<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119929</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟังด้วยสติ...ไม่มีอคติ...ก็คงได้ใจความ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;คนบางคนเกลียดลุงตู่เพราะลุงตู่ทำรัฐประหาร ทำให้พรรคของตนเองหมดอำนาจ บางคนเกลียดลุงตู่เพราะทำให้หัวหน้าพรรคที่ตนรักแบบสุดลิ่มทิ่มประตูต้องหลุดจากแวดวงการเมือง บางคนเกลียดลุงตู่เพราะได้เป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่มีพรรคของตนเองเข้าร่วมรัฐบาล บางคนเกลียดลุงตู่เพราะลุงตู่เป็นทหารที่จงรักภักดีต่อสถาบัน ทำให้พวกเขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศได้ บางคนเกลียดลุงตู่เพราะถูกครอบงำโดยคนที่ต้องการล้มลุงตู่เพื่อล้มล้างสถาบัน ความเกลียดชังลุงตู่ ไม่ว่าจะมาจากสาเหตุอันใด ทำให้พวกเขากลายเป็นคนมีอคติ จนไม่มีสติที่จะพิจารณาสิ่งที่ได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับการทำงานของลุงตู่ด้วยใจเป็นธรรม ลุงตู่ทำอะไรผิดหมด การออกมาตำหนิลุงตู่นั้น พวกเขาคิดอย่างเดียวว่าจะแซะ แขวะ ด่า ด้อยค่าลุงตู่ได้อย่างไร โดยไม่มองเลยว่าการพูดจาแสดงความคิดเห็นของเขานั้น วิญญูชนจะมองเขาอย่างไร จะถูกมองว่าตรรกะพิการ หรือเป็นการโชว์โง่ หรือเป็นความริษยาหรือเปล่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;เมื่อลุงตู่ออกมาแถลงเกี่ยวกับการเปิดประเทศ บางคนก็หาว่าลุงตู่ออกมา &amp;ldquo;เห่า&amp;rdquo; แล้วบอกว่าเสียเวลาดูทีวี บางคนก็บอกว่า &amp;ldquo;ถ้าจะมาพูดเรื่องเปิดประเทศอย่ามาพูดดีกว่า&amp;rdquo; บางคนก็หาว่าลุงตู่หมดปัญญาหาเงินฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ จึงเอาชีวิตของประชาชนมาเสี่ยง บางคนไม่มีปัญญาจะแย้งเนื้อหาที่ลุงตู่พูดก็ไปพูดถึงการพูดโดยไม่สบสายตาประชาชนที่อยู่หน้าจอ เอาแต่มองแผ่นกระดาษที่เขาเขียนข้อความให้อ่าน บางคนก็จงใจแย้งทุกเรื่องโดยไม่ฟังข้อความให้ครบถ้วนว่าการเปิดประเทศนั้นไม่ใช่การเปิดทั้งหมดโดยไม่มีเงื่อนไข เป็นการทยอยเปิด โดยแต่ละที่จะต้องมีความพร้อม และจังหวัดต่างๆ ที่จะเปิดก็ไม่ใช่ว่าจะเปิดทั้งจังหวัด เขาเปิดเฉพาะในบางอำเภอที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความพร้อม มีการกำหนดเงื่อนไขชัดเจนทั้งทางเราซึ่งเป็น supply side ผู้ให้บริการ และทางนักท่องเที่ยวที่เป็น demand side และเมื่อเข้ามาแล้วก็ยังมีมาตรการรองรับที่เป็นการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด เป็นการสร้างสมดุลระหว่างการดูแลเรื่องสุขภาพของประชาชนกับการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ทำมาหากิน ฟื้นฟูเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ที่จริงแล้วหลังจากที่ลุงตู่ประกาศว่าจะเปิดประเทศภายใน 120 วัน ซึ่งเป็นประมาณกลางเดือนตุลาคม 2564 แล้วลุงตู่จะตีเนียนทำเฉยไม่พูดอะไรเลยก็ได้ แต่ลุงตู่ก็ออกมาพูดให้เราเห็นภาพเรื่องการทยอยเปิดประเทศ ตั้งแต่การเปิด Phuket Sandbox ต้อนรับนักท่องเที่ยว และได้ผลดี ได้เงินมาเป็นหลายพันล้าน และมีพื้นที่อื่นทำตามด้วยความระมัดระวัง และเมื่อเราสามารถฉีดวัคซีนได้มากพอ เราก็จะเริ่มทยอยเปิดอีก เมื่อถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 ซึ่งมีเวลาอีก 2 สัปดาห์ ในวันที่ลุงตู่ออกมาแถลง หลายพื้นที่น่าจะมีความพร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น บางคนก็ยึดติดกับฉากทัศน์เดิมๆ (Scenario Trap) ว่าตอนนี้ยังมีคนติดวันละเป็นหมื่น การฉีดวัคซีนก็ยังไม่มากพอที่จะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ก็ไม่เถียงนะ ว่าเวลานี้ยังมีคนติดเป็นหมื่น และยังฉีดวัคซีนไม่มากพอที่จะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ แล้วไม่คิดบ้างเลยหรือว่า เรายังมีเวลาอีก 2 สัปดาห์ที่จะลดจำนวนคนที่ติดเชื้อ และเราจะฉีดวัคซีนได้เพิ่มขึ้น เมื่อถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 พื้นที่ไหนพร้อมก็เปิด พื้นที่ไหนไม่พร้อมก็ยังไม่เปิด ประชาชนที่ต้องการให้พื้นที่ของตนเองได้เปิดรับนักท่องเที่ยว ได้เปิดกิจการของธุรกิจต่างๆ ก็ต้องช่วยกันทำให้พื้นที่ของตนเองให้เป็นพื้นที่สีฟ้าที่จะเปิดรับนักท่องเที่ยวได้ และเปิดธุรกิจต่างๆ ทำมาหากินได้เป็นปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;สิ่งที่ลุงตู่พูดนั้น ถ้าหากตั้งใจฟังด้วยสติและไม่มีอคติ ก็จะรู้ว่าลุงตู่พูดอะไรที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพของประชาชน และการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการผ่อนปรนให้ธุรกิจต่างๆ ทำมาหากินได้เป็นปกติ โดยเป็นการจัดการที่เน้นความสมดุลทั้งสองอย่าง เราจะรอจนกว่าการแพร่ระบาดของโควิดหมดไปแล้วค่อยมาฟื้นฟูเศรษฐกิจคงไม่ได้ เพราะถ้าหากทำเช่นนั้น ประชาชนอาจจะไม่มีใครตายด้วยโควิดอีกต่อไป แต่จะอดตายเพราะไม่มีจะกิน ดังนั้นเราจึงต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตและการทำธุรกิจแบบ New normal เป็นการใช้ชีวิตที่ไม่ประมาท การ์ดไม่ตก รู้จักยับยั้งชั่งใจ ไม่ทำตามใจตัวเองไปทุกเรื่อง ไม่ทำสิ่งที่ทำให้ตนเองและคนอื่นที่อยู่รอบข้างกลายเป็นคนที่มีความเสี่ยงในการจะติดเชื้อโควิด บางคนก็เอามาล้อเลียนเย้ยหยันลุงตู่ว่า &amp;ldquo;เปิดพฤศจิกายน 2564 Lock down อีกครั้ง มกราคม 2565&amp;rdquo; พวกนี้ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ติดกับดักฉากทัศน์ ไม่ยอมเข้าใจว่าเรามีการฉีดวัคซีนมากขึ้น มีการเฝ้าระวังการติดเชื้อเป็น Cluster มากขึ้น มีมาตรการในการดูแลรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นการจะติดเชื้อเป็นสองหมื่นกว่าจนเป็นเหตุทำให้ต้อง Lock down อีกนั้นไม่น่าจะมีอีกแล้ว ยกเว้นประชาชนประมาทและไม่ทำตามมาตรการที่ ศบค.กำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ลุงตู่ไม่ได้ตัดสินใจเรื่องนี้เพียงลำพัง เรื่องสุขภาพของประชาชน ท่านก็ปรึกษาคณะหมอที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยา ไวรัสวิทยา และข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข ด้านเศรษฐกิจท่านก็ปรึกษานักธุรกิจระดับแนวหน้าของประเทศไทย แต่ละคนเป็นผู้ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ และมีตำแหน่งเป็นผู้นำสภาทางด้านธุรกิจ เป็นการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ ดังนั้นใครก็ตามที่พยายามหมิ่น ประณามหยามเหยียดลุงตู่ว่าเป็นคนไม่รู้อะไรเลย และพยายามจะแย้งลุงตู่ทุกเรื่องนั้น โปรดตระหนักด้วยว่าคุณไม่ได้แย้งลุงตู่ หรือด้อยค่าลุงตู่ คุณกำลังแย้งคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสาธารณสุข และแย้งนักธุรกิจที่เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจ ก่อนจะด่าจะแย้งว่ามาตรการต่างๆ ที่ลุงตู่ประกาศออกมาใช้ไม่ได้นั้น คิดให้ดีนะ คุณกำลังดูถูกใคร เหยียดหยามใคร คงไม่ใช่ลุงตู่เพียงคนเดียวแน่ๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ลุงตู่พูดชัดเจนว่าด้านสาธารณสุขท่านปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญทางด้านสาธารณสุข มาตรการต่างๆ ที่ประกาศออกมาก็เกิดจากการแนะนำของท่านเหล่านี้ ดังนั้นลุงตู่จึงขอให้ประชาชนให้ความร่วมมือ ด้วยการปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนด ตอนนี้ลุงตู่และเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขได้จัดหาวัคซีนมามากเพียงพอและมีการจัดฉีดที่มีประสิทธิภาพ ฉีดได้มากขึ้นในแต่ละวัน ขอให้ประชาชนเต็มใจพากันไปฉีด การเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว โดยไม่ต้องกักตัวก็มาจากคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข และเราก็ไม่ได้เปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวจากทุกประเทศ เราจะรับนักท่องเที่ยวที่มีความเสี่ยงต่ำ และเมื่อเข้ามาแล้วเราก็มีมาตรการที่จะควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด เมื่อรัฐบาลมีนโยบายที่ดี เจ้าหน้าที่ทำงานได้มีประสิทธิภาพ ประชาชนให้ความร่วมมือ เราก็คงจะเปิดประเทศได้อย่างปลอดภัย ธุรกิจต่างๆ ก็จะทำมาหากินได้จนเกือบจะเป็นปกติ เพียงแต่เราไม่ประมาท การ์ดอย่าตก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;บางคนยังตั้งข้อสงสัยว่า ในเมื่อให้นักท่องเที่ยวเข้ามาได้แล้วทำไมยังมี Curfew อยู่ โถๆๆๆๆ ก็เขายืดเวลาให้เป็น 5 ทุ่มแล้วไง คนส่วนใหญ่ที่ใช้ชีวิตแบบทำงานแล้วทำธุระโน่นนี่นั่น แล้วกลับบ้าน การกำหนดเวลากลับเข้าบ้านเวลา 5 ทุ่มน่าจะเพียงพอแล้ว คนที่อยู่นอกบ้านหลัง 5 ทุ่ม ส่วนใหญ่ (ไม่ใช่ทุกคนนะ) ก็มักจะเป็นคนที่เที่ยวกลางคืน และคนเที่ยวกลางคืนก็มักจะดื่มเหล้า แล้วอาจจะควบคุมพฤติกรรมตนเองไม่ได้ เสี่ยงกับการติดเชื้อโควิด เรื่องนี้น่าจะเข้าใจได้นะคะ.&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119929</URL_LINK>
                <HASHTAG>คิดเหนือกระแส, ดร.เสรี วงษ์มณฑา, ฟังด้วยสติ...ไม่มีอคติ...ก็คงได้ใจความ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e089fe009ecd.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119255</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โรคนี้มันร้ายกว่าโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;ตอนนี้มีโรคระบาดที่น่ากลัวกว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 แม้ว่าโรคนี้มีคนติดไม่มากเป็นพันเป็นหมื่น มีเพียงแค่หลักร้อย และโรคนี้ไม่ได้คร่าชีวิตคน แต่มันเป็นโรคที่เป็นอันตรายต่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศชาติ โรคที่ว่านี้เกิดกับข้าราชการบางคนที่มีตำแหน่งสูงในหน่วยงานต่างๆ นักวิชาการบางคนที่อาศัยภาพลักษณ์ของการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในการแสดงความคิดเห็น คนดังทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นนักร้องบางคน นักแสดงบางคน นักกีฬาบางคน สื่อมวลชนบางราย บุคคลที่มีชื่อเสียงในการนำเสนอข้อความบนพื้นที่ Social Media ที่เราเรียกพวกเขาว่า Yutuber บ้าง Net Idol บ้าง และที่เป็นกันมากตอนนี้ก็คือคนที่เข้าประกวดนางงามบางคน ก็ดูเหมือนจะเป็นโรคนี้กันมากทีเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;โรคที่ว่านี้อาจจะเรียกว่า &amp;ldquo;โรคกลัวเด็กเกลียด&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;โรคกลัวทัวร์ลง&amp;rdquo; การเป็นโรคนี้มีการแสดงออกที่อาจจะมีผลทำให้บ้านเมืองมีปัญหาด้านการพัฒนาและการดำรงรักษาวัฒนธรรมที่ดีงามของประเทศชาติ รวมทั้งการรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม อาการของคนที่เป็นโรคนี้สามารถเห็นได้จากการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นการให้สัมภาษณ์ การเขียนบทความ การแสดงความคิดเห็น การโพสต์ข้อความใน Social Media ลักษณะของเนื้อหาที่พวกเขาสื่อสารก็คือ พวกเขาจะแสดงการยอมรับการกระทำของเด็กๆ ที่ออกมาเรียกร้องเสรีภาพและความเป็นประชาธิปไตย ในลักษณะที่เราเรียกว่า &amp;ldquo;อวย&amp;rdquo; ไม่ว่าเด็กเหล่านั้นจะทำอะไรที่ไม่เหมาะสม ไม่ดีงามอย่างไร เขาจะไม่เห็น หรือไม่พูดถึง จะป่วนเมืองอย่างไร จะใช้อาวุธอะไร จะทำร้ายเจ้าหน้าที่ จะทำลายสิ่งของ จะเผารถตำรวจ เผาป้อมตำรวจ เผาพระบรมฉายาลักษณ์ เอาธงชาติลงจากเสา เอาธงแดงหรือธงดำชักขึ้นแทน จะกล่าวข้อความเท็จด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย จะจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ จะแสดงทัศนคติชังชาติ จะหมิ่นเจ้าพนักงานทั้งข้าราชการทางการเมือง ข้าราชการประจำ จะหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของใครต่อใคร พวกเขาจะมองไม่เห็น หรืออาจจะเห็นแต่ก็ไม่ตำหนิอะไรเลย ทั้งๆ ที่พวกเขาน่าจะมีวุฒิภาวะที่เหนือกว่าเด็กๆ ที่ทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมและผิดกฎหมาย พวกเขาไม่คิดจะตักเตือนหรือให้คำแนะนำใดๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ในทางตรงกันข้าม พวกเขามักจะพูดจาชมเชยเด็กๆ โดยไม่คำนึงถึงพฤติกรรมต่างๆ ที่เราได้พบเห็นกัน ทั้งสิ่งที่เกิดบนท้องถนนและสิ่งที่เกิดขึ้นบนพื้นที่ Social Media พวกเขาจะมองว่าเด็กๆ พวกนี้ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย และเรียกหาเสรีภาพของพวกเขาที่หายไป โดยไม่คำนึงเลยว่าการใช้เสรีภาพจะต้องมีขอบเขต จะต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ ที่เราใช้ในการจัดระเบียบสังคม ไม่ว่าจะเป็นจารีต ขนบธรรมเนียมประเพณี ศีลธรรม จริยธรรม คุณธรรม บรรทัดฐาน แบบแผน กฎหมายและความชอบธรรม เขาจะอ้างแต่เรื่องของสิทธิโดยไม่พิจารณาเลยว่าเด็กๆ กำลังใช้สิทธิเกินขอบเขต หรือกำลังทำสิ่งที่ผิดกฎหมายหรือไม่ นอกจากนั้นแล้วพวกเขายังชมอีกว่าเด็กๆ ที่ออกมานั้นเป็นคนที่กล้าหาญ กล้าพูดความจริงที่ผู้ใหญ่บางคนไม่กล้าพูด ทั้งๆ ที่หลายอย่างที่เด็กพูดนั้นเป็นความเท็จ ขอชมเชยเด็กๆ ว่าเป็นคนที่กล้าออกมากำหนดอนาคตของตนเอง ผู้ใหญ่ (ที่พวกเขามองว่าใกล้ตายแล้ว) ต้องถอยไป ให้เด็กๆ เขากำหนดอนาคตของพวกเขาเอง คนที่ชมเด็กๆ เหล่านี้เขาเห็นการกระทำของเด็กๆ ตอนนี้ เขาไม่ตั้งคำถามบ้างเลยหรือว่า &amp;ldquo;เราจะให้เด็กๆ ที่คิดแบบนี้ มีการกระทำแบบนี้ ขึ้นมานำพาประเทศได้อย่างไร&amp;rdquo; พวกเขาน่าจะเห็นได้ว่าเด็กๆ เหล่านี้ขาดวุฒิภาวะ มีวิธีการคิดที่แปลก ตรรกะมีปัญหา แล้วพวกเขาจะมาเป็นผู้นำได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นอกจากจะชมเด็กๆ อวยเด็กแบบให้ท้ายกันสุดๆ แล้ว พวกเขายังจะต้องแสดงรสนิยมว่าพวกเขา &amp;ldquo;ชอบ&amp;rdquo; สิ่งที่ &amp;ldquo;เด็กๆ ชอบ&amp;rdquo; แม้ว่าสิ่งที่เด็กชอบนั้นไม่เหมาะสมอย่างไร พวกเขาก็จะไม่กล้าตำหนิ เพราะถ้าหากไปตำหนิสิ่งที่ &amp;ldquo;เด็กชอบ&amp;rdquo; พวกเขาก็จะถูก &amp;ldquo;เด็กเกลียด&amp;rdquo; พวกเขากลัวเรื่องนี้มาก เมื่อมีเพลงที่ไม่เหมาะสมออกมา แล้วเด็กๆ พากันนิยม พวกเขาก็จะนิยมด้วย เมื่อมีดารา นักร้องออกมาพูดจาด้อยค่าประเทศชาติ ดูถูกประเทศไทย เด็กๆ ชอบ พากัน Share และ Retweet กันจำนวนเป็นแสนเป็นล้าน พวกเขาก็จะต้องแสดงอาการว่าพวกเขาก็ชอบการแสดงความคิดเห็นที่เรียกว่าเป็นการ Call out ของเหล่าบรรดาคนดังเหล่านั้น เมื่อมีพระสงฆ์ออกมาทำ Live Streaming พูดจาด้วยลีลาที่ไม่เหมาะสม เด็กๆ พากันนิยม เข้าไปติดตามดูกันเป็นแสน มีคนที่มองว่าพระสงฆ์ไม่ควรทำเช่นนั้น พวกเขาจะแสดงความคิดเห็นไปในทางที่ตรงกันข้าม ไม่ตำหนิพระสงฆ์ แล้วยังกล่าวชมเชยพระสงฆ์อีกว่าเป็นการปรับตัวตามยุคตามสมัย เป็นการสอนธรรมะให้แก่เยาวชนอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งๆ ที่ถ้าหากเอาทุกประโยค ทุกถ้อยคำมาพิจารณา เราจะพบว่า&lt;/p&gt;


	ไม่มีข้อความใดๆ ที่เป็นการสอนธรรมะ
	มีแต่การพูดจาตลกโปกฮา พร้อมทั้งการหัวเราะโดยไม่สำรวม
	มีการเชิญชวนให้โอนเงินในลักษณะเหมือนการท้าพนัน
	มีการ review ขายของด้วย
	มีการเสียดสีทางการเมือง (ด้วยข้อความที่เป็นเท็จและไม่รู้จริง)


&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ถ้าหากจะลองถามคำถามกันต่อไปว่า เด็กๆ ที่เข้าไปติดตามเป็นแสนๆ นั้น ได้เรียนรู้ธรรมะข้อใด ได้บทเรียนที่ดีงามสำหรับชีวิตบ้างหรือไม่ และเมื่อฟังแล้วเกิดแรงบันดาลใจอยากจะเป็นคนดีทั้งกาย วาจา ใจ และอยากจะทำสิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศล หลีกหนีห่างไกลอบายมุขหรือไม่ ท่านทั้งหลายคงจะตอบว่า ไม่เห็นมีบทเรียนด้านธรรมะแต่อย่างใด และเมื่อไม่มีบทเรียนทางธรรมอยู่ในการทำ Live Streaming เช่นนั้นแล้ว จะกล่าวว่านี่คือการสอนธรรมะสมัยใหม่ที่เป็นไปตามยุคตามสมัย ตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีได้กระนั้นหรือ เมื่อมีคนตำหนิการกระทำของพระสงฆ์และรอดูว่าคนที่มีหน้าที่กำกับดูแลพฤติกรรมการกระทำของพระสงฆ์จะว่าอย่างไร เราก็พบว่าทั้งพระและฆราวาสที่มีหน้าที่กำกับดูแลการกระทำของสงฆ์ ไม่มีใครตำหนิการกระทำของพระสงฆ์เลย จนทำให้พระสงฆ์ Review ขายสินค้าแล้ว แสดงภาพยนตร์แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ชัดเจนแล้วว่าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเราบางคน ในเวลานี้เป็นโรคกลัวเด็กเกลียดอย่างมาก อาการของโรคนี้ไม่ได้เป็นอันตรายกับตัวคนเป็นโรค แต่เป็นอันตรายต่อความเจริญของประเทศชาติ พวกเขาต้องกล่าวชมเชยการกระทำของเด็ก ไม่ว่าเด็กๆ จะทำอะไรก็ไม่ผิด เด็กเป็นคนฉลาด เด็กเป็นคนกล้าหาญ เด็กรู้ดีว่าเขาต้องการอะไร และผู้ใหญ่ต้องฟังเด็กพูด อย่าใช้กฎหมายจัดการกับเด็กๆ ที่ออกมาเรียกหาประชาธิปไตย พวกเขาจะต้องชอบในสิ่งที่เด็กๆ ชอบ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะดีหรือไม่ เหมาะสมหรือไม่ สิ่งใดเด็กว่าดี พวกเขาก็ต้องบอกว่าดี เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วท่านคิดว่าโรคนี้ร้ายกว่าการแพร่ระบาดของโควิดหรือเปล่าล่ะคะ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119255</URL_LINK>
                <HASHTAG>คิดเหนือกระแส, ดร.เสรี วงษ์มณฑา, โรคนี้มันร้ายกว่าโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e089fe009ecd.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118549</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สู้ด้วยข้อเท็จจริงอาจจะพอมีหวัง...แต่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;นักการเมืองบางคนที่ไม่ชอบรัฐบาล ต้องการที่จะล้มนายกรัฐมนตรีให้ได้ มีความพยายามหลายอย่าง ทั้งการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา ทั้งการให้คนในฝ่ายตนออกมาพูดจาให้สัมภาษณ์ เขียนข้อความลงใน Social media ทั้งแซะ แขวะ ด่าสารพัดเพื่อด้อยค่านายกรัฐมนตรี อีกทั้งยังมีนายใหญ่ออกมาพูดจายกตนข่มท่าน แสดงตนว่าเป็นคนเก่งอย่างนั้นอย่างนี้ สิ่งที่นายกรัฐมนตรีทำนั้นผิดหมด ไม่มีอะไรดีทั้งนั้น และยังมีกลุ่มคนนอกสภาทำการป่วนบ้านป่วนเมือง มีทั้งที่ออกมาชุมนุม และมีทั้งที่ออกมาป่วนบ้านป่วนเมืองเกินกว่าการชุมนุมตามสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ เพราะมีการใช้อาวุธ ใช้ความรุนแรง ทำผิดกฎหมาย และล่าสุดในการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็มีกระแสของความพยายามที่จะทำให้นายกรัฐมนตรีได้คะแนนไม่เพียงพอที่จะไปต่อ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;แม้ว่าจะไม่สามารถทำอะไรกับนายกรัฐมนตรีในการยกมือไม่ไว้วางใจในสภาแล้ว ก็ยังมีความพยายามที่จะเสี้ยมให้นายกรัฐมนตรีแตกแยกกับหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐอีกด้วย แม้ว่าเวลานี้ไม่มีความชัดเจนว่าทั้งสองคนนั้นยังรักใคร่กันดีหรือว่ากินแหนงแคลงใจกันไปแล้ว ความพยายามที่จะสร้างประเด็นของความแตกแยกก็ยังคงมีต่อไป เมื่อทั้งสองท่านไปลงพื้นที่ตรวจราชการเรื่องน้ำในวันเดียวกัน แต่คนละจังหวัด ก็มีคนพยายามตอกย้ำความขัดแย้ง บอกว่าไม่ไปด้วยกันแล้ว ต่างคนต่างไป และมีการนับจำนวน ส.ส.ที่ติดตามทั้งสองท่านด้วย พวกเขาคงจะมีความสะใจไม่น้อยเมื่อเห็นว่าจำนวน ส.ส.ที่ไปกับนายกรัฐมนตรีมีไม่ถึง 10 คน ในขณะที่มีคนติดตามหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐมากกว่า 50 คน เป็นความพยายามที่จะสื่อว่านายกรัฐมนตรีแย่แล้ว ส.ส.พลังประชารัฐไม่เอานายกรัฐมนตรีแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ความพยายามทั้งหมดเหล่านี้ดูเหมือนจะไม่เป็นผล เพราะว่านายกรัฐมนตรีท่านนิ่งมาก ไม่ให้ความสำคัญกับความพยายามเหล่านี้ ท่านตั้งหน้าตั้งตาทำงานแก้ปัญหาบ้านเมืองต่อไป แม้ว่าในการลงพื้นที่แต่ละพื้นที่จะมีกลุ่มคนไปรวมตัวกันต่อต้าน มีการกระทำที่รุนแรงและไม่เหมาะสม ท่านก็ไม่ได้แสดงอาการไม่พอใจคนเหล่านั้นแต่อย่างใด เพราะว่ายังมีกลุ่มคนที่พอใจการทำงานของท่าน และให้กำลังใจท่านด้วยการตะโกนให้ท่านสู้ๆ และบอกว่า &amp;ldquo;ลุงตู่อย่าท้อ&amp;rdquo; ท่านจึงได้แสดงเจตนาของท่านอย่างชัดเจนว่าท่านจะอยู่แก้ปัญหาของชาติต่อไป ใครจะรักหรือไม่รักท่านไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะสิ่งที่ท่านเห็นว่าสำคัญคือการแก้ปัญหาของประเทศชาติให้ประชาชนพ้นภัย ทั้งภัยที่เกิดจากโรคระบาด เศรษฐกิจที่ถดถอยเพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมทั้งปัญหาของน้ำท่วมที่หลายจังหวัดกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ในความพยายามที่จะด้อยค่านายกรัฐมนตรีนั้น หากใครติดตามข่าวสารบ้านเมืองอย่างใกล้ชิดก็จะพบว่าเรายังไม่เห็นความจริงเชิงประจักษ์ใดๆ ที่แสดงให้เห็นการทำงานที่ผิดพลาด ไม่เอาไหน เฮงซวย และทำด้วยความโง่เขลาเบาปัญญาอย่างที่ฝ่ายตรงกันข้ามรัฐบาลสร้างวาทกรรมกล่าวหานายกรัฐมนตรี ก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พวกเขาพูดว่าพวกเขามีข้อมูลเด็ดที่สามารถจะคว่ำนายกรัฐมนตรีได้ ประชาชนจำนวนหนึ่งก็ใจจดใจจ่อหวังจะได้เห็นความสามารถของฝ่ายค้านที่จะหาข้อมูลที่เป็นความจริงเชิงประจักษ์มาเล่นงานนายกรัฐมนตรี เพราะว่าก่อนวันอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาลทั้งในสภาและนอกสภา ต่างพากันคุยโอ่ว่ามีข้อมูลเด็ดที่นายกรัฐมนตรีจะต้องไปต่อไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;แต่แล้วในเวลาหลายวันที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคนอื่นๆ นั้น เราไม่ได้ยินเรื่องราวเชิงประจักษ์ใดๆ ที่แสดงให้เห็นความผิดพลาดหรือความล้มเหลวในการทำงานของนายกรัฐมนตรี สิ่งที่เราได้ยินนั้น ส่วนใหญ่ก็คือวาทกรรมที่เต็มไปด้วยคำคุณศัพท์ (adjectives) ที่เป็นการด้อยค่านายกรัฐมนตรี และบางคนก็ใช้ข้อมูลที่ไม่จริงบ้าง บิดเบือนบ้าง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจะล้มนายกรัฐมนตรีได้อย่างไร คำพูดที่ว่านายกรัฐมนตรีโกง แต่ไม่สามารถตรวจสอบได้นั้น แม้ที่จริงแล้วคือไม่มีการโกงหรือเปล่า เพราะถ้าหากมีการโกงจริงฝ่ายค้านน่าจะหาความจริงมาตีแผ่ได้ ถ้าหากสามารถหาความจริงว่านายกรัฐมนตรีโกงอย่างไร ฝ่ายค้านย่อมจะมีแนวร่วมในการขับไล่รัฐบาลได้ แต่ที่ผ่านมามีการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปหลายครั้งแล้ว ก็ไม่เห็นว่ามีความจริงเชิงประจักษ์อะไรได้ นอกจากนั้นก็จะมีการบิดเบือนแบบขัดแย้งกับความเป็นจริงหลายเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;middot; การกล่าวหาว่ารัฐบาลจัดการกับการแพร่ระบาดโควิดได้ไม่ดี ก็ไม่เป็นความจริง แม้ว่าจะมีการแพร่ระบาดที่รุนแรงในระลอกที่ 3 แต่ก็ถือว่ารัฐบาลยังมีความสามารถในการจัดการควบคุมการแพร่ระบาดได้ดีกว่าอีกหลายประเทศในโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;middot; การกล่าวหาเรื่องการจัดซื้อวัคซีน Sinovac ที่มีทั้งการด้อยค่าคุณภาพและประสิทธิภาพของวัคซีน รวมทั้งการกล่าวหาว่ามีเงินทอนก็ไม่เป็นความจริง เพราะ Sinovac นั้นใช้ในประเทศจีนที่สามารถจัดการกับโควิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรื่องเงินทอนก็เป็นการกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐานยืนยัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;middot; เรื่องการกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีเป็นคนโง่นั้น มันก็สวนกับความเป็นจริงที่ท่านเคยเป็นผู้บัญชาการทหารบกมาก่อน คนเรารับราชการมาจนเป็นหมายเลขหนึ่งของหน่วยงานราชการนั้น ถ้าหากโง่จริง คงไม่สามารถมาถึงตำแหน่งดังกล่าวได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;middot; การกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีอยู่มา 7 ปี ไม่มีผลงานก็ไม่จริง เพราะมีความจริงเชิงประจักษ์มากมายที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมีผลงานทั้งด้าน Logistics ด้านที่อยู่อาศัยของประชาชน ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งด้านการส่งออกและด้านการท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;middot; การสร้างวาทกรรมว่านายกรัฐมนตรีเป็นนักกู้และหารายได้เข้าประเทศไม่เป็นก็ไม่เป็นความจริง เพราะเรามีรายได้จากการส่งออกและรายได้จากการท่องเที่ยวที่ทำให้ประเทศไทย ไม่ได้ขาดทุนบัญชีเดินสะพัด และมีเงินทุนสำรองในอันดับต้นๆ ของโลก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;middot; การกู้เงินมานั้นก็มีเหตุผลที่ชัดเจน คือกู้มาเพื่อพัฒนาประเทศตามที่มีผลงานเชิงประจักษ์มากมาย และกู้มาเพื่อต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด การรักษาประชาชนที่เจ็บป่วย และกู้มาเพื่อการเยียวยาคนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด ตลอดจนการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;หากฝ่ายค้านต้องการให้ประชาชนเห็นความสามารถ และมองว่าฝ่ายค้านได้ทำงานที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชน ฝ่ายค้านคงจะต้องหาข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงให้มากกว่านี้ อย่าให้ประชาชนมองว่าฝ่ายค้านไม่มีผลงานเพื่อประชาชน ตอนนี้เป็นเวลาที่เราต้องช่วยกันผ่านวิกฤตโรคระบาดให้ได้ ไม้ใช่เวลาที่จะมาเล่นการเมืองไล่นายกรัฐมนตรี ถ้าหากมีข้อมูลดีกว่านี้อาจจะพอมีหวังนะคะ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118549</URL_LINK>
                <HASHTAG>คิดเหนือกระแส, ดร.เสรี วงษ์มณฑา, สู้ด้วยข้อเท็จจริงอาจจะพอมีหวัง...แต่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e089fe009ecd.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117825</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2021 21:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คิดตื้น...มองตื้นไปหรือเปล่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:center&quot;&gt;นับตั้งแต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ สิ่งที่เขาได้รับรู้จากข่าวสารที่ปรากฏ ทำให้หลายคนมองว่ามีความขัดแย้งกันในพรรคพลังประชารัฐแน่ๆ ลองมาร่ายเรียงกันดูว่ามีเหตุการณ์อันใดที่ทำให้สื่อมวลชนและประชาชนต่างก็พากันมั่นใจว่ามีรอยร้าวในพรรคพลังประชารัฐแน่ๆ และรอยร้าวดังกล่าวนี้ส่งผลให้สื่อมวลชนติดตามการกระทำของบุคคลที่หลายคนมองว่าเป็นต้นตอของความขัดแย้ง&lt;/p&gt;


	มีกระแสข่าวว่าจะมีการลงคะแนนเสียงไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี โดยมีการอ้างเบื้องบน และมีการอ้างเรื่องการทุ่มเงิน 2,000 ล้านเพื่อแจกกล้วย
	มีการให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีว่า ถ้าหากมีความพยายามที่จะโค่นท่านจริงก็ถือว่าเป็นการกระทำของคนที่ไม่ใช่สุภาพบุรุษ
	มีคนเข้า-ออกบ้านป่ารอยต่อกันหลายราย ทำให้คนคิดได้ว่าจะต้องมีการพูดคุยต่อรองกันระหว่างหัวหน้าพรรค สมาชิกพรรค และหัวหน้ารัฐบาล
	พรรคพลังประชารัฐมีการประชุมกันแม้ในวันที่จะมีการลงคะแนนเสียงว่าจะไว้ใจนายกรัฐมนตรีหรือไม่ แสดงว่ากระแสเรื่องความคิดที่จะล้มนายกรัฐมนตรีน่าจะมีอยู่จริง
	เมื่อมีการลงคะแนนเสียง นายกรัฐมนตรีได้คะแนนน้อยกว่ารัฐมนตรีที่มาจากพรรคร่วม น้อยกว่ารัฐมนตรีกระทรวง DES มากกว่ารัฐมนตรีกระทรวงแรงงานเพียงคนเดียว
	หลังจากจบการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว นายกรัฐมนตรีปลดรัฐมนตรี 2 คน ทั้ง 2 คนมีตำแหน่งสำคัญในพรรคพลังประชารัฐ คนหนึ่งเป็นเลขาธิการพรรค อีกรายหนึ่งเป็นเหรัญญิกพรรค ตามกระแสข่าวบอกว่าการปลดครั้งนี้นายกรัฐมนตรีไม่ได้แจ้งให้หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐทราบ ดังนั้นโอกาสที่จะมีเคืองกันบ้าง ก็น่าจะเป็นไปได้
	หลังจากถูกปลดแล้ว อดีตรัฐมนตรีบอกว่าจะกลับไปดูแลประชาชนในท้องถิ่น และตอนนี้ใจไม่อยู่แล้ว ทำให้หลายคนคาดการณ์ว่าในการประชุมพรรคพลังประชารัฐน่าจะมีการเปลี่ยนตัวเลขาธิการพรรค แต่เหตุการณ์หาเป็นเช่นนั้นไม่ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐยังเป็นคนเดิม และให้สัมภาษณ์ว่าจะอยู่ช่วยงานหัวหน้าพรรค


&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;เหตุการณ์ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้สื่อมวลชน และประชาชนจำนวนหนึ่งมองว่าความสัมพันธ์ของ 3 ป. ไม่น่าจะเหมือนเดิม แต่เจ้าตัวก็บอกว่ารักกันมานาน ทำงานร่วมกันมานาน กินนอนด้วยกันมานาน ไม่มีทางที่จะแตกแยกกัน กองเชียร์นายกรัฐมนตรีก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น แต่ก็อดหวั่นไหวไม่ได้ เมื่อติดตามข่าว และการวิเคราะห์ของสำนักข่าว และกูรูทางการเมืองทั้งหลาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;และแล้วก็มีเหตุการณ์มาตอกย้ำความเชื่อของคนที่มองว่า 3 ป.นั้น มีความสัมพันธ์ไม่เหมือนเดิมแล้ว เพราะการลงไปดูแลแก้ปัญหานั้น สองคนไม่ได้ไปด้วยกัน ออกไปดูงานในวันเดียวกัน แต่ไปคนละจังหวัด เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เลยทำให้สื่อมวลชนและประชาชนจำนวนหนึ่งมองว่า 3 ป.แตกกันแล้วแน่นอน เพราะ 2 ป.ไปทาง อีก 1 ป.ไปอีกทาง เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เลยทำให้มีคนใช้ตัวเลขของ ส.ส.ที่ตาม 2 ป.ไปดูงานเรื่องการจัดการน้ำ โดยเอาตัวเลขของจำนวน ส.ส.ว่าติดตามนายกรัฐมนตรีไปกี่คน และติดตามหัวหน้าพรรคไปกี่คน เป็นการใช้จำนวน ส.ส.ที่ติดตามแต่ละ ป. ว่าเป็นการลองกำลังกันของ 2 ป. ความคิดดังกล่าวนี้อาจจะเป็นการมองที่ตื้นเกินไป ควรจะพิจารณาให้ถ้วนถี่กว่านี้ โดยดูจากสถานะของแต่ละ ป. แล้วก็น่าจะเข้าใจได้ว่า ส.ส.ที่ไม่มีตำแหน่งรัฐมนตรีควรตามหัวหน้าพรรคมากกว่าตามนายกรัฐมนตรี&lt;/p&gt;


	นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร และไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ดังนั้นไม่ควรจะมีบทบาทในการควบคุมคนในพรรคพลังประชารัฐ ครอบงำคนในพรรคพลังประชารัฐ
	คนที่ตามนายกรัฐมนตรีน่าจะเป็นรัฐมนตรีที่เป็นฝ่ายบริหารด้วยกัน และ ส.ส.ในพื้นที่ร่วมกับ ส.ส.ในพื้นที่ใกล้เคียงที่จะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมที่เพชรบุรี
	ถ้าหากมี ส.ส.นอกพื้นที่มากับนายกรัฐมนตรี แล้วนายกรัฐมนตรีเผลอไปสั่งงาน ส.ส.เหล่านั้นที่ไม่มีตำแหน่งรัฐมนตรี พรรคพลังประชารัฐจะตกที่นั่งลำบาก อาจจะถูกร้องว่าปล่อยให้คนนอกที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคมาครอบงำ มาสั่งการคนในพรรคให้ทำโน่นทำนี่ กฎหมายห้ามเรื่องนี้เอาไว้ ดังนั้น ส.ส.นอกพื้นที่ก็ไม่ควรตามนายกรัฐมนตรีไปหรอกนะ
	ส.ส.ที่ตามหัวหน้าพรรคไปนั้น ถ้าหากหัวหน้าพรรคมอบหมายงาน สั่งให้ทำโน่นทำนี่ ก็จะเป็นการกระทำที่ถูกต้อง เพราะหัวหน้าพรรคย่อมสามารถสั่งงานลูกพรรคได้


&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ฝ่ายค้านที่กำลังกระหยิ่มยิ้มย่องมองว่า 3 ป.แตกกันแล้ว ไม่มีพลังความแข็งแกร่งแล้ว ติดตามดูนานๆ ดีกว่า อย่าเพิ่งตีปีกดีใจไป อย่าลืมว่า 3 ป. ท่านเป็นทหาร ท่านเรียนเรื่องการวางยุทธวิธีในการรบมา ท่านก็คงสามารถนำเอาความรู้เกี่ยวกับเรื่องการวางยุทธศาสตร์ในการรบมาใช้กับการวางยุทธศาสตร์ทางการเมืองได้ ส่วนวางแล้วจะแพ้หรือชนะ มีมิติอื่นๆ ที่จะต้องมองกัน&lt;/p&gt;


	นายกรัฐมนตรีจะเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เพื่อให้สามารถกำกับและควบคุมพฤติกรรม ส.ส.ของพรรคให้ดีกว่านี้ไหม
	นายกรัฐมนตรีจะตั้งพรรคใหม่หรือไม่ และถ้าหากนายกรัฐมนตรีตั้งพรรคใหม่ ไม่มีรายชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในนามพรรคพลังประชารัฐแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นกับคนที่ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคพลังประชารัฐ อย่าลืมว่าหลายคนที่เป็น ส.ส.ในนามพรรคพลังประชารัฐอยู่ในตอนนี้ชนะได้ เพราะประชาชนต้องการให้พลเอกประยุทธ์มาเป็นรัฐมนตรีนะ 
	นายกรัฐมนตรีจะล้างมือในอ่างทองคำ แล้วกลับไปพักผ่อนอยู่บ้านอย่างมีความสุขกับครอบครัว ไม่ต้องมาทนให้คนหยาบช้าด่าด้วยถ้อยคำที่หยาบๆ คายๆ อย่างเช่นทุกวันนี้ หรือว่าท่านยังเป็นห่วงปัญหาบ้านเมืองที่ยังแก้ไขไม่หมด ท่านจะต้องเดินหน้าเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย ปัญหาที่น่าคิดคือ ถ้าท่านจะไปต่อ ท่านจะเข้ามาในวิธีใด อย่ามองแค่ 3 ป. แยกกัน ไปดูงานเรื่องน้ำคนละจังหวัดในวันเดียวกันว่าเป็นการแตกแยกของ 3 ป. หรือเป็นการประลองกำลังกันระหว่าง 2 ป. เขาอาจจะรวมกันอยู่ แต่ก็แยกกันทำงาน เพื่อให้ได้งานที่มากขึ้น สิ่งที่ประชาชนต้องห่วงเวลานี้คือ &amp;ldquo;จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อจะต้องลงคะแนนเสียงด้วยบัตร 2 ใบ&amp;rdquo;. 

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117825</URL_LINK>
                <HASHTAG>คิดตื้น...มองตื้นไปหรือเปล่า, คิดเหนือกระแส, ดร.เสรี วงษ์มณฑา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e089fe009ecd.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117116</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มองประเทศไทยในแง่ดี...อย่างมีความหวัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;แม้ว่าประเทศไทยต้องเผชิญกับความรุนแรงของการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในระลอกที่ 3 แต่เราก็สามารถที่จะต่อสู้กับปัญหานี้ได้ด้วยความร่วมมือกันเป็นอย่างดีระหว่างรัฐบาล เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองทั้งระดับกลาง ระดับภูมิภาค และระดับท้องถิ่น รวมทั้งประชาชน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการหรือผู้บริโภค เราอาจจะมีปัญหาอยู่บ้างกับผู้ประกอบการที่เห็นแก่ได้ ทำธุรกิจฝ่าฝืนมาตรการที่ ศบค.กำหนด ผู้บริโภคที่ยังคงทำการฝ่าฝืนมาตรการของ ศบค.และทำผิดกฎหมาย จัดงานเลี้ยง ตั้งวงกินเหล้า ตั้งวงเล่นการพนัน ไม่ใส่หน้ากาก ไม่ให้ความสำคัญกับการเว้นระยะห่าง ยังออกไปในที่มีคนแออัดหนาแน่นโดยขาดความระมัดระวัง รวมทั้งคนที่ไม่ยอมฉีดวัคซีน เพราะยังคงเชื่อถ้อยคำที่มีการด้อยค่าความมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีนที่นำเสนอโดยกลุ่มคนที่ไม่หวังดีต่อประเทศชาติ มีแรงจูงใจทางการเมืองที่ต้องการโค่นล้มรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;เวลานี้สถานการณ์ดีขึ้นมาก ถ้าหากเราติดตามข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องของการแพร่เชื้อโควิด-19 และการจัดการฉีดวัคซีน การจัดการดูแลรักษาคนที่ติดเชื้อ เราก็จะพบว่าเราจัดการได้ดี เรากำลังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว มีข้อมูลที่ทำให้เราสามารถมองโลกในแง่ดี และรู้สึกสบายใจขึ้นได้บ้าง แม้ว่าเรายังรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยคนที่ติดเชื้อ และเสียใจกับคนที่ต้องเสียชีวิต ท่ามกลางความห่วงใย และความเสียใจกับการสูญเสียต่างๆ ที่เกิดขึ้น เราจะได้เห็นสถิติและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ที่ทำให้เราเบาใจได้ในหลายๆ ประเด็น&lt;/p&gt;


	จำนวนคนติดเชื้อลดลงอย่างต่อเนื่องทุกๆ วัน อาจจะมีที่เหวี่ยงกลับมาบ้างเพียงบางวันเท่านั้น
	จำนวนคนที่รักษาหายจะมากกว่าจำนวนคนที่ติดเชื้อแทบทุกวันเป็นเวลาเป็นเดือนแล้ว
	จำนวนคนที่กำลังรักษาลดลงอย่างรวดเร็ว และส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในโรงพยาบาล แต่อยู่ในโรงพยาบาลสนามบ้าง กักตัวอยู่ที่บ้านบ้าง (Home isolation) อยู่ที่ศูนย์พักคอยบ้าง (Com0munity isolation) ประเด็นดังกล่าวนี้ผ่อนคลายปัญหาเรื่องการครองเตียง และการหาเวชภัณฑ์ให้เพียงพอสำหรับรักษาคนไข้ติดเชื้อ
	คนที่ป่วยหนักมีจำนวนลดลงต่ำกว่า 4,000 คนแล้ว และคนที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจลดลงมาอยู่ที่หลัก 800 เป็นกลุ่มคนที่เราเป็นห่วง และเอาใจช่วยให้พวกเขารอดปลอดภัย
	คนที่ตรวจพบว่าติดเชื้อ ได้รับยาเร็วขึ้น ทำให้เป็นคนไข้สีเขียว และมีโอกาสที่จะรักษาหายได้เร็ว ไม่พัฒนาเป็นคนไข้สีเหลืองและสีแดง
	แม้ว่ากรุงเทพฯ จะเป็นเมืองที่มีคนติดเชื้อมากที่สุด แต่ก็ลดลงมาอยู่ที่ 2,000 กว่า จากที่เคยขึ้นถึง 5,000 กว่า ส่วนจังหวัดในอันดับ 2-10 ก็มีจำนวนผู้ติดเชื้อน้อยกว่าหลัก 1,000 แล้ว


&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;นอกเหนือจากสถานการณ์ของการแพร่ระบาดของเชื้อโควิดจะดีขึ้นแล้ว สถานการณ์ด้านการฉีดวัคซีนก็ดีขึ้นมาก ปัญหาเรื่องการเลื่อนนัด เพราะวัคซีนมีไม่เพียงพอ ได้หมดไปแล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;


	เรามีวัคซีนเข้ามามากขึ้น และมาเร็วขึ้น ที่ได้สั่งซื้อและสัญญาว่าจะส่งภายในปีนี้มีจำนวนสูงถึง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 140 ล้านเข็ม และที่เคยบอกว่าจะมาในเดือนตุลาคมนั้น บางรายจะมาปลายเดือนกันยายนนี้ และตอนนี้เรามีวัคซีนครบทุกสูตรแล้ว ไม่ว่าจะเป็นวัคซีนเชื้อตาย (Sinovac และ Sinopharm) วัคซีน Viron Vector (Astra Zeneca) และวัคซีน mRna (Pfizer) ทั้งหมดนี้เป็นวัคซีนที่รัฐบาลจัดหามาให้ประชาชนฉีดฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย และยังมี Moderna เป็นวัคซีนทางเลือกที่เอกชนสามารถนำเข้ามาฉีดให้กับคนที่ยินดีที่จะจ่ายเงินฉีด อาจจะเป็น 2 เข็มแรก หรือเป็น Booster dose1 เข็มที่ 3
	การจัดฉีดวัคซีนมีประสิทธิภาพดีขึ้นมาก ในวันธรรมดาสามารถฉีดได้ประมาณ 600,00-900,000 กว่าเข็ม ในวันเสาร์และอาทิตย์สามารถฉีดได้ประมาณ 200,000 ถึง 400,000 เข็ม ทำให้สามารถฉีดได้เฉลี่ยวันละ 500,000 เข็ม ทำให้มองเห็นความเป็นไปได้ที่จะทำให้มีประชากรที่ได้ฉีด 2 เข็มเกินกว่า 70% ภายในสิ้นปีนี้ และสามารถเปิดประเทศรองรับนักท่องเที่ยวได้ ธุรกิจต่างๆ สามารถดำเนินการทำมาหากินฟื้นฟูธุรกิจได้
	ประชาชนมีความเต็มใจที่จะฉีดวัคซีนกันมากขึ้น หลังจากที่เคยหวั่นวิตกกับผลข้างเคียง และคิดว่าการฉีดวัคซีนไม่มีความปลอดภัย บัดนี้คนส่วนใหญ่เข้าใจแล้วว่าการฉีดนั้น แม้จะมีผลข้างเคียงบ้าง แต่ก็เกิดกับคนส่วนน้อย และไม่เป็นอันตราย ใช้เวลา 2-3 วันก็สามรถหายเป็นปกติได้ และยังเข้าใจแล้วว่าการฉีดวัคซีน แม้จะไม่ป้องกันการติดเชื้อ 100% แต่ก็ป้องกันไม่ให้ป่วยอาการหนัก และไม่เสียชีวิตเพราะโควิดแน่ๆ
	หมอของเราเก่งสามารถคิดสูตรการฉีดไขว้ต่างยี่ห้อได้ ที่ทำให้มีภูมิคุ้มกันสูง และยังลดเวลาการฉีดระหว่างเข็ม 1 และเข็ม 2 ทำให้ประชากรจะได้รับวัคซีน 2 เข็มเร็วกว่าเดิม
	ขณะนี้มีวัคซีนที่สามารถฉีดให้กับเด็กอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปแล้ว ทำให้เยาวชนอายุ 12-18 ปี มีโอกาสที่จะได้ฉีดวัคซีนแล้ว โดยที่พ่อแม่จะต้องยินยอมที่จะให้ลูกได้รับการฉีดวัคซีน


&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:18.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สถานการณ์ทั้งการควบคุมการแพร่ระบาดได้ดี เพราะความร่วมมือของทุกฝ่าย และสถานการณ์ของการจัดการฉีดวัคซีนอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้รัฐบาลและ ศบค.ตัดสินใจที่จะปรับมาตรการต่างๆ ทางด้านสาธารณสุขเพื่อเปิดโอกาสให้ธุรกิจต่างๆ ทยอยเปิดทำการได้ การเปิดจังหวัดต่างๆ เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ได้รับวัคซีน 2 เข็มแล้ว ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศก็จะทยอยเปิดไปเรื่อยๆ ตามความพร้อมของแต่ละพื้นที่ ทำให้เศรษฐกิจเริ่มที่จะฟื้นตัวแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:18.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยังคงมีคนบางคน บางกลุ่ม (ส่วนใหญ่เป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาล) มักจะปรามาสว่าประเทศไทยเราจัดการควบคุมการแพร่ระบาดของวิดได้ไม่ดี การจัดการฉีดวัคซีนก็ไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นเราไม่มีทางที่จะเปิดประเทศได้ตามเวลาที่กำหนด ถ้าหากมีการเปิดประเทศ ก็เพราะรัฐบาลจนตรอก ไม่มีทางหาเงินในทางอื่นได้ จึงจำเป็นต้องหาเงินจากการท่องเที่ยว และทำให้ประชาชนเสี่ยงกับการติดโลก ก็ต้องขอบอกว่าคนพวกนี้นอกจากจะมีอคติและต้องการด้อยค่าการทำงานของรัฐบาลแล้ว ยังเป็นคนที่ติดกับดักฉากทัศน์เดิมๆ (Scenario Trap) ในช่วงเวลาที่เรามีวัคซีนไม่เพียงพอ การจัดการฉีดยังไม่ปลอดภัย และไม่มีประสิทธิภาพ มีการเลื่อนนัดบ่อยๆ และประชาชนยังมีความลังเล ไม่ยอมฉีดวัคซีน ในเวลานี้ฉากทัศน์ดังกล่าวนั้นไม่มีแล้ว มีการเปลี่ยนแปลงที่ก่อให้เกิดฉากทัศน์ใหม่ที่อะไรๆ ก็ดีกว่าเดิม คนที่ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและไม่มีอคติก็จะรู้ เราจะมองประเทศไทยในแง่ดีและมีความหวังกันนะคะ.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:18.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:18.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:18.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:18.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:18.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:0cm; margin-left:18.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117116</URL_LINK>
                <HASHTAG>คิดเหนือกระแส, ดร.เสรี วงษ์มณฑา, มองประเทศไทยในแง่ดี...อย่างมีความหวัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e089fe009ecd.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116384</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ควรพิจารณาทั้งลีลาและสาระ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;การที่ใครจะสื่อสารดีหรือไม่ เราต้องพิจารณาทั้งเนื้อหาและลีลา สำหรับลีลานั้น ใครจะชอบลีลาแบบไหน ก็สุดแต่รสนิยม เรื่องนี้เป็นเสรีภาพของความคิด ใครจะชอบลีลาแบบไหน ไม่ควรเอามาเถียงกัน แต่เนื้อหานั้น มีทั้งจริงและเท็จ มีทั้งใช่และไม่ใช่ มีทั้งผิดและมีทั้งถูก หากลีลาดี แต่พูดเท็จ พูดผิดจากความจริง พูดสิ่งที่ไม่ใช่ เราก็ไม่ควรที่จะยอมรับ อย่าเอาลีลามาอยู่เหนือเนื้อหา คนลีลาไม่ดี แต่เนื้อหาดี น่ายกย่องมากกว่าคนที่ลีลาดี แต่เนื้อหาเป็นเท็จ ไม่ถูกต้อง ตามหลักการของวาทวิทยาและการสื่อสารที่ว่า Content before form, not form before content &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;นอกจากเนื้อหาแล้ว การเลือกใช้คำก็เช่นเดียวกัน คำพังเพยของไทยที่บอกว่า &amp;ldquo;สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล&amp;rdquo; ยังคงเป็นเรื่องที่ใช้ได้ในการจะประเมินคนที่สื่อสารสาธารณะในปัจจุบัน การพูดถึงคนอื่น ต้องไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย หยาบโลน ที่ทั้งแสดงคุณลักษณะของผู้พูด อีกทั้งยังเป็นการด้อยค่าความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น ซึ่งเป็นการไม่สมควร การจะพูดอะไร ควรจะคิดถึงผลกระทบที่เกิดกับคนอื่นด้วย โดยเฉพาะผลกระทบเชิงลบที่พวกเขาไม่ควรจะได้รับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;สุดท้ายแล้ว เรื่องของลีลา มันคือเรื่องของรสนิยม ใครจะชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เป็นเรื่องที่อย่าเอามาเถียงกันเลย ใครชอบสิ่งที่เราไม่ชอบ ก็เรื่องของเขา ไม่ว่ากัน แต่จากรสนิยมของใครคนใดคนหนึ่ง เราก็พอจะอนุมานได้ว่าเขาเป็นคนเช่นไรจากรสนิยมของเขา และเราก็สามารถพิจารณาได้ว่า เราควรเป็นเพื่อนเขาหรือไม่ เพราะรสนิยมก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องพิจารณาในการตัดสินใจว่าเราควรจะตบกับใครหรือไม่ หรือจะคบแบบไหน แบบเพื่อนร่วมงาน หรือแบบเพื่อนทางสังคม และรสนิยมที่ต่างกันก็อาจจะส่งผลว่าเราจะคบกับใครสนิทสนมแค่ไหนอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;นอกจากนั้น ในการสื่อสารนั้น ผู้สื่อสารควรตระหนักรู้บทบาท หน้าที่ และสถานะของตนด้วย และควรจะรู้บรรทัดฐาน (norm) ของแต่ละบทบาท แต่ละสถานะว่าเราควรพูดอะไรด้วยลีลาแบบใดด้วย เราไม่ควรสื่อสารโดยไม่ใส่ใจบรรทัดฐานการกระทำของสถานะ เพราะมันคือสิ่งที่กำหนดความไม่เหมาะสมหรือไม่เหมาะสมกับสถานะ แต่ละบทบาทในสังคม การไม่ใส่ใจบรรทัดฐานของสถานะ แม้ว่ามันไม่ใช่ความผิด แต่มันก็เป็นความไม่เหมาะสมที่โลกอาจจะติเตียนได้ บางคนอาจจะไม่สนใจการติเตียน เพราะถือว่าตนเองทำตามใจตน นั่นก็แสดงว่าคนคนนั้นไม่ใส่ใจความรู้สึกของใครทั้งนั้น เมื่อเราทั้งหลายเป็นสัตว์สังคม เราจะเป็นตัวของตัวเองจนสุดโต่ง โดยไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่นเลยคงจะไม่เหมาะ เราควรจะคิดถึงบรรทัดฐานสังคมบ้าง อย่างน้อยก็ในระดับที่ทำให้เรารู้จักจำกัดการตามใจตัวเองลงบ้าง ถ้าต้องการทำตามใจตัวเองโดยไม่สนใจใคร แล้วใครจะว่าอะไรได้ล่ะ ก็เอาตามที่สบายใจก็แล้วกันนะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;การสอนธรรมะแบบใหม่ ใช้เทคโนโลยีทันสมัย เป็นเรื่องที่น่ายกย่อง ถ้าหากว่าคนที่สอนมีความตั้งใจที่จะสอนธรรมะให้น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำให้วัยรุ่นสนใจธรรมะ เข้าถึงธรรมะ ไม่ว่าจะใช้ลีลาอะไรก็ตาม เมื่อเราตั้งใจจะสอนธรรมะ เนื้อหาที่นำเสนอภายใต้ลีลาในการนำเสนอนั้นจะต้องมีบทเรียนธรรมะแฝงไว้อย่างชัดเจน คนฟังจะต้องได้บทเรียนที่เป็นธรรมะสอนใจให้คิดดี ทำดี การแซะ แขวะรัฐบาล ไม่ใช่การสอนธรรมะ การด้อยค่าวัคซีนไม่ใช่การสอนธรรมะ การรีวิวขายอาหารเสริมไม่ใช่ธรรมะ การเล่นเกมโดยยอมทำอะไรบางอย่างตามที่มีคนบอกให้ทำอะไร แล้วยอมทำตามที่เขาขอมา เพื่อให้คนที่ขอให้ทำจ่ายเงินบริจาคให้ คงไม่ใช่ธรรมะ แต่เหมือนการพนันมากกว่า การเชิญชวนให้คนบริจาคที่ไม่มีการบอกว่าเงินบริจาคเอาไปทำอะไร ไม่ใช่ธรรมะ ถ้าสอนธรรมะ เนื้อหาที่เป็นธรรมะ น่าจะต้องมากกว่าข้อความที่เป็นการส่อเสียด เย้ยหยัน ถากถาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงความคิดเห็นบนพื้นฐานความเท็จและไม่รู้จริง ถ้าสอนธรรมะ คนฟังน่าจะได้บทเรียนทางธรรมมากกว่าการได้รับความบันเทิง ถ้าสอนธรรมะ คนพูดก็ต้องมีธรรม อย่างน้อยรักษาศีลข้อ 4 ให้ได้ด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;การที่มีวัยรุ่นสนใจการนำเสนอ ลองตั้งคำถามดูว่าพวกเขาสนใจเนื้อหาของธรรมะ หรือชอบมุกของการพูดจา ส่อเสียด เย้ยหยันผู้มีอำนาจ สะใจที่ได้ยินผู้มีอำนาจโดนด้อยค่า สะใจที่มีคนด่ารัฐบาล ขอย้ำว่าลีลาไม่ใช่ปัญหา อยากจะใช้ลีลาใดในการนำเสนอก็อยู่ที่รสนิยมของผู้เสนอ และลีลาการนำเสนอใดจะได้รับความนิยมหรือไม่ก็อยู่ที่รสนิยมของผู้รับสาร ลีลาอาจจะประเมินด้วยรสนิยม แต่เนื้อหาจะประเมินด้วยรสนิยมอย่างเดียวคงไม่ได้ ต้องมองด้วยว่าเนื้อหานั้นจริงหรือไม่ ถูกต้องหรือไม่ สมเหตุสมผลหรือไม่ ถ้าเอาความนิยมอยู่เหนือความถูกต้อง สังคมก็ก้าวสู่ความเสื่อมและอาจบรรลัยได้ในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;จากพระ 2 รูปมีชื่อเสียงโด่งดังมาหลายปี จนท่านอาจลืมตัวเอง ยั้งกิริยาไม่อยู่ เล่นจนเกินงามตามความนิยมของคนที่ติดตามท่าน จนพระผู้ใหญ่บางท่านออกมาเตือนให้ลดกิริยาที่เกินเลยลง ท่านก็น่าจะฟัง เพราะถ้ามีคนติเตียนกันมาก ย่อมแสดงว่าท่านล้ำเส้นการเทศน์ให้สนุกสนานจนเกินงาม ท่านควรคิดถึงสิ่งที่ท่านใช้ในการหุ้มกายที่เครื่องแบบในการบอกสถานะของท่านบ้าง เครื่องแบบบางอย่างก็มีข้อกำหนดเรื่องความสำรวม และการเดินทางสายกลางอย่างพอเหมาะพอดี ก็เป็นคำสอนที่คนใส่เครื่องแบบดังกล่าวนั้นควรพึงสังวรไว้บ้าง อย่าใช้รสนิยมของความขำมาเป็นตัวชี้นำพฤติกรรมให้อยู่เหนือคำว่าวินัยของเครื่องแบบ ที่ไม่ควรเอามุกที่คนที่เขาไม่ได้ใส่เครื่องแบบดังกล่าวมาเล่น การได้เสียงฮาในการสอนธรรมะ ไม่น่าจะเป็นเป้าหมายของการเผยแผ่พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;การอ้างว่าแฝงด้วยสาระที่เป็นธรรมะ ลองพิจารณาดูว่ามันมีเนื้อหาที่เป็นธรรมะสอนใจอยู่มากน้อยแค่ไหน การแฝงเนื้อหาอันเป็นสาระแห่งธรรมลงไปในมุกตลกนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าสติปัญญายังไม่ถึง วาทวิทยายังไม่แก่กล้า ศิลปะของการเทศน์ยังไม่ได้ระดับ มีแต่มุกตลกแบบตลกคาเฟ่ ก็ยากที่จะให้คนยอมรับว่าเป็นการเล่นตลกแฝงธรรมะที่แยบยล การแฝงธรรมะในมุกตลกไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะธรรมะเป็นของสูง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ต้องมีปัญญาในระดับที่สูงพอจึงจะทำได้โดยไม่ถูกติเตียน เคยลองถามตัวเองบ้างไหมว่า ถ้าไม่ใช่พระ เล่นตลกแบบนี้จะมีคนตามเท่านี้ไหม คนที่ตามดู สนใจธรรมะหรือชอบใจที่พระด่าการเมือง แซะรัฐบาล ถูกจริตคนที่ตามดู โดยไม่เกี่ยวอะไรกับการเรียนรู้ธรรมะเลยแม้แต่น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ในการตลกดังกล่าวนั้นมีการแฝงธรรมะอะไรบ้าง คนที่เข้าดูนั้นได้ข้อคิดเรื่องธรรมะอะไรบ้าง คนที่เข้าฟังนั้นสนใจธรรมะมากขึ้นกว่าเดิมจริงหรือ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;คนที่เข้ามาดูพระ live streaming นั้นจะเข้าวัดเพิ่มขึ้นไหม จะทำบุญเพิ่มขึ้นไหม การโอนเงินให้ 2 พส.นั้นเป็นการทำบุญหรือเป็นอะไรกันแน่.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116384</URL_LINK>
                <HASHTAG>ควรพิจารณาทั้งลีลาและสาระ, คิดเหนือกระแส, ดร.เสรี วงษ์มณฑา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e089fe009ecd.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115613</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เมื่อ IO ถูก Hijack</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;คำว่า Hijack ที่ใช้กับการบิน หมายถึงการที่นักบินถูกบังคับให้พาเครื่องบินไปยังเมืองที่ไม่ได้ตั้งใจที่จะไป ทำให้คนที่อยู่บนเครื่องบินไม่ได้ไปยังเมืองเป้าหมายที่ต้องการจะไป นักสื่อสารได้นำเอาคำนี้มาใช้กับการสื่อสาร มีความหมายว่าเมื่อการสื่อสารมีเป้าหมายอย่างหนึ่ง ถูกบิดเบือนโดยฝ่ายตรงกันข้ามให้มีเป้าหมายที่ต่างจากที่ผู้สื่อสารตั้งใจ หรือบางครั้งก็เป็นการบิดเบือนตีความหมายข้อความในการสื่อสาร ต่างไปจากที่ผู้สื่อสารตั้งใจจะสื่อสาร เพื่อที่จะด้อยค่าข้อความที่สื่อสาร หรือบุคคลที่ทำหน้าที่ในการสื่อสาร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เราจะได้เห็นว่ามีการ hijack ความหมายของคำว่า IP (Information Operation) ให้มีความหมายในเชิงลบ เพื่อกล่าวหารัฐบาลว่ารัฐบาลใช้ IO ในความหมายว่ารัฐบาลทำการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อครอบงำความคิดของประชาชน รวมทั้งใช้เงินงบประมาณจากภาษีของประชาชน ให้มีการให้ข่าวสารเพื่อชื่นชมรัฐบาลและตัวนายกรัฐมนตรี เหมือนพยายามจะบอกว่ารัฐบาลกำลังใช้ภาษีของประชาชนไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการเอาภาษีประชาชนมาทำกิจกรรมโฆษณาชวนเชื่อเพื่อให้ประชาชนชื่นชมรัฐบาล เป็นการกล่าวหาว่าข้อความที่รัฐบาลนำเสนอนั้นเป็นความเท็จเพื่อเป้าหมายในการโฆษณาชวนเชื่อ การพยายามที่สื่อความหมายของ IO ให้เป็นการโฆษณาชวนเชื่อแบบนี้ ถือเป็นการ Hijack ความหมายที่แท้จริงของ IO ที่เป็นปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสารที่ทำกันทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานในภาครัฐหรือภาคเอกชน เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแก่ประชาชน เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อการก่อให้เกิดทัศนคติที่ถูกต้อง และให้ประชาชนมีพฤติกรรมที่ถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;IO (information Operation) คือการปฏิบัติการด้านการข่าวที่ประเทศต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเขาทำกันทั้งนั้น เพราะเราเป็นสังคมข่าวสาร (Information Society) รัฐบาลมีหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนตามสถานการณ์ของประเทศ ของโลกได้ทัน มีความเข้าใจผลกระทบของสถานการณ์เหล่านั้น ว่ากระทบประเทศอย่างไร กระทบสังคมอย่างไร และกระทบการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างไร และมีคำแนะนำให้แก่ประชาชนให้สามารถมีทัศนคติและพฤติกรรมที่เหมาะสม ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ส่วนทางด้านเอกชนนั้น เขาก็ใช้ IO ในการให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของเขาที่จะต้องทำให้ประชาชนที่เป็นผู้บริโภคได้รู้แนวทางการทำงานขององค์กรได้อย่างถูกต้อง รู้เป้าหมายและพันธกิจขององค์กร ทำให้ผู้บริโภครู้จักผู้บริหารขององค์กรว่ามีภาวะผู้นำ มีวิสัยทัศน์ และใส่ใจใฝ่หานวัตกรรมมาพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคอย่างไร รวมทั้งให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า เพื่อให้ผู้บริโภครู้จักสินค้าด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง ด้วยความหวังว่าผู้บริโภคจะชื่นชมสินค้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การทำ IO นั้นมีขั้นตอนดังต่อไปนี้ ขั้นตอนแรกก็คือต้องมีการสืบเสาะหาข่าวสารต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประเทศชาติ องค์กร และหน่วยงานเพื่อให้รู้ว่ามีการพูดเกี่ยวกับประเทศชาติ องค์กร หรือหน่วยงานอย่างไรบ้าง การหาข่าวสารนั้น บางทีก็ใช้คนลงพื้นที่หาข่าว บางทีก็ทำวิจัยแบบสำรวจ ทำการวิจัยแบบสาธารณมติ (Public Polling) แต่สมัยนี้สามารถใช้การติดตาม (monitor) การสนทนาของประชาชนบนพื้นที่ social media ทุก platforms ที่เรียกว่า social listening ก็จะได้ข่าวว่าขณะนี้ประชาชนกำลังพูดถึงหน่วยงานในมิติต่างๆอย่างไรบ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เมื่อรับรู้ข่าวแล้วก็ทำการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้มาที่สมัยนี้เรียกว่า Big Data เพราะข้อมูลที่มาจากหลากหลายช่องทางนั้นมีเยอะมาก (volume) เนื้อหาของข้อมูลก็มีความหลากหลาย (variety) ข้อมูลต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว (velocity) และข้อมูลที่ได้มานั้น มีเรื่องจริงเรื่องเท็จปะปนกัน (veracity) การจะใช้ข้อมูลที่ได้มาเป็นพื้นฐานในการวางแผนการสื่อสารจึงต้องอาศัยความสามารถด้านการวิเคราะห์ข้อมูลในระดับผู้เชี่ยวชาญ (Analytics Competency)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;การวิเคราะห์มี 4 ขั้นตอน คือ 1) ต้องรู้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันเป็นเช่นไร (descriptive analytics) 2) ต้องรู้ว่าสถานการณ์เป็นเช่นนั้นเพราะอะไร (diagnostic analytics) 3) ต้องวิเคราะห์ให้ได้ว่าจากสถานการณ์ในวันนี้ ต่อไปอาจจะเกิดอะไร (predictive analytics) และ 4) ดังนั้นต่อนี้ไป เราควรทำอะไร (prescriptive analytics) เมื่อวิเคราะห์ทั้ง 4 ระดับนี้แล้ว ก็จะสามารถวางแผนทั้งการกระทำและการสื่อสารได้ คือจะต้องทำอะไรให้ทุกอย่างเดินหน้าอย่างราบรื่น เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ กับสังคม กับประชาชน และให้ประชาชนได้รับรู้การทำงานของหน่วยงาน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ทัศนคติที่ถูกต้อง และเสนอแนะการกระทำที่ถูกต้อง ที่จะเป็นประโยชน์กับผู้ปฏิบัติเอง ต่อสังคม และต่อประเทศชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ในการสืบค้นหาข้อมูลนั้น จะทำให้เกิดการวางแนวทางการสื่อสารได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และมีความสัมฤทธิ์ตามที่ต้องการ กล่าวคือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:36.0pt&quot;&gt;&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อเจอสิ่งที่คนอยากรู้ ก็ต้องตอบ อย่าให้ประชาชนอยู่กับความสงสัยที่จะทำให้เขาเชื่อข่าวลือ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:36.0pt&quot;&gt;&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อคนแสดงความคิดเห็นชื่นชอบหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นตัวบุคคลหรือผลงาน ก็ต้องขอบคุณ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:36.0pt&quot;&gt;&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อคนเข้าใจผิด เข้าใจบางเรื่องไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ก็ต้องชี้แจงให้เข้าใจได้ถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:36.0pt&quot;&gt;&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อมีคนปล่อยข่าวลวง (Fake news) ก็ให้ต้องความจริงแก่ประชาชน ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อข่าวลวง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:36.0pt&quot;&gt;&amp;middot;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อมีสิ่งที่ประชาชนควรรู้ แต่พวกเขายังไม่รู้ หรือรู้ไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน ก็เผยแพร่ให้เขาได้รู้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;จากขั้นตอนการทำงานดังที่กล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่า IO ก็คือการทำงานด้านข่าวสารที่เป็นสิ่งที่ต้องทำในยุคสังคมข่าวสาร เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นจริง และสามารถนำเอาข้อมูลที่ได้รับนั้นไปกำหนดทัศนคติและการกระทำของตนเองได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม แต่คำว่า IO ถูกนำมาใช้เหมือนประหนึ่งว่าปฏิบัติการด้านข่าวสารนั้นเป็นสิ่งที่เลวร้าย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เวลาฝ่ายค้านด่ารัฐบาลด้วยความจริงบ้าง ความเท็จบ้าง เขาบอกว่าเขาให้ข้อมูลประชาชน แต่พอรัฐบาลชี้แจง แก้ไขข่าวลวง แก้ไขข่าวบิดเบือน พวกเขากลับเรียกว่าเป็น IO ในความหมายเชิงลบ เหมือนประหนึ่งเป็นการใช้ข่าวสารครอบงำประชาชน ถ้าใครติดตามพื้นที่ของข่าวสารในเวลานี้ ก็จะเห็นว่าฝ่ายที่อยู่ตรงกันข้ามกับรัฐบาลลุกขึ้นมาทำสงครามข่าวสาร (information warfare) โดยใช้ social media เป็นอาวุธ (weaponization of social media) รุกคืบทำลายภาพลักษณ์ของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีมาเรื่อยๆ แต่จะให้รัฐบาลอยู่เฉยๆ ไม่ให้สู้ มันยุติธรรมเหรอคะ ที่ผ่านมารัฐบาลปล่อยให้ฝ่ายตรงกันข้ามใช้ social media ทำร้ายมามาก โดยไม่สู้ ถึงเวลาแล้วต้องทำ IO ในความหมายที่เป็นการให้ความจริงแก่ประชาชนนะคะ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115613</URL_LINK>
                <HASHTAG>คิดเหนือกระแส, ดร.เสรี วงษ์มณฑา, เมื่อ IO ถูก Hijack</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e089fe009ecd.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
