี หรือตำแหน่งรองปลัดกระทรวง แต่งานในหน้าที่ราชการของผู้ฟ้องคดีขณะดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) มีเพียงเล็กน้อย ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งของผู้ฟ้องคดีเมื่อเทียบกับผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดี หรือตำแหน่งรองปลัดกระทรวง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลอดจนในขณะที่ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ในสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้มีการปฏิรูปราชการแผ่นดินแล้วกำหนดตำแหน่งหน้าที่อื่นให้ผู้ฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ราชการแต่อย่างใด อีกทั้งขณะที่ผู้ฟ้องคดีรับราชการในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือในขณะที่ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) ผู้ฟ้องคดีไม่ได้อยู่ระหว่างการสอบสวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรืออยู่ในระหว่างดำเนินการทางวินัยของผู้บังคับบัญชา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีไม่มีเหตุจำเป็นที่จะดำรงตำแหน่งในกรอบอัตรากำลังชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษในสังกัดสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีอีกต่อไปตามข้อ 1 วรรคห้า ของบัญชีห้าท้ายคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 9/2562 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2562 การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีหนังสือลงวันที่ 26 สิงหาคม 2563 เสนอเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีขอโอนกลับไปปฏิบัติงานที่หน่วยงานเดิมให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 พิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในระหว่างพิจารณาคดีของศาล ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีหนังสือลงวันที่ 1 ธันวาคม 2563 และหนังสือลงวันที่ 5 มีนาคม 2564 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีเนื้อหาใจความทำนองเดียวกันกับหนังสือ ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2563 เพื่อให้พิจารณาเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีขอกลับไปปฏิบัติงานในสังกัดเดิม กรณีจึงถือว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ปฏิบัติหน้าที่ในการเสนอความเห็นต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เพื่อให้พิจารณาเรื่องของผู้ฟ้องคดีแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 นั้น เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้รับหนังสือของผู้ฟ้องคดี ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2563 แล้ว รวมทั้งได้รับความเห็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ข้างต้นแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีหน้าที่ตามกฎหมายจะต้องพิจารณาเรื่องของผู้ฟ้องคดี ตามข้อ 1 วรรคห้า ของบัญชีห้าท้ายคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 9/2562 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2562 แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ได้มีคำสั่งว่าผู้ฟ้องคดีมีความจำเป็นหรือไม่มีความจำเป็นที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการอยู่ในตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) กรณีจึงถือว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีหนังสือลงวันที่ 5 มีนาคม 2564 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เพื่อให้พิจารณาสั่งให้ผู้ฟ้องคดีกลับไปปฏิบัติงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 พิจารณาแล้วได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2564 เห็นชอบตามข้อเสนอของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้ผู้ฟ้องคดีกลับไปปฏิบัติงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามข้อ 1 วรรคห้า ของบัญชีห้าท้ายคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 9/2562 ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และต่อมาผู้ฟ้องคดีได้โอนกลับไปรับราชการในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ 9) ซึ่งเป็นตำแหน่งเทียบเท่าตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแล้ว เหตุแห่งการฟ้องคดีจึงหมดสิ้นไป ศาลไม่อาจกำหนดคำบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไปดำเนินการเพื่อมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีกลับไปปฏิบัติงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งเป็นหน่วยงานเดิมได้อีกตามนัยมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่สอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรในการไม่พิจารณาคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 2/2562 ลงวันที่ 9 เมษายน 2562 ใหม่ตามหนังสือของผู้ฟ้องคดี ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2563 และเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีอันเนื่องจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรหรือไม่นั้น เห็นว่า หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้อาศัยอำนาจตามข้อ 5 ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 16/2558 ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 ออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 2/2562 ลงวันที่ 9 เมษายน 2562 ให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่ในบัญชีรายชื่อเพิ่มเติมตามข้อ 5 และให้ผู้ฟ้องคดีขาดจากตำแหน่งหน้าที่และอัตราเงินเดือนในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อโอนไปเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) ซึ่งคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 16/2558 ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 เป็นคำสั่งที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 2/2562 ลงวันที่ 9 เมษายน 2562 จึงมิใช่คำสั่งทางปกครองตามคำนิยามของมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงไม่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาใหม่คำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติตามนัยมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรในการพิจารณาใหม่ตามหนังสือของผู้ฟ้องคดี ลงวันที่ 20 สิงหาคม 2563 และไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิพากษายกฟ้อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113999</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำสั่งคสช., นายกรัฐมนตรี, บิ๊กโจ๊ก, พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล, ศาลปกครองกลาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210818/image_big_611cb089795c9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108331</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/07/2021 20:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/07/2021 20:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลรธน. ไม่รับคำร้องฝ่ายค้านขอวินิจฉัยสถานะ &#039;บิ๊กตู่&#039; แทรกแซงรถไฟฟ้าสายสีเขียว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ก.ค.64 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่าศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. โดยศาลรัฐธรรมนูญมีมติไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย&amp;nbsp;กรณีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งความเห็นของ ส.ส. พรรคฝ่ายค้านจำนวน 72 คน&amp;nbsp;ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา 170 วรรคสามประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม&amp;nbsp;สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง ( 5 ) ประกอบมาตรา 186 วรรคหนึ่ง และมาตรา 184 วรรคหนึ่ง&amp;nbsp; ( 2 )หรือไม่&amp;nbsp;จากเหตุออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 3/ 2562 เรื่องการดำเนินการโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ลงวันที่ 11 เม.ย. 2562&amp;nbsp;เป็นการเข้าไปแทรกแซงและก้าวก่ายการเข้ารับสัมปทานจากหน่วยงานของรัฐซึ่งมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอนหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง ( 5 ) ประกอบมาตรา 186 วรรคหนึ่ง และมาตรา 184 วรรคหนึ่ง (2 ) มีความมุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ไม่ให้กระทำการอันเป็นการต้องห้ามในขณะที่ดำรงตำแหน่ง&amp;nbsp; หากรัฐมนตรีผู้ใดกระทำการอันเป็นการต้องห้ามดังกล่าวในขณะที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอยู่&amp;nbsp; ความเป็นรัฐมนตรีของผู้นั้นย่อมสิ้นสุดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นการยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสามประกอบมาตรา 82&amp;nbsp; เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ให้ความเป็นรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวนั้น จะต้องเป็นกรณีที่ผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีนั้นอยู่ในขณะที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้อง&amp;nbsp;ปรากฏว่าในขณะที่ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาล ให้พิจารณาวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของพล.อ.ประยุทธ์สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 พล.อ.ประยุทธ์ได้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามบทเฉพาะกาลมาตรา 264 ของรัฐธรรมนูญไปแล้ว นับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญเข้ารับหน้าที่&amp;nbsp; ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108331</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง, คำสั่งคสช., ศาลรัฐธรรมนูญ, โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210506/image_big_6093cc20e9d68.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105663</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2021 13:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2021 13:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลยกฟ้อง &#039;วรเจตน์&#039; ไม่รายงานตัว คสช.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 มิ.ย.64 - &amp;nbsp;ที่ศาลแขวงดุสิต ซอยสีคาม ถ.นครไชยศรี &amp;nbsp;ศาลนัดฟังคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักวิชาการกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ถูกฟ้องเป็นจำเลยในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 5/2557 และ 57/2557 ไม่ไปรายงานตัวที่ค่ายทหาร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาคดีถูกโอนมายังศาลเเขวงดุสิต ซึ่งฝ่ายจำเลยได้ยื่น คำร้องขอให้ศาลส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าบทกฎหมายที่ใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐมนูญ&amp;rdquo; ฉบับลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2563 เเละต่อมา ศาล รธน. มีคำวินิจฉัย ประกาศ คสช. ดังกล่าวกำหนดโทษคนไม่รายงานตัวขัดรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในวันนี้ นายวรเจตน์ เดินทางมาศาลพร้อมด้วยนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรเจตน์ &amp;nbsp;กล่าวว่าคดีนี้ตนมายื่นคำร้องหน้าศาลรัฐธรรมนูญในช่วงท้ายๆคดีของการสืบพยานที่ศาลแขวงดุสิต ตนได้ยื่นคำร้องต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดใหม่ว่าประกาศของคสช.ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ตามช่องทางมาตรา 212 เพราะถ้าตนไปยื่นเร็ว ก็ต้องไปพบกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดก่อน &amp;nbsp;ก็ไม่แน่ว่าจะมีคำวินิจฉัยออกมาอย่างไร เพราะที่ผ่านมามีความพยายามที่นำคดีเข้าสูการวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นคล้ายๆกันตลอดมาซึ่ง แนวเดิมนั้นยังไม่เคยมีการตรวจสอบคำสั่งต่างๆของคสช.เลยเพราะศาลธรรมนูญชุดก่อนๆจะบอกว่าคำสั่งของคสช.ไม่ขัดรัฐธรรมนูญเพราะมีการรับรองไว้แล้วหรือมีการรับรองความชอบของคำสั่งนั้นๆไว้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ครั้งหลังนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการตรวจสอบคำสั่งแล้ว &amp;nbsp; แม้ว่าผลจะออกมาตรงกับที่ตนขอไปก็จริงแต่ว่าก็ยังไม่ครบเพราะมีบางประเด็นที่ตนได้ร้องเข้าไปแต่ศาลก็ยังไม่มีคำพูดออกมาว่าคำสั่งของคสช.ออกมาโดยชอบหรือไม่ เเละมีวิธีการจะเข้าไปตรวจสอบอำนาจของคสช.ในการออกคำสั่งได้อย่างไร ซึ่งหากมีคำวินิจฉัยออกมาชัดเจนในคราวเดียวทั้งหมดก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นๆด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรเจตน์ กล่าวอีกว่า สำหรับคดีของตนที่ร้องต่อศาลนั้นมีการวินิจฉัยว่าประกาศของคสช.ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะมีการกำหนดโทษเกินกว่าเหตุและประกาศของคสช.มีผลย้อนหลังจึงขัดต่อรัฐธรรมนูญเนื่องจากคสช.เขาเรียกตนเข้าไปรายงานตัวตอนเช้าตอนบ่ายก็จะสั่งกำหนดโทษ และในวันนี้จะรอฟังคำวินิจฉัยคำพิพากษาของศาลแขวงดุสิตว่าจะมีการวินิจฉัยข้อกฎหมายอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ เปิดเผยหลังฟังคำพิพากษาว่าวันนี้ศาลเเขวงดุสิตมีคำพิพากษาสั้นๆว่าประกาศ คสช.ซึ่งมีโทษทางอาญาทั้ง2ฉบับนั้นขัดรัฐธรรมนูญ การดำเนินคดีในความผิดลักษณะนี้ในทางอาญาโดยอาศัยประกาศดังกล่าวเป็นหลักในการลงโทษ จำเลยจึงไม่มีความผิดตามประกาศดังกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิญญัติ กล่าวว่าทั้งคำพิพากษาในวันนี้เเละคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลผูกพันธ์ทุกองค์กรย่อมหมายความว่า บุคคลที่ยังไม่ได้มารายงานตัวเเล้วเกรงว่าจะมีความผิดฐานนี้ให้ไม่เป็นความผิด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105663</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำสั่งคสช., รเจตน์ ภาคีรัตน์, ศาลแขวงดุสิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210608/image_big_60bf072780d66.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100755</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/04/2021 12:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2021 12:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลชี้ประกาศคสช.ลงโทษคนไม่มารายงานตัวไม่ได้! ขัดรธน.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 เม.ย. 64 - ที่ศาลแขวงดุสิต ศาลอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ (คดีหมายเลขดำ อ2074/2562 ของศาลแขวงดุสิต - คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 30/2563) ในคดีที่พนักงานอัยการคดีศาลแขวง 3 (แขวงดุสิต) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักวิชาการกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นจำเลย ในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 5/2557, 57/2557 (เรียกชื่อให้มารายงานตัว) และประกาศ คสช. ฉบับที่ 29/2557, 41/2557 (กำหนดโทษคนไม่มารายงานตัว) กรณีนายวรเจตน์ไม่ไปรายงานตัวต่อ คสช. หลังการรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 ต่อมาภายหลังโอนคดีจากศาลทหารมาศาลแขวงดุสิต จำเลยได้ยื่นคำร้องขอศาลแขวงดุสิตให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เกี่ยวกับประกาศดังกล่าวที่ใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายวรเจตน์ จำเลย โต้แย้งสรุปได้ว่า ประกาศ คสช. ฉบับที่ 29/2557, 41/2557 เป็นกฎหมายที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่ขัดต่อหลักนิติธรรม โดยประกาศฉบับที่ 29/2557 ประกาศใช้บังคับหลังจากที่มีคำสั่งฉบับที่ 5/2557 จึงเป็นกฎหมายที่กำหนดโทษทางอาญาบังคับใช้ย้อนหลังแก่จำเลย เป็นกฎหมายที่มุ่งหมายบังคับใช้แก่กรณีใดกรณีหนึ่ง หรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะเจาะจง ไม่ได้บัญญัติขึ้นเพื่อใช้บังคับเป็นการทั่วไป และประกาศ คสช. ทั้งสองฉบับดังกล่าว เป็นบทบัญญัติที่กำหนดโทษทางอาญาเกินสมควรแก่เหตุ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ประกาศฉบับที่ 29/2557 มีลักษณะเป็นการบังคับข่มขู่ ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 และ 27 อีกทั้งเมื่อ คสช. สิ้นอำนาจไปแล้ว วัตถุประสงค์ของคำสั่งเรียกบุคคลให้มารายงานตัวจึงสิ้นสุดลงไปด้วย เนื่องจากการลงโทษทางอาญานั้น วัตถุประสงค์ของการกำหนดโทษในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดจะต้องดำรงอยู่ในขณะที่มีการลงโทษ การดำรงอยู่ของประกาศ คสช. ทั้งสองฉบับ จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29&amp;nbsp;
ศาลแขวงดุสิตส่งคำโต้แย้งของจำเลยให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้ว กรณีเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 212 วรรคหนึ่ง จึงมีคำสั่งรับไว้พิจารณาวินิจฉัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลแขวงดุสิตอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีเนื้อหาสรุปได้ว่า บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ มาตรา 279 บัญญัติรับรองสถานะของประกาศและคำสั่งของ คสช. ให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้และกฎหมาย ประกาศ คสช. ทั้งสองฉบับจึงยังมีผลเป็นกฎหมายต่อไปแม้ คสช. จะสิ้นสภาพไปแล้ว และรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (1) บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และอำนาจในการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย ซึ่งรวมถึงประกาศ คสช. ทั้งสองฉบับด้วย ขณะที่ประกาศใช้กฎหมายทั้งสองฉบับนี้ เป็นช่วงที่ คสช. กระทำการยึดอำนาจปกครองแผ่นดินสำเร็จ เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 มีความต้องการให้ประชาชนอยู่ในความสงบ ไม่ก่อความวุ่นวายและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ จึงจำเป็นต้องจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนบางประการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี เมื่อยามที่บ้านเมืองปกติสุข การใช้ชีวิตของปัจเจกบุคคลย่อมแตกต่างไปจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 รัฐธรรมนูญได้รับรองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลไว้ตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง โดยบุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายซึ่งใช้อยู่ในเวลานั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ฯ ซึ่งเป็นหลักการสากล ทั้งนี้ การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองคุ้มครองไว้ ต้องเป็นไปตามมาตรา 26 ต้องคำนึงถึงหลักความได้สัดส่วนพอเหมาะพอควรแก่กรณี เพื่อมิให้ตรากฎหมายขึ้นบังคับใช้แก่ประชาชนตามอำเภอใจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศ คสช. ทั้งสองฉบับ เป็นกฎหมายที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล การกำหนดโทษทางอาญาจึงต้องพิจารณาว่ามีความเหมาะสม เมื่อเทียบเคียงกับกรณีการนำตัวบุคคลที่ยังมิได้กระทำความผิด เพียงแต่มีเหตุอันควรสงสัย มีการกำหนดวิธีการเพื่อความปลอดภัย ตาม ป.อาญา มาตรา 46 แทนการกำหนดโทษทางอาญา นอกจากนี้ เมื่อเทียบเคียงการไม่รายงานตัวฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. กับกรณีบุคคลขัดคำสั่งเจ้าพนักงานตามกฎหมายอื่น การฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามประกาศ คสช. ยังมิใช่การกระทำอันมีผลร้ายแรง ถึงขนาดต้องกำหนดโทษทางอาญาให้จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งยังมีมาตรการทางกฎหมายอื่น ได้แก่ ป.อาญา มาตรา 368 วรรคหนึ่ง ที่เป็นมาตรการลงโทษสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงาน โดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 วัน หรือปรับไม่เกิน 5 พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อันเป็นความผิดลหุโทษที่เหมาะสม จำเป็นและพอสมควรแก่กรณี ดังนั้น ประกาศ คสช. ฉบับที่ 29/2557, 41/2557 ไม่มีความเหมาะสมกับลักษณะของการกระทำผิด ไม่เป็นไปตามหลักความได้สัดส่วนพอเหมาะพอควรแก่กรณี จำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และขัดต่อหลักนิติธรรม จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การออกคำสั่งเรียกให้มารายงานตัวก่อนแล้วออกประกาศกำหนดโทษของการกระทำดังกล่าวในภายหลัง เป็นการกำหนดโทษทางอาญาให้มีผลย้อนหลัง ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง เมื่อวินิจฉัยว่าประกาศ คสช. ทั้งสองฉบับขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ประกาศทั้งสองฉบับเป็นอันใช้บังคับมิได้ วินิจฉัยว่า ประกาศ คสช. ฉบับที่ 29/2557, 41/2557 เฉพาะในส่วนโทษทางอาญา ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และเฉพาะประกาศ คสช. ฉบับที่ 29/2557 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังศาลแขวงดุสิตอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้อัยการโจทก์ จำเลย และทนายความจำเลยฟังแล้ว ศาลได้สอบถามคู่ความทั้งสองฝ่ายว่า ประสงค์จะแถลงข้อเท็จจริงหรือทำคำแถลงการณ์ใดเพิ่มเติมอีกหรือไม่ คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงว่าไม่มีข้อเท็จจริงใดหรือคำแถลงใดที่จะแถลงต่อศาลเพิ่มเติม ศาลจึงเห็นควรให้กำหนดนัดฟังคำพิพากษา ในวันที่ 8 มิ.ย. 2564 เวลา 9.00 น. เหตุที่นัดเกิน 3 วันเนื่องจากต้องส่งร่างคำพิพากษาไปยังสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 ตรวจก่อนอ่านตามระเบียบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายวรเจตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า คำวินิจฉัยนี้ส่งผลให้บุคคลที่ถูกคำสั่งเรียกรายงานตัวที่ยังไม่มารายงานตัว และเกรงกลัวความผิดจากการขัดคำสั่งเรียกรายงานตัวสามารถกลับเข้ามาประเทศได้ ทั้งนี้ หากไม่มีข้อหาความผิดฐานอื่น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100755</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำสั่งคสช., วรเจตน์ ภาคีรัตน์, วิญญัติ ชาติมนตรี, ศาลรธน., ศาลแขวงดุสิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210426/image_big_6086557126564.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95007</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/03/2021 16:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/03/2021 16:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สมาพันธ์ครูฯ ร้อง ยกเลิก 2 คำสั่ง  คสช.เหตุได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงบอร์ดคุรุสภาและสกสค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4มี.ค.64- นายวีรบูล เสมาทอง ประธานสมาพันธ์สมาคมครูแห่งประเทศไทย (ส.ค.ท.) กล่าวภายหลังนำผู้แทนสมาพันธ์ครู 4 ภาค กว่า 60 คน เข้ายื่นหนังสือ เพื่อ &amp;ldquo;ทวงคืนสภาครู เป็นของครู โดยครู เพื่อครู สู่คุณภาพผู้เรียน&amp;rdquo; ต่อสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสศ.) ว่า ผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศได้รับผลกระทบจากคำสั่ง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 7/2558 และคำสั่ง ที่ 17/2560 เรื่องการบริหารคุรุสภาและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา จากคำสั่งดังกล่าวทำให้มีการเปลี่ยนแปลง องค์ประกอบของคณะกรรมการคุรุสภา และคณะกรรมกรรมการ สกสค. มีการตัดผู้แทนผู้ประกอบวิชาชีพ ให้เหลืออยู่เฉพาะสัดส่วนของข้าราชการประจำระดับสูงของกระทรวง และมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ทำหน้าที่เป็นประธานกว่า 4 ปีแล้ว เมื่อมีการเลือกตั้งมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว คสช.จึงถือว่าสิ้นสุดลง ตามมาตรา 265 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลังจากคณะ คสช.สิ้นสุดลง คำสั่ง คสช.ที่7/2558 และที่ 17/2560 จึงต้องสิ้นสภาพลงตามไปด้วย แต่ในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการยังคงให้คณะกรรมการชุดเดิมปฏิบัติหน้าที่อยู่ ดังนั้น ส.ค.ท.จึงมาเรียกร้องให้ รมว.ศธ.คนใหม่ ดำเนินการสรรหา เพื่อแต่งตั้งคณะกรรมการคุรุสภา และคณะกรรมการ สกสค. ให้เป็นไปตามบทบัญญัติของ พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษาพ.ศ. 2546&amp;rdquo; นายวีรบูล กล่าวและว่า ส.ค.ท.ต้องการทวงคืนสภาวิชาชีพให้ผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการและขับเคลื่อน ภารกิจของสภาวิชาชีพ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชน ตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา อย่างแท้จริง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95007</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สกสค., คำสั่งคสช., คุรุสภา, นายวีรบูล เสมาทอง ป, สมาพันธ์สมาคมครูแห่งประเทศไทย (ส.ค.ท.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210304/image_big_6040aaeeefbaa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57734</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2020 18:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/02/2020 18:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปิยบุตร&#039; จี้จำหน่ายคดีฝ่าฝืนคำสั่งคสช.ในศาลทหาร-ยกเลิกประกาศจำกัดเสรีภาพแสดงออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.พ.63 - ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้มีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฏหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน เรื่อง ผลกระทบจากประกาศคสช. คำสั่งคสช. และคำสั่งหัวหน้าคสช. ศึกษากรณีการดำเนินคดีต่อพลเรือนในศาลทหาร การจำกัดเสรีภาพการแสดงออกและการจำกัดเสรีภาพสื่อมวลชน เพื่อส่งข้อสังเกตตามรายงานของคณะกมธ. ต่อไปยังคณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และองค์กรอัยการ หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อควรทราบ หรือควรปฏิบัติเพื่อดำเนินการต่อไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ช่วงหนึ่ง นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะประธานกมธ.ได้แถลงผลการศึกษาตอนหนึ่งว่า จากกรณีที่ตน และสมาชิกได้เสนอญัตติขอให้ตั้งกมธ.วิสามัญศึกษาผลกระทบจากบรรดาประกาศ และคำสั่งคสช. ตามมาตรา 44 แต่สภาโดยเสียงข้างมากมีมติไม่เห็นชอบ แต่ให้ดำเนินการเรื่องนี้ โดยกมธ.สามัญแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม จากการที่กมธ.กฏหมายตั้งอนุกมธ.ขึ้นมาศึกษา พบว่า ตลอดช่วงเวลา 5 ปีในยุคคสช.มีการออกประกาศคำสั่งคสช.จำนวนมาก คลอบคลุมและกระทบเนื้อหามากกมายหลายเรื่อง แต่เบื้องต้นกมธ.ได้ศึกษาใน 3 ประเด็น 1.การดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร โดยคสช.ได้ออกประกาศให้ศาลทหารมีเขตอำนาจในคดีบางประเภท อาทิ คดีที่เกี่ยวกับต่อความมั่นคง และฝ่าฝืนประกาศคสช. เป็นต้น &amp;nbsp;โดยมีจำนวนมากถึง 1,886 คดี มีจำเลยที่เป็นพลเรือนกว่า 2,408 คน กรณีนี้เป็นเรื่องที่นานาชาติไม่ยอมรับ เพราะศาลทหารไทยไม่ได้มาตรฐาน ขาดความเป็นกลาง กมธ.จึงมีข้อเสนอว่า คดีที่เกี่ยวข้องกับการฝ่าฝืนคำสั่งคสช. ควรจะมีการออกกฏหมายประกาศความบริสุทธิ์ให้กับจำเลย และเยียวยาค่าเสียหาย ส่วนที่ศาลยังพิจารณาไม่เสร็จนั้น ในกรณีความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งคสช. ควรเขียนกฏหมายให้จำหน่ายคดีออกทันที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปิยบุตร กล่าวต่อว่า 2.การจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก จะมีประกาศคสช.สำคัญ 2 ฉบับที่เกียวข้อง ในการห้ามแสดงออกทางการเมือง คือ ฉบับที่ 7/2557 กับ 3/2558 โดยมีคดีในกรณีนี้ทั้งหมด 421 คน ขณะเดียวกัน ยังมีกรณีที่คสช.ออกคำสั่งเรียกบุคคลให้มารายงานตัวแต่ไม่มา จึงมีโทษอีก 14 คน กมธ.จึงมีข้อเสนอว่า ให้ยกเลิกประกาศและคำสั่งคสช.ทุกฉบับที่เกี่ยวข้องกับจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก แม้จะมีการยกเลิกไปแล้วบางส่วน ส่วนที่เหลือก็ต้องตามไปยกเลิกให้หมด ส่วนคดีที่ยังค้างอยู่ กมธ.เสนอให้ยุติคดีทั้งหมด และที่สำคัญต้องตั้งระบบการจ่ายค่าชดเชยเยียวยาให้กับผู้ถูกจับกุมคุมขังในคดีเหล่านี้ทั้งหมดด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ 3.การจำกัดเสรีของสื่อมวลชน แม้คสช.จะไม่จำกัดโดยตรง แต่มักจะไหว้วานให้กสทช.เป็นผู้ดำเนินการ &amp;nbsp;โดยกสทช.ได้ใช้คำสั่งคสช.มาเป็นเครื่องมือในการจำกัดสื่อ ทั้งสั่งปิด ลงโทษปรับ หรือเรียกไปทำเอ็มโอยู จำนวน ทั้งสิ้น 59 กรณี โดยกมธ.เสนอให้ยกเลิกประกาศคำสั่งต่างๆที่เกี่ยวกับการจำกัดเสรีภาพสื่อ ที่สำคัญยังต้องชดเชยเยียวยาค่าเสียหายให้กับสื่อที่ได้รับผลกระทบในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาด้วย อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการแก้ไขอดีตในการปกครองจากอำนาจพิเศษในช่วงรัฐประหารครองอำนาจว่า มีการละเมิดเสรีภาพอย่างไรบ้าง กมธ.เห็นว่า ควรบันทึกข้อมูลเหล่านี้ไว้เผื่อไว้ หาหนทางเยียวยาทำให้ปัจจุบันดีขึ้น และอนาคตที่ดีกว่าเดิม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57734</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.กม.-ยุติธรรม, คำสั่งคสช., คำสั่งหัวหน้าคสช., ปิยบุตร แสงกนกกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200206/image_big_5e3c1bb331175.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51221</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/11/2019 09:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/11/2019 09:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนาคตใหม่&#039;ปลุกจับตาโหวตตั้งกมธ.ศึกษาคำสั่งม.44</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ย. 62 &amp;ndash; เพจเฟซบุ๊กพรรคอนาคตใหม่ ได้โพสต์ข้อความหัวข้อ &amp;ldquo;ร่วมจับตาสภาโหวตตั้ง กมธ. ศึกษาผลกระทบคำสั่ง ม.44&amp;rdquo; ว่า &amp;ldquo;ในช่วงที่คณะรัฐประหารยึดอำนาจการปกครอง ได้ออกประกาศ คำสั่ง และมาตรา 44 หลายร้อยฉบับเพื่อดำเนินการบริหารจัดการประเทศทุกด้าน การใช้อำนาจในลักษณะนี้ ถือว่าไม่ถูกต้องตามครรลองประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐ เนื่องจาก คสช. ไม่ต้องรับผิดใดๆ และคำสั่ง คสช. เหล่านี้ยังทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องนับร้อยนับพัน หรืออาจจะเป็นล้านๆ คนต้องได้รับผลกระทบต่อชีวิตพวกเขาอย่างไม่เป็นธรรมโดยไม่สามารถโต้แย้งหรือต่อสู้ใดๆ ทางกฎหมายได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดการป่าไม้ จัดการประมง การบริหารราชการแผ่นดิน การโยกย้ายข้าราชการ การจัดการงบประมาณ การเอื้อกลุ่มทุนโทรคมนาคมแต่กระทบผลประโยชน์ประเทศ การงดเว้นข้อกฎหมายหลายฉบับ การละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชนและสื่อมวลชน ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้กระทั่งหลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว อำนาจนี้ก็ยังคงถูกสืบทอดต่อมา ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น แม้องค์กร คสช.จะแต่งหน้าทาปากเปลี่ยนเป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้งไปแล้ว แต่ผลกระทบหลายสิ่งหลายอย่างจากเหล่าคำสั่งดังกล่าวยังคงอยู่ ยังมีพี่น้องประชาชนอีกมากมายที่ยังทุกข์ร้อนกับการใช้อำนาจของ คสช. ดังจะเห็นได้จากเหล่า ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ที่ผลัดกันลุกขึ้นอภิปรายให้พี่น้องประชาชนได้เห็นกันแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น วันนี้ ต้องติดตามให้ดีเพราะปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ จะอภิปรายสรุปญัตติ และที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะมีการโหวตเพื่อตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบเกี่ยวกับการใช้อำนาจของ คสช. การออกคำสั่งและการใช้มาตรา 44 ของ คสช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยพรรคอนาคตใหม่หวังว่าเพื่อนๆ ส.ส. ทุกพรรค (ไม่ว่าจะอยู่พรรครัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ไม่สำคัญเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่อง &amp;ldquo;ข้ามพรรค ข้ามฝ่าย&amp;rdquo;) จะร่วมมือร่วมใจกันโหวตเห็นด้วยให้ตั้ง กมธ.ขึ้น เพราะเป็นภารกิจร่วมกันของเหล่าผู้แทนราษฎรที่จะต้องมาทบทวนการใช้อำนาจเหล่านี้ของ คสช. หลังจากกลับเข้าสู่โหมดปกติ อันถือเป็นภารกิจหลักของผู้แทนราษฎรเพื่อปรับปรุงแก้ไขสิ่งที่ไม่เป็นธรรม และให้พี่น้องประชาชนอยู่ดีมีสุขยิ่งขึ้นต่อไป&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51221</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ., คำสั่งคสช., ปิยบุตร, ม.44, สภาฯ, อนค., อนาคตใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191127/image_big_5ddddf9e09378.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
