<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>74963</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คิกออฟใช้ “ยางพารา” </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นที่แน่นอนแล้ว่า ในวันที่ 25 สิงหาคม 2563 นี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการเตรียมลงพื้นที่เปิดพิธีเริ่มสตาร์ทโครงการนำร่องการนำยางพารามาใช้เพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยทางถนน (Kick off) ณ ทางหลวงหมายเลข 3249 ตอนเขาไร่ยา-แพร่งขาหยั่ง อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี จุดประสงค์เพื่อใช้ในการนำยางพารามาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ 2 รูปแบบที่เหมาะสม&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คือ แผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต (Rubber Fender Barrier : RFB) และหลักนำทางยางธรรมชาติ (Rubber Guide Post : RGP) บนถนนของกรมทางหลวง (ทล.) และกรมทางหลวงชนบท (ทช.) หลังจากก่อนหน้านี้ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์&amp;nbsp; (มข.) และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ศึกษาแนวทางการเพิ่มความปลอดภัยทางถนนด้วยการใช้ยางพาราเป็นวัสดุหลัก&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถือเป็นอีกหนึ่งนโยบายสำคัญของกระทรวงคมนาคม ที่แปรมาสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม ในการนำ &amp;ldquo;ยางพารา&amp;rdquo; มาใช้ในภารกิจของกระทรวงที่มุ่งเน้นเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยบนถนน พร้อมทั้งสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยางอย่างเป็นธรรม ไม่เพียงเท่านั้นยังถือเป็นการใช้งบประมาณได้อย่างคุ้มค่า อีกทั้งยังกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคมากขึ้นด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นที่มาที่ทำให้ &amp;ldquo;ศักดิ์สยาม ชิดชอบ&amp;rdquo; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กำหนดนโยบายและภารกิจข้างต้นเป็นแผนงานเร่งด่วน และได้มีผลเห็นได้ชัดในปัจจุบัน อาทิ เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.2563 ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการการนำยางพารามาใช้ในภารกิจคมนาคม หลังจากกระทรวงคมนาคมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ลงนามความร่วมมือ (MOU) การนำอุปกรณ์ทางด้านการจราจรและอำนวยความปลอดภัยทางถนนที่ผลิตจากยางพาราไปใช้ประโยชน์ในหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยทางถนน ลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุ ช่วยเกษตรกรสวนยาง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับการดำเนินการนำยางพารามาใช้ในภารกิจคมนาคมนั้น ได้ผ่านการทดสอบจากสถาบันชั้นนำของโลก โดยมีการทดสอบการชนจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย และสถาบัน Korea Automobile Testing &amp;amp; Research Institute (KATRI) ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี พบว่าสามารถลดความรุนแรงของอุบัติเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ แบริเออร์แบบเดิมที่มีความสูง 90 เซนติเมตร (ซม.) ทำมุม 20 องศา จะสามารถรับแรงปะทะความเร็วของรถได้ 90 กิโลเมตร (กม.)/ชั่วโมง (ชม.) ขณะที่เมื่อนำยางพารามาแปรรูปเป็นแผ่นยางพาราหุ้มแบริเออร์คอนกรีต สามารถรับแรงปะทะได้เพิ่มขึ้น 30% หรือรถใช้ความเร็ว 120-130 กม./ชม. เมื่อปะทะแล้วจะไม่เกิดการพลิกคว่ำ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับแผนดำเนินงานนำผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 อย่างตามที่ระบุข้างต้น มาใช้ติดตั้งบนถนนของ ทล.-ทช.ทั่วประเทศ ภายในปี 2563-2565 ซึ่งจะไม่มีการทุบแบริเออร์คอนกรีตที่มีอยู่เดิม เป็นการนำมาใช้เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการเดินทางทางถนนมากขึ้น โดยจะมีการใช้งบประมาณ 85,624 ล้านบาท แบ่งเป็น แผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต (RFB) ระยะทางรวม 12,282 กิโลเมตร และหลักนำทางยางธรรมชาติ (RGP) จำนวน 1,063,651 ต้น ใช้น้ำยางพาราในปริมาณมากถึง 1 ล้านตัน สร้างรายได้ให้เกษตรกรถึง 71% หรือคิดเป็นผลตอบแทนกว่า 30,000 ล้านบาท เป็นการยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต้องยอมรับว่า การดำเนินการในครั้งนี้จะทำให้ราคายางพารามีเสถียรภาพอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันยังเป็นการใช้งบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าในอดีตด้วย นับว่าเป็นเรื่องราวดีๆ&amp;nbsp; กรณีเรื่องการนำยางพาราไปใช้ประโยชน์ในครั้งนี้ แน่นอนว่าจะช่วยเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคายางที่ตกต่ำ ยางล้นตลาด แล้วยังช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนของประชาชน ลดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินอีกด้วย.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;กัลยา ยืนยง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74963</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, กัลยา ยืนยง, คิกออฟใช้ “ยางพารา”</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
