<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>96854</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/03/2021 11:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/03/2021 11:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เผยผลสำรวจช่วง&quot;โควิด19-เวิร์คฟอร์มโฮม&quot; อาจทำให้สุขภาพข่องปากแย่ลง เหตุกินของขบเคี้ยวมากขึ้น แทบไม่ไปพบหมอฟัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 &amp;nbsp;มี.ค. 64-จีเอสเค คอนซูเมอร์ เฮลธ์แคร์ โดยบริษัทสำรวจและวิจัยตลาด อิปซอส เปิดเผยว่า การระบาดของ โรคโควิด-19 ส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้บริโภคอย่างชัดเจน โดยมีการสำรวจความคิดเห็นออนไลน์กับผู้บริโภคจำนวน 4,500 คน ซึ่งมีอายุมากกว่า 18 ปีจาก 5 ประเทศในยุโรป (ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร สเปนและรัสเซีย) และ 4 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คีธ ชอย หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ธุรกิจคอนซูเมอร์ เฮลธ์แคร์ กล่าวว่า การระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนและแนวทางการดูแลสุขภาพอย่างเห็นได้ชัด แต่เป็นสิ่งที่น่ายินดีว่าในขณะนี้มีการรับรู้อย่างกว้างขวางในหมู่ผู้บริโภคเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดจากปัญหาสุขภาพช่องปาก ทั้งนี้จากการสำรวจในประเทศไทยได้ค้นพบที่สำคัญดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้บริโภคในประเทศไทยส่วนใหญ่เชื่อว่าการมีปัญหาสุขภาพช่องปาก อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพที่ตามมา แต่ยังไม่มีแนวทางดีพอในการจัดการสุขภาพช่องปากให้ดีขึ้น &amp;nbsp; การแพร่ระบาดของโรคของโควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคในประเทศไทยเปลี่ยนแนวทางการดำเนินชีวิต มาตรการล็อคดาวน์ในหลายพื้นที่ทำให้ผู้คนใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการบังคับให้ต้องทำงานจากที่บ้าน ดังนั้น จากผลการศึกษาจึงสังเกตเห็นได้ว่า การเปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวันและพฤติกรรมของผู้บริโภคอาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพช่องปากโดยรวมของพวกเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในประเทศไทย ผู้บริโภค 9 ใน 10 คน &amp;nbsp;หรือกว่า 92% กล่าวว่า การดูแลสุขภาพช่องปากที่ดีจะส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวม 63% เชื่อว่าการดูแลสุขภาพช่องปากที่ดีสามารถลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ 85% เชื่อว่าการดูแลสุขภาพช่องปากที่ดีสามารถส่งผลดีต่อสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดีได้ และ 66% เชื่อว่าการดูแลสุขภาพช่องปากที่ดีจะส่งผลดีต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดหรือการจัดการกับโรคเบาหวานได้ อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ผู้บริโภคในประเทศไทยส่วนใหญ่ตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดจากการดูแลสุขภาพช่องปากที่ไม่ดี แต่ผลสำรวจก็ชี้ให้เห็นว่าพวกเขายังมีแนวทางในการจัดการสุขภาพช่องปากที่ไม่ดีพอ ซึ่งอาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตโดยรวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในบรรดาผู้ที่เผชิญปัญหาเกี่ยวกับช่องปากอย่างน้อยหนึ่งอาการ พบว่ามีผู้บริโภคในประเทศไทยเพียง 38% เท่านั้นที่ระบุว่ามีการใช้ผลิตภัณฑ์เฉพาะทางเพื่อดูแลช่องปาก และมีเพียง 6% เท่านั้นไปเข้ารับการตรวจเช็คหรือทำความสะอาดช่องปากกับผู้เชี่ยวชาญด้านทันตกรรมเป็นประจำเพื่อรักษาปัญหาดังกล่าว ถึงแม้มีข้อเท็จจริงที่ระบุว่า 79% ของผู้บริโภคในประเทศไทยอ้างว่าตนเองมีปัญหาเสียวฟัน โดย 68% กล่าวว่า โดยทั่วไปแล้วรู้สึกเจ็บฟันเมื่อรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่ม ผลสำรวจเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติของคนไทยที่ไม่กระตือรือร้นในการรักษาสุขภาพช่องปากโดยรวม แม้หลายคนจะเผชิญกับปัญหาสุขภาพช่องปากอย่างน้อยหนึ่งอาการอยู่แล้วก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคในช่วงของการระบาดของโควิด-19 ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ซึ่งส่งผลให้สุขภาพช่องปากโดยรวมแย่ลงเช่นกัน &amp;nbsp;ผู้บริโภคในประเทศไทย กล่าวว่า ในช่วงระหว่างการระบาดของโควิด-19 พวกเขารับประทานขนมขบเคี้ยวเพิ่มขึ้น 20% กาแฟหรือชา 22% ขนมที่มีส่วนประกอบของไอศกรีม 19% น้ำผลไม้บรรจุกล่อง 21% และน้ำดื่มอัดลม 12% การรับประทานอาหารและเครื่องดื่มประเภทนี้ที่เพิ่มขึ้นส่งผลชัดเจนต่อสุขภาพช่องปาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นปัจจัยที่เข้าไปเร่งการสึกหรอของสารเคลือบฟันซึ่งร่างกายไม่สามารถฟื้นฟูได้ตามธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการประสบปัญหาสุขภาพช่องปากที่แย่ลงอยู่แล้ว ซึ่งเกิดจากการบริโภคอาหารและดื่มเครื่องดื่มดังกล่าว 79% ระบุว่ามีอาการเสียวฟัน 47% ระบุว่ามีปัญหาฟันเหลือง และ 60% ระบุว่ามีปัญหาคราบหินปูน และนี่คือ 3 ปัญหาหลักเกี่ยวกับช่องปากที่ผู้บริโภคในประเทศไทยกำลังเผชิญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อสำรวจความคิดเห็นว่าพวกเขามีแนวทางในการจัดการกับปัญหาช่องปากของตนเองอย่างไร 26% ระบุว่าหนึ่งในแนวทางสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหา คือการแปรงฟันเป็นประจำ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการขาดเป้าหมายและแนวทางเฉพาะในการดูแลสุขภาพช่องปากของผู้บริโภค นอกจากนี้ มีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 14% เท่านั้นที่เข้าไปรับการตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำกับทันตแพทย์เพื่อจัดการกับสภาวะสุขภาพช่องปากของพวกเขาอย่างกระตือรือร้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงควิด-19 ระบาด ทำให้ผู้บริโภคในประเทศไทยเกิดความลังเลที่จะไปพบทันตแพทย์ ผลสำรวจพบว่า67% กังวลกับการไปพบทันตแพทย์ด้วยตนเอง เนื่องจากเหตุผลที่ต้องการยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 34% ของผู้ตอบแบบสอบถามในประเทศไทยลดหรือหยุดการไปพบทันตแพทย์ในทันที ในบรรดาผู้บริโภคที่อ้างว่ารู้สึกกังวลหรือค่อนข้างกังวลที่จะไปพบทันตแพทย์ด้วยตนเอง 39% ระบุว่า ด้วยจำนวนคนในคลินิกทันตกรรมที่มากเกินไป จึงเกรงว่าจะไม่ได้ปฏิบัติตนตามมาตรการในการเว้นระยะห่างทางสังคมได้ 45% กล่าวว่า กลัวจะติดเชื้อโควิด -19 จากการสัมผัสอุปกรณ์ทันตกรรม และ 36% ระบุว่า ไม่มั่นใจว่าคลินิกทันตกรรมได้มีการฆ่าเชื้อและทำความสะอาดอย่างทั่วถึงและเรียบร้อยดีแล้วหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้สาเหตุของความกลัวที่จะติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จะไม่เป็นที่ทราบได้แน่ชัด ผู้บริโภคในประเทศไทยก็ได้หาหนทางอื่นเพื่อดูแลสุขภาพช่องปากโดยรวมของตน โดยมีเพียง 40% เท่านั้นที่ระบุว่า แปรงฟันบ่อยขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลาก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แม้จะบริโภคอาหารและดื่มเครื่องดื่มมากขึ้นซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพช่องปากโดยรวม แต่ผู้บริโภคในประเทศไทย 54% ระบุว่า ยังแปรงฟันด้วยความถี่เท่าเดิมกับเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการแพร่ระบาด ยิ่งไปกว่านั้นมีเพียง 35% เท่านั้นที่ระบุว่าใช้น้ำยาบ้วนปากเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการแพร่ระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบันผู้บริโภคกำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพช่องปากมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคราบหินน้ำลายที่สะสมหรืออาการเสียวฟันขณะรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่ม ปัญหาเหล่านี้เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงด้านทัศนคติและพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ความกังวลในการไปพบทันตแพทย์เป็นเหตุให้ได้รับการรักษาที่ล่าช้าส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ ดังนั้น การพบทันตแพทย์เพื่อรับการรักษาเป็นประจำและการดูแลรักษาสุขภาพช่องปากอย่างดีเป็นสิ่งจำเป็น การแปรงฟันและการใช้ไหมขัดฟันอย่างถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพช่องปากที่ดี&amp;rdquo; รศ.ทพ.ยสวิมล คูผาสุข ทบ. ประกาศนียบัตรบัณฑิตทางวิทยาศาสตร์การแพทย์คลินิก (ปริทันตวิทยา) ปริญญาโท (ปริทันตวิทยา) กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการสำรวจดังกล่าว เป็นการทำแบบสอบถามออนไลน์ ซึ่งทำการสำรวจกับผู้บริโภคจำนวนทั้งสิ้น 4,500 คน จาก 5 ประเทศในยุโรป (ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร สเปน และรัสเซีย) และ 4 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย)เป็นผู้มีอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไป ประเทศละ 500 คน การสำรวจนี้จัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 17 ถึง 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 และมุ่งเน้นไปที่ระดับการขออนุมัติของผู้ตอบแบบสอบถามด้วยข้อความต่างๆ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใดๆ ช่วงก่อนและหลังการระบาดของโรคโควิด-19 จะเริ่มขึ้น ข้อมูลถูกจับคู่อย่างเป็นสัดส่วนกับข้อมูลสำคัญอื่นๆ อาทิ อายุ เพศ ภูมิภาคที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ ข้อมูลจากผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมดได้ถูกนำเข้าไปอยู่ใน Adverse Event Tracker (การส่งต่อไปยังผู้ผลิตในรูปแบบที่ไม่ระบุตัวตนซึ่งมีปัญหากับผลิตภัณฑ์)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96854</URL_LINK>
                <HASHTAG>คีธ ชอย, จีเอสเค คอนซูเมอร์ เฮลธ์แคร์, ปัญหาสุขภาพช่องปาก, โควอด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210322/image_big_6058194f10c4e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
