<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>57734</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2020 18:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/02/2020 18:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปิยบุตร&#039; จี้จำหน่ายคดีฝ่าฝืนคำสั่งคสช.ในศาลทหาร-ยกเลิกประกาศจำกัดเสรีภาพแสดงออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.พ.63 - ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้มีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฏหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน เรื่อง ผลกระทบจากประกาศคสช. คำสั่งคสช. และคำสั่งหัวหน้าคสช. ศึกษากรณีการดำเนินคดีต่อพลเรือนในศาลทหาร การจำกัดเสรีภาพการแสดงออกและการจำกัดเสรีภาพสื่อมวลชน เพื่อส่งข้อสังเกตตามรายงานของคณะกมธ. ต่อไปยังคณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และองค์กรอัยการ หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อควรทราบ หรือควรปฏิบัติเพื่อดำเนินการต่อไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ช่วงหนึ่ง นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะประธานกมธ.ได้แถลงผลการศึกษาตอนหนึ่งว่า จากกรณีที่ตน และสมาชิกได้เสนอญัตติขอให้ตั้งกมธ.วิสามัญศึกษาผลกระทบจากบรรดาประกาศ และคำสั่งคสช. ตามมาตรา 44 แต่สภาโดยเสียงข้างมากมีมติไม่เห็นชอบ แต่ให้ดำเนินการเรื่องนี้ โดยกมธ.สามัญแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม จากการที่กมธ.กฏหมายตั้งอนุกมธ.ขึ้นมาศึกษา พบว่า ตลอดช่วงเวลา 5 ปีในยุคคสช.มีการออกประกาศคำสั่งคสช.จำนวนมาก คลอบคลุมและกระทบเนื้อหามากกมายหลายเรื่อง แต่เบื้องต้นกมธ.ได้ศึกษาใน 3 ประเด็น 1.การดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร โดยคสช.ได้ออกประกาศให้ศาลทหารมีเขตอำนาจในคดีบางประเภท อาทิ คดีที่เกี่ยวกับต่อความมั่นคง และฝ่าฝืนประกาศคสช. เป็นต้น &amp;nbsp;โดยมีจำนวนมากถึง 1,886 คดี มีจำเลยที่เป็นพลเรือนกว่า 2,408 คน กรณีนี้เป็นเรื่องที่นานาชาติไม่ยอมรับ เพราะศาลทหารไทยไม่ได้มาตรฐาน ขาดความเป็นกลาง กมธ.จึงมีข้อเสนอว่า คดีที่เกี่ยวข้องกับการฝ่าฝืนคำสั่งคสช. ควรจะมีการออกกฏหมายประกาศความบริสุทธิ์ให้กับจำเลย และเยียวยาค่าเสียหาย ส่วนที่ศาลยังพิจารณาไม่เสร็จนั้น ในกรณีความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งคสช. ควรเขียนกฏหมายให้จำหน่ายคดีออกทันที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปิยบุตร กล่าวต่อว่า 2.การจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก จะมีประกาศคสช.สำคัญ 2 ฉบับที่เกียวข้อง ในการห้ามแสดงออกทางการเมือง คือ ฉบับที่ 7/2557 กับ 3/2558 โดยมีคดีในกรณีนี้ทั้งหมด 421 คน ขณะเดียวกัน ยังมีกรณีที่คสช.ออกคำสั่งเรียกบุคคลให้มารายงานตัวแต่ไม่มา จึงมีโทษอีก 14 คน กมธ.จึงมีข้อเสนอว่า ให้ยกเลิกประกาศและคำสั่งคสช.ทุกฉบับที่เกี่ยวข้องกับจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก แม้จะมีการยกเลิกไปแล้วบางส่วน ส่วนที่เหลือก็ต้องตามไปยกเลิกให้หมด ส่วนคดีที่ยังค้างอยู่ กมธ.เสนอให้ยุติคดีทั้งหมด และที่สำคัญต้องตั้งระบบการจ่ายค่าชดเชยเยียวยาให้กับผู้ถูกจับกุมคุมขังในคดีเหล่านี้ทั้งหมดด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ 3.การจำกัดเสรีของสื่อมวลชน แม้คสช.จะไม่จำกัดโดยตรง แต่มักจะไหว้วานให้กสทช.เป็นผู้ดำเนินการ &amp;nbsp;โดยกสทช.ได้ใช้คำสั่งคสช.มาเป็นเครื่องมือในการจำกัดสื่อ ทั้งสั่งปิด ลงโทษปรับ หรือเรียกไปทำเอ็มโอยู จำนวน ทั้งสิ้น 59 กรณี โดยกมธ.เสนอให้ยกเลิกประกาศคำสั่งต่างๆที่เกี่ยวกับการจำกัดเสรีภาพสื่อ ที่สำคัญยังต้องชดเชยเยียวยาค่าเสียหายให้กับสื่อที่ได้รับผลกระทบในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาด้วย อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการแก้ไขอดีตในการปกครองจากอำนาจพิเศษในช่วงรัฐประหารครองอำนาจว่า มีการละเมิดเสรีภาพอย่างไรบ้าง กมธ.เห็นว่า ควรบันทึกข้อมูลเหล่านี้ไว้เผื่อไว้ หาหนทางเยียวยาทำให้ปัจจุบันดีขึ้น และอนาคตที่ดีกว่าเดิม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57734</URL_LINK>
                <HASHTAG>กมธ.กม.-ยุติธรรม, คำสั่งคสช., คำสั่งหัวหน้าคสช., ปิยบุตร แสงกนกกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200206/image_big_5e3c1bb331175.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51370</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/11/2019 07:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/11/2019 07:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> อย่าตื่นเต้น!&#039;นิพิฏฐ์&#039;ชี้รบ.แพ้มติเรื่องการศึกษาคำสั่งจากการยึดอำนาจเกิดขึ้นประจำหลังเลือกตั้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29พ.ย.62-นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า เรื่ององค์ประชุมสภาล่มนี่ อย่าไปตื่นเต้นอะไรมากนัก รบ.ที่มีเสียงใกล้เคียงกับฝ่ายค้านนี่มันเกิดขึ้นได้เสมอ สมัยผมเป็นฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลผมน่าจะเป็นคนเสนอให้นับองค์ประชุมบ่อยที่สุดล่ะ เรื่องนี้ ควรมองอย่างนี้ครับ
1.องค์ประชุมเป็นหน้าที่ของฝ่ายรัฐบาลที่ต้องทำให้องค์ประชุมครบ
ฝ่ายค้านขอนับองค์ประชุมก็อย่าไปว่าอะไรเขา
2.รัฐบาลแพ้มติฝ่ายค้านนี่เกิดขึ้นได้แต่ถ้าไม่ใช่มติสำคัญ หรือ แพ้มติในเรื่องกฎหมาย ก็ไม่สำคัญอะไร
3.เรื่องการแก้ไขคำสั่ง หรือประกาศของคณะปฏิวัติ ที่มีผลเป็นกฎหมาย ให้เปลี่ยนเป็นพระราชบัญญัติมีการทำมาตลอด กล่าวคือ คำสั่ง หรือ ประกาศของผู้ยึดอำนาจบางคำสั่งก็เป็นสิ่งที่ดี มีประโยชน์ แต่หลังการเลือกตั้ง ผู้แทนราษฎรเขามักจะเปลี่ยนคำสั่งของผู้ยึดอำนาจให้เป็นพระราขบัญญัติ คือ ไม่อยากให้มีคำว่า&amp;quot;ประกาศของคณะปฏิวัติ&amp;quot; เหลืออยู่ ในสารบบของกฎหมาย สมัยก่อน คนที่พูดและเสนอเปลี่ยนคำสั่งคณะปฏิวัติ คือ ดร.ปรีชา สุวรรณทัต อดีตคณบดีนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ตอนที่ท่านเป็นส.ส.พรรคประชาธิปัตย์
เพราะงั้นเรื่องที่รัฐบาลแพ้มติก็ดี เรื่องการศึกษา หรือ แก้ไข คำสั่งที่เกิดจากการยึดอำนาจ มันเกิดขึ้นประจำหลังเลือกตั้ง เพียงเราไม่จำประวัติศาสตร์กันเท่านั้นเอง ก็ดูๆไปครับ อย่าตื่นเต้นมากนัก/&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51370</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำสั่งหัวหน้าคสช., ญัตติยกเลิกม.44, นายนิพิฏฐ์  อินทรสมบัติ, ประกาศคณะปฏิวัติ, สภาล่ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180308/image_big_5aa08c94a0b62.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33434</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2019 14:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2019 14:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;งัดม.44เร่งรถไฟฟ้าสายสีเขียว&#039;แบริ่ง-คูตด&#039;ตั้งกก.ดูแลค่าโดยสาร-แบ่งผลประโยชน์จบใน30วัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 เม.ย.62 -ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้คำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 3/๒๕๖๒ เรื่อง การดำเนินการโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่ปัจจุบันการจัดการบริการขนส่งสาธารณะโดยรถไฟฟ้าในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต - แบริ่ง ช่วงบางหว้า - สนามกีฬาแห่งชาติ ช่วงแบริ่ง - สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต -สะพานใหม่ - คูคต ยังมีปัญหาในการบูรณาการ ทั้งเรื่องการบริหารจัดการโครงการ และการบริหารจัดการสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการเดินรถไฟฟ้าที่ยังไม่มีความเป็นเอกภาพ จำเป็นต้องมีมาตรการแก้ไขปัญหา เพื่อให้การเดินรถเป็นไปอย่างต่อเนื่องเป็นโครงข่ายเดียวกัน (Through Operation) อำนวยความสะดวกสบายในการเดินทางของประชาชนผู้โดยสาร และมีการกำหนดอัตราค่าโดยสารที่เหมาะสม เป็นธรรมและไม่เป็นภาระแก่ประชาชน เพื่อให้การเข้าถึงการใช้บริการระบบขนส่งมวลชนเป็นไปอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง อันจะเป็นประโยชน์ต่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน และเพิ่มประสิทธิภาพต่อระบบคมนาคมขนส่งและระบบเศรษฐกิจของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ให้กรุงเทพมหานครดำเนินการจ้างผู้ประกอบการเอกชนเพื่อติดตั้งระบบรถไฟฟ้า จัดการเดินรถไฟฟ้า และบริหารการเดินรถไฟฟ้าโครงการส่วนต่อขยายที่ ๒ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อให้โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว โครงการส่วนต่อขยายที่ ๑ และโครงการส่วนต่อขยายที่ ๒ สามารถเดินรถแบบต่อเนื่องเป็นโครงข่ายเดียวกัน (Through Operation) รวมทั้งอัตราค่าโดยสารเป็นไปอย่างเหมาะสม ให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อัยการสูงสุด &amp;nbsp;เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ให้คณะกรรมการมีหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์การแบ่งปันผลประโยชน์จากค่าโดยสาร รวมถึงหลักเกณฑ์อื่นเพื่อประโยชน์ในการรวมโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว โครงการส่วนต่อขยายที่ ๑ และโครงการส่วนต่อขยายที่ ๒ และดำเนินการเจรจาร่วมกับผู้รับสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านรายละเอียด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33434</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำสั่งหัวหน้าคสช., บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ประกาศราชกิจจา, ม.44, รถไฟฟ้าสายสีเขียว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190411/image_big_5caeed148c11c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33289</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2019 14:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2019 14:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ใช้คำสั่งหัวหน้าคสช.ให้&#039;บิ๊กโจ๊ก&#039;ขาดจากตร.เป็นขรก.พลเรือน ตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 เม.ย.62- ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ คำสั่งหัวหน้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒/๒๕๖๒ เรื่อง ประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐเพิ่มเติม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตามที่ได้มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๖/๒๕๕๘ เรื่อง มาตรการแก้ไขปัญหาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างถูกตรวจสอบและการกำหนดกรอบอัตรากำลังชั่วคราว ลงวันที่ ๑๕ พฤษภาคมพุทธศักราช ๒๕๕๘ นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยอำนำจตามความในข้อ ๑ และข้อ ๕ ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๖/๒๕๕๘ เรื่อง มาตรการแก้ไขปัญหาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างถูกตรวจสอบและการกำหนด กรอบอัตรากำลังชั่วคราว ลงวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เห็นสมควรประกาศรายชื่อบุคคลเพิ่มเติมจากรายชื่อตามบัญชีแนบท้ายคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๖/๒๕๕๘ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตามกรอบอัตรากำลังชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษในสำนักนายกรัฐมนตรี จึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๑ ให้ พลตำรวจโท สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อยู่ในบัญชีรายชื่อเพิ่มเติมตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชำติ ที่ ๑๖/๒๕๕๘ ตามความในข้อ ๕ ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๖/๒๕๕๘&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๒ ให้ข้าราชการตำรวจตามข้อ ๑ ขาดจากตำแหน่งหน้าที่และอัตราเงินเดือนเดิม ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อโอนไปเป็นข้าราชการพลเรือนสำมัญ ประเภทบริหารระดับสูง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นักบริหารระดับสูง) ตำมข้อ ๑ วรรคหนึ่งของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๖/๒๕๕๘&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๓ ให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๔ คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สั่ง ณ วันที่ ๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๒&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33289</URL_LINK>
                <HASHTAG>-พล.ต.ท.สุรเชษฐ์. หักพาล, คำสั่งหัวหน้าคสช., บิ๊กโจ๊ก, ประกาศราชกิจจา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180724/image_big_5b56fb8616ee0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25435</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/12/2018 16:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/12/2018 16:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สถานการณ์สื่อปี61ยังถูกซึมแทรก-ธุรกิจระส่ำทำซึมทรุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30ธ.ค.61-สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เปิดเผยรายงานสถานการณ์ด้านสื่อมวลชนไทยในรอบปี พ.ศ. 2561 เป็นปีแห่งการ &amp;ldquo;ซึมแทรก &amp;nbsp;ซึมทรุด&amp;rdquo; เพราะยังคงเผชิญความเสี่ยงและท้าทายหลายประเด็น โดยเฉพาะ การไม่มีสิทธิและเสรีภาพอย่างเต็มที่ ภายใต้กฎหมายพิเศษของคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในห้วงระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ อุตสาหกรรมสื่อทั้งระบบยังอยู่ในภาวะยากลำบากอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผล กระทบด้านเทคโนโลยีและพฤติกรรมการเสพข้อมูลข่าวสารที่มุ่งไปสู่ทิศทาง ทางออนไลน์มากขึ้น ดังนั้นสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จึงสรุปสถานการณ์สื่อฯใน 4 ประเด็นสำคัญ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ถูกควบคุมด้วยกฎหมายพิเศษ : แม้ว่าปี 2560 มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ &amp;nbsp;รองรับสิทธิในการแสดงความคิดเห็น การพูด การพิมพ์ไว้ ในมาตรา 34 และ มาตรา35บัญญัติ ให้บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการ เสนอข่าวสาร หรือการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ทว่ายังคง มีการบังคับใช้ ประกาศคสช.และคำสั่งหัวหน้าคสช.4ฉบับ เกี่ยวข้องกับสื่อ มวลชนที่ยังไม่มียกเลิก สวนทางกับบรรยากาศของการปลดล็อคทางการเมือง เพื่อเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง ที่ประชาชนต้องการรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างครบ ถ้วนรอบด้าน แม้ว่าองค์กรสื่อจะร่วมกันรณรงค์ เรียกร้องและออกแถลงการณ์ มาตลอด 4 ปีที่ผ่านมา แต่การยกเลิกประกาศคสช.และคำสั่งหัวหน้าคสช. ทั้ง &amp;nbsp;4 ฉบับก็ไม่เป็นผล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ประกาศคสช.และคำสั่งหัวหน้าคสช. ประกอบด้วย 1.ประกาศ คสช.ฉบับที่ &amp;nbsp;97/2557 เรื่อง การขอความร่วมมือต่อการปฏิบัติงานของคสช.และการเผย แพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ 2.ประกาศคสช.ที่103 /2557 แก้ไขเพิ่มเติม ประกาศคสช.ฉบับที่ 97 /2557 โดยห้ามวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติงานของ คสช.โดยเจตนาไม่สุจริตเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของคสช.ด้วยข้อมูลอัน เป็นเท็จ 3.คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่3/2558 (ข้อ5)ให้อำนาจเจ้าพนักงานรักษา ความสงบเรียบร้อยมีอำนาจออกคำสั่งห้ามการเสนอข่าว การจำหน่าย หรือทำ ให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ 4.คำสั่งหัวหน้าคสช.ที่41/2559 เรื่อง การกำกับดูแลการเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสารต่อสาธารณะ โดยมีเจตนาในการขยายอำนาจ ตามมาตรา 37 แห่ง พระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 &amp;nbsp;ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทร คมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ให้ครอบคลุมไปถึงประกาศของคสช. ฉบับที่ &amp;nbsp;97/2557 และฉบับที่103/2557 รวมทั้งคุ้มครองการใช้อำนาจของ กสทช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.จับตากฎหมายกระทบเสรีภาพ : ประเทศไทยอยู่ในช่วงขับเคลื่อนตามแผน การปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ รวมถึงแผนปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยี สารสนเทศ หนึ่งในนั้นคือการจัดทำ พระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและ มาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน. พ.ศ. . ซึ่งก่อนหน้านี้องค์กรสื่อได้รวมพลังคัด ค้านในหลายประเด็น แต่ในที่สุดร่างกฎหมายดังกล่าวก็ได้รับความเห็นชอบใน หลักการจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2561 โดยมีข้อสังเกตบาง ประการ และคณะรัฐมนตรีได้ส่งให้คณะกรรมการกฤษฏีกาพิจารณาก่อน เสนอกลับคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง ในชั้นนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวจึงไม่น่าจะทัน การพิจารณาของสภานิติบัญญัติชุดนี้ ถึงกระนั้น องค์กรสื่อก็ยังยืนยันหลักการ ในการกำกับดูแลกันเอง อันเป็นหลักการสากลที่นานาประเทศใช้กำกับดูแล เรื่องจริยธรรม อีกทั้งจะต้องไม่มีตัวแทนฝ่ายรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับเสรีภาพบนโลกออนไลน์ ได้แก่ พระราช บัญญัติว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ที่ผ่านความ เห็นชอบจากครม.แล้วเช่นกัน แต่หลายประเด็นอาจจะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพ การแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชนตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ &amp;nbsp;รวมทั้งติดตาม ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.... ร่างพระ ราชบัญญัติการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล พ.ศ... การแก้ไข พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ ว่าจะมีส่วนใดริดรอนเสรีภาพของประชาชนและ สื่อมวลชนหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ธุรกิจสื่อยังระส่ำ : การใช้อำนาจพิเศษของคสช. ในการออกมาตรการ บรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบกิจการทีวีดิจิทัล ด้วยการพักชำระหนี้ค่า สัมปทานเป็นเวลา 3 ปี ตามที่ผู้ประกอบการร้องขอ เป็นสัญญาณที่การแสดง ให้เห็นถึงสถานการณ์ของธุรกิจสื่อได้อย่างชัดเจนตลอดทั้งปีที่ผ่านมาต่อ เนื่องมาตั้งแต่ปี 2560&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฝั่งของสิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เปิดโครงการลาออกด้วยความสมัครใจ ในช่วงสิ้นปี ด้านนสพ.ยักษ์ภาคเหนือ &amp;ldquo;เชียงใหม่นิวส์&amp;rdquo; หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่ ตีพิมพ์ข่าวสารในพื้นที่ภาคเหนือมานานกว่า 27 ปี อำลาแผงเมื่อ 5 มี.ค.2561 &amp;nbsp;ผันตัวสู่ออนไลน์ และวันที่ 4 มกราคม 2562 นิตยสารวิเคราะห์ข่าวการเมือง รายสัปดาห์&amp;rsquo;สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์&amp;rsquo;ที่จะอำลาแผงเช่นกันหลังยืนหยัดมาได้ถึง &amp;nbsp;66 ปี ตามหลัง &amp;lsquo;เนชั่นสุดสัปดาห์&amp;rsquo; ที่อำลาแผงไปก่อนหน้านี้ นิตยสารส ตาร์พิคส์รายเดือน ที่อยู่คู่แผงหนังสือไทยมากว่า 52 ปี ประกาศปิดตัว ตีพิมพ์ &amp;nbsp;ฉบับที่ 888 เดือนเม.ย. 2018 เป็นฉบับ &amp;#39;รายเดือน&amp;#39; เล่มสุดท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นิตยสาร Secret เครืออมรินทร์ ประกาศเลิกผลิต เดือนมิ.ย. วางแผงฉบับสุด ท้าย ปรับรูปแบบการนำเสนอผ่านช่องทางออนไลน์ และช่องทางโซเชียลมี เดียต่างๆ รวมทั้ง Student Weekly ในเครือ Bangkok Post ได้ประกาศวาง แผงเป็นฉบับสุดท้าย ฉบับวันที่ 30 ก.ย. ถือเป็นการปิดตำนานนิตยสารภาษา อังกฤษที่อยู่คู่นักเรียนไทยมากว่า 50 ปu นิตยสารแพรวก้าวเข้าสู่ปีที่ 40 &amp;nbsp;ประกาศปรับจากรายปักษ์ เป็นรายเดือนฉบับแรก เริ่มเดือนต.ค.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฟากฝั่งของสื่อทีวี เริ่มตั้งแต่ &amp;ldquo;นิวทีวีช่อง18&amp;rdquo; เป็นช่องแรกของปี ที่ปรับโครง สร้างโดยมีคำสั่งลดพนักงาน 30 % ตามติดด้วยสปริงนิวส์ช่อง19 เลิกจ้าง พนักงาน 80 พร้อมกับการต่อลมหายใจด้วยการขายหุ้นให้กับทีวีไดเร็ค และ ให้บางรายการไปออกอากาศทางช่อง NOW26 ในเครือเนชั่น ซึ่งเป็นจังหวะ เดียวกับที่เนชั่นเปิดตัวทีมผู้บริหารชุดใหม่ได้ไม่นาน ปลายปีสถานีโทรทัศน์ &amp;nbsp;&amp;lsquo;Money Channel &amp;rsquo; แจ้งยุติออกอากาศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 และจะรุก ตลาดผลิตคอนเทน สร้างความเข้มแข็งในโลกออนไลน์ แม้กระทั่งสื่อยักษ์ ใหญ่ อย่างสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง3 ก็ยอมเปิดโครงการเกษียณอายุให้ แก่พนักงานอายุ 60 ปีขึ้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งภาวะธุรกิจเช่นนี้ สื่อระดับโลกอย่างสำนักข่าวรอยเตอร์เอง มีแผนลด พนักงาน 3,200 ตำแหน่ง ปิดสำนักงาน 133 แห่งทั่วโลก ภายใน 2 ปีข้างหน้า &amp;nbsp;ตามแผนปรับโครงสร้างบริษัท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4. บทเรียนถ้ำหลวง : เป็นเหตุการณ์ที่ต้องบันทึกไว้กับเหตุการณ์ที่สื่อมวลชน ทั่วโลกมากกว่าพันชีวิต ปักหลักทำข่าวต่อเนื่องยาวนาน 17 วัน ในภารกิจช่วย &amp;nbsp;13 ชีวิตทีมหมูป่าอะคาเดมี่ ติดอยู่ในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย &amp;nbsp;เป็นสถานการณ์ที่ยากทั้งการช่วยเหลือ และยากต่อการรายงานข่าวบนเนื้อที่ ปากถ้ำที่มีหลากหลายอุปสรรค เงื่อนไข ข้อจำกัดที่ต้องแข่งกับเวลา และการ ช่วงชิงยอดผู้ชมและเรตติ้งของข่าวให้ได้มากที่สุด นำมาซึ่งคำชื่นชม ตำหนิ &amp;nbsp;และบทเรียนให้กับสื่อมวลชนนำกลับไปเป็นการบ้านเพื่อยกระดับมาตรฐาน วิชาชีพต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25435</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายพิเศษ, คำสั่งหัวหน้าคสช., ถอดบทเรียนถ้ำหลวง, ธุรกิจสื่อ, สถานการณ์สื่อ, สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, เสรีภาพสื่อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181230/image_big_5c288b4fa6027.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18470</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2018 14:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2018 13:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;อ้างสนธยาเหมาะสมนั่งนายกพัทยา อย่ามองเป็นการเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
26 ก.ย. 61 -&amp;nbsp; เวลา 12.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 15/2561 เรื่องการแก้ไขปัญหาการบริหารราชการเมืองพัทยา โดยได้แต่งตั้ง นายสนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล และที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านการเมือง ดำรงตำแหน่งนายกเมืองพัทยา แทน พล.ต.ต.อนันต์ เจริญชาศรี ว่า &amp;ldquo;เป็นการแต่งตั้งตามความเหมาะสม ขออย่ามองเป็นเรื่องการเมืองไปหมด&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18470</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำสั่งหัวหน้าคสช., นายกฯ, นายกเมืองพัทยา, บิ๊กตู่, ม.44, สนธยา คุณปลื้ม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180926/image_big_5bab2031219ad.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18459</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2018 14:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2018 10:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;สนธยา&#039;ดี๊ด๊านั่งนายกพัทยา นัดถกภาครัฐ-เอกชนลุยอีอีซี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.ย. 61 - นายสนธยา คุณปลื้ม&amp;nbsp; หัวหน้าพรรคพลังชล และที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังพล.อ.ประยุทธ์&amp;nbsp; จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44ประกาศคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 15 /2561 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการบริหารราชการเมืองพัทยา แต่งตั้งนายสนธยา เป็นนายกเมืองพัทยา แทน พล.ต.ต.อนันต์&amp;nbsp; เจริญชาศรี ว่า รู้สึกดีใจ ที่ได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาล ให้เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกเมืองพัทยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จะเข้าไปเข้าไปทำหน้าที่ภายในสัปดาห์นี้เลย ซึ่งเมืองพัทยาเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการส่งเสริมการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน พัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยจะมีการเรียกหัวหน้าส่วนราชการทั้งภาครัฐและภาคเอกชนโดยรอบ เข้ามาร่วมมือ จัดให้มีกิจกรรมภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จและครบวงจร จัดทำโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคที่มีประสิทธิภาพ และพัฒนาเมืองให้ทันสมัยระดับนานาชาติ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18459</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำสั่งหัวหน้าคสช., นายกเมืองพัทยา, บิ๊กตู่, สนธยา คุณปลื้ม, อีอีซี, แป๊ะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180926/image_big_5baafebddedb3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
