<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>78684</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2020 10:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2020 10:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศักดิ์สยาม ลุย Kick Off ใช้ยางพาราภาคอีสานน้ำร่องนครพนม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.ย. 2563 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดโครงการนำการนำยางพารามาใช้เพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยทางถนน (Kick Off) บริเวณทางหลวงหมายเลข 2033 ตอนคำพอก-หนองญาติ กิโลเมตรที่ 55+425-55+575 ตำบลหนองญาติ อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนมว่า การนำอุปกรณ์ทางด้านการจราจรและอำนวยความปลอดภัยทางถนนที่ผลิตจากยางพารา 2 ผลิตภัณฑ์ คือ แผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต (Rubber Fender Barrier: RFB) และหลักนำทางยางธรรมชาติ (Rubber Guide Post: RGP) ได้ดำเนินการนำร่องไปแล้วที่จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดสตูล ในช่วงเดือนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การเปิดโครงการฯ ที่บริเวณทางหลวงหมายเลข 2033 ตอนคำพอก-หนองญาติ กิโลเมตรที่ 55+425-55+575 ตำบลหนองญาติ อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนมในวันนี้นั้น ถือเป็นการดำเนินการครั้งที่ 3 ด้วยการใช้ยางก้อนถ้วย ซึ่งเป็นผลผลิตของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางที่นิยมทำกันมากกว่า 55% ของเกษตรกรชาวสวนยางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) และภาคเหนือ เนื่องจากยางก้อนถ้วยผลิตง่าย และไม่ต้องใช้เงินลงทุน และแรงงานจำนวนมาก โดยเมื่อนำยางก้อนถ้วยมาใช้ในโครงการฯ จะสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรโดยตรง ในสัดส่วนที่มากขึ้นกว่าเดิม รวมถึงสร้างความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืนให้แก่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง

สำหรับการดำเนินการดังกล่าว ถือเป็นการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ รวมถึงช่วยลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนท้องถนน เนื่องจาก ทั้ง RFB และ RGP จะช่วยลดแรงปะทะที่เกิดจากการชน ที่สำคัญยังส่งผลให้มีสัดส่วนการใช้น้ำยางพารา เป็นส่วนผสมจำนวนมาก ซึ่งเป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพารา สร้างรายได้โดยตรงให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางพาราไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท สะท้อนจากราคายางก้อนถ้วยในปัจจุบัน ที่มีราคาสูงถึง 43 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิมยางก้อนถ้วยมีราคาอยู่ที่ประมาณ 20 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาน้ำยางพารานั้น ภายใน 1 เดือนนับจากการเปิดโครงการที่จังหวัดจันทบุรีเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา ได้เพิ่มสูงขึ้นจากเดิม 43 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 61.30 บาทต่อกิโลกรัม หรือเพิ่มขึ้น 20 บาทต่อกิโลกรัม

ด้านนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ จะทำหน้าที่กำกับคุณภาพในการผลิตอุปกรณ์ทางด้านการจราจรและอำนวยความปลอดภัยทางถนนที่ผลิตจากยางพารา พร้อมทั้งคัดเลือกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน ที่กระทรวงฯ รับรองให้เข้าร่วมโครงการ อีกทั้งยังสนับสนุนจัดเตรียมเครื่องมือและวัตถุดิบให้เป็นไปตามรูปแบบมาตรฐาน และราคาตามที่กระทรวงคมนาคมกำหนด

ขณะที่นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) กล่าวว่า โครงการดังกล่าว เป็นนโยบายของรัฐบาลที่มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมเพิ่มความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนของพี่น้องประชาชนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยการนำยางพารามาใช้เป็นอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยทางถนน รวมทั้งเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพาราให้มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นการดูดซับปริมาณยางพาราออกจากระบบ สร้างเสถียรภาพราคายางพาราอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต พร้อมทั้งได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ซึ่งได้มีการศึกษาและวิจัยพบว่า มี 2 ผลิตภัณฑ์ ที่มีความเหมาะสมและมีปริมาณยางพาราเป็นส่วนผสมจำนวนมาก สามารถลดความรุนแรงของการชนปะทะได้ คือ แผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต และหลักนำทางยางธรรมชาติ &amp;nbsp;

&amp;ldquo;ก่อนนำมาใช้งานจริง ได้ทำการทดสอบทั้งในประเทศไทยและประเทศเกาหลีใต้แล้ว โดยใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์วิ่งเข้าชนเพื่อวัดแรงปะทะที่เกิดขึ้น ผลการทดสอบพบว่า ผู้ขับขี่ได้รับค่าแรงกระแทกน้อยกว่าค่ามาตรฐาน สามารถลดอัตราความรุนแรงที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิตได้เป็นอย่างมาก โดยวันนี้จึงถือเป็นวันสำคัญ ของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งกระทรวงคมนาคมและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมมือผนึกกำลังริเริ่มสร้างสรรค์โครงการจนกระทั่งเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม มีการก่อสร้างกำแพงคอนกรีตหุ้มแผ่นยางธรรมชาติและหลักนำทางยางธรรมชาติ มาติดตั้งเพื่อใช้งานจริง อันจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน&amp;rdquo; นายสราวุธ กล่าว

&amp;nbsp;

นายสราวุธ กล่าวต่ออีกว่า กรมทางหลวง (ทล.) และ กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้กำหนดแผนการดำเนินโครงการดังกล่าว ในปีงบประมาณ 2563-2565 โดยมีปริมาณการใช้ยางพารา จำนวน 1,007,951 ตัน และจะนำ 2 ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว มาใช้ติดตั้งบนถนนของ ทล. และ ทช. ระยะทางรวม 12,282 กิโลเมตร คิดเป็นผลประโยชน์ที่เกษตรกรชาวสวนยางจะได้รับ จำนวน 30,108 ล้านบาท และจะมีการสำรวจตรวจสอบเพื่อเปลี่ยนแผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต และหลักนำทางยางธรรมชาติ ทดแทนที่เสื่อมสภาพหรือมีความเสียหายเกิดขึ้น ซึ่งต้องใช้ยางพาราในทุกๆ ปี ปีละไม่น้อยกว่า 336,000 ตัน

รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม ระบุว่า กำหนดการเปิดโครงการนำยางพารามาใช้เพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยทางถนน (Kick Off) ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 จังหวัด ประกอบไปด้วย วันที่ 25 ก.ย.2563 จังหวัดนครพนม จากนั้นในวันที่ 26 ก.ย.2563 ที่จังหวัดบึงกาฬ และจังหวัดเลย ตามลำดับ ซึ่งทั้ง 3 จังหวัด เป็นจังหวัดที่มีการปลูกยางพารามากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78684</URL_LINK>
                <HASHTAG>คิกออฟยางพารา, แผ่นยางพาราหุ้มแบริเออร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200926/image_big_5f6eb1bee01f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75748</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คิกออฟยางพารา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อ‪วันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่ทางหลวงหมายเลข 3249 ตอนเขาไร่ยา-แพร่งขาหยั่ง ต.แสลง อ.เมือง จ.จันทบุรี หรือถนนบำราศนราดูร จันทบุรี-เขาคิชฌกูฏ ช่วงก่อนถึงโค้งวัดชำโสม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการนำร่องการนำยางพารามาใช้ เพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยทางถนน (คิกออฟ) แบ่งเป็นการใช้กำแพงคอนกรีตหุ้มด้วยแผ่นยางธรรมชาติ (Rubber Fender Barrier : RFB) และหลักนำทางยางธรรมชาติ (Rubber Guide Post : RGP) สำหรับนำไปใช้บนถนนของกรมทางหลวง (ทล.) และกรมทางหลวงชนบท (ทช.) ระยะเวลาดำเนินการปี 2563-2565&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; งานนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวกับพี่น้องชาวสวนยาง ว่าการมุ่งเน้นให้ใช้ยางพาราเป็นวัสดุในการปรับปรุง ก่อสร้าง เพื่อส่งเสริมการใช้น้ำยางพาราในประเทศ และสร้างสมดุลราคายางพาราให้เหมาะสม ทั้งนี้ สิ่งที่รัฐบาลต้องการในวันนี้ คือ ผลผลิตของยางพาราให้มีราคาสูงขึ้น ซึ่งปัจจุบันราคายางพาราเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่เป็นที่พอใจเนื่องจากรัฐบาลยังต้องจ่ายค่าประกันให้กับเกษตรกรอยู่ภายใต้งบประมาณที่จำกัด แต่ในอนาคตจะต้องดำเนินการให้ยางพารามีราคาสูงโดยการใช้อย่างในประเทศถือเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้ยางพารามีราคาสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับการดำเนินการนำยางพารามาใช้ในภารกิจคมนาคมนั้น ได้ผ่านการทดสอบจากสถาบันชั้นนำของโลก โดยมีการทดสอบการชนจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย และสถาบัน Korea Automobile Testing &amp;amp; Research Institute (KATRI) ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี พบว่าสามารถลดความรุนแรงของอุบัติเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ แบริเออร์แบบเดิมที่มีความสูง 90 เซนติเมตร (ซม.) ทำมุม 20 องศา จะสามารถรับแรงปะทะความเร็วของรถได้ 90 กิโลเมตร (กม.)/ชั่วโมง (ชม.) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม การนำยางพารามาใช้ประโยชน์ในกิจกรรมของกระทรวงคมนาคม โดยการใช้กำแพงคอนกรีตหุ้มด้วยแผ่นยางธรรมชาติ และหลักถือเป็นการปักหมุดโครงการนี้ให้เกิดขึ้นได้จริงในประเทศไทย และที่ผ่านมานั้นกระทรวงคมนาคมได้มีนิทรรศการเสมือนจริง ในการสาธิตขั้นตอนต่างๆ อย่างละเอียด ตั้งแต่การผสมยาง การขึ้นแบบ การอบ จนถึงการทาสีอุปกรณ์ทั้ง 2 ชนิด พร้อมรับชมการติดตั้งใช้งานบนถนนจริงด้วยเวลาอันรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งการที่กระทรวงคมนาคมผลักดันการนำยางพารามาใช้ในกิจกรรมคมนาคมนั้น นอกจากจะเป็นการใช้วัสดุในประเทศที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายภาครัฐที่ต้องการช่วยเหลือเกษตรกร เนื่องจากราคายางพาราตกต่ำมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปซื้อยางพาราจากสหกรณ์และชาวสวนยางโดยตรง โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางเหมือนเช่นที่ผ่านมา ดังนั้น จะทำให้ราคายางพารามีเสถียรภาพอย่างยั่งยืน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกัน จากข้อมูลพบว่าการใช้ปริมาณยางพาราที่มากกว่าการนำมาใช้ปูผิวถนน และยังใช้งบประมาณถูกกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการก่อสร้างเกาะกลางถนนประเภทอื่นๆ&amp;nbsp; อีกด้วย เช่น ถนนที่ก่อสร้างเป็นเกาะยก มีต้นทุน 10,000 บาทต่อ 1 เมตร หรือ 1 กม.ต้องใช้งบ 10 ล้านบาท ขณะที่ใช้แผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีตระยะทาง 1 กม. มีต้นทุนเพียง 7 ล้านบาท ประหยัดงบประมาณได้ถึง 30%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับโครงการดังกล่าวนี้ กรมทางหลวง (ทล.) เป็นหน่วยงานที่นำร่องนำยางพารามาใช้เพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยทางถนน โดยการใช้กำแพงคอนกรีต (แบริเออร์) หุ้มด้วยแผ่นยางธรรมชาติมาติดตั้งบน ทล. 3249 ตอนเขาไร่ยา-แพร่งขาหยั่ง ต.แสลง เป็นถนนขนาด 4 ช่องจราจรไป-กลับ แบบเกาะสี ช่วง กม.ที่ 2+948-กม.3+380 ระยะทาง 400 เมตร&amp;nbsp; เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยและเพิ่มการผลิตให้กับชาวสวนยาง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเส้นทางดังกล่าวนั้น มีประชาชนสัญจรเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นเส้นทางเชื่อมการท่องเที่ยวไปยังเขาคิชฌกูฏ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ซึ่งในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเดินทางจำนวนมาก ประกอบกับเป็นทางโค้ง และมีสถิติการเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ส่งผลให้รถวิ่งข้ามเลน นำไปสู่ความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สิน ถือเป็นเรื่องราวดีๆ ที่พี่น้องชาวส่วนยางจะได้ทั้งงานและเงินในเวลาเดียวกัน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กัลยา ยืนยง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75748</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, กัลยา ยืนยง, คิกออฟยางพารา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
